ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
ตอนที่ ๑๓๓๑
สนทนาธรรม ที่ โรงเรียนสอนดนตรีสุรนา
วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เป็นไปแต่ละขณะไม่ซ้ำและไม่กลับมาอีกด้วย กว่าถ้อยคำแต่ละคำจะมาปรุงแต่งให้ค่อยๆ คลายความติดข้องในความเป็นเรา
อ.วิชัย ที่กล่าวว่ากุศลที่เป็นความดี อย่างเช่นถ้ากล่าวถึงบารมีทั้งหมดก็จะเป็นไปในการค่อยๆ ละคลายอกุศลไปเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์ ดีไปเพื่ออะไร
อ.วิชัย เพื่อรู้ความเป็นจริงของธรรม
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ความเป็นจริงแล้วดีไปเรื่อยๆ แล้วก็ไม่รู้ ต่างกันแล้วใช่ไหม
อ.วิชัย ต่างกัน
ท่านอาจารย์ บารมีคือต้องมีความเข้าใจเป็นปัญญา รู้ว่าไม่มีเรา กว่าจะไม่มีเราได้ก็คือรู้ว่าต้องเป็นปกติ ที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่าสิ่งนั้นเกิดแล้วตามการสะสมตามปกติ ไม่อย่างนั้นเราจะเข้าใจว่าทำไมเราคิดต่างกัน ทำไมเราชอบต่างกัน ทำไมอะไรไม่เหมือนกัน เพราะมีปัจจัยที่ต่างกัน จึงต้องเป็นปกติ
อ.วิชัย ถ้าความเข้าใจไม่เพียงพอ ผิดปกติก็ไม่รู้ว่าผิดปกติ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นปัญญาเท่านั้นรู้ แล้วจึงละ ไม่ดูโทรทัศน์ คิดดู ไม่ดูโทรทัศน์ อยากดูไหม และใครไม่ดู แต่ว่าธรรมดูโทรทัศน์ได้ไหม ก็ธรรม เราที่ไหนล่ะแต่เพราะเอาธรรมมาเป็นเรา ก็เลยเราจะไม่ดูโทรทัศน์ แต่ที่ดูโทรทัศน์นั่น ธรรมนะ ก็ไม่รู้ แล้วจะละความเป็นเราได้อย่างไร ถ้าเข้าใจว่าจะต้องไม่ดูโทรทัศน์จึงจะละความเป็นเราได้ก็ผิด ปัญญาเท่านั้นที่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด คนที่ไม่ดูโทรทัศน์ และคิดว่าเป็นปัญญาก็พยายามไม่ดูโทรทัศน์ จนตายก็ไม่มีปัญญา เพราะว่าเป็นเขาที่ไม่ดูโทรทัศน์
อ.วิชัย คนที่ไม่ได้เข้าใจธรรม แล้วก็มีคนหนึ่งคนใดบอกว่าต้องละกิเลสอย่างนั้นอย่างนี้ก็เลยทำเลยโดยที่ไม่มีความเข้าใจ แต่ถ้าบุคคลที่มีความเข้าใจตามลำดับเป็นปกติของเขา ถ้าหมายถึงว่าการที่ปัญญาเกิดขึ้นเห็นสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ ปัญญาก็คือนำไปที่สิ่งนั้นใช่ไหม
ท่านอาจารย์ อะไรเป็นประโยชน์ที่สุด
อ.วิชัย การได้เข้าใจธรรม
ท่านอาจารย์ คือรู้ว่าไม่ใช่เราต่างหาก ไม่ใช่ดูโทรทัศน์เป็นประโยชน์ที่สุด ประโยชน์ที่สุดคือรู้ความจริงในขณะนั้นซึ่งไม่ใช่เรา ต้องไม่ลืมคำนี้ เพราะว่าถึงเพราะสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ว่าไม่มีเรา แต่คนไม่รู้ก็ยังเป็นเรา จนกว่าจะไม่มีเรา ซึ่งต้องเป็นปกติ เพราะว่าสิ่งที่มีทั้งหมดต้องไม่ใช่เรา ไม่ใช่ไปกั้นไม่ให้มี แล้วบอกว่าไม่ใช่เรา แต่สิ่งที่มีนั่นแหละทั้งหมดไม่ใช่เรา เพราะเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัยจึงเป็นปกติ ถ้ายังโกรธเกิด ไม่อยากให้โกรธ ก็ผิดแล้ว