ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๗๒

    สนทนาธรรม ที่ กรมยุทธบริการทหาร

    วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เหตุใดเขาโกรธง่าย เหตุใดเขาใจบุญ ถ้าไม่มีการสะสมมาเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย จะเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่ และกรรมที่สะสมรักษาไว้ซึ่งวิบากด้วย สามารถจะทำให้วิบากเกิดขึ้นได้ ไม่เช่นนั้นวิบากจะมาจากไหน แต่เพราะกรรมที่ได้สะสมมานี่เองเป็นปัจจัยที่จะให้เกิดวิบาก ไม่ให้เกิดวิบากได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ให้เกิดได้หรือไม่ เกิดแล้วไม่ให้เห็นได้หรือไม่ ไม่ให้ได้ยินได้หรือไม่ ก็ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงความเข้าใจว่าเป็นธรรมและสอดคล้องกันทั้งหมด ปฏิสนธิจิตเป็นผลของกรรม ไม่ใช่จิตเห็น ไม่ใช่จิตได้ยิน มีวิตกเจตสิกเกิดหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ นี่คือประโยชน์ของการสนทนาธรรม ถ้าพูดไปๆ จะรู้หรือไม่ว่าเข้าใจมากหรือน้อยเพียงใด แต่ถ้ามีการสนทนาเมื่อไรก็สามารถจะรู้ได้ว่า สิ่งที่ได้ฟังผ่านๆ ไปมีความเข้าใจมั่นคงระดับไหน เพราะฉะนั้น การสนทนาธรรมเป็นมงคลที่จะทำให้ความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น นำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจจธรรม

    ผู้ฟัง ขณะที่วิตกจรดไปในเรื่องราวอารมณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เราจะเห็นเป็นสัตว์บุคคลแล้วมีเรื่องราวต่างๆ มากมาย

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อนคุณนิรันดร์ เพียงแค่พูดคำนี้ วิตกเจตสิกก็เกิดกับจิตแล้ว เพราะฉะนั้น เสียงที่ออกมาเป็นไปตามจิตที่คิดเพราะวิตกจรดในเรื่องนั้น ไม่ใช่คำอื่น ไม่ใช่เรื่องอื่น

    ผู้ฟัง การฟังธรรมอย่างละเอียดลึกซึ้งจะเป็นปัจจัยให้เข้าใจได้อย่างไรว่า ขณะที่จรดในอารมณ์และเรื่องราวต่างๆ นั้น จริงๆ แล้วไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวตน

    ท่านอาจารย์ คุณนิรันดร์รู้แต่ว่าคุณนิรันดร์คิดใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แต่ว่านอกจากจิต ๑๐ ดวง คิดไม่ใช่จิตเห็น จิตเห็นเพียงแค่เห็น ไม่ใช่คิด ความเข้าใจในการศึกษาธรรมต้องไม่เปลี่ยนจึงจะมีความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นๆ ได้ ถ้าเปลี่ยน ความเข้าใจไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยเพราะเปลี่ยนนั่นคือผิดแล้ว เพราะฉะนั้น จิต ๑๐ ดวงไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน พรหมโลก เทวโลก นรก นก หนู ปู ปลา อะไรก็ตามที่ขณะนั้นเห็นก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ จิตที่เกิดต่อจากจุติของชาติก่อนคือ ขณะแรกของชาตินี้ไม่มีระหว่างคั่นเลย ตายแล้วเกิดทันทีโดยกรรมหนึ่งเป็นปัจจัย เปลี่ยนสภาพจากคนนี้ เป็นคนนี้ได้เพียงชาตินี้ ต่อจากจุติจิตของชาตินี้เป็นใคร เป็นอะไร รู้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ปกปิดแล้วใช่หรือไม่ ไม่รู้กรรมไหนจะให้ผลใช่หรือไม่ สัตว์ทั้งหลายก็ไม่รู้ว่า กรรมชาติไหนทำให้เกิดเป็นเช่นนี้ มีตากี่ตา ๕ หรือ ๒ หรือ ๑ ก็ได้ แล้วแต่ประเภทของสัตว์นั้นๆ กรรมทำได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น ปฏิสนธิจิตมีวิตกเจตสิกเกิดหรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่คุณนิรันดร์ ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมั่นคงในความเป็นธรรม อีกนานเท่าไรกว่าจะค่อยๆ ละลายอวิชชา ความไม่รู้ในแสนโกฏิกัปป์ซึ่งหนามากปกปิดสิ่งที่กำลังเป็นอย่างในขณะนี้ จนกว่าปัญญาจะค่อยๆ เกิดรู้ความจริงทีละเล็กทีละน้อย จนรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้จากการฟัง ไม่ใช่จากการไปทำอย่างอื่นเลย

