ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329


    ตอนที่ ๑๓๒๙

    สนทนาธรรม ที่ โรงเรียนสอนดนตรีสุรนา

    วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ และสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจจนกระทั่งสามารถที่จะถึงขณะที่ไม่มีโทสะจริงๆ คือดับหมด แต่ไม่ใช่ไปถามใคร เขาก็ตอบเท่าที่เขาคิด ก็อย่าไปโกรธเขาสิอย่างนั้นบ้างอย่างนี้บ้าง เขียนตำหรับตำรามามากมาย วิธีการต่างๆ อธิบายไป แต่ไม่สามารถที่จะดับโทสะได้เลย เพราะเขาไม่สามารถที่จะรู้เหตุที่ทำให้เกิด เพราะฉะนั้นฟังแล้วสิ่งที่ได้รับมีค่ายิ่งกว่าอื่นจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือฟังแล้วคิดไตร่ตรอง พระองค์คิดแทนเราไม่ได้ แต่ให้คำที่สามารถที่จะทำให้เราพิจารณาไตร่ตรองว่าจริงไหม ถูกไหม เพื่อคนนั้นจะได้ค่อยๆ ไตร่ตรอง จนกระทั่งเป็นความเข้าใจของตัวเอง เพราะฉะนั้นเข้าใจธรรมเมื่อไหร่ ก็ได้รับสิ่งซึ่งเป็นมรดกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    อ.วิชัย หมายความว่าถ้ามีความรู้ มีความเข้าใจที่สามารถที่จะรู้ในแต่ละหนึ่งๆ ก็สามารถที่จะรู้ตามความเป็นจริงว่าจากการเคยสำคัญ หรือเคยจำมารู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นบุคคล เป็นตัวเรา เป็นวัตถุต่างๆ แต่ความจริงก็คือเป็นแต่ละหนึ่งที่ปรากฏเท่านั้นเอง