แทนที่จะเข้าใจว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรมที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วถ้าเป็นอย่างอื่นยิ่งละเอียดๆ ลงไปทั้งหมดต้องรู้ จนสามารถที่จะละความเป็นเราได้เพิ่มขึ้น แล้วก็ต้องมั่นคงเปลี่ยนไม่ได้ พอถึงไม่ใช่เรา แต่จะไปทำให้เป็นปัญญาขึ้นมา แล้วจะทำให้เป็นปัญญาได้อย่างไรในเมื่อไม่ใช่เรา ใครทำก็ยังเราอยู่ดี ก็แสดงว่าไม่เข้าใจแม้คำสั้นๆ ที่ว่าธรรมเป็นธรรมไม่ใช่เรา
อ.วิชัย ความเป็นจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็แสดงไว้ทั้งหมด อย่างเช่นในส่วนของ อภิธรรมคือแสดงความเป็นจริงของธรรมโดยละเอียด ก็คือเป็นแต่ละหนึ่งๆ เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่อย่างไร เกิดเพราะมีปัจจัยอะไร แต่ความไม่มั่นคงตรงนี้ก็ยังมีความหลงคิดว่าทำได้
ท่านอาจารย์ แล้วตั้งจิตไว้ไม่ชอบในการเรียนในการฟัง เพื่อเราจะเข้าใจ ตรงนี้เรายังไม่เข้าใจ ตรงนั้นเราเข้าใจน้อย เราทั้งนั้นเลย แทนที่จะเข้าใจธรรม
อ.วิชัย จิตใจแต่ละบุคคลที่สั่งสมมายากที่จะตรงความเป็นจริง จริงๆ คอยที่จะคดไปตามอำนาจของอกุศลต่างๆ มากมาย
ท่านอาจารย์ อย่างหยาบถ้าละเอียดกว่านี้ล่ะ ปัญญาเท่านั้นที่รู้ได้ และปัญญาระดับไหน เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ก็คือว่าปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงจากการที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ใช่เข้าใจแค่นี้แล้วจะไปรู้อย่างนั้นได้
อ.วิชัย ที่กล่าวว่าผู้ที่ตรงเท่านั้นจึงได้สาระจากธรรม ก็หมายถึงว่าแต่ละหนึ่งเป็นอย่างไรก็คือจริงอย่างนั้น จะเปลี่ยนไม่ได้
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว แค่คำนี้คำเดียว สิ่งที่รู้แล้วนิดเดียวที่ดับไป แต่นี่เรื่องยาวไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว แต่นั่นสั้นกว่านั้นอีก แม้ล่วงไปเพียงหนึ่งขณะก็ไม่คำนึงถึง เพราะไม่ใช่เรา
อ.อรรณพ ท่านอาจารย์กล่าวว่า อาศัยแต่ละคำจนกว่าจะปกติ จริงๆ ก็เป็นปกติไม่ว่าจะเป็นกุศล อกุศล แต่อกุศลก็ทำให้ไม่ปกติ แต่จริงๆ ก็เป็นปกติของอกุศลที่เป็นอย่างนั้น ก็มีหลายคนก็มาปรารภว่าจะทำอย่างไรจึงจะปกติ
ท่านอาจารย์ ก็จะทำอยู่ต่อไปก็ไม่ปกติไปเรื่อยๆ ก็แสดงให้ผู้นั้นคิดว่ากิเลสมากเหลือเกิน ถ้ายังไม่รู้ว่าเป็นเพราะกิเลสก็ยังขวนขวายหาทางที่จะทำให้เป็นปกติ เพราะฉะนั้นกว่าปัญญาจะเข้าใจจริงๆ ว่าขณะนั้นเกิดแล้วถึงจะรู้ได้ว่าไม่ใช่เรา เพราะเกิดแล้วโดยไม่มีเราไปทำให้เกิด
อ.อรรณพ การที่จะรู้ในความเป็นปกติได้ต้องรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เพราะว่าแค่เพียงขั้นการฟังไม่อาจจะรู้ในความเป็นปกติของสภาพธรรมได้จริงๆ เลย
