ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๕๗

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมแลนด์มาร์ค

    วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ สามารถเข้าใจแทงตลอดประจักษ์แจ้งในอริยสัจจธรรม เป็นพระโสดาบัน เพราะฉะนั้นเราไม่รู้เลยในความเป็นอนัตตา จะให้ จะพูด จะทำ จะคิด กุศลบ้าง อกุศลบ้าง ทั้งหมดขอให้มีความเข้าใจว่าไม่ใช่เรา นั่นคือความดีสูงสุดที่สามารถที่จะละกิเลส จนดับกิเลสได้หมดไม่เหลือเลย แต่ถ้าไม่มีปัญญา กุศลใดๆ สูงสักเท่าไร ทำสักเท่าไรก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ว่าขณะนั้นเป็นธรรม มืดสนิท ไม่มีการที่จะรู้เลยว่าไม่ใช่เรามานานเท่าไรแล้ว เป็นเรื่องตรง เรื่องจริงที่จะต้องมีความเข้าใจที่ละเอียดขึ้นในความเป็นธรรมไม่ใช่เรา

    ขณะนั้นที่กำลังให้ทาน เหมือนปกติเลย มีเห็น มีได้ยิน มีคิด มีจับต้องวัตถุ มีการยกยื่นให้ ปัญญาสามารถจะรู้ธรรมใดก็ได้ โดยไม่ใช่ไปเลือกหรือไม่มีใครไปให้เจาะจงว่าต้องอย่างนี้ รู้อย่างนั้น ทำอย่างนี้ นั่นคือความไม่เข้าใจความเป็นอนัตตาและก็จะหลงในความเป็นตัวตน

    ผู้ฟัง เรื่องของบารมีที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวคือ ความดีที่จะไปให้ถึงฝั่งต้องเริ่มด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง แม้แต่ทานซึ่งเป็นหนึ่งในบารมีนั้น ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ คำใดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เปลี่ยนไม่ได้เลยและเป็นความจริง ไม่ใช่ว่าเราต้องเชื่อ แต่ฟังแล้วพิจารณาและเข้าใจ ความเข้าใจเป็นสมบัติที่เป็นของเราจริงๆ ที่ได้จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าเป็นความเห็นถูกความเข้าใจถูกซึ่งติดตามไปได้ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วคือไม่มีเรา ต้องมั่นคงว่า ไม่มีเราแต่มีธรรม และธรรมไม่ใช่เรา การเข้าใจเช่นนี้จะนำไปสู่ความเข้าใจขึ้นๆ ไม่ว่าจะทำ จะพูด จะคิด ทั้งหมด แต่ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป จากการเริ่มได้ยิน ได้ยินแล้วเมื่อออกจากห้องนี้ไปก็เป็นเราหมดเลย ลืมแล้ว นั่งอยู่ในห้องนี้กำลังฟัง ความเข้าใจที่เกิดขึ้นท่ามกลางอกุศล ถึงปานนั้น เราไม่รู้ความรวดเร็วของอกุศลเลย เพียงเห็นดอกไม้ก็ยึดมั่นแล้ว พอใจแล้ว ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่ปรากฎ ทรงแสดงไว้โดยละเอียดว่าจิตเห็นดับไปชั่ว ๓ ขณะ จิตที่เกิดต่อ อกุศลเกิดแล้ว และทั้งทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะมากมายปานใด

    สิ่งเดียวที่มั่นคงคือความเห็นที่ถูกต้องว่าไม่มีเรา ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นไม่ใช่เรา โกรธจัดๆ ไม่ใช่เรา รู้หรือยัง แต่ถ้าไม่มีการฟังธรรมจะเป็นเราไปตลอดซึ่งผิด เพราะฉะนั้นกว่าจะค่อยๆ ถูก ค่อยๆ ตรง ค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งปัญญามีกำลังเพิ่มขึ้นที่จะเข้าใจธรรมท่ามกลางอกุศลใดๆ ก็ตาม แต่สามารถเข้าใจได้ นั่นคือบารมี