    ท่านอาจารย์ ขอยกตัวอย่าง สิ่งที่มีดูเหมือนไม่ยาก แต่ยากที่สุด สิ่งที่ปรากฏขณะนี้ไม่ใช่อะไรเลย เป็นสิ่งที่สามารถกระทบตาแล้วดับ ให้ฟังว่าจริงหรือเปล่า ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นมีจริงๆ มีเมื่อไหร่ เมื่อเห็น เห็นเมื่อไหร่ เมื่อสิ่งนั้นกระทบตา แค่นี้พอที่จะละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ไหมว่าเร็วปานนั้น เกิดขึ้นกระทบตาแล้วก็ดับไป เกิดขึ้นกระทบตาแล้วก็ดับไป แล้วก็มีธาตุรู้ที่เห็น เร็วจนกระทั่งสามารถปรากฏเป็นนิมิตหมายความถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นรูปร่างสัณฐาน ถ้าไม่มีรูปร่างสัณฐานจะบอกได้ไหมว่าคนหรือโต๊ะ เก้าอี้ ก็บอกไม่ได้เลย แต่จำเพราะว่ามีสภาพจำ มีจริงเกิดขึ้นแล้ว ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากจำ ดีไหม สภาพธรรมแต่ละหนึ่งก้าวก่ายกันไม่ได้เลย จำจะไปทำอื่นไม่ได้ จำจะไปชอบก็ไม่ได้ มีหน้าที่อย่างเดียวคือจำ คนละหน้าที่ไปหมด เห็นก็มีหน้าที่เห็นแจ้งสิ่งที่ปรากฏ สภาพจำเป็นสัญญาเจตสิกเกิดกับจิต ก็จำสิ่งที่ปรากฏ หน้าที่เดียว ไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากจำ แล้วก็จำผิดใช่ไหม แต่ว่าถ้าจำถูกเริ่มฟัง แน่นอนที่สุดแค่หลับตา ก็ไม่มีอะไรปรากฏแล้ว หลงจำมาตั้งนานว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นสัญญาวิปลาส จำคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงว่าเพียงแค่หลับตา ไหนคน เพราะฉะนั้นเข้าใจถูก กว่าจะถูกอย่างมั่นคง จนกระทั่งถ้าสามารถที่จะมีเหตุให้เกิดขึ้นขณะไหนก็ตาม เข้าใจทันทีว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ เมื่อเห็นเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏต้องเมื่อเห็นเท่านั้นเอง นี่คือความจริง แล้วอีกนานเท่าไหร่ความคิดอย่างนี้จะค่อยๆ มั่นคงขึ้น โดยเลือกเวลาไม่ได้ว่าเมื่อไหร่จะเข้าใจมากขึ้น ครั้งเดียวไม่พอที่จะรู้ว่าเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จนกระทั่งสามารถที่จะคลายการที่จะเปิดเผยสิ่งที่ถูกปิดไว้อย่างแน่นหนามั่นคง ต้องรู้ว่าเครื่องมืออะไรที่สามารถจะเปิดสิ่งนั้นได้ ใช่ไหม ไม่ใช่ธรรมอื่นเลย นอกจากปัญญาคือความเข้าใจ ถ้าไม่มีความเข้าใจไปสอนกันอย่างไร ให้ละ ให้คลาย ก็ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ แต่จากการฟังเริ่มมีปัญญา แต่ปัญญาก็ยังไม่มีกำลัง ฟังอย่างนี้ก็ยังไม่มีกำลัง จนกว่าถึงเวลาที่มีกำลังที่จะค่อยๆ แตะตรงจุดที่จะเริ่มคลาย เวลาเราจะเปิดอะไรเราต้องแตะจุดหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นสัตว์ เป็นบุคคลต่างๆ ปัญญาเท่านั้น และปัญญามาจากไหน ถ้าไม่มีการฟังเลยก็จะต้องเป็นอย่างนี้ในสังสารวัฎ คือไม่รู้ความจริงเหมือนมืดสนิท หลงว่ามีสิ่งนั้นสิ่งนี้โดยที่ไม่มีเลย จากชาตินี้ไปก็ไม่เหลือแล้วแต่ละชาติๆ ก็ไม่เหลืออะไรเลย แต่ความจริงที่ถูกปกปิดทำให้เหมือนว่ามีคนเกิดมา มีเหตุการณ์ต่างๆ มีสิ่งต่างๆ แล้วก็พ้นจากความเป็นบุคคลนั้นก็ไปสู่ความเป็นบุคคลอื่น ก็ซ้ำเหมือนเดิม โดยความไม่รู้ว่าขณะนี้ก็เป็นเพียงสิ่งที่ถ้ารู้จริงๆ ก็จะละคลาย แล้วก็เริ่มเข้าใจว่าไม่มีอะไร นอกจากมีสิ่งที่กระทบตา เริ่มเข้าใจความหมายของสิ่งที่เป็นอารมณ์ของจิตแต่ละหนึ่ง แข็งกระทบตาไม่ได้ เสียงกระทบตาไม่ได้ แต่สิ่งนี้อยู่ที่สิ่งที่แข็ง ไม่อยู่ไม่ได้ ต้องมีแข็ง แล้วก็มีรูปอีกรูปหนึ่งสิ่งที่มีจริงที่แข็งนั้นแหละที่กระทบตา คือสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นสีสันวรรณะต่างๆ เพราะฉะนั้นฟังธรรมฟังละเอียดเพื่อเข้าใจ อย่าไปฟังมากๆ อายตนะ ขันธ์ ธาตุ อริยสัจ ปฏิจจสมุปบาท แต่ตรงนี้ไม่เข้าใจเลย

