ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
ตอนที่ ๑๓๓๒
สนทนาธรรม ที่ โรงเรียนสอนดนตรีสุรนา
วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าเราสะสมอย่างนี้ ถึงเวลาก็สามารถเข้าใจได้ และเข้าใจระดับไหน อนัตตาจริงๆ เราก็ไม่รู้ เพราะว่าเหมือนด้ามมีดถูกจับไปๆ จะรู้ได้อย่างไรว่าสึกเมื่อไหร่ ต่อเมื่อไหร่สึกเมื่อนั้นสภาพนั้นปรากฏตามที่ได้ฟังได้เข้าใจก็คือรู้ว่านั้นเป็นผลที่เกิดจากการละ ไม่ใช่เป็นการที่ต้องการ เพราะฉะนั้นคำที่แสดงแล้วว่าเป็นสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง ความเข้าใจอย่างนี้กำลังละความต้องการ เพราะว่าต้องไม่ลืม อริยสัจ ๔ ทุกขอริยสัจจเป็นสิ่งที่ควรรู้ เพราะเดี๋ยวนี้กำลังเกิดดับ แล้วต้องละ ถ้าไม่ละไม่มีการถึงนิโรธ จะไปพากเพียรด้วยความเป็นเราซึ่งเป็นความติดข้อง ก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้ แต่กำลังฟังเข้าใจ คือละแล้ว ปัญญาละการที่จะไปทำแล้ว ถ้าเกิดอีก ปัญญาต้องรู้อีกจนหมดทั้ง ๕ ขันธ์ แค่ขันธ์เดียวก็ยังไม่รู้ อยู่ในโลกของความจำทุกขณะก็ไม่รู้ และอยู่ในโลกของนิมิตด้วยก็ไม่รู้ คือความไม่รู้มากมาย และต้องค่อยๆ รู้ว่านั่นไม่รู้ๆ และความรู้สิ่งนั้นก็ค่อยๆ นำไปสู่ความเข้าใจ ละความไม่รู้ทีละเล็กทีละน้อย ทำหน้าที่ของสภาพธรรมไม่มีเรา
อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวว่าต้องมีปัญญาที่เกิดขึ้นละความไม่รู้ ความติดข้องความยึดถือในขันธ์ทั้ง ๕
ท่านอาจารย์ ไม่อย่างนั้นก็ยังสงสัยอยู่ ยังไม่รู้อยู่ แล้วก็ยังเลือกอยู่ๆ ว่าแค่อันเดียว เลือกไม่ได้ อันไหนอันเดียว อนัตตาก็ต้องทั่ว ไม่มีทางเลยที่จะเหลือความเป็นเรา และความเป็นตัวตน และก็เป็นหน้าที่ของปัญญาที่จะรู้ทั่ว เป็นหน้าที่ของปัญญา ที่ไม่เลือก เป็นหน้าที่ของความรู้ทั่วนำไปสู่ความไม่ใช่ตัวตน อะไรนำไปสู่ความไม่ใช่ตัวตน ก็เพราะปัญญาที่รู้ ปัญญาที่ไม่เลือก ขณะที่รู้นั่นละแล้ว ทีละน้อยมาก ละความเห็นผิด ละความต้องการที่จะไปรู้ที่จะไปทำ และในระหว่างที่เห็นถูกหนทางนี้ก็ยังเป็นหนทางของการรู้ขึ้น และละเพิ่มขึ้นด้วย พอโลภะเกิดมีปัจจัยที่จะเกิด ถ้าหวั่นไหว ปัญญาต้องรู้ไหมว่าหวั่นไหวไม่ใช่เรา ไม่ใช่ไปรู้แค่โลภะไม่ใช่เรา คิดดู บางลงๆ เพราะปัญญาค่อยๆ เข้าใจจนกว่าจะหมด ถ้าเรารู้ว่าโลภะไม่ใช่เรา แต่ตอนหวั่นไหวไม่รู้ตรงหวั่นไหว ก็เป็นเรา แล้วมีใครบ้างที่โลภะเกิดแล้วไม่หวั่นไหว แต่ไม่รู้เลย ตรงหวั่นไหวก็เป็นเราแล้ว อยากได้เพราะชอบ ติดข้อง จดจ้องแม้เพียงเล็กน้อย แค่จะเข้าใจก็ต้องรู้ และความรู้นั่นก็ละ ไม่ต้องไปจดจ้อง เพราะแล้วแต่ปัญญาจะเกิดรู้อะไรต้องมั่นคงอย่างนั้น