    ดังนั้นบารมีต้องมีปัญญา ถ้าเราบอกว่าขณะนี้เราไม่รู้ มีใครบ้างหรือไม่ที่คิดว่าควรจะรู้ ถ้ารู้ว่าไม่รู้ และยังไม่รู้ก็ไม่รู้ไป ก็ไม่ใช่บารมี ไม่รู้แต่รู้ได้ จะรู้หรือไม่ ถ้าคิดว่าสมควรรู้ เริ่มต้นบารมี เพราะเหตุว่าความรู้เป็นความรู้ กุศลเป็นกุศล ความไม่รู้ไม่ใช่กุศล แต่ก็เกิดตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นบารมีคือปัญญาสามารถเห็นถูกในทุกอย่าง กิเลสมีปรากฏให้รู้ว่ามี ถ้าไม่ปรากฏจะละหรือไม่ เช่น ความโกรธ ถ้าไม่เกิด เราจะไปละความโกรธเมื่อใด ถ้าโกรธไม่เกิดขณะนั้นแล้วจะไปละตรงไหน แต่เมื่อโกรธเกิดขึ้นเป็นเราโกรธ ละตรงนี้ ที่จะเข้าใจได้ถูกต้องว่าไม่ใช่เรา

    ทุกอย่างที่มีเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าจะต้องไปคิดว่าเพราะอะไรถึงเกิดกับเรา เพราะอะไรร้ายปานนี้ เพราะอะไรแย่ขั้นนั้น ถ้ามีปัญญาก็คือสามารถเข้าใจได้ เพราะฉะนั้น ไม่ได้พยายามไปเป็นคนดีเพื่อที่จะได้ให้รู้และมีปัญญา ไม่ใช่ แต่มีปัญญาเพื่อจะรู้ แม้ความไม่ดีก็รู้ตามความเป็นจริงว่าไม่ใช่เรา ซึ่งถ้าไม่ละเอียดบางคนก็พยายามไปทำความดี ไปบวช ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นผู้หญิงก็เนกขัมมะบ้าง ชีบ้าง ศีลจาริณี หรืออะไรมากมายไปก็แล้วแต่จะคิด เพราะอยากจะเป็นคนดีใช่หรือไม่ แต่ปัญญามีหรือไม่ ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีทางเลยที่จะรู้ว่าดีหรือไม่ หรือว่าอยาก

    ดังนั้นต้องเป็นคนตรง อย่างเช่น ที่บวชเพราะเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ได้ทำให้เขาเกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง ที่สามารถจะขัดเกลากิเลส แต่สะสมมาที่จะขัดเกลากิเลสได้ยิ่งกว่าคฤหัสถ์ โดยการที่สามารถจะประพฤติปฏิบัติตามสิกขาบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติ เป็นผู้ที่จริงใจที่จะสละเพศคฤหัสถ์ คือต้องสละทุกอย่างที่คฤหัสถ์มี เสื้อผ้าคฤหัสถ์มีเท่าไร สละเหลือเพียง ๓ ผืน คฤหัสถ์มีบ้าน สละบ้าน ทรัพย์สมบัติเงินในธนาคาร ยิ่งสมัยนี้มีมือถือ สมบัติทุกอย่างที่คฤหัสถ์มี พระภิกษุสละ ต้องรู้ว่าสละ

    สละคือไม่ยินดีที่จะมี ถ้ายินดีก็เป็นคฤหัสถ์ ไม่ต้องบวช แต่ฟังธรรมได้ แต่ถ้าไม่ยินดีจริงๆ สามารถที่จะสละได้หมดจริงๆ จะไม่กลับมารับอีกเพราะสละแล้ว จึงจะเป็นผู้ตรง ถ้ากลับมารับอีกเมื่อใด พระพุทธเจ้าให้ลาสิกขาบทเมื่อนั้น ง่ายมาก เพียงบอกใครก็ได้ว่าจะไม่รักษาพระวินัย ไม่ขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิตขอลาสิกขา สึกได้ทันทีด้วยความจริงใจและเป็นผู้ตรง ฟังธรรมขัดเกลากิเลสในเพศคฤหัสถ์ จึงสามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ เมื่อปัญญาสามารถที่จะเข้าใจตามลำดับขั้น ไม่ใช่ไปนั่งทำอะไรแล้วคิดว่าเกิดปัญญา กำลังจะเป็นพระโสดาบัน หรือบางคนก็คิดว่าเป็นพระอรหันต์แล้ว นั่นคือผิดหมดเลย

    ดังนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงและจริงเท่านั้น ถ้าเป็นภิกษุกระทำผิดสิกขาบท อาบัติต้องโทษ ถ้าไม่ปลงอาบัติตามธรรมวินัยไม่มีทางที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม แล้วเหตุใดบวช บวชเพื่ออะไร บวชเพื่อศึกษาธรรม เพื่อขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต แสดงอยู่แล้วว่าไม่ใช่คฤหัสถ์ก็ต้องไม่ใช่คฤหัสถ์

    ผู้ฟัง สนใจตรงที่ให้ทานซึ่งดีมากคือ การให้ทานที่ว่าไม่มีเรา แต่ในฐานะที่เป็นปุถุชนก็ยังต้องมีเรา ฟังเข้าใจว่าไม่มีเรา

    ท่านอาจารย์ ฟังมาว่าไม่มีเรา เพียงแค่ฟัง กำลังฟังก็เป็นเราฟัง ให้ทานก็เป็นเราให้ทาน

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แล้วปุถุชนจะเป็นพระอริยบุคคล เป็นพระโสดาบันได้หรือไม่ หรืออย่างไรๆ ก็ต้องเป็นปุถุชน หรือว่าปุถุชนเป็นพระโสดาบันได้

    ผู้ฟัง ได้

    ท่านอาจารย์ เมื่อไร

    ผู้ฟัง ก็เมื่อถึงเวลา

    ท่านอาจารย์ ปัญญาจะเกิดเมื่อไร คุณหมอบังคับได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ฟังวันนี้เท่านี้ บางคนกลับไปบ้านยังคิดถึงคำที่ได้ฟัง บางคนแม้ฝันก็ฝันว่าฟังธรรม เพราะฉะนั้นทุกอย่าง เราจะเลือกฝันได้หรือไม่

    ผู้ฟัง เลือกไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เลือกไม่ได้ใช่หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าทั้งๆ ที่รู้ว่าการเข้าใจมีประโยชน์ ถ้าเข้าใจขึ้นก็ละกิเลสได้มากขึ้น ใกล้เคียงต่อการที่จะค่อยๆ ละความไม่รู้ จนกระทั่งความรู้สามารถจะรู้จริงๆ คือประจักษ์แจ้งธรรมได้ แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นเราว่า เมื่อไรกำลังให้ทานแล้วจะรู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เรา ต้องแล้วแต่ปัจจัย คุณหมอให้ทานอีก ๕๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ปีหนึ่ง สองปี ยังไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นเกิดก็ได้เพราะเป็นอนัตตา แต่เกิดเมื่อใดคุณหมอจะรู้เลย จะรู้เมื่อเกิดแล้ว ถ้ายังไม่เกิดก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นสติสัมปชัญญะหรือสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นปฏิปัตติสัทธรรม สัทธรรมคือธรรมที่นำไปสู่ความสงบ

    ปริยัติสัทธรรม การที่เราฟังเข้าใจกำลังนำไปสู่ความสงบจากกิเลส โดยที่เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไร ทีละคำสองคำกำลังปรุงแต่งเป็นสังขารธรรม เป็นสังขารขันธ์ ที่เมื่อเกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นรู้ว่าคือจากการฟัง ถ้าไม่เคยฟังก่อนจะไม่มีความเข้าใจเช่นนี้เลย ขณะใดที่สติสัมปชัญญะเกิด รู้เลย ถ้าไม่เคยฟังก็ไม่มีทางเกิด ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่มีทางที่จะเป็นสติสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้นขณะที่ให้ทานจะไม่ใช่เรา บังคับได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าขณะนั้นปัญญาเกิดรู้ว่าไม่ใช่เรา ไม่ให้เกิดได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคือแล้วแต่ปัจจัย