    เพราะฉะนั้นก็คือความจริงก็อยู่ที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็ฟังแล้วซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็เริ่มเข้าใจเพิ่มขึ้น ขณะเห็นต้องมีสิ่งที่กระทบตา ถ้าไม่มีก็ไม่มีอะไรจะปรากฏให้เห็นใช่ไหม ต้องมีจิตที่เห็นด้วย อายตนะ ในภาษาบาลี เราพูดภาษาไทยแท้ๆ ต้องมีประชุมกัน ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นแล้วไม่ต้องเอาอายตนะมาพูดว่ามี ๖ ภายในภายนอก แต่ไม่รู้ความจริงก็เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจธรรมจริงๆ ไม่ว่าจะได้ยินคำอะไรคือเดี๋ยวนี้ กำลังยืนยันให้รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นอย่างที่ได้ฟัง แต่ความเข้าใจขั้นฟังยังน้อยมาก เพิ่งแตะสิ่งที่จะทำให้คลายและเปิดออกได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยู่ข้างใต้จะเป็นอย่างไร ไม่ปรากฏเลย จิตไม่ได้ปรากฏ เจตสิกไม่ได้ปรากฏ รูปอื่นก็ไม่ได้ปรากฏ เพราะฉะนั้น ๑ ขณะที่มี ก็เป็นแต่เพียงว่ามีปัจจัยที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดเป็นปัจจัยอาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นเราจึงได้ศึกษาจิตว่ามีหลายประเภท และแต่ละประเภทก็ไม่ใช่จิตประเภทเดียวกัน เช่น จิตเห็นจะไม่ใช้จิตได้ยิน แต่จิตเป็นจิต คือเป็นธาตุรู้เท่านั้น เกิดขึ้นรู้เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ และเจตสิกก็คือสภาพธรรมซึ่งเป็นนามธรรม เกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน แต่ไม่ใช่จิต เพราะว่าเจตสิกแต่ละหนึ่งก็หลากหลายไป เป็นแต่ละประเภท

    อ.วิชัย คำแต่ละคำที่ฟังเรื่องของสิ่งที่ปรากฏทางตา เรื่องของเห็น เรื่องของได้ยิน ก็ดูเหมือนว่าเพียงนิดหนึ่งที่รู้ว่ามี แต่ว่าความไม่รู้ก็เหมือนกับท่วมทับปกปิดไว้ไม่ปรากฏอย่างที่มีโอกาสได้ฟังอย่างนี้ ที่จะพอจะรู้ว่ามีธรรมบ้าง มีจริงๆ

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าไม่ฟังอย่างนี้ก็หมดทาง ไม่มีทางเลย ต้องฟังจนกระทั่งรู้ความจริงว่าความไม่รู้มากแค่ไหน ความเข้าใจในจึงต้องตามลำดับจริงๆ ถ้าไม่มีการฟังที่เข้าใจละเอียดและรอบรู้เป็นปริยัติ จะไม่มีทางที่ปัญญาจะถึงขั้นปฏิบัติ ฟังไปแต่ไม่สามารถที่จะไปถึงหนึ่ง แต่ละหนึ่งที่กำลังมี กำลังมีนี่ซ่อนเร้นการเกิดดับไว้เท่าไหร่ ความลึกซึ้งของการฟังธรรมต้องรู้ว่าเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง จึงต้องอาศัยกาลเวลา ซึ่งคนในสมัยพระพุทธเจ้าทีปังกรร่าเริงที่รู้ว่าจะมีพระสัมมาสัมเจ้าอีกพระองค์หนึ่งข้างหน้า เพราะเขารู้ว่ากิเลสเขามากแค่ไหน แค่ฟังพระพุทธเจ้าทีปังกรไม่มีทางหรอก แต่ก็ยังจะมีอีก ๔ อสงไขยแสนกัป ซึ่งระหว่างนั้นยังมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก ๒๔ พระองค์ แต่ว่าที่จะมีจากสุเมธดาบถที่ได้เฝ้า แล้วก็ได้รับคำพยากรณ์ว่าจะเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้อีก ๔ อสงไขยแสนกัป เขารู้เลย ถ้าไม่เป็นอย่างนั้นไม่มีทางที่จะรู้ความจริงที่กำลังได้ฟังเลย เพราะฉะนั้นฟังแล้วก็จะรู้ ทรงแสดงความจริงละเอียดแค่ไหน ทันทีที่จักขุวิญญาณดับ จะเร็วแค่ไหน เกิดเห็นแล้วดับ แต่รู้อารมณ์เดียวกัน มีเจตสิกเพิ่มขึ้นรับอารมณ์นั้นไว้ ๑ ขณะ เร็วแค่ไหน แล้วดับ เป็นปัจจัยให้จิตต่อไปเกิดขึ้นรู้อารมณ์นั้นที่จิตก่อนรับไว้ แล้วดับ และจิตอีกขณะหนึ่งเปิดทางให้สิ่งที่สะสมมาทั้งหมดเกิดได้ เป็นอกุศลแล้ว ๓ ขณะ แล้วเราจะมารู้ธรรมเร็วๆ กันได้อย่างไร

    พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ ถึงแม้ว่าปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมยังเป็นศาสดาแทนพระองค์ ที่จะทำให้เราสะสมสืบต่อไป และใครจะรู้ว่าในกาลไหน ในสมัยพระพุทธเจ้าพระองค์ไหนจะสามารถรู้ได้ เหมือนอย่างคนในสมัยพระพุทธเจ้าทีปังกรเขาจะได้รู้ในสมัยนี้ไหม ใครจะรู้ใช่ไหม ก็แล้วแต่ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้นอกจากความเข้าใจ ถ้าไม่มีก็ไม่มีทาง จมอยู่นั่นแหละในความมืดในสังสารวัฏ เพราะฉะนั้นได้ยินแล้วต้องไม่ประมาทเลยว่าลึกซึ้ง แล้วไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นหนทางนี้เป็นหนทางของความเป็นอนัตตา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ความโกรธเกิดขึ้น คนไม่รู้ก็ไม่อยากโกรธ แต่ถ้าสะสมมาแล้ว นี่ยังไงไม่ใช่เรา ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะไปทำให้โกรธเกิดขึ้นถึงอย่างนั้นเลย

    เพราะฉะนั้นปัญญาก็เป็นเรื่องที่สามารถที่จะเกิดเมื่อมีปัจจัยพอที่จะเกิด แต่ถ้าปัจจัยยังไม่พอก็เป็นเราขวนขวายพยายามไป แล้วคิดดูสิว่าจากปริยัติไปสู่ปฏิบัติ จากปฏิบัติไปสู่ปฏิเวธ ปฏิเวธกี่ขั้นตอน แต่ละขั้นทรงแสดงไว้ขันติญาณ คำว่าขันติก็รู้แล้วว่าต้องอดทนระดับไหน เพราะฉะนั้นรู้อย่างนี้ถูกแล้ว ดีแล้ว นี่คือการละความต้องการ ไม่เช่นนั้นไปพยายามบอกคนอื่น แล้วเขาหาทางให้เราละ ไม่ใช่ทางละเลย นั่นแหละทางต้องการทับถมเข้าไปอีก แต่การที่เห็นว่าลึกซึ้งอย่างยิ่งละเอียดอย่างยิ่ง เป็นโอกาสเป็นสิ่งที่หายากในแต่ละชาติที่มีโอกาสจะได้ฟัง ก็ฟังไว้ และจิตและเจตสิกก็สะสมไป ไม่ใช่เรา เบาสบายไม่ต้องไปเหนื่อยหนักทำอะไรเดือดร้อนว่าจะรู้เมื่อไหร่ ไม่มีทาง นอกจากเข้าใจในความเป็นอนัตตา เป็นปกติ

    อ.คำปั่น กล่าวถึงพยัญชนะก็คือ ฆนสัญญา ซึ่งพยัญชนะ ก็คือ ฆอระฆัง นอหนู ฆนหมายถึงกลุ่มก้อน แท่ง หรือว่าสัณฐาน รวมกับคำว่าสัญญาก็คือความจำจึงเป็น ฆนสัญญา ความจำหมายว่าเป็นกลุ่มก้อน เป็นแท่ง เป็นสัณฐาน เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั่นเองก็เป็นความจำที่เกิดขึ้นเป็นไป เพราะว่ายังไม่เข้าใจถึงความเป็นจริงของธรรมแต่ละหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็เป็นอนัตตานั่นเอง