    ผู้ฟัง ที่เราค่อยๆ ฟังธรรมอย่างละเอียดและลึกซึ้ง แต่ก็ยังไม่เป็นปัจจัยที่จะให้ไถ่ถอนความเห็นผิดในชีวิตประจำวันที่ยังเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเรื่องราวต่างๆ

    ท่านอาจารย์ ฟังธรรมแล้วก็ลืม เมื่อโกรธเกิดก็เดือดร้อน ถ้าปัญญาเกิด ไม่ใช่เรา เห็นก็อย่างหนึ่ง โกรธก็อย่างหนึ่ง เกิดแล้วดับ เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง นี่คือผลของการที่ฟังแล้วฟังอีก ฟังแล้วฟังอีก จนกระทั่งสัญญาจำมั่นคงตามลำดับขั้น ตอนนี้ฟังว่าไม่ใช่เรา แต่เมื่อเห็นก็เรา ได้ยินก็เรา ใช่หรือไม่ แต่ก็จะต้องมีขณะที่ฟังแล้วฟังอีกจนเข้าใจ จนถึงกับขณะที่เมื่อโกรธก็เกิดระลึกได้ว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเพียงแค่คิด ขณะนั้นก็มีปัจจัยที่จะให้แม้คิดเช่นนั้นยังเกิดได้

    ถ้าฟังต่อไปอีก เข้าใจต่อไปอีก มากขึ้นอีกยิ่งกว่าเพียงคิดคือ สามารถที่จะเข้าใจตรงลักษณะนั้นทันทีนั่นคือ ระลึกรู้คือสติ และสัมปชัญญะคือปัญญา อาศัยการฟังจึงสามารถเข้าใจได้ในสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ คนที่ไม่ได้ฟังธรรมเลยกระทบแข็ง เขาก็บอกว่าแข็ง คนที่ฟังธรรมก็รู้ว่าแข็ง แต่เข้าใจความเป็นแข็ง ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ เห็น คนที่ไม่เคยฟังธรรมเลยก็เป็นเราเห็น แต่เมื่อปัญญาเจริญขึ้นขณะเห็นเดี๋ยวนี้ ความจริงของเห็นคือธาตุรู้ปรากฏ นี่คือฟังเรื่องเห็นเท่านั้น แต่ความจริงของธาตุรู้ที่กำลังเห็นยังไม่ได้ปรากฏ แต่ปัญญาต้องปรากฏ ต้องรู้ได้ มิฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง และพระองค์ได้ทรงตรัสรู้ว่ามีคนที่สะสมปัญญามาแล้ว

    ด้วยเหตุนี้ พระธรรมที่ทรงแสดงทำให้ผู้ที่ได้สะสมมาถึงความเป็นพระอรหันต์ก็มี ความเป็นพระอนาคามีบุคคลก็มี ความเป็นพระสกทาคามีบุคคลก็มี ความเป็นพระโสดาบันก็มี แต่ด้วยความเห็นถูกที่ได้สะสมมา ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลยแล้วไปนั่ง นอน ยืน เดิน ๑๐ วัน ๗ วัน แล้วคิดว่าจะเข้าใจธรรมได้ นั่นคือหมิ่นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กว่าที่พระองค์จะได้ตรัสรู้บำเพ็ญเพียรนานเท่าไร และคนยุคนี้ไม่รู้อะไรเลยแต่อยากปฏิบัติ อยากรู้ก็ไปทำวิธีต่างๆ แต่ถ้าถามเดี๋ยวนี้เห็นก็ยังเป็นเรา แล้วเมื่อไรจะเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง ในชีวิตประจำวันจริงๆ ที่เราเห็นเป็นสัตว์ เป็นบุคคลต่างๆ จริงๆ เราถูกลวงด้วยความไม่รู้จึงต้องมาศึกษาธรรม