อ.วิชัย สิ่งเหล่านี้เขาพร้อมจะเกิด
ท่านอาจารย์ เมื่อมีปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัยยังไงก็เกิดไม่ได้ ฟังปุ๊บเกิดปั๊บเป็นไปไม่ได้ ฟัง ๑๐ ปีเกิดก็รู้เอง ก็นั่งนับไม่ใช่หรือ แล้วจะเกิดได้อย่างไร
อ.วิชัย นั่งนับก็หวั่นไหวด้วยความต้องการ
ท่านอาจารย์ ถูกต้องเพราะโลภะ อาจารย์ ลูกศิษย์ ไม่เคยทิ้งกันเลย ก็เริ่มเห็นโลภะว่าแนบเนียน หลากหลาย ติดตาม ไม่มีการรู้เลยว่าโลภะตลอด กำลังฟังก็ยังมีโลภะว่าอยากจะรู้อย่างนั้นอยากจะรู้อย่างนี้ ก็สิ่งที่กำลังปรากฏแค่นี้อย่างเดียวฟังเท่าไหร่จะรู้ แล้วลองเปรียบเทียบไม่มีอะไรอย่างที่เราเคยคิดว่ามีจริงๆ มีเพียงแค่สิ่งที่ปรากฏ ต้องเฉพาะปรากฏด้วย แล้วดับไปแล้วไม่กลับไปอีก ถ้ามีความเข้าใจมั่นคงอย่างนี้จริงๆ จะละไหม ก็ต้องรู้ว่าไปติดข้องอะไรกับสิ่งที่หมดแล้วจริงๆ แล้วไม่กลับมาอีก และยิ่งเป็นการประจักษ์ชัดเจนต่อหน้าต่อตา ความที่เคยเป็นเราก็ต้องหมดค่อยๆ หมดไปตามกำลังของปัญญา แค่นี้ยังต้องอาศัยปัญญายิ่งขึ้นๆ กว่าจะดับได้จริงๆ ทั้งหมดเลยไม่ว่าอะไร และก็ที่สำคัญที่สุดคือด้วยความเป็นอนัตตายิ่งยากเข้าไปอีกกี่เท่า คุณคำปั่นต้องทบทวนภาษาบาลี ที่บอกว่าเก็บไว้ในหทัย
อ.คำปั่น เป็นข้อความที่มีในพระไตรปิฎก เพราะว่าเป็นข้อความหรือว่าเป็นคำที่นำมาซึ่งความเข้าใจอย่างถูกต้อง แล้วก็ประทับอยู่ในใจ ก็คือไม่ลืมเป็นเครื่องเตือนที่ดีให้ได้น้อมลึกถึงคำนั้น เพราะว่าเป็นคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งพยัญชนะในภาษาบาลี ก็คือ หทเย นิเธตพฺพยุตฺตกํ หอหีบ ทอ ทหาร สระเอ ยอยักษ์ หทเย แปลว่าในใจหรือในหทัย ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ภายในที่สุด แล้วก็นิเธตพฺพ นอหนู สระอิ สระเอ ธอธง ตอเต่า พอพาน จุดข้างล่าง และพอพาน นิเธตพฺพ แปลว่าควรแก่การเก็บไว้หรือว่าฟังไว้ แล้วก็ ยุตฺตกํ หรือว่า ยุตตก หมายถึงว่าควร ยอยักษ์ สระอุ ตอเต่า จุดข้างล่าง ตอเต่า และกอไก่ มีจุดอยู่ข้างบนอีกทีหนึ่ง แต่ถ้ากล่าวเป็นคำบาลีเรียงตัวเลยก็คือ หทเย นิเธตพฺพยุตฺตกํ ข้อความหรือถ้อยคำที่ควรเก็บไว้ในหทัย จำไว้ไม่ลืมเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงว่าคำนี้แหละ คือคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง
อ.วิชัย ถ้าไม่มีคำของพระองค์ไม่มีปัจจัยที่จะให้ได้น้อมพิจารณา และเป็นความเข้าใจขึ้นๆ ๆ ในสิ่งที่ปรากฏได้เลย