ท่านอาจารย์ ฟังรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรมเป็นปกติ แต่ปัญญายังไม่ถึงขั้นที่จะเข้าใจตัวธรรมที่เป็นปกติ แต่ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่มีหนทาง เพราะฉะนั้นหนทางเดียวจริงๆ ก็คือว่าฟังแล้วเข้าใจขึ้น ฟังแล้วฟังอีกๆ จะไม่รู้เลยว่าที่เราเหมือนกับย่ำเท้าอยู่เรื่อยๆ ค่อยๆ ขยับไปทีละน้อย ไม่มีหนทางอื่น
อ.อรรณพ แต่ในทางตรงข้ามถ้าเข้าใจผิดคิดว่ารู้มากแล้วก้าวไปเร็ว แต่จริงๆ แล้วเหมือนกับถอยหลังเข้าไปอีก เพราะว่าไปสะสมความเป็นตัวตนให้เพิ่มขึ้นอีก
ท่านอาจารย์ ข้อสำคัญก้าวไปไหน ก้าวไปในทางที่ไม่รู้ พระธรรมมากมายเรียนเท่าไหร่ก็ไม่จบ แต่ก็อยู่ตรงที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะฉะนั้นก็มีแต่ชื่อมาปิดบังสภาพธรรมซึ่งเกิดเดี๋ยวนี้ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เขาก็คิดว่าเขาไม่ได้ฟังคำใหม่ๆ เลยเหมือนพูดคำที่รู้แล้ว แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นคำอะไรต่อไป ก็ไม่พ้นจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แสดงว่าเพียงแต่รู้คำแต่ตัวจริงๆ ก็คือเดี๋ยวนี้ จะพูดถึงอะไร ธาตุก็เดี๋ยวนี้ ปฏิจจสมุปบาทก็เดี๋ยวนี้ แต่ไม่เข้าใจก็คิดว่าเป็นเรื่องอื่น แต่ความจริงเดี๋ยวนี้มีผัสสะไหม
อ.อรรณพ มี
ท่านอาจารย์ ปฏิจจสมุปบาทหรือเปล่า
อ.อรรณพ ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ทุกอย่างทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพูดถึงสิ่งที่มีจริงในสังสารวัฏซึ่งไม่เคยขาดเลย คือมีธาตุรู้ซึ่งอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น บังคับบัญชาไม่ได้ว่าเดี๋ยวนี้ผัสสะกระทบอะไร ถ้ากระทบเสียงก็ได้ยิน ถ้ากระทบสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาก็เห็น ถ้ากระทบเรื่องขณะนั้นก็คิด เพราะฉะนั้นเขาไม่ได้เข้าใจเลย ไม่ว่าจะพูดถึงอะไรทั้งหมด ก็คือว่าสามารถจะทำให้เห็นความจริงว่าขณะนี้ที่เห็นได้ยินเป็นต้น มีจริงๆ ไม่ต้องกล่าวโดยนัยปฏิจจสมุปบาท เพราะเหตุว่าเข้าใจหรือยังในแต่ละหนึ่ง ถ้าเข้าใจจริงๆ ต้องเรียงไหม ในเมื่อขณะนี้ผัสสะมีเพราะอะไร ย้อนไปย้อนมาก็คือในเหตุในผลที่ว่าถ้าไม่มีเหตุ ผลก็เกิดไม่ได้
อ.อรรณพ ก็เป็นความที่ต่างกันจนเทียบไม่ได้ ไม่ว่าจะพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาททั้งโดยอนุโลม และปฏิโลม แต่ว่าผู้ที่เรียน เราเรียนจากชื่อและเรื่อง ไม่ได้เป็นการประจักษ์สภาพธรรมที่เป็นปัจจยาการอย่างนั้นจริงๆ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ว่าจุดประสงค์ของการเรียนเพื่อรู้สิ่งที่กำลังมี แล้วปรากฏว่าพอพูดอย่างนี้ก็ไม่รู้ ไม่ว่าจะโดยปฏิจจสมุปบาทหรือโดยอะไรก็ตามเดี๋ยวนี้ไม่รู้ ถ้าเดี๋ยวนี้รู้จริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย การที่เราฟังมาก็สามารถที่จะทำให้ละความเป็นเราโดยไม่ต้องอาศัยชื่อ อย่างสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้กำลังมีเลย