    ผู้ฟัง คุณหมอมีวิตกกังวลเหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ วิตกกังวลมีจริงหรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่ กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา เห็นหรือไม่ว่าวิตกเกิดแล้ว กังวลเกิดแล้วดับแล้วด้วยก็ไม่รู้ เป็นเช่นนี้โดยตลอด ธรรมเกิดดับไปโดยไม่รู้ จนกว่าปัญญาจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นด้วยความไม่ใช่เรา ไม่เช่นนั้นก็วุ่นวาย หมกมุ่นครุ่นคิดเมื่อไร พยายาม จงใจ ขวนขวาย ผิดหมดเพราะเป็นตัวเรา แต่ไม่ใช่ตัวปัญญา ปัญญาเขาค่อยๆ ทำหน้าที่ รู้หรือไม่ว่าเดี๋ยวนี้เอง ปัญญากำลังทำหน้าที่ทุกขณะที่ฟังเข้าใจ ไม่ใช่เราเลย

    ผู้ฟัง ฟังพระธรรมอย่างเดียวไม่พอ คงต้องสร้างบารมี

    ท่านอาจารย์ มีสิ่งหนึ่งซึ่งส่วนใหญ่ความเป็นเรา ทำให้เวลาที่ฟังธรรมแล้วเหมือนกับว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทำ สิ่งนี้เป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง เหมือนกับเราคุ้นเคยกับการเป็นนักเรียน ครูบอกให้ทำอะไรก็ทำ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เช่นนั้นเลย พระองค์ทรงเป็นพระบรมศาสดาโดยฐานะไหน โดยฐานะที่ให้คำที่ครูอื่นใดก็ให้ไม่ได้ สำหรับให้คิดและไตร่ตรองให้เข้าใจ ไม่ใช่เหมือนครูที่โรงเรียนบอกให้ทำ ทำเลข ออกกำลังกาย ทำนั่น ทำนี่ แต่ไม่ใช่เลย ทุกคำต้องเข้าใจ

    ดังนั้นการฟังพระธรรม ไม่มีที่บอกให้เราจะไปทำตาม แต่ว่าปัญญาเกิดขึ้นเข้าใจว่าอะไรถูก อะไรผิด และตัวปัญญาเขาเป็นผู้ที่จะไม่ทำสิ่งที่ผิด ไม่ใช่เราคิดว่า เราจะต้องทำอะไรแล้วเรายังทำไม่ได้ ไม่ใช่เช่นนั้น คำทุกคำเพื่อเข้าใจเท่านั้น สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือจากคำที่เป็นธรรมเตชะ คำทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้เกิดปาฏิหาริย์ จากสิ่งที่ไม่เคยรู้ไม่เคยเข้าใจทั้งๆ ที่กำลังมีทุกวัน ก็มีการเข้าใจขึ้นในสิ่งที่มี ไม่ใช่ว่าให้เราไปทำอะไรแต่เข้าใจ ไม่มีเรา

    ฟังมีการได้ยินเสียง แล้วยังคุ้นเคยว่าคำนั้นหมายความว่าอะไร และคำนั้นกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงๆ และสิ่งที่มีจริงเป็นอย่างที่ได้ยินได้ฟังจริงหรือไม่ เมื่อมีความเข้าใจขึ้น นั่นคือปัญญาซึ่งกำลังทำหน้าที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ใช่ต้องไปทำอะไร ไม่มีเราไปทำอะไร แต่รู้ว่าทั้งหมดที่ทำไม่ใช่เรา เป็นธรรมทั้งหมดแต่ละหนึ่งๆ

    ผู้ฟัง ส่วนใหญ่คนไทยก็ยังติดอยู่กับว่าต้องทำ

    ท่านอาจารย์ นั่นผิด คนไทยไขว้เขวโดยการที่ถูกสอนให้ทำ ที่สำนักปฏิบัติไม่ได้ให้เข้าใจอะไรเลย ให้นั่ง ให้เดิน โดยไม่ได้รู้อะไรเลย ก็ผิด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ทำ ไม่ได้บอกให้ทำ แต่ตรัสให้เข้าใจความจริง ซึ่งเมื่อฟังแล้วต้องไตร่ตรอง ไม่ใช่ฟังแล้วเป็นปัญญาไปเลย ต้องคิดและพิจารณาว่าจริงหรือไม่ ถ้ามีความเข้าใจเมื่อใดนั่นคือปัญญาของบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นต้องเป็นความเข้าใจ