    ท่านอาจารย์ ฟังอย่างนี้แล้วเป็นประโยชน์เกื้อกูลไหม เตือนแล้วว่า นี่ฆนสัญญา ไม่ใช่เราเพราะมีคำว่าฆนกลุ่มก้อน และมีคำว่าสัญญา เพราะฉะนั้นการเข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำประโยชน์แค่ไหน แค่ฆนสัญญาก็เตือนแล้วใช่ไหม ทั้งหมดที่ปรากฏโดยความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นกลุ่มเป็นก้อน เพราะความจริงเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้แต่ละหนึ่ง เห็นเป็นกลุ่มเป็นก้อนไหม เป็นไหม เดี๋ยวนี้กี่เห็น ใช่ไหม นั่นคือนิมิตกลุ่มก้อนทั้งนั้นเลย และการที่จะรู้ไม่ใช่ไปรู้ทีละหนึ่ง เพราะทรงแสดงไว้ละเอียดว่าจิตนี้ดับไป เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดเป็นอะไร ไม่ใช่ความเข้าใจในสิ่งที่ดับทันที ต้องเป็นไปตามวาระซึ่งเร็วมาก แต่ก็ปรากฏให้รู้ว่าได้เข้าใจในสิ่งที่ปรากฏเป็นนิมิตอย่างนั้น จนกว่าจะถึงเวลาที่ไม่มีนิมิตปรากฏ เพราะไม่มีการเกิด ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอย่างยิ่ง ไม่ประมาทที่สุด ที่จะรู้จักว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณากล่าวถึงสิ่งที่ยากที่จะเข้าใจได้ แต่ก็รู้ว่าถ้าพระองค์ทรงแสดงละเอียดคนที่ฟังด้วยความเคารพอย่างละเอียดก็สามารถจะค่อยๆ สะสมความเข้าใจเป็นบารมี เพราะว่าถ้าขาดบารมีไม่มีทางที่จะเข้าใจได้เลย น่าเสียดายถ้ามีโอกาสได้ฟังธรรม แต่เผิน ก็มีปรากฏแม้ในสมัยนั้น สุนักขัตตลิจฉวีบุตรตามหลังตามเสด็จ ใครอยู่ข้างหน้าไม่รู้เลย ไม่รู้ในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดว่าทุกคำที่สอนจริง ทำให้พ้นทุกข์ได้จริง แต่ไม่ได้ตรัสรู้ คิดว่าเพราะเพียงการไตร่ตรองเท่านั้น คิดอย่างนี้ได้ ขนาดที่ว่าเห็นขณะนี้ก็ทรงแสดงด้วยความละเอียดยิ่งเกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยแล้วก็ดับอย่างเร็ว สิ่งที่ปรากฏก็คือนิมิต เป็นฆนสัญญาแล้ว แต่ละหนึ่งๆ ก็ฟังไม่ออกว่าถ้าไม่ตรัสรู้แล้วจะกล่าวอย่างนี้ได้หรือ จะมานั่งคิดอย่างไรกันได้อย่างนี้ใช่ไหม แต่ความไม่รู้ก็ถึงปานนั้นได้ เพราะฉะนั้นก็น่ากลัวมากอกุศลทั้งหลาย

    ผู้ฟัง กล่าวถึงฆณสัญญา ตัวผมก็เป็นเหมือนผู้แปลอันว่องไวไปหมดแล้วก็คือเป็นฆนสัญญา เพราะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้ว

    ท่านอาจารย์ เปลี่ยนได้ไหมให้เป็นอย่างอื่น

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราจะไปพยายามให้จิตห่างออกไปให้ช้าลง แต่ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย สามารถจะเข้าใจความต่างของเห็นกับคิดกับจำโดยไม่ใช่เลือก ฟังไปๆ แล้วแต่ขณะนั้นมีปัจจัยที่จะเข้าใจอะไรโดยความเป็นอนัตตา ทั้งหมดต้องโดยความเป็นอนัตตา ถึงจะละความเป็นเราได้ ถ้ายังคงมีเราเข้าไปเจือปน ก็คือว่าเติมความเป็นเราเข้าไปโดยไม่รู้ตัว

    ผู้ฟัง เมื่อเราเข้าใจว่าธรรมเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีคำว่าตัวเราไปปฏิบัติ

    ท่านอาจารย์ คือคำว่า ปฏิ ปัตติ เป็นคำในพระไตรปิฎก แต่ต้องรู้ว่าหมายความว่าอะไร เพราะฉะนั้นคนไทยเผิน ปฏิ ปัตติ ก็บอกว่าปฏิบัติ และปฏิบัติในภาษาไทยก็คิดว่าทำ เขาก็เลยทำ แต่เขาไม่เข้าใจว่าปัญญาทั้งหมด คำของพระสัมมาสัมพุทธทุกคำฟังแล้วเกิดความเข้าใจ ความเข้าใจนั้นเป็นปัญญา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะทำก็คือไม่ได้เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีปฏิบัติ แต่ปฏิบัติเป็นกิจการงานของปัญญาเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ไม่มีปฏิบัติ ต้องรู้ว่าปฏิบัติคืออะไร