ถ้าปัญญารู้จริงๆ ว่าไม่ใช่เห็นซึ่งเป็นธาตุรู้ ซึ่งกำลังมีสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นศึกษาทีละหนึ่ง ถ้าจะเข้าใจเห็น ก็ไม่ใช่ศึกษาสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะสิ่งที่กำลังปรากฏไม่รู้อะไรเลย แต่ถ้าจะรู้ถึงสภาพรู้ที่เห็น ก็ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นถ้าอาศัยการที่เคยเข้าใจมาแล้วจนกระทั่งเป็นปัจจัยให้สามารถเกิดการระลึกคือรู้สิ่งที่กำลังปรากฏด้วยความเข้าใจ ก็จะรู้ถึงว่าขณะที่สิ่งที่ปรากฏทางตา แล้วก็มีเห็น ขณะนั้นความเข้าใจปัจจัยจะมีไหมว่าอาศัยกันและกันโดยไม่ต้องเรียกชื่อว่าอารัมมณปัจจัย ก็คือว่าสิ่งที่เราเรียนมาทั้งหมดเป็นชื่อ แต่เวลาประจักษ์สภาพธรรมจริงๆ ไม่ใช่ชื่อ แต่เป็นความเข้าใจตามลำดับขั้น ขั้นแรกต้องรู้ลักษณะที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม ทำไมต้องรู้นามธรรมและรูปธรรม บางคนก็บอกอย่างนั้น ก็เพราะว่าไม่มีใครที่จะไม่รู้ว่าโลภะมี โทสะก็มี แต่ไม่รู้ความเป็นธาตุหรือนามธาตุของสิ่งนั้น เข้าใจว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นการที่จะค่อยๆ ละความเป็นเรา ก็คือค่อยๆ เข้าใจขึ้นในความเป็นธาตุที่เป็นนามธาตุ ลักษณะของนามธาตุถูกปกปิดไว้โดยชื่อ เรียกได้ว่าเป็นนามธาตุ แต่เวลานามธาตุปรากฏไม่มีชื่อ แต่ลักษณะแท้ๆ ของธาตุรู้ปรากฏ นี่ก็เป็นขั้นต้น และความรู้ที่เราเข้าใจมาทั้งหมดก็จะมาเกื้อกูลว่าในขณะที่สภาพธรรมปรากฏความเข้าใจเริ่มเพิ่มในระดับไหน ถ้ายังสงสัยในความเป็นปัจจัยที่เราเรียนมาทั้งหมดเป็นคำ แต่ว่าคำที่เข้าใจสามารถที่จะถึงขณะซึ่งเราไม่รู้เมื่อไหร่ที่จะเข้าใจในความเป็นปัจจัยของสิ่งที่กำลังปรากฏ โดยไม่เอ่ยสักชื่อเดียว แต่ไม่ใช่ว่าปัจจัยทั้ง ๒๔ จะพรั่งพรูมาหมดเลย ไม่ใช่เลย แล้วแต่ขณะนั้นจะรู้โดยฐานะใดที่จะเกื้อกูลให้เห็นว่าไม่มีเรา ทั้งหมดของปัญญาจะนำไปสู่อย่างเดียวคือไม่ใช่เรา
อ.วิชัย ถ้ากล่าวถึงว่าความเป็นจริงสิ่งที่มีขณะนี้ก็คือสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าคำไม่กี่คำไม่พอเพียงต่อการที่จะรู้ในสิ่งนั้นที่จะละความยึดถือว่าเป็นตัวเรา แต่การที่จะกล่าวถึงสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ที่จะเป็นเบื้องต้นให้เกิดความรู้ความเข้าใจ โดยที่ไม่ได้กล่าวคำมากมายที่พระองค์แสดง ซึ่งยังไม่ใช่ฐานะของผู้ที่จะไปรู้จุดนั้นได้ โดยที่ไม่เข้าใจสิ่งที่ปรากฏว่าเริ่มต้องเข้าใจตรงนี้ก่อน จึงจะค่อยๆ เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏโดยอาศัยคำอื่นๆ ที่มีในพระไตรปิฎกเพิ่มขึ้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราพูดกี่ครั้ง ถ้าไม่มีตาก็ไม่เห็น ก็พูดอย่างนี้ แล้วถ้าไม่มีสิ่งที่กำลังกระทบตาเดี๋ยวนี้เห็นก็เกิดไม่ได้ คือให้มีความเข้าใจ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งว่าไม่ต้องเอ่ยคำว่าปัจจัย แต่เพราะฟังอย่างนี้ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าเห็นเดี๋ยวนี้ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น เริ่มที่จะรู้ว่าไม่มีเรา ไม่มีใครที่จะไปทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นได้เลย ค่อยๆ ขยับไปทีละน้อยมาก เพราะเหตุว่าในสังสารวัฎเราไม่คุ้นกับการที่จะเห็นถูกต้องในธาตุรู้ซึ่งกำลังเห็น ถ้าโดยคำไม่มีใครสงสัยในธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นเห็นหรือกำลังเห็น แต่ตัวธาตุรู้แท้ๆ ที่กำลังเห็นไม่ได้ปรากฏ
อ.วิชัย ที่พระองค์ตรัสว่า ชื่อครอบงำสิ่งทั้งปวง แม้แต่เป็นผู้ที่ศึกษาธรรมแต่ว่าถ้าไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร สภาพธรรมอะไรก็คือมีแต่ชื่อที่หลงเข้าใจว่ารู้ธรรม
ท่านอาจารย์ จะเห็นได้ก่อนเข้าใจตรงนี้ เราก็รู้ว่าชื่อครอบงำสิ่งทั้งปวง แต่กว่าจะถึงตรงนี้ว่าชื่อครอบงำสิ่งทั้งปวง อาศัยกาลเวลาและความละเอียดที่จะเข้าใจว่าแม้แต่ชื่อนามธาตุก็ครอบงำ รูปธาตุก็ครอบงำตัวจริง พอตัวจริงเปิดเผยก็คือว่าไม่ถูกครอบงำอีกแล้ว แต่ว่ากว่าจะรู้อย่างนี้ก็เพราะเหตุว่าได้ยินคำนี้ ซึ่งถ้าคนที่ไม่ละเอียดพอได้ยินก็แค่จำ ครอบงำแล้ว นึกถึงแต่ชื่อนามธรรมรูปธรรม นึกถึงแต่ชื่อ แต่ความจริงแล้วชื่อนั้นนำมาสู่ความเข้าใจสภาพธรรม ซึ่งถ้าไม่ได้ยินชื่อนั้นเลยจะไม่นำมาสู่ความเข้าใจในความต่างของสิ่งที่กำลังปรากฏกับธาตุรู้ เพราะฉะนั้นแม้แต่ธาตุรู้หรือนามธาตุจะได้ยินสักเท่าไหร่ กว่าจะไม่ใช่ชื่อ แต่เป็นตัวธรรมที่มีลักษณะตามชื่อที่ได้ฟัง ก็ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด และก็รู้ว่าหนทางนี้ไม่ใช่หนทางที่จะไปถึงด้วยความต้องการ
อ.วิชัย คือโดยมากคุ้นเคยในสิ่งที่ได้ยิน แล้วก็จำคำในสิ่งที่ได้ยินว่าคำหมายถึงอะไร และคุ้นเคยในคำนั้น โดยที่ไม่ได้คุ้นเคยถึงสภาพหรือลักษณะที่คำนั้นหมายถึงสิ่งนั้น
ท่านอาจารย์ ลองคิดดูจากความไม่รู้นานแสนนาน และคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายากไหม แม้แต่จะเข้าใจ คุ้นหูอย่างที่คุณวิชัยว่านานเท่าไหร่กว่าจะค่อยๆ คุ้นคือเข้าใจตัวธรรม ก็ต้องตามลำดับ ไม่มีใครซึ่งพอฟังแล้วก็สามารถแทงตลอดได้นอกจากคนที่ฟังมากี่กัป จนกระทั่งความเข้าใจมั่นคง พอได้ยินสามารถรู้ความต่างทันทีของเห็นกับสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่กว่าจะถึงขณะนี้ได้ต้องผ่านขณะไหน จากมืดสนิทจนกระทั่งได้ฟังคำ แล้วก็ชินกับคำ จนกว่าจะรู้ว่าไม่ใช่ให้ชินกับคำ คำนั้นหมายความถึงสิ่งที่มีจริง จะต้องเข้าใจความจริงไม่ใช่เข้าใจแค่คำ ถูกปกปิดซ่อนเร้นไว้นานมาก ประมาทไม่ได้เลยที่จะรู้ว่าอีกนาน แล้วก็ไม่ต้องไปสนใจไปเร่งรัดอะไรด้วย เพราะว่าเป็นไปไม่ได้ที่สภาพธรรมที่หนาแน่น