ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๕๒

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมแลนด์มาร์ค

    วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ผู้ฟัง พระพุทธศาสนามีความสำคัญอย่างไร และการศึกษาอย่างไรจึงจะถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ ขออนุโมทนาคุณจักรกฤษณ์ที่ห่วงใยและจะให้คนอื่นได้เข้าใจความจริง วันนี้จะพูดถึงพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก น่าคิดหรือไม่ พุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก เพราะชาวพุทธไปวัดแล้วทำพิธีกรรมต่างๆ มีการสวดมนต์ มีการปฏิบัติมากมายทั่วโลกทั้งหมด ไม่ใช่แต่เฉพาะที่ประเทศไทย คุณจักรกฤษณ์ช่วยให้คนอื่นได้เริ่มสนใจที่จะเข้าใจพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จักเลย ใช้คำว่าเลยก็ได้ เพราะถ้าถามว่าพุทธศาสนาคืออะไร ศาสนาคือคำสอน ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของใคร เราก็บอกว่าผู้สอนนั้นคือศาสดา แต่สำหรับพุทธศาสนา แม้แต่คำว่าพุทธ ชาวพุทธไม่ได้เข้าใจถึงความเป็นจริงว่า พุทธ ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา ไม่ใช่มิตรสหายที่เราพูดกัน หรือไม่ใช่ตำรับตำราที่ใครก็เขียนขึ้นมาและคิดว่าได้เข้าใจแล้ว แต่พุทธเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คำนี้รู้สึกว่าคนจะไม่ค่อยสนใจ แต่สนใจครูบาอาจารย์ หรือสนใจใครก็ตามที่คิดว่าเป็นผู้ที่รู้

    คำว่า พุทธศาสนาและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นานเท่าไรกว่าจะได้ยินคำนี้ สมัยก่อนการตรัสรู้ โลกมืด เพราะสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนอันตรธานไปไม่เหลือเลย โลกที่คนอยู่มาหลังจากที่พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เป็นโลกที่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย ทุกคนอยู่ในโลกด้วยความไม่รู้ แต่พุทธ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อที่จะรู้ความจริงซึ่งมีอยู่ทุกขณะแต่ถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ เพราะเมื่อไรไม่มีการตรัสรู้ความจริง จะมีคำที่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงไม่ได้เลย

    เมื่อพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมาก ถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ที่จะรู้ความจริงซึ่งมีอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวนี้ก็มีแต่ถูกปกปิดไว้ เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมี ถึงกาลโอกาสที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อทรงตรัสรู้แล้วไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดง ข้อความนี้มีในพระไตรปิฎก ด้วยความลึกซึ้งอย่างยิ่งของคำที่พวกเราจะได้ศึกษาและเข้าใจถูกต้องว่า แต่ละคำมาจากพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งไม่มีใครที่จะเทียบได้เลย "เจ้า" คือยิ่งใหญ่ที่สุดในสากลจักรวาล ไม่มีใครเปรียบได้เลย เทวดาพรหมยังต้องมากราบไหว้ทูลถามปัญหา

    พุทธคือ ตรัสรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีถูกต้อง เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระมหากรุณารู้ว่าถ้าชาวโลกไม่ฟังคำของพระองค์ ไม่มีทางที่จะรู้อะไรเลยทั้งสิ้นตั้งแต่เกิดจนตาย ชาวพุทธเข้าใจเช่นนี้หรือไม่ว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำเป็นคำที่ฟังแล้วไม่ใช่จะเข้าใจได้ทันที ต้องฟังแล้วไตร่ตรองจนกระทั่งมีความเข้าใจว่า ทุกคำถูกต้องตามความเป็นจริงและกำลังมีในขณะนี้

    สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามอบให้ผู้ที่ได้ยินได้ฟังคำของพระองค์ ซึ่งจะเรียกว่าชาวพุทธก็ได้คือ ปัญญา ปัญญาคำนี้ไม่ใช่ปัญญาที่มาจากมหาวิทยาลัย ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ แต่ปัญญานี้มาจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัญญานี้ใครก็คิดเองไม่ได้เลย แม้ได้ยินได้ฟังแล้วก็ประมาทไม่ได้เลย