    ท่านอาจารย์ สัญญาวิปลาส จำผิดคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เป็นเพียงสิ่งที่กระทบตา พิสูจน์ได้เลย หลับตาแล้วไม่ปรากฏ ไม่เห็น ไม่มีเห็นก็ไม่มีสิ่งที่ปรากฏ แล้วคนอยู่ไหน เมื่อเห็นก็ไปจำไว้เลย สิ่งที่กำลังเกิดดับก็เห็นว่าไม่ดับ รวมกันแล้วเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐานต่างๆ ก็ยึดมั่นในนิมิต โดยรู้ว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่งเห็นขณะนี้ สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นดับแล้วจะเป็นอะไรได้ แต่ตราบใดที่ยังเป็นคนนี้ก็ให้เห็นกำลังของความไม่รู้ที่สะสมมาว่า ปิดบังสนิท จนกว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงและเข้าใจขึ้น จะค่อยๆ เปิดเผยความจริงซึ่งถูกปกปิด ด้วยเหตุนี้ ผู้ฟังที่มีความเข้าใจแล้วได้กล่าวว่า คำของพระองค์เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลง จุดประทีปในที่มืด แสดงว่าเดี๋ยวนี้มืดเพียงใด

    --------------------------------------------------------------------------------------

    สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์

    วันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑

    --------------------------------------------------------------------------------------

    ท่านอาจารย์ ฟังเพื่อรู้ว่าเราไม่เข้าใจ ไม่เช่นนั้นเราก็คิดว่าเราเข้าใจหมด ใช่หรือไม่ แต่ว่าไม่เคยเข้าใจสิ่งที่มีตามความเป็นจริง ไม่เคยรู้เลย เพราะฉะนั้นฟังเพื่อรู้ว่าเราไม่รู้ ถูกต้องหรือไม่ ตอนนี้คุณพรทิพย์ไม่รู้อะไรบ้าง

    ผู้ฟัง ไม่รู้ทั้งหมดเลย

    ท่านอาจารย์ อะไรบ้าง

    ผู้ฟ้ง สิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้

    ท่านอาจารย์ อะไรบ้าง

    ผู้ฟัง เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส กระทบสัมผัส

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเลย ทั้งวันด้วย ยิ่งฟังเท่าไรก็ยิ่งให้รู้ตามความเป็นจริงว่าไม่รู้ เพื่อจะค่อยๆ รู้ขึ้น แต่ละคำประมาทไม่ได้เลย ฟังเท่าไรก็ยังเป็นเรา ใช่หรือไม่ ทั้งๆ ที่พูดเรื่องตา เรื่องหู เรื่องจมูก เรื่องลิ้น เรื่องกาย ทุกอย่างในวันหนึ่งๆ ก็ยังคงเป็นเรา แสดงให้รู้ว่าไม่รู้มากมายมหาศาลสักเพียงใด เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อเป็นผู้ที่ตรงที่จะเข้าใจถูกต้องว่าไม่รู้ ได้แต่ฟัง ฟังแล้วคิดและไตร่ตรองว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ซึ่งคนอื่นไม่รู้