    ผู้ฟัง ถ้าทั่วไปที่เข้าใจก็คือว่าการกระทำ เมื่อจดจ้องที่จะกระทำนั่นคือความหมายของปฏิบัติ

    ท่านอาจารย์ หมายความว่ามีตัวตน มีเราที่จะปฏิบัติ ซึ่งผิดแน่นอน

    ผู้ฟัง ซึ่งผิดแน่นอน หากเราเข้าใจเช่นนั้นแล้ว ปฏิบัติก็คือเป็นกิจของปัญญาเจตสิก ไม่ใช่มีตัวเราที่จะคิดว่าตัวเองจะมีปัญญา เอาปัญญาไปสู่การปฏิบัติ

    ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดพร้อมกันแล้วก็ดับพร้อมกัน ถ้าเป็นนามธรรมก็จิต เจตสิก อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องแปล และก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้องทีละคำชัดเจน ได้ยินคำว่าปริยัติ เราก็เห็นตึกอาคารที่วัด ใช่ไหม โรงเรียนปริยัติธรรม ก็ต้องขอเชิญคุณคำปั่นให้แปลให้ตรงเลย ว่าปริยัตินี้คืออะไร

    อ.คำปั่น คำว่าปริยัตติ หรือว่าปริยัติ โดยความหมายก็คือความเป็นผู้ที่รอบรู้ในพระธรรมคำสอน ปริ คือรอบ ยัตติ ก็คือความรู้ เป็นการรอบรู้ในพระธรรมคำสอนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งในอรรถกถาก็มีคำอธิบายไว้ว่าพระธรรมคำสอนทั้งหมดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แล้วมีการเล่าเรียนศึกษาให้เข้าใจอย่างถูกต้องนั่นแหละคือความเป็นผู้ที่รอบรู้ในพระปริยัติ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องไม่ลืม ปริยัติ ปริ แปลว่ารอบ ยัตติ แปลว่ารู้ เพราะฉะนั้นปริยัติคือรอบรู้ คำเดียวรอบรู้ไหม แค่จิตเป็นสภาพรู้ รอบรู้ไหม ไม่พอเลยใช่ไหม จะต้องรู้ว่าจิตเกิดเพราะอะไร ดับไปแล้วก็เกิดขึ้นทำกิจการงานแต่ละอย่าง จนกระทั่งเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา ถ้าเข้าใจถูกต้องว่าจิตไม่ใช่เรา นั่นก็คือรอบรู้ในจิต แล้วยังเจตสิกอีก แล้วในแต่ละคำอีก ด้วยความไม่ประมาทจริงๆ ว่าทุกคำเรารอบรู้เพราะพระธรรมทั้งหมดสอดคล้องกัน ไม่คัดค้านกันเลย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเรา แล้วจะมีความจงใจที่จะทำ ที่ใช้คำว่าเข้าใจว่าปฏิบัติคือทำ ก็ไม่ได้เคารพในคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าปริยัติก็คือว่าฟังคำที่พระองค์ได้ตรัสจากการที่ทรงตรัสรู้เพื่อเข้าใจให้ถูกต้องไม่ผิดพลาด เพราะว่าผิดพลาดก็คือว่าไม่สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงได้ เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแทงตลอด ทรงประจักษ์ ทรงตรัสรู้ แล้วทรงแสดง แต่คนอื่นไปคิด แล้วก็เข้าใจเอาเองไม่ใช่เพราะได้ตรัสรู้อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นควรอย่างยิ่งที่จะฟังด้วยความเคารพ และตรง