    ผู้ฟัง จริงๆ แล้วการฟังพระธรรมอย่างเดียวเป็นกุศลทุกประการอยู่แล้ว

    ท่านอาจารย์ คุณหมอก็ต้องคิดว่าเป็นกุศลคืออะไร ไม่ใช่มี ๒ อย่าง กุศลกับอกุศล แล้วก็มีคนบอกเราว่านี่กุศล นั่นอกุศล ไม่ใช่ แต่เป็นสภาพที่ดีงาม ความไม่รู้กับความรู้ต่างกันมากเลย ความไม่รู้ก็เห็นผิดยึดถือว่ามีเรา ทั้งๆ ที่เกิดแล้วต้องตายก็ยังจะต้องเป็นเราไปอยู่ได้ ทั้งๆ ที่ตายแล้วไม่ใช่เราสักนิดเดียว ตอนอยู่จริงๆ ก็ไม่ใช่เราแต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำเพื่อให้เข้าใจถูกต้อง

    คนที่ฟังธรรมถ้าไม่ละเอียดจะแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ๒ พวก คนที่ฟังธรรมพวกหนึ่ง เป็นเราฟังธรรม เราได้เข้าใจธรรม เราได้ทำตามธรรม นี่คือพวกหนึ่ง แต่อีกพวกหนึ่งฟังแล้วรู้เลยว่า ไม่ใช่เราที่ฟังธรรม เป็นธรรมทั้งหมด แม้แต่ที่ฟัง แม้แต่ที่ได้ยิน แม้แต่ที่คิด แม้แต่ที่เข้าใจ ทั้งหมดเป็นธรรม ฟังเข้าใจก็เข้าใจ ตอนไหนเป็นอกุศลก็รู้ว่าเป็นธรรม ไม่เดือดร้อน แต่รู้ว่าถ้าเป็นอกุศลก็คือขณะนั้นไม่เข้าใจธรรม หนทางเดียวที่จะไม่เป็นอกุศลก็คือ ขณะใดก็ตามที่ดีงามเป็นกุศล ดังนั้นรู้ว่า ความเข้าใจเป็นกุศลและจะนำมาซึ่งกุศลอื่นๆ ด้วย เพราะฉะนั้นไม่ใช่เราเลย ฟังเพื่อถึงความไม่ใช่เรา แต่อีกพวกหนึ่งฟังด้วยความเป็นเรา พยายามจะถึง พยายามจะทำ นั่นคือไม่ตรง

    มีข้อความในพระไตรปิฎกว่า ตั้งจิตไว้ชอบในการฟัง ถ้าฟังไม่ดีแล้วไม่เข้าใจในความเป็นอนัตตาตั้งแต่ต้น เป็นตัวตนตั้งจิตไว้ชอบ เห็นหรือไม่ว่าตัวตนทั้งนั้น คำของพระพุทธเจ้าทั้งหมดเป็นเราทำทั้งนั้น แต่ถ้าฟังด้วยความละเอียด ความถูกต้อง แยบคาย ตั้งจิตไว้ชอบไม่ใช่เรา แต่รู้ว่าฟังเพื่อเข้าใจ เมื่อเข้าใจก็รู้ว่าเป็นธรรม เข้าใจเป็นธรรมที่เป็นปัญญาตรงกันข้ามกับความไม่เข้าใจ ความไม่รู้ เพราะฉะนั้นตั้งจิตไว้ชอบคือ ฟังเพื่อเข้าใจเท่านั้นเอง ไม่ใช่มีตัวเราที่ได้เข้าใจแล้ว แต่ฟังเพื่อเข้าใจ ซึ่งเข้าใจเป็นธรรม