    เพราะฉะนั้น พระปัญญาของพระองค์ต่างกับคนอื่นมาก แต่พระมหากรุณาที่บำเพ็ญพระบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อให้เรารู้ คิดดูว่าพระคุณมหาศาลเพียงใด ซึ่งใครจะรู้ก็ต้องแล้วแต่ว่าแต่ละคนสะสมมามากน้อยต่างกัน โดยต้องเริ่มจากการเห็นคุณสูงสุดในชีวิตในสังสารวัฏฏ์ว่า ไม่เคยรู้สิ่งที่กำลังมี แต่ยังเริ่มค่อยๆ รู้ขึ้นเมื่อได้ฟังคำของพระองค์ซึ่งเป็นที่น่าอัศจรรย์ คำของใครก็ไม่ทำให้รู้ความจริงที่กำลังมีในขณะนี้ นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งพูดเรื่องสิ่งที่มี ให้คนที่ได้ฟังเริ่มไตร่ตรองทีละเล็กทีละน้อยว่า ความไม่รู้ของเราแม้ฟังมานานเท่าไรก็ยังคงยังมีความไม่รู้ ที่ปิดบังไม่ให้สภาพธรรมที่กำลังมีอยู่ขณะนี้ปรากฏตามความเป็นจริงว่า มีจริงๆ แต่ถ้าไม่เกิด มีหรือไม่ ต้องตรง ต้องเริ่มคิด ไม่ใช่เพียงฟังไปเท่านั้น แต่คิดเพื่อจะรู้ความลึกซึ้งของพระธรรมที่ทรงแสดงว่า ก่อนมี ไม่มี แต่มีแล้วดับไป นี่คือพระปัญญาคุณที่ทรงตรัสรู้ ซึ่งเมื่อตรัสรู้แล้วไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดงเพราะกว่าจะรู้เช่นนี้ไม่ใช่ง่าย ไม่ใช่ว่าใครจะไปสำนักปฏิบัติ ๑๐ วัน ๒๐ วัน แล้วจะรู้ได้ ไม่ง่ายใช่หรือไม่

    ดังนั้น เริ่มเห็นความลึกซึ้งด้วยความเคารพอย่างยิ่งที่จะไม่ประมาท ฟังเพื่อรู้ว่า ขณะนี้เห็นก็กำลังเห็น แล้วฟังว่าเห็นเกิดดับซึ่งเป็นความจริง แต่เห็นก็ยังไม่ปรากฏความเกิดดับ แสดงว่าความไม่รู้ยังคงมีอยู่มาก จะค่อยๆ ลดน้อยไปด้วยการเริ่มค่อยๆ เข้าใจโดยไม่ใช่เราด้วย เพราะฉะนั้น ลึกซึ้งและยากอย่างยิ่ง แต่ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ไม่มีทางที่จะถึงทางนี้หรือเห็นความจริงนี้ได้เลย เพราะถูกโลภะปิดบังให้ทำอะไรต่างๆ ให้ต้องการ มีแต่เรื่องต้องการ แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องรู้แล้วละ

    เราทุกคนจะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน เป็นคำเตือนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า คิดถึงความตายวันละกี่ครั้ง จนกระทั่งเตือนให้รู้ว่า ความตายไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลยว่าจะมาถึงเมื่อไร ใกล้ ไกล ด้วยอาการอย่างไร ทุกคนตายแน่นอนและตายเมื่อไรก็ไม่รู้แน่นอน แต่ประโยชน์ที่ยังมีชีวิตอยู่ทุกขณะ ประโยชน์สูงสุดคือได้เข้าใจความจริงที่มี มิฉะนั้นแล้วไม่มีทางที่จะเข้าใจเลย