และก็นานมากจะหมดไปโดยการที่ว่ามีตัวเราไปทำได้ และความเข้าใจละความอยาก พอเข้าใจอย่างนี้ไม่มีทางที่เราจะไปอยากทำอะไรหรอก แต่ว่ารู้ว่าจะเข้าใจขึ้นเท่านั้นเอง ถึงสามารถที่จะถึงตัวธรรมได้ และทุกคนก็ต้องผ่านขั้นตอนอย่างนี้ จากความมืดสนิทมาสู่การได้ยินได้ฟังเข้าใจคำ และภายหลังก็ถึงจะรู้ว่า ไม่ใช่คำที่ให้เข้าใจ อายตนะ ขันธ์ ธาตุ ชื่อนั้นชื่อนี้ แต่ให้เข้าใจตัวธรรมแท้ๆ ที่เป็นอย่างนั้น และจะเข้าใจได้อย่างไรถ้าสภาพธรรมไม่ได้ปรากฏ
เพราะฉะนั้นเป็นการยากที่คนไทยหรือชาติอื่นได้ฟังคำภาษาบาลี และจะเข้าใจความหมาย แต่ว่าถ้าเราเรียนเข้าใจ และก็มีธรรมแม้แต่คำว่า ขันธ์ ขันธะ ขันดะ ก็คือกล่าวถึงทุกอย่างที่เกิดดับ สิ่งที่เกิดแล้วไม่ดับไม่มี สิ่งที่เกิดดับ ก็เป็นอดีตเมื่อดับ และสิ่งที่เป็นอนาคตที่ยังไม่เกิดก็เกิด เพราะฉะนั้นก็มีทั้งปัจจุบันซึ่งเป็นอดีตเมื่อดับ และก็สิ่งที่เป็นอนาคตก็เป็นปัจจุบันเมื่อเกิด เพราะฉะนั้นทั้งหมดเลย เราก็รวมคร่าวๆ ทั้งหมดเลยแต่ทรงจำแนกว่ารูปขันธ์ เพื่อเตือนให้รู้ว่าสิ่งที่ไม่ใช่สภาพรู้ทางตาก็มีปรากฏให้รู้ แต่ถูกปิดบังไว้ด้วยการเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็ว ทรงแสดงว่ารูปขันธ์เป็นขันธ์เพราะเกิดดับ เตือนอยู่ตลอดเวลาขณะนี้รูปที่ปรากฏเกิดดับ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ไม่กลับมาอีกด้วยแต่ละหนึ่ง เพราะสิ่งที่เกิดแล้ว หยาบก็เป็นหยาบดับไป ละเอียดก็เป็นละเอียดดับไป ใกล้ก็เป็นใกล้ดับไป ไกลก็เป็นไกลดับไป ภายในก็เป็นภายในดับไป ภายนอกก็เป็นภายนอกดับไป เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างสั้นแค่ไหน แม้แต่คำว่าขันธ์คำเดียว ถ้าเราไม่ประมาทก็เดี๋ยวนี้สิ่งที่ปรากฏนี่แหละ ทุกคำจึงต้องเข้าใจอย่างมั่นคง ไม่เช่นนั้นก็เราก็ผ่านไปว่าเรารู้จักขันธ์แล้ว ๕ ขันธ์ รูปก็เป็นขันธ์หนึ่ง ความรู้สึกก็เป็นขันธ์หนึ่ง ความจำก็เป็นขันธ์หนึ่ง สภาพธรรมอื่นๆ ที่เป็นเจตสิกก็เป็นอีกขันธ์หนึ่ง วิญญาณธาตุที่กำลังรู้สิ่งที่กำลังปรากฏก็ขันธ์หนึ่ง เราคิดว่าเรารู้แล้ว สิ่งที่เราได้ฟังแล้วความเข้าใจกับเพิ่มขึ้น เราชินว่าขันธ์มี ๕ แล้วเราก็ท่องได้จำได้ แต่พอได้ยินว่าเดี๋ยวนี้ก็คือสิ่งที่ปรากฏชั่วคราว แล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีกๆ จนกว่าจะรู้ว่าที่เราเข้าใจว่าเป็นคนเป็นดอกไม้ก็คือแค่กระทบตาปรากฏแล้วดับ นั่นคือรูปขันธ์จริงๆ เพราะว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาสิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นที่ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานนิมิตของความเกิดดับอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ แล้วใครจะไปคิดว่าเราสามารถที่จะมีปัญญามากถึงขั้นนั้นแล้ว เพียงแค่รู้ว่าเป็นแค่สิ่งที่เพียงปรากฏค่อยๆ ละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นปกติ แล้วก็ไม่ใช่เราด้วย ความยากของหนทางนี้ก็คือว่าแม้ธรรมเป็นอย่างนั้นแต่ต้องเป็นปกติ แล้วก็ต้องไม่ใช่เรา แม้แต่จะเข้าใจเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เรา และที่ไม่เข้าใจเดี๋ยวนี้ก็คือไม่เข้าใจวิญญาณ ที่กำลังได้ยิน ที่กำลังคิด ไม่เข้าใจความรู้สึกที่มีอยู่ ไม่เข้าใจความจำ ไม่เข้าใจเจตสิกทั้งหลายที่เกิดดับปรุงแต่ง เรียกว่าไม่เข้าใจทั้ง ๕ ขันธ์ เพียงแต่ชื่อที่เพียงรู้ แล้วก็บอกคนอื่นขันธ์มี ๕ รูปขันธ์เป็นอย่างนี้ เวทนาขันธ์เป็นอย่างนี้ แต่ก็คือว่าชีวิตประจำวันทุกขณะ
เพราะฉะนั้นถ้าใครยังคิดจะทำอื่น ก็คือว่าหมิ่นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่ากว่าพระองค์จะตรัสรู้ทุกคำที่บอกเราอาศัยเวลานานเท่าไหร่ และเราก็คิดว่าง่ายๆ เราทำเองได้อย่างนี้ ก็แสดงว่าไม่มีทางที่จะพ้นจากสังสารวัฏหรือพ้นจากความเข้าใจผิด และถ้าปิดบังเปลี่ยนแปลง ตู่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งเป็นโทษ เพราะเหตุว่าทำให้คนอื่นเข้าใจผิด เพราะฉะนั้นการกล่าวถึงธรรมจึงต้องละเอียด และด้วยความเคารพด้วยความมั่นคง และจริงใจที่จะกล่าวคำตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ไม่ใช่เอาความคิดของเราที่ไม่ตรงไปเพิ่ม นั่นก็เป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องจิรกาลภาวนา นานเท่าไหร่ก็ไม่สำคัญ ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องทีละเล็กทีละน้อยตรงมั่นคง และก็ไม่เปลี่ยนเลย เดี๋ยวนี้ก็ขันธ์ แล้วแต่ปัญญาจะรู้ขันธ์ไหน เลือกไม่ได้ แต่ความจำของเรามีแล้ว แม้สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ กว่าจะไม่ใช่คน ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่อะไรเลย แค่ถูกต้องตามความเป็นจริงว่าชั่วขณะที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นชั่วขณะที่ปรากฏในเราเริ่มรู้แล้ว ขณะของเรายาวแค่ไหน เพราะทุกอย่างเป็นนิมิตที่เกิดดับ กว่าจะค่อยๆ เข้าไปใกล้จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความต่างของแต่ละอย่าง เช่น เห็นกับคิด ไม่ใช่เห็นอย่างเดียวกว่าจะเป็นคนนั้นคนนี้คิดแล้ว คิดก็ไม่ปรากฏ ไปรวมกับอย่างอื่นแล้ว เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจ และก็ไม่ใช่เราด้วย ปัญญาทำหน้าที่อยู่ทุกขณะ ทำกิจของปัญญานำไปในกิจที่เป็นกุศล ที่จะเห็นว่าอะไรถูกต้อง ไม่ใช่เราที่จะทำได้ ถ้าไม่สะสมมาอย่างนี้ พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ยินคำก็ไปเข้าใจอย่างเดิมเหมือนที่เคยเห็นว่าเป็นเรา แต่ถ้าเราสะสมอย่างนี้ ถึงเวลาก็สามารถเข้าใจได้ และเข้าใจระดับไหน อนัตตาจริงๆ เราไม่รู้หรอก เพราะว่าเหมือนด้ามมีดถูกจับไปจะรู้ได้อย่างไรว่าสึกเมื่อไหร่
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380