    ถ้าประมาทก็คือเข้าใจผิดว่าอ่านได้ง่ายๆ เปิดพระไตรปิฎกแล้วคิดว่าเข้าใจได้เหมือนคำธรรมดาๆ ที่เคยได้ยินได้ฟัง นั่นคือลบหลู่พระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเท่านั้นเองหรือง่ายๆ แต่ว่าแต่ละคำลึกซึ้งอย่างยิ่ง เช่น เราได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินคำว่าพระธรรม คือคำสอนของพระองค์ และผู้ที่ฟังเป็นสาวกที่เข้าใจจนกระทั่งสามารถรู้ตามพระพุทธเจ้าได้ จึงเป็นรัตนะคือสิ่งที่มีค่ายิ่ง ๓ อย่าง ที่เราเรียกว่าพระรัตนตรัย พระพุทธรัตนะ เหนือบุคคลใด เพราะฉะนั้น คำของพระองค์ที่จะนำไปสู่ความเข้าใจก็เป็นรัตนะด้วย และผู้ที่ได้รู้แจ้งแล้วก็เป็นสังฆรัตนะ เป็นสาวก จากความไม่รู้เลยมาสู่คำที่ได้ฟังแล้วเข้าใจจนกระทั่งรู้ตามได้ ยากสักเพียงใดที่จะถึงการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ และทรงแสดงความจริงให้คนอื่นได้เข้าใจและรู้ตามด้วย

    ธรรมคืออะไร เท่านี้ ใครก็ตามที่เผินมากคิดว่ารู้ทุกคำที่ได้ยินแล้ว แต่ความจริงไม่ใช่เลย ลองถามดู ธรรมที่ชาวพุทธไม่รู้จักก็คือเดี๋ยวนี้ สิ่งที่มีจริงทั้งหมดพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ถ้าสิ่งนั้นไม่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้อะไร พระองค์ทรงตรัสรู้สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่เหลือเลย โดยประการทั้งปวงถึงที่สุด ที่ไม่มีใครสามารถที่จะสงสัยในคำของพระองค์ และในสภาพธรรมที่พระองค์ตรัสแสดงถึงที่สุดได้

    ด้วยเหตุนี้ ขณะนี้ถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ว่าธรรมอยู่ไหน มีธรรมแน่ๆ แต่ธรรมอยู่ไหน เดี๋ยวนี้เอง ไม่ได้ไปไกลเลยแต่ถูกปกปิดไว้ ธรรมคือสิ่งที่มีจริง เท่านี้ แต่ละคนต้องค่อยๆ คิด เพื่อจะได้รู้จักพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก รู้จักแต่เพียงพิธีกรรมต่างๆ เช่น การสวดมนต์ หรือการบวชโดยที่ไม่ได้เข้าใจเลยว่าบวชคืออะไร และสวดมนต์คืออะไร ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง ธรรมคือสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้อะไรมีจริง ถามใครๆ เขาก็ต้องบอกว่าในห้องนี้มีจริง มีแสงสว่าง มีดอกไม้ มีโต๊ะ มีเก้าอี้ คำนี้ไม่ลึกซึ้งเลย ถ้าบอกว่าเดี๋ยวนี้อะไรมีจริง โต๊ะเก้าอี้มีจริง ไม่ลึกซึ้ง เดี๋ยวนี้มีคนในห้องนี้มากมายก็ไม่ลึกซึ้ง จะลึกซึ้งได้อย่างไรเพราะธรรมดาที่สุด

    แต่ถ้ามีคำพูดที่ว่า ขณะนี้มีเห็น เหตุใดจึงต้องพูดเรื่องเห็น เพราะเราไม่รู้จักเห็น ขณะนี้ถ้าถามว่าเห็นอะไร เราก็ตอบธรรมดาว่าเห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้ เห็นคน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า เห็นสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ คำไหนจริง เห็นสิ่งที่เพียงปรากฏให้เห็นได้ หลับตาแล้วคนหายไปไหนหมด ห้องก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี เมื่อลืมตามี เพราะเห็นสิ่งที่สามารถที่จะปรากฏให้เห็นได้เมื่อมีเห็น ซึ่งสิ่งนั้นต้องกระทบตา เป็นเพียงสิ่งที่กระทบตา แล้วอยู่ที่ไหน จะมากระทบตาได้ก็อยู่ที่เราเรียกว่า ดอกไม้บ้าง โต๊ะบ้าง คนบ้าง ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งนั้นต้องแข็ง จับตรงไหน กระทบที่ไหน ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าต้องแข็ง และสิ่งที่แข็งตรงนั้นมีสิ่งที่สามารถกระทบตาได้ ซึ่งเราเรียกว่าสีสันวัณณะต่างๆ ดอกกล้วยไม้สีขาว จับดู แข็ง แข็งไม่ใช่ขาว แข็งเป็นแข็ง ใบไม้เป็นสีเขียว แข็งไม่ได้เขียวเลย แต่เมื่อจับแข็งเป็นแข็ง แข็งไม่เขียว แต่ที่แข็งมีสิ่งที่กระทบตาปรากฏเป็นสีสันวัณณะต่างๆ หลากหลายมาก นี่เป็นสิ่งซึ่งใครจะมาคิดถึง