    คนใหม่ฟังแล้วเข้าใจหรือไม่ เริ่มเข้าใจหรือยังว่า เห็นเกิดดับ แต่ไม่มีใครประจักษ์แจ้ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงหนทางให้ประจักษ์แจ้ง แต่กว่าจะรู้ว่าเป็นหนทาง บางคนก็หลงทางคิดว่าไปทำอะไรแล้วก็จะรู้ได้ แต่ไม่มีทางเป็นไปได้เลยนอกจากความรู้เท่านั้นที่จะรู้ว่า ละความไม่รู้ไปบ้างหรือยัง ทางไหน ฟังเช่นนี้ไม่มีทางที่จะไปประจักษ์การเกิดดับของสภาพธรรม ต้องรู้ว่าไม่ใช่เราที่จะทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่เป็นความเข้าใจที่เริ่มเข้าใจถูกทีละเล็กทีละน้อยจะค่อยๆ ละความไม่รู้ จนกว่าความไม่รู้ค่อยๆ ถึงเวลาที่จะไม่ปิดบังสิ่งที่กำลังมีจริงในขณะนี้ โดยเริ่มเข้าใจว่าไม่ใช่เราตั้งแต่ขั้นฟัง ถ้าขั้นฟังคิดว่าเป็นเราทำได้ ผิด ไม่มีทางถูกได้เลย แต่ไม่ใช่เราทั้งหมดเลย ตาไม่ใช่เรา เห็นไม่ใช่เรา เสียงไม่ใช่เรา เป็นแต่สิ่งที่มีจริงชั่วขณะที่เกิด ไม่เกิดก็ไม่มี ใครก็ไปทำไม่ได้ แต่มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นแล้วดับไป นี่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งฟังแล้วฟังอีก ฟังแล้วฟังอีกจนกว่าจะไม่ทำอะไรแต่เข้าใจสิ่งที่มี มิฉะนั้นเมื่อเป็นเราที่ทำจะเข้าใจสิ่งที่มีได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้รู้ว่าขณะนี้ที่กำลังเกิดดับ ไม่ใช่ให้เราไปทำอะไรแล้วจะรู้อะไร

    ฟังแล้ว จะฟังต่อหรือไม่ ฟัง เพราะว่าไม่รู้ใช่หรือไม่ เมื่อฟังแล้วเริ่มรู้ว่าไม่มีเราสักอย่าง ฟังไปๆ เข้าใจขึ้นๆ แม้ในขั้นการฟังก็ต้องมั่นคงว่าไม่ใช่เรา เพราะทั้งวันเป็นเราหมด และทุกสิ่งทุกอย่างก็ผูกมัดไว้แน่นให้อยู่ในความต้องการด้วยความเป็นเรา ไม่ว่าอะไรทั้งหมด จนกว่าจะรู้ว่าไม่ต้องไปหวังอะไร ทุกอย่างมีโดยที่ไม่ได้หวัง จะเกิดเป็นคนนี้ยังเกิดเลย ใช่หรือไม่ ทุกอย่างต้องเป็นเช่นนี้คือไม่ได้เพราะหวัง แต่เพราะเหตุปัจจัยที่ต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เลือกไม่ได้เลยสักอย่างนอกจากฟังและรู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริง มีทั้งธรรมกลางๆ ไม่ดี ไม่ชั่ว มีทั้งธรรมที่เป็นฝ่ายดี มีทั้งธรรมที่เป็นฝ่ายไม่ดี จริงหรือไม่

    จากการเป็นเราเปลี่ยนเป็นธรรมเท่านั้นเอง ใครดีนั่นคือธรรมดี ใครไม่ดีนั่นคือธรรมไม่ดี ไม่มีเรา ไม่มีใครเลยทั้งสิ้น แต่ว่าเป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับ ไม่มีเราดีกว่า หรือว่ามีเราดีกว่า ไม่มีเราดีกว่า เห็นหรือไม่ว่าเพราะได้ฟัง เพียงได้ฟังเท่านี้ ธรรมเป็นเรื่องตรง คือไม่ดีก็ต้องไม่ดี เราชอบไม่ดีหรือไม่ แน่ใจหรือ เห็นหรือไม่ว่าเพราะไม่รู้ทั้งหมดเลย เกิดมาก็ไม่รู้ อะไรไม่ดีก็ยังชอบเลย แล้วกว่าจะรู้จริงๆ ได้ก็ต้องอาศัยการฟังเท่านั้น เพราะปัญญาเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ความไม่รู้เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง แต่ละหนึ่งเปลี่ยนจากเรา เปลี่ยนจากดอกไม้ เปลี่ยนจากโต๊ะ เปลี่ยนจากเก้าอี้ เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ๆ ที่มีลักษณะซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เมื่อมารวมๆ กันเลยกลายเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่ง (ดูเหมือนว่า) ไม่เกิดดับ เพราะว่าเกิดดับเร็วมาก เหมือนเดี๋ยวนี้