ท่านอาจารย์ แล้วคำของพระองค์แค่คำเดียว นานเท่าไหร่กว่าจะเข้าใจตัวธรรม แต่พระองค์ตรัสรู้ธรรมทั้งหมดโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นแต่ละคำนำมาซึ่งจะทำให้ค่อยๆ เข้าใจ จากคำที่กล่าวถึงธรรมด้วยพระปัญญาที่ได้ตรัสรู้ เพราะฉะนั้นคำนั้นเป็นธรรมเตชะ สามารถที่จะทำให้เข้าใจได้ว่าไม่มีเรา ตอนก่อนที่ไม่ได้ฟังก็เราทั้งนั้นเลย ของเราหมดเลย แต่เมื่อฟังแล้วคำนั้นๆ สามารถที่จะทำให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกิดขึ้นได้
อ.วิชัย เหมือนอย่างที่ฟังในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสกับพระปัญจวัคคีย์ว่ารูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ความรู้ของบุคคลที่กล่าวกับคนที่ได้ฟังแล้วก็พิจารณาจนทูลพระองค์ว่าไม่เที่ยงพระเจ้าข้า ระดับของความรู้ยากเกินที่จะคิดว่าความรู้ของท่านเหล่านั้นจะระดับไหน
ท่านอาจารย์ ถ้าเราจะถามกันในภาษาที่เราได้คุ้นเคยที่ได้ฟังมาแล้ว เห็นเที่ยงไหมเราก็ตอบ ไม่เที่ยง สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเที่ยงไหม ตอบถูกหมดทุกคน แต่ว่าสภาพทั้ง ๒ อย่างยังไม่ได้ปรากฏกับคนที่ได้อบรมมาจนถึงเวลา อย่างพระปัญจวัคคีย์ ๕ รูป อีก ๔ รูปยังไม่ถึงเวลาที่จะรู้คำเดียวกัน แต่ผู้ที่อบรมมาด้วยการตั้งความปรารถนาที่จะขอได้เป็นผู้รู้ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเป็นคนแรก มีปัจจัยที่สะสมมาคำเดียวกัน แต่ผู้ที่สะสมมาถึงเวลาที่จะรู้ ก็รู้ได้ รูปไม่เที่ยงคนอื่นก็ระดับไหน แต่นี่ระดับที่สิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น แต่สิ่งนั้นไม่เที่ยงเกิดดับ เพราะฉะนั้นแล้วบอกว่ารูปเกิดดับกับคนที่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น แล้วชั่วขณะที่ปรากฏก็ดับได้ด้วยการที่ปัญญาสะสมมาที่จะแทงตลอด จึงใช้คำว่าแทงตลอดหรือประจักษ์แจ้งความจริง เหมือนเห็นเลยกับตา ซึ่งขณะนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะขาดปัญญาที่จะเข้าใจอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีปัญญาที่จะเข้าใจอย่างนั้นก็เห็นอย่างที่ปัญญาเข้าใจประจักษ์แจ้ง คำใดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำนั้นจากการที่ได้ทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏทางตาลักษณะอย่างนี้ใช่ไหม
อ.วิชัย ใช่ครับ
ท่านอาจารย์ แต่ว่าขณะนี้หลายอย่างเหลือเกิน นิมิตมากมายปรากฏเป็นสิ่งต่างๆ ใช่ไหม
อ.วิชัย ถูกต้องครับ
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าเพียงปรากฏไม่ได้มากมายอย่างที่เป็นคนเป็นสัตว์ แต่แสนสั้นไหม
อ.วิชัย เร็ว
ท่านอาจารย์ จึงรู้ว่าไม่ใช่ใคร เป็นสิ่งที่มีจริงๆ แล้วก็ไม่ต่างกับที่กำลังปรากฏด้วยแต่ความจริงของสภาพธรรมนั้นปรากฏกับปัญญาที่เกิดโดยความเป็นอนัตตาที่จะรู้สิ่งนั้น แม้แต่ลมหายใจที่ว่าเป็นอารมณ์ของมหาบุรุษหรืออะไรก็ตามแต่ แต่ใครจะรู้บ้างว่าแต่ละคนสะสมมาหรือเปล่า ถ้าเกิดลมหายใจปรากฏ ก็ปรากฏได้ สั้นไหม จะเหมือนอย่างที่ท้องพองยุบหรือเปล่า