    เวลาที่ไม่ได้ฟัง อกุศลก็เกิด แต่ฟังแล้วมากพอที่จะรู้ว่านั่นเป็นธรรม นี่คือประโยชน์ของการที่จะเข้าใจธรรม คือเข้าใจสิ่งที่กำลังมีตามที่ได้ฟังว่าไม่ใช่เรา ถ้ายังคงเป็นเราก็กั้นอยู่ตลอด แล้วพยายามตลอดที่จะเป็นเราฟัง หรือเราทำ สิ่งนี้จะปิดกั้นไปตลอดเลยด้วยความเป็นเรา เป็นเราตลอดไป ฟังธรรมก็เป็นเราฟัง เพราะฉะนั้นทุกอย่างนอกจากที่ฟังธรรมก็เป็นเราทั้งนั้น

    ผู้ฟัง เปรียบเสมือนคู่ขนานที่ไม่มีทางที่จะมาในทางที่ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ คือถ้าฟังและเข้าใจ อย่าลืมว่าเข้าใจไม่ใช่เรา เพราะเกิดแล้วดับไป เราอยู่ไหน เห็นเกิดแล้วดับ เวลาไม่เห็นก็มี เช่นเวลาได้ยิน เวลาคิด ไม่ใช่เห็น แล้วเห็นที่เกิดแล้วไปไหน ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย เราหรือ คือปัญญาเขาจะค่อยๆ สะสมไปทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งมั่นคง เพราะความเป็นเราหนาแน่นมาก เหนียวแน่นมาก ได้ยินได้ฟังอะไรที่จะเป็นประโยชน์เพื่อเรา ไปทันทีเพื่อเรา ที่จะรู้ว่าไม่ใช่เราทันทีเป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ใช่เราโดยขั้นการฟังมั่นคงเป็นสัจจญาณ ไม่ต้องไปทำอะไรทั้งสิ้นเพราะว่าไม่มีเราทำ แต่เป็นสภาพธรรมที่ทำ ปัญญาทำหน้าที่ของปัญญา ศรัทธาทำหน้าที่ของศรัทธา สติทำหน้าที่ของสติ เรายังไม่ได้เรียนละเอียด ส่วนที่ไม่รู้ก็เป็นเรา แต่ส่วนไหนที่รู้ก็เป็นธรรม แต่ส่วนที่เข้าใจว่าเป็นธรรม ถ้ายังไม่ประจักษ์แจ้งโดยสภาพธรรมนั้นปรากฏความเป็นธรรมนั้น ก็ยังคงเป็นเราที่เข้าใจธรรม

    ดังนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจเลย เหตุใด ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ๔ อสงไขยแสนกัปป์ รู้อะไร ก็รู้สิ่งที่กำลังมีที่เกิดดับ ขณะนี้มีเช่นนี้ เป็นเช่นนี้ แต่ไม่ปรากฏเช่นนี้กับอวิชชาความไม่รู้ เพราะฉะนั้น วิชชาความรู้ค่อยๆ เข้าใจขึ้นโดยไม่กังวลวิตกว่าเมื่อไร เพราะไม่ใช่หน้าที่ของใครจะไปจัดการ แต่เป็นธรรมที่เป็นอนัตตา ถ้าปัญญายังไม่เข้าใจขึ้นก็อยู่เช่นนั้นเอง นานเท่าไรกว่าพระโพธิสัตว์จะตรัสรู้

    ตรัสรู้คือ เริ่มรู้สภาพธรรม วิปัสสนาญาณที่ ๑ จนถึงโสดาบัน จนถึงพระอรหันต์ สามารถเป็นไปได้จากการที่สะสมความเข้าใจ ปัญญาของใครจะถึงระดับไหน เพียงใด วันไหน ไม่มีใครจะรู้ได้ แต่สะสมแล้วเหตุที่จะเกิดเป็นไปตามเหตุที่ได้กระทำแล้ว แต่ละคนก็หลากหลาย แต่ว่าไม่ใช่เราทำและไม่มีเราด้วย

    ผู้ฟัง มีความละเอียดมากๆ ในเรื่องของศีลคงมีความละเอียดคล้ายๆ กับทานว่า ที่ถูกต้องควรจะเข้าใจอย่างไร

    ท่านอาจารย์ คำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า วาจาสัจจะ ไม่มีเรา แต่มีธรรม ทั้งหมดทุกชาติไม่ว่าจะเป็นทานหรือศีล เพราะฉะนั้น ความต่างของพระพุทธศาสนาคือ ไม่ว่าคำสอนอื่นก็มีทั้งทาน มีทั้งศีล แต่ไม่มีความเข้าใจ จึงไม่ใช่พุทธะ ไม่ใช่คำที่แสดงให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องว่าไม่มีเรา ในเรื่องทานฉันใด ในเรื่องศีลและในเรื่องอื่นใดทั้งหมดก็ต้องไปสู่ความรู้จริงๆ ว่าไม่ใช่เรา

    ศีลคืออะไร ถ้าจะเป็นผู้ที่ฟังธรรมคือสามารถตอบได้ว่าคืออะไร เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าคืออะไร อย่างเช่น ศีล ไม่ได้บอกให้ใครรักษา แต่ศีลคืออะไร คนไม่รู้ก็รักษาศีล และคนที่ไม่ได้ฟังพระธรรมก็รักษาศีลด้วย ทุกศาสนาก็มีศีล แล้วจะกล่าวว่าเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ เพียงแค่ศีล แต่ถ้าเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ฟังรู้เลยว่าศีลคืออะไร ตอนนี้รู้หรือไม่ว่า ศีลคืออะไร

    ผู้ฟัง ทั่วๆ ไปเขาก็จะตอบได้อย่างฉะฉาน ศีลมีอยู่ ๕ ข้อ ๘ ข้อ หรือ ๒๒๗ ก็มี

    ท่านอาจารย์ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แต่ว่ามี แต่ไม่รู้ว่าอะไร

    ผู้ฟัง ก็ตอบได้ ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามลักทรัพย์

    ท่านอาจารย์ แล้วคืออะไรที่ไม่ฆ่า

    ผู้ฟัง เริ่มยากขึ้นแล้ว

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่ชาวโลกไม่รู้

    ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้นเราจะเข้าใจศีลให้ละเอียดยิ่งขึ้นและถูกต้องด้วยได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ คิดเองได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ก็คงไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ฟังคำของคนอื่นที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะรู้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มีทางที่จะทราบได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ศีลคืออะไร คุณคำปั่น

    อ.คำปั่น ศีล ความหมายคือความเป็นปกติ ถ้ากล่าวถึงกว้างๆ ของศีลที่กล่าวถึงความเป็นปกติ แสดงถึงความเป็นปกติของจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเป็นไป ซึ่งพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงในเรื่องของศีล ถ้าจำแนกโดยความประพฤติเป็นไปของสัตว์โลกคือ ขณะที่อกุศลเกิดขึ้นเป็นอกุศลศีล ถ้าขณะที่ความดีหรือว่ากุศลธรรมเกิดขึ้นเป็นไปก็เป็นกุศลศีล สำหรับผู้ที่ยังมีกิเลสอยู่ ไม่พ้นจากความเป็นไปของกุศลกับอกุศล แต่ถ้าเป็นพระอรหันต์ซึ่งเป็นผู้ที่ดับกิเลสหมดสิ้นแล้ว ท่านจะไม่มีทั้งกุศลและไม่มีทั้งอกุศล ความเป็นปกติของท่านคือเป็นอัพยากตศีล เพราะว่าไม่เป็นไปกับอกุศล หรือว่าไม่เป็นไปกับในเรื่องของกุศลใดๆ เลย เพราะว่าท่านดับกิเลสหมดสิ้นแล้ว

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าจะไปให้ใครบอกก็ไม่ถูก แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความเป็นจริงชัดเจน รูปธรรมเป็นศีลหรือมีศีล ได้หรือไม่ โต๊ะเก้าอี้มีศีลไม่ได้ แต่ต้องสภาพรู้ซึ่งเป็นจิตและเจตสิก เมื่อจิตและเจตสิกเกิดขึ้นแล้วเป็นไปตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    14 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