    เพราะฉะนั้นปริยัติก็ต้องสอดคล้องกันหมดไม่ว่าจะโดยนัยใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ ปัญญาจะถึงการที่สามารถเจริญจนกระทั่งรู้เลยว่าขณะนี้เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาได้ไหม ไม่อาศัยการฟังแล้วมานั่งบอกแล้วคิดว่าใช่แล้วๆ เป็นสิ่งที่เพียงปรากฏทางตาไม่พอ จะต้องเป็นผู้ที่ตรงว่ายังเห็นเป็นคนนั้นคนนี้ แล้วที่จะไม่เป็นคนนั้นได้เพราะอะไร ปัญญาระดับไหน ถึงแม้ฟังแล้วการคิดไตร่ตรองก็เป็นสติขั้นปริยัติ จนกว่าถึงระดับที่เพราะเข้าใจอย่างนี้แหละ จึงมีขณะที่เกิดขึ้นรู้ตรงลักษณะของสภาพธรรมโดยไม่เลือก โดยไม่ได้ตระเตรียมมาก่อนว่าสติระดับนั้นจะถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมอะไรทางไหน จะถึงทางตา หรือทางหู หรือทางใจ หรืออะไร ก็ได้โดยความเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นต้องเป็นอนัตตาโดยตลอดเพิ่มขึ้นมีกำลังขึ้นในความเป็นอนัตตา จึงสามารถที่จะค่อยๆ คลายความเป็นเราได้ แต่ถึงอย่างนั้นยังๆ อีก เพียงแค่รู้หนทางว่าอะไรคือปัญญาระดับไหน ระดับที่ไม่ได้เลือกระดับที่เข้าใจในความเป็นอนัตตา ระดับที่รู้ว่าทุกอย่างเกิดตามเหตุตามปัจจัย

    เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่กำลังเกิดรู้ตรงลักษณะ ด้วยความเข้าใจในสิ่งที่มีเป็นปกติซึ่งไม่เคยรู้ ไม่ต้องไปทำให้รู้ ไม่ต้องไปทำอะไรพิเศษ มีแล้วทุกอย่าง ต้องไม่ลืมว่าไม่มีใครทำ เกิดแล้วเพราะปัจจัยทั้งนั้น อย่างแข็งอย่างนี้กระทบไป เด็กไม่รู้เลยว่าเป็นธรรม มีจริงๆ คนที่ฟังก็เริ่มรู้ว่าแข็งตรงที่ปรากฏ ตรงอื่นที่แข็งไม่ได้ปรากฏ แต่ปรากฏตรงที่กำลังกระทบ ก็รู้แค่นั้น แต่จะถึงกับเข้าใจในความเป็นธรรม เหมือนอย่างที่เคยกระทบมาแล้ว แต่ความเข้าใจต่างหากที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ขณะนั้นจะไม่รู้หรือว่าลักษณะของสติที่รู้ตรงลักษณะพร้อมความเข้าใจเป็นอย่างนี้ เพราะต้องมีความเข้าใจด้วยในขณะนั้น จึงจะนำไปสู่การรู้ว่าชั่วขณะที่ถึงเฉพาะหนึ่ง แต่ก็ยังมีขณะอื่นติดตามมาเป็นปกติ

    อ.วิชัย มีข้อความที่กล่าวว่าเป็นผู้มีปกติเจริญสติ ถ้าไม่ได้เป็นผู้ที่ศึกษาตามลำดับ และก็มีความเข้าใจตามลำดับ ก็จะไม่สามารถที่จะเข้าใจคำนี้ได้อย่างลึกซึ้งอย่างผู้ที่ค่อยๆ เข้าใจว่าสภาพธรรมแต่ละหนึ่งมีการเกิดขึ้นโดยมีเหตุปัจจัยด้วยความเป็นอนัตตาไม่ใช่เรา ดังนั้นจะไปบังคับสิ่งหนึ่งสิ่งไหนได้อย่างไร แต่เมื่อมีความเข้าใจอย่างมั่นคงในขั้นของปริยัติที่รู้ว่าสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง แม้แต่สติสัมปชัญญะที่จะรู้ตรงลักษณะก็ไม่ใช่เรา ความมั่นคงนี้ก็จะเป็นปัจจัยที่สำคัญในการที่จะมีการที่จะให้สติสัมปชัญญะเกิดรู้ตรงนั้นโดยความเป็นอัตตา และไม่ใช่เราด้วย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นผู้นั้นจึงเข้าใจความหมายของปริยัติ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    5 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