อ.วิชัย ไม่ถึงขนาดนั้น
ท่านอาจารย์ ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมทั้งหมดที่ได้ตรัสไว้ดีแล้วปรากฏตามความเป็นจริง ปรากฏแค่ไหน แค่ที่กระทบ อายุเท่าไหร่ ๑๗ ขณะจิต แต่ไม่ใช่ประจักษ์ ๑๗ ขณะจิต เพียงแต่ลักษณะนั้นมีปรากฏแล้วก็เกิดดับเป็นนิมิต ปัญญาจากไม่มีเลย ค่อยๆ ฟังจนกระทั่งเข้าใจ รู้เลยว่าระดับนี้ระดับเข้าใจเรื่องราว แต่ตัวธรรมทั้งๆ ที่ปรากฎก็กำลังเริ่มเข้าใจชื่อเรื่องราวต่างๆ ของสภาพธรรมนั้น แต่ตัวจริงที่กำลังเกิดดับที่เป็นธาตุรู้ คิดดูสิว่าขณะนี้ถ้ารู้ทางตาไม่ใช่ธาตุรู้ทางหู จะเหมือนกันไหม เป็นไปไม่ได้เป็นธาตุรู้เหมือนกัน แต่ว่าสิ่งที่ปรากฏต่างกัน กว่าจะรู้ว่าธาตุรู้ซึ่งเป็นจิต ไม่ว่าจะรู้อะไรทั้งสิ้นเป็นใหญ่เป็นประธานมีลักษณะอย่างไร
อ.วิชัย เหมือนว่าปัญญาที่เกิดรู้ตรงลักษณะแต่ละหนึ่งๆ จนมีความมั่นคงแล้วก็สิ่งที่สติสัมปชัญญะรู้ตรงนั้นค่อยๆ เริ่มปรากฏแก่ปัญญา
ท่านอาจารย์ แต่การที่ปัญญาจะค่อยๆ เจริญขึ้นปรากฏไหม
อ.วิชัย ก็ต้องปรากฏ เพื่อรู้
ท่านอาจารย์ ก็ต้องปรากฎ เพราะฉะนั้นอยู่ดีๆ ไปฮวบฮาบประจักษ์การเกิดดับได้ไหม
อ.วิชัย ไม่ได้ครับ
ท่านอาจารย์ ผิดเลย หลงเลย เอาปัญญาที่ไหนมารู้อย่างนั้น ถ้าเป็นคนที่ละเอียดทุกขั้นตอนต้องมีพื้นฐานที่จะทำให้เกิดปัญญาระดับนั้น เช่นถ้าไม่มีการฟังเลยที่จะรู้ว่านามธรรมกับรูปธรรมต่างกัน และคำว่าธรรมหมายความว่าอะไร เป็นสิ่งที่มีจริงชั่วคราว แต่ละหนึ่งๆ หลากหลายมาก ถ้าไม่มีพื้นฐานอย่างนี้เราสามารถที่จะเข้าใจความต่างของนามธรรมกับรูปธรรมไหม
อ.วิชัย ไม่มีทาง
ท่านอาจารย์ ไม่มีทาง แต่เพราะฟังแล้วๆ ๆ เข้าใจ เราจะรู้เลยว่าขณะที่ฟังเข้าใจตอนที่เข้าใจเราไม่สามารถที่จะรู้ว่ามีสติและปัญญา แต่ว่าเข้าใจก็เข้าใจไปๆ แต่เวลาที่ถึงอีกระดับหนึ่ง เกิดจากความเข้าใจสติสัมปชัญญะเกิด ไม่รู้หรือว่าคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ปรากฏแล้ว ธรรมปรากฏด้วยดี อารมณ์สิ่งที่กำลังปรากฏ ปรากฏด้วยดี แม้แต่คำว่าด้วยดีก็ไปนั่งสงสัยว่าดีอย่างไร แต่เพราะปัญญาเข้าใจ จะไม่ดีได้อย่างไร ต่างกับที่สติสัมปชัญญะไม่ได้รู้ตรงนั้น แต่กำลังรู้ตรงนั้นสภาพนั้นจึงปรากฏด้วยดีเพราะปัญญาเข้าใจถูกต้อง อย่างแข็งอย่างนี้ เป็นต้น กระทบสัมผัส เด็กก็รู้ว่าแข็ง แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย เป็นโต๊ะไปเลย แต่เรารู้ว่าแข็งไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่อะไรเลย