    ดังนั้น ฟังธรรมไม่ต้องไปหาตัวอย่างที่ไหนเลย เดี๋ยวนี้เองเป็นธรรมที่เกิดดับ รวมกันปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้หมายรู้ว่า ไม่ได้เกิดดับไปเลย ด้วยความวิปลาสคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ธรรมไม่ใช่ให้เราไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย มีปัจจัยที่สะสมมาในสังสารวัฏฏ์ยาวนานมากจึงเกิดได้ ถึงเวลาก็ต้องเกิด ใครจะป่วย จะไข้ เจ็บเล็ก เจ็บน้อย เจ็บใหญ่ เจ็บมาก ถึงเวลาก็ต้องเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครไปทำได้เลยทั้งสิ้น ทุกอย่างมีเพื่อให้เข้าใจถูกต้อง ถ้าเป็นผู้ที่เห็นประโยชน์ของการที่อยู่มาในโลกนี้ และจะจากโลกนี้ไปโดยเหมือนเดิมคือไม่รู้อะไรเลย เหมือนเดิมไปทุกชาติก็ไม่รู้ไปทุกชาติ บางชาติก็ทนทุกข์ทรมานมากมายมหาศาล ใครจะรับรองได้ว่าจะไม่เกิดในนรก ใครจะรับรองได้ว่าไม่เกิดเป็นเปรต ใครจะรับรองได้ว่าไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

    จากโลกนี้ไปเพียงหนึ่งขณะจิต ก็ไปแล้วเร็วมากตามเหตุตามปัจจัย เหมือนมาแล้วจากชาติก่อนเร็วมากเลย เกิดเป็นคนนี้แล้ว แต่เป็นเพราะเหตุใด แล้วก็จากโลกนี้ไป เป็นเพื่ออะไร ไม่เป็นก็ไม่ได้เพราะไม่ใช่เรา นี่คือเข้าใจธรรมว่ามีจริงๆ แต่ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อเข้าใจทุกครั้งที่ฟังเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะมั่นคง

    อ.วิชัย เพราะฉะนั้น ขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับโดยไม่ขาดสายเลย และไม่มีบุคคลหนึ่งบุคคลใดที่สามารถห้ามความเป็นไปของธรรมได้เลย แต่ว่าความรู้คือปัญญา สามารถเกิดขึ้นเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่มีได้ เพราะว่าอวิชชาไม่สามารถที่จะเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏได้ จึงต้องอาศัยความรู้คือปัญญา แต่ต้องจากการได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงไว้

    การเริ่มต้นหรือตั้งต้นคือ ให้รู้ว่าสิ่งที่มีจริงในแต่ละลักษณะนี้คืออะไร เพราะว่าแต่ก่อนยังเป็นเราทั้งหมดเลยใช่หรือไม่ เห็นก็เป็นเรา ได้ยินก็เป็นเรา ชอบก็ยังเป็นเราอยู่ ขณะที่ชอบไม่เห็นโทษของความติดข้องเลยเพราะไม่ใช่ปัญญา แต่ปัญญาสามารถเกิดขึ้นรู้ตามความเป็นจริงว่า ความติดข้องเกิดขึ้นมาก็ยังเป็นเหตุที่จะให้มีการเป็นไปในสังสารวัฏฏ์อีกยาวนาน นี่คือเป็นเหตุปัจจัยของสภาพธรรมโดยละเอียดที่พระองค์แสดงไว้ ตราบใดก็ตามที่ยังมีความติดข้องยินดีพอใจ ก็ยังเป็นเหตุให้มีการกระทำกรรมที่เป็นกุศลกรรมบ้าง อกุศลกรรมบ้าง ซึ่งทั้งหมดมาจากความไม่รู้ด้วย