    นักวิทยาศาสตร์เขาก็คิดเรื่องอื่นไป แต่ไม่ต้องไปไหนเพราะอยู่ตรงนี้ มีความจริงที่กำลังเผชิญหน้า ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งที่มีจริงทุกอย่างว่า ไม่มีใครสามารถจะบังคับบัญชาได้ ถ้าสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นจะมีหรือไม่ ถ้าแข็งไม่เกิด อะไรๆ ไม่เกิดเลย จะมีสิ่งที่เกิดแล้วรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่ง คืออัตตา จะมีหรือไม่ ภาษาบาลีใช้คำว่าอัตตา หมายความว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    ในพระไตรปิฎกกล่าวว่า ทุกคนสามารถจะรู้ความจริงได้ในภาษาของตนของตน ทั้งๆ ที่เราไม่รู้ภาษาที่พระพุทธเจ้าตรัสคือภาษามคธี ซึ่งดำรงพระศาสนา เราใช้คำว่าบาลี แต่สามารถที่จะเข้าใจในคำของเรา คำเดียวกันที่คนชาตินี้พูดเช่นนี้ คนชาตินั้นพูดเช่นนั้น แต่หมายความถึงสิ่งเดียวกัน ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงว่า ขณะนี้เห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้และสิ่งนั้นต้องเกิดด้วย ชาวพุทธเคยได้ฟังเคยคิดอย่างนี้มาก่อนหรือไม่ ถ้าไปสวดมนต์จะเข้าใจอย่างนี้หรือไม่ ถ้าไปสำนักปฏิบัติจะเข้าใจอย่างนี้หรือไม่ ไม่มีทางที่จะเข้าใจได้เลย เพราะนั่นไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำ เดี๋ยวนี้เข้าใจได้เลย พิสูจน์ได้เลยว่าถูกต้องและจริงหรือไม่

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า สิ่งที่เราเคยเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ใหญ่โต มั่นคง รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งนั้นแยกได้ละเอียดยิบ โดยมีอากาศธาตุแทรกคั่น เช่นรูป สิ่งที่มีจริงแข็ง เราแตะแข็งนิดเดียว แต่ความจริงตรงนั้นมีแข็งกี่แข็ง ที่คั่นด้วยอากาศธาตุละเอียดยิบ เพราะสามารถแตกทำลายออกได้จนละเอียดมาก แม้ละเอียดอย่างไรพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงว่า ที่นั่นยังต้องมีสิ่งที่มีอยู่ แต่ว่าสิ่งที่ละเอียดอย่างยิ่งนั้นจะต้องมีลักษณะที่แข็งตรงนั้น และความจริงก็ไม่ได้มีแต่แข็ง ถ้ากระทบตรงนั้นบางครั้งที่แข็งเย็นหรือร้อน บางครั้งตรงนั้นก็ตึงหรือไหว เช่นที่ร่างกายของเรา กระทบบางแห่งจะรู้สึกตึง บางแห่งจะรู้สึกแข็ง บางแห่งจะรู้สึกร้อน นั่นคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งคนอื่นไม่ได้สนใจที่จะรู้ความจริงว่า นี่คือสิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นเรา เป็นโลก เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน

    แต่ว่าตามความเป็นจริงคือ เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน เกิดโดยที่ไม่มีใครไปทำให้เกิดด้วย เช่น เดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำให้เกิดเลยก็มีหมดทุกอย่างแล้ว แม้แต่เห็นก็มีแล้ว คิดก็มีแล้ว จำก็มีแล้ว ทุกอย่างมีโดยไม่มีใครทำเลย แต่ไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเกิดจึงมี และไม่รู้ด้วยว่าอะไรทำให้เกิดขึ้น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า "พุทธ" ให้รู้ความจริงว่า ตั้งแต่เกิดจนตายก็มีเช่นนี้แต่ไม่เคยรู้ และเข้าใจผิดยึดถือว่าเป็นเรา หรือยึดถือว่าของเรา แต่ถ้ารู้ความจริงแล้วก็คือ มีสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ ละเอียดมาก ต่างกันมาก แต่รวมกันก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตั้งแต่เกิดจนตายก็ไม่รู้ความจริง

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" ชาวพุทธได้ยินคำนี้และพูดตามๆ กัน แต่เข้าใจความลึกซึ้งหรือไม่ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่คนเกิดและคนตาย เกิดแล้วก็ตาย หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งเกิดแล้วเก่าไป แตกทำลายไป พระองค์ตรัสถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ซึ่งถ้าไม่ฟังคำของพระองค์จะไม่รู้เลยว่า ขณะนี้สิ่งที่ปรากฏเหมือนไม่ดับไปเลยนั้น แท้ที่จริงต้องเป็นสิ่งที่มีเมื่อเกิดแล้วดับทันที แต่ว่ามีสิ่งนั้นเองเกิดสืบต่อตลอดเวลาเร็วสุดที่จะประมาณได้เหมือนไฟที่เราคิดว่าสว่างอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงมีการที่เกิดขึ้นและดับไป แต่เร็วจนไม่เห็นอะไรดับไปสักอย่างเดียว