ปรากฏเมื่อมีการกระทบ จะไม่ให้ปรากฏไม่ได้ สิ่งที่กระทบกายก็เย็นบ้าง ร้อนบ้าง อ่อนบ้าง แข็งบ้าง ไม่ต้องพูดเลยสักคำว่าอ่อนแค่ไหน แข็งแค่ไหน เย็นหรือร้อนแค่ไหน ตัวจริงที่กำลังปรากฏตรงลักษณะนั้น แม้ขั้นฟังเดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนั้น แต่ยังไม่ใช่ขั้นสติสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้นปัญญาที่ปรากฏคือแข็งจะปรากฏด้วยดีก็ต้องต่างแล้ว ถ้าไม่ใช่สติสัมปชัญญะก็ปรากฏอย่างนี้ แต่พอปรากฏด้วยดีขณะนั้นคนที่ฟัง และสติสัมปชัญญะยังไม่เกิดเลย ไม่รู้ว่าด้วยดีนี่คืออย่างไร ก็ด้วยดีก็อย่างนี้เหมือนเดิมใช่ไหม เหมือนเดิมแต่ว่าความเข้าใจกับไม่เข้าใจต่างกัน เพราะฉะนั้นเหมือนเดิมไม่เข้าใจเลยคือโต๊ะ แข็ง แต่พอเข้าใจนิดหน่อยโดยชื่อสิ่งนี้ไม่ใช่เรา เป็นแค่แข็งนี่คือคิด แต่พอปรากฏด้วยดีความเป็นธรรมที่แข็งจะต่างกับเวลาที่ไม่มีปัญญา ด้วยดีคือขณะนั้นปรากฏกับปัญญา ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมดแม้แต่เสียงผ่านไปแล้วหมดไปแล้ว เสียงอะไรก็ไม่รู้ และดับไปแล้ว แต่เวลาที่เป็นอารมณ์ของปัญญาปรากฏด้วยดีเฉพาะเสียงนั้น
อ.วิชัย อย่างเช่นปกติชีวิตประจำวันมีธรรม และก็ต้องมีธรรมปรากฏอย่างเช่นทางกาย เมื่อจับ ก็รู้ว่าก็มีปัจจัยให้คิดถึงว่า คืออะไร
ท่านอาจารย์ อย่างนั้นยังไม่ได้ปรากฏด้วยดี เพราะคิดแล้ว คิดถึงสิ่งที่ปรากฏซึ่งสิ่งที่ปรากฏนั้นดับแล้ว และก็คิดถึงสิ่งที่เกิดดับสืบต่อเป็นปกติโดยความไม่รู้ ทุกวันนี้เป็นอย่างนั้นใช่ไหม
อ.วิชัย เป็นอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ สีขณะนี้ที่กำลังปรากฏทางตาปรากฏด้วยดีหรือยัง
อ.วิชัย ยัง
ท่านอาจารย์ ไม่มีทาง แต่เมื่อไหร่ที่ความเข้าใจเพิ่มขึ้นๆ ไม่ได้มีการที่จะจำไว้มั่นคงเหมือนเดิมว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นคน เป็นสัตว์ แต่เริ่มเพียงแค่ปรากฏให้เห็นต่างกันแล้วใช่ไหม ไม่ว่าอะไรก็ตามแต่เพียงปรากฏให้เห็น และความเข้าใจชั่วขณะที่สิ่งนั้นปรากฏก็ค่อยๆ สั้น และก็เร็ว แล้วก็น้อยลง จนกระทั่งแค่ปรากฏแล้วก็ดับ
อ.วิชัย หมายถึงว่าความเป็นปกติธรรมก็เป็นอย่างนี้ แต่ว่าความรู้สามารถเกิดรู้ตรงนั้นได้
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นจึงเป็นปกติ ไม่ผิดปกติเลย
อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวว่าบุคคลที่เจริญสติได้คือรู้ความต่างกันระหว่างมีสติกับหลงลืมสติ
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ตอนนี้หลงลืมสติหรือเปล่า หรือมีสติ