    ท่านอาจารย์ แต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรมอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นธรรม (คิดว่า) เป็นเรา แต่ให้ทราบว่าธรรมที่เป็นสภาพรู้คือ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏ สภาพของจิตคือรู้แจ้งสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงเดี๋ยวนี้ หรือเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เป็นกลิ่น เป็นรสใดๆ รู้เมื่อไรขณะนั้นคือจิตที่กำลังรู้แจ้งสภาพธรรมนั้น เช่น เห็นกำลังรู้แจ้ง ใครจะไปเปลี่ยนสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แม้ได้ยินได้กลิ่นเพียงชั่วหนึ่งขณะ ต่อจากนั้นก้าวแล้ว ก้าวไปเป็นคน ก้าวไปเป็นดอกไม้ ก้าวไปเป็นโต๊ะ ก้าวไปเป็นเรื่องราวต่างๆ เพราะวิตกเจตสิก

    วิตกคือสภาพที่จรดในอารมณ์ เป็นเจตสิกซึ่งไม่เกิดกับจิต ๑๐ ดวงคือ จิตเห็น กุศลวิบาก ๑ เป็นผลของกุศล อกุศลวิบาก ๑ เป็นผลของอกุศล จิต ๑๐ ดวง ๕ ทางไม่มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่นำมาซึ่งเรื่องราวมหาศาล ทั้งทางตา ลองไม่เห็นก็ไม่มีแล้ว สนามกอล์ฟไม่มี อะไรๆ ก็ไม่มี บ้านเรือนก็ไม่มี แม่น้ำลำคลองก็ไม่มี แต่เมื่อเห็น ก้าวไปสู่การคิดถึงรูปร่างสัณฐาน ความจำชื่อและเรื่องราวมากมาย รวมกับทางหูด้วย ทางจมูกด้วย ทางลิ้นด้วย ทางกายด้วย เรื่องของสิ่งที่มาจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กำลังกระทบสัมผัส เท่านั้น คิดนึกก็มีวิตกเจตสิกจรดในเรื่องไหนเพราะสัญญาจำไว้ สัญญาจำไว้มากมายเลย จำไว้ทุกขณะ อยู่ในโลกของสัญญา เพราะจิตเกิดเมื่อไรสภาพจำคือสัญญาเจตสิก จำพร้อมกันเลย

    เพราะฉะนั้น จำไว้มากมายเพียงใดเพราะจิตเกิดเท่าไรนับไม่ถ้วน สัญญาก็ต้องนับไม่ถ้วน วิตกเจตสิกก็จรดในสิ่งที่สัญญาได้จำไว้แล้ว ความคิดนึกก็เป็นไปตามวิตกเจตสิกที่กำลังจรดในเรื่องนั้นๆ สิ่งนั้นๆ เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่าธรรมละเอียดลึกซึ้งมาก ถ้าเราไม่เรียนโดยละเอียด จะเพียงบอกว่าไม่ใช่เรา ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย เพราะว่ายึดติดมั่นคงในความเป็นเรานานแสนนาน นับไม่ได้เลยว่านานเท่าไร เปรียบเหมือนภูเขาใหญ่ๆ เทียบกับผงธุลี แสดงให้เห็นว่า กว่าเราจะมีความเข้าใจได้ที่จะรู้ความเป็นจริง และไม่ใช่ภูเขาเพียงลูกเดียว ภูเขาของอวิชชาทั้งหมดในทุกอย่าง เห็นขณะนี้กำลังเกิดดับ ได้ยินเกิดดับ ก็ไม่รู้ อะไรกำลังเกิดดับ ไม่รู้ทั้งหมดเลย แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และทรงแสดงว่า หนทางรู้ก็คือฟังก่อน จนกระทั่งเป็นปัญญาของตัวเอง

    ถ้าไม่มีปัญญาของตัวเอง จะไปทำอะไรก็ด้วยความเป็นเรา ด้วยความหวัง และด้วยความต้องการ ซึ่งเป็นหนทางผิด เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องรู้ว่า ทางถูกคือฟังเรื่องสิ่งที่มีและค่อยๆ เข้าใจว่าไม่ใช่เรา แต่มีจริงๆ เพราะเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    30 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