อ.วิชัย ยังหลงลืมอยู่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นโดยการฟังรู้ได้ว่าไม่ใช่สติ แต่ฟังเรื่องสติ และที่เข้าใจนั่นก็ต้องเป็นสติตามที่ได้ศึกษา แต่ตัวสติไม่ปรากฏ แม้แต่ตัวปัญญาไม่ใช่เราก็ไม่ปรากฏ แต่โดยการศึกษาขณะนั้นไม่ใช่เราเพราะมีทั้งสติ และปัญญา และโสภณเจตสิกอื่นๆ นี่คือการเรียน แต่ขณะใดก็ตามไม่ได้คาดหวังเลย ทั้งหมดต้องโดยความเป็นอนัตตาจึงจะเป็นปัญญา แต่ถ้าเป็นเราทำเมื่อไรไม่ใช่ปัญญา เพราะฉะนั้นการที่ฟังขณะนี้เริ่มเข้าใจสังขารขันธ์ จิต เจตสิก ขณะนี้ที่เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ฟังแล้วฟังอีกปรุงแต่ง จนถึงพร้อมที่จะเป็นสติสัมปชัญญะเกิด ก็ต้องต่างกับที่เราฟังเรื่องสติ และปัญญาว่าเดี๋ยวนี้ก็มี เพราะฉะนั้นเวลาที่สติสัมปชัญญะเกิดไม่ใช่รู้อย่างอื่น สิ่งที่ไม่รู้นี่แหละขณะนั้นไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็นสภาพที่เพราะฟังจึงรู้ตรงนั้น พอรู้ตรงนั้นอารมณ์นั้นปรากฏด้วยดีทันที เพราะขณะนั้นสติเกิด ก็ไม่สงสัยว่าสติใช่ไหมที่กำลังระลึกรู้ตรงนั้น แต่ปัญญาน้อยไหม ก็ถึงได้รู้ว่าแค่สติปัฏฐานเกิดไม่พอ จะต้องอีกนานเท่าไร รู้ว่าลักษณะของสติไม่ต่างกันหลงลืมสติ เพราะฉะนั้นเวลาสติเกิดปัญญาของคนนั้นก็เริ่มเข้าใจความต่างของขณะที่เป็นสติสัมปชัญญะ แม้น้อยแต่ก็ไม่ใช่ขณะที่สติสัมปชัญญะไม่ได้เกิด เพราะฉะนั้นโลภะมาได้ไหม ก็ได้ แต่ถ้าปัญญาไม่รู้ก็เป็นเรา เพราะฉะนั้นนานเท่าไหร่กว่าจะเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ ว่าพอสติสัมปชัญญะเกิดดับแล้วสงสัยมาแล้ว สงสัยยังมีโอกาสจะเกิดไปเรื่อยๆ จนกว่าปัญญาจะมั่นคงขึ้น จึงได้ไม่สงสัยเลยว่าวิจิกิจฉานุสัยดับด้วยโสตาปฏิมรรค
เพราะฉะนั้นทุกอย่างตรงทุกคำตามที่ได้ฟัง ไม่คลาดเคลื่อนเลย แต่ละอย่างเป็นสิ่งที่มีจริง สติเกิดโดยความเป็นอนัตตา สติเกิดแล้วปัญญาไม่พอก็ต้องอบรมต่อไป จากขั้นปริยัติจะรู้ว่าสติปัฎฐานเกิดหรือเปล่า เป็นผู้ตรง แต่พอสติปัฎฐานเกิดก็ต่างแล้วกับการที่สติปัฏฐานไม่ได้เกิด เพราะรู้ตรงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรม เริ่มเห็นแล้วเริ่มมีการรู้ลักษณะของสภาพธรรม แต่ปัญญาน้อยแค่ไหน เพราะเริ่มเกิด จนกว่าจะชินต่อลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างโดยความเป็นอนัตตา อดทนแค่ไหน หนทางนี้ขันติบารมี นี่ยังไม่ถึงวิปัสสนาญาณ เมื่อเป็นวิปัสสนาญาณ และวิปัสสนาญาณไหนเป็นขันติอย่างอ่อนๆ นะ และวิปัสสนาไหนที่มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็นขันติอย่างกลาง และวิปัสสนาไหนเป็นขันติอย่างกล้า ก็เห็นความต่างกันเลยของแม้แต่ความอดทนว่าอดทนแค่นี้อย่าไปเทียบกับที่จะต้องอดทนที่จะละเพราะความเข้าใจในความละเอียดของธรรมที่ปรากฏละเอียดขึ้นๆ ว่าตรงไหนยังเป็นตัวตน
เพราะฉะนั้นไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วหลายระดับ ระดับฟังอย่าไปคิดถึงเรื่อง โบราณเก่าๆ เลยไม่มีแล้ว นี่ขั้นฟัง ขั้นปริยัติ ขั้นศึกษาธรรม ปฎิบัติสติปัฎฐานเกิด ดับแล้วก็จริงแต่ยังคำนึงถึง เมื่อครู่นี้เป็นสติ แล้วก็เมื่อไหร่จะเกิดอีก อนาคตมาอีกแล้ว จนกว่าปัญญามีกำลังเท่านั้นที่ละเพราะดับ กว่าจะไปถึงความละเอียดที่ว่าปัญญาจริงๆ และก็เข้าใจคำที่ได้ตรัสไว้ดีแล้ว เพราะได้รู้ความจริงนั้น แต่ถ้ายังไม่รู้ความจริงนั้น ขันติอย่างอ่อนจะเริ่มอย่างไร ก็เวลานี้ก็ต้องขันติแล้วยังอ่อนอีกหรือ แต่ความจริงขันติอย่างนี้ยังไม่ใช่วิปัสสนาที่ยังไม่ได้ประกอบด้วยปัญญา และปัญญาก็มีตั้งแต่ขั้นต้น คิดดูว่าไม่ใช่ขั้นที่มีกำลัง เพราะฉะนั้นขันติกว่าจากขั้นต้นจะไปถึงขั้นที่มีกำลัง การที่ไม่ใช่เรา ระลึกได้อาศัยการฟังเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่งจนถึงขณะที่เกิดเป็นอย่างนั้นโดยความเป็นอนัตตา หนทางนี้เป็นหนทางอนัตตาโดยตลอด จึงเป็นหนทางที่ถูกว่าไม่ใช่เราๆ ๆ จนถึงแม้อะไรก็ไม่ใช่เรา ก็เท่ากับละความเป็นเราไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย
อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วหรือคาดหวังในสิ่งที่ยังไม่มาถึง ถ้าเป็นไปด้วยความพอใจในสิ่งที่ล่วงไปแล้วว่ามีความรู้มีความเข้าใจเกิดขึ้นหรือว่าคาดว่าจะรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ความอดทนที่จะมั่นคงด้วยปัญญาที่ไม่หวั่นไหวในทั้ง ๒ อย่างนี้ คืออย่างไร
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ยังไม่เคยเห็นโลภะเลยใช่ไหมแต่ปัญญาเห็นมิฉะนั้นละไม่ได้ ที่คุณวิชัยกล่าวโลภะพร้อมที่จะมา มาแล้วด้วย เพราะฉะนั้นปัญญาสามารถเห็นไหม ถ้าไม่ละก็ติดข้อง เมื่อติดข้องแล้วจะรู้ความจริงได้อย่างไร กำลังพอใจ แต่สิ่งนั้นดับแล้วก็ไม่รู้ เพราะพอใจอยู่ ก็ปิดบังแล้ว
อ.วิชัย แต่สิ่งเหล่านี้เหมือนกับไม่เคยมาปรากฏเลยให้รู้จนกว่ามีปัญญาที่เกิดขึ้นค่อยๆ เห็นความละเอียดตรงนี้ได้ ซึ่งปกติเผินๆ ทั่วๆ ไป ไม่มีทางที่จะเห็นความจริงนี้ได้
ท่านอาจารย์ ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นปัญญาเป็นปัญญาไม่ใช่เรา เราไม่คมเลย ไม่สามารถที่จะไปเข้าใจอะไรที่มันปรากฏจริงๆ ก็ไม่เข้าใจ แต่ว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมเตชะ คิดดู ค่อยๆ ฟังจนกระทั่งไม่หลงทาง แล้วก็นำไปจริงๆ ถ้าด้วยความไม่ใช่เรา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380