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" ไม่ใช่ฟังเผินๆ แล้วเข้าใจว่าใครๆ ก็รู้ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า เดี๋ยวนี้เห็นต้องเกิดแล้วเห็นดับ ยังไม่ได้ยิน เงียบสนิทแล้วได้ยินก็เกิด แล้วได้ยินก็ดับ ไม่มีขณะไหนที่ไม่เป็นเช่นนี้เลย แต่ไม่มีใครรู้ความจริงจนกระทั่งสามารถที่จะละคลายความติดข้อง ยึดถือสิ่งที่มีมั่นคงแน่นหนาว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    ด้วยเหตุนี้ จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเข้าใจพระธรรม ต่อเมื่อเข้าใจความจริงของแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เพื่อให้ได้พิจารณา และมีปัญญาที่เห็นถูกต้องตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ มิฉะนั้นลองถามดู พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อะไรและให้เรารู้อะไร คือให้รู้ความจริงว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้วดับ สิ่งนั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และไม่อยู่ในอำนาจของใครเลยทั้งสิ้น ทุกอย่างทรงแยกละเอียดจนกระทั่งไม่เหลือความเป็นเรา

    ถ้าจะค่อยๆ พิจารณาตามลำดับว่า ถ้าว่างเปล่าไม่มีอะไรเกิดเลย จะมีอะไรหรือไม่ จะมีดอกไม้ จะมีเราตรงนี้หรือไม่ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงสิ่งเดียวเกิดขึ้นนั่นเป็นโลก โลกะในภาษาธรรมหมายความถึงสิ่งที่เกิดดับ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย โลกไม่มี และสิ่งที่เกิดแล้วดับไปทั้งหมดเป็นโลก ด้วยเหตุนี้เราไม่รู้เลยว่า ขณะนี้ที่ปรากฏเป็นแม่น้ำ เป็นภูเขา เป็นท้องฟ้า เป็นคน เป็นมด เป็นทุกสิ่งทุกอย่างนั่นคือต้องเกิดทั้งนั้น แต่ว่าเกิดซ้อนกันเร็วจนไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ ก็เลยคิดว่าไม่มีอะไรเกิด แต่ความจริงมีแล้วทั้งหมด แต่ละหนึ่งต้องเกิดแน่นอน และความจริงที่คนอื่นไม่รู้ก็คือสิ่งนั้นดับ แต่ว่ามีสภาพธรรมที่เกิดสืบต่อจนไม่รู้ว่าสิ่งนั้นดับไป จริงหรือไม่

    ถ้าไม่จริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร ลองหาคำที่พระองค์ตรัสรู้มาว่า พระองค์จะตรัสรู้อะไร ก็เหมือนชาวบ้านธรรมดาที่พูดธรรมดา แต่พระองค์ทรงตรัสรู้ ต้องมีสิ่งที่ตรัสรู้ นั่นคือคำที่เรากำลังได้ฟังนี้เพียงคำเดียว แต่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เมื่อตรัสรู้แล้วไม่น้อมพระทัยที่จะทรงแสดง เพราะสิ่งนี้เหลือวิสัยที่ใครจะคิดที่จะรู้ว่า ความจริงแท้ๆ เป็นเช่นนี้แต่ถูกปิดบังไว้ แต่เพราะเหตุว่ามีผู้ที่ได้ฟัง ได้เข้าใจ ได้สะสมบุญไว้แต่ปางก่อน เคยได้ยินได้ฟังมาในสมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ จึงมีผู้ที่ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คิดดู เพียงได้ยินว่ามีผู้ที่ตรัสรู้ธรรม พวกเดียรถีย์บางคนอยู่ใกล้มากก็ไม่ไปเฝ้าเลย เขาฟังแต่ครูบาอาจารย์และไม่เข้าใจในความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็มีผู้ที่เมื่อได้ฟังแล้วเช่นท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เพียงได้ยินคำว่า พุทโธ ท่านนอนไม่หลับเพราะต้องการฟังว่าที่พระองค์ทรงตรัสรู้นั้นคืออะไร เป็นความจริงอย่างไร ท่านประสงค์ที่จะไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตื่นถึง ๓ ครั้งก็ยังไม่สว่าง เมื่อสว่างจึงได้ไปเฝ้า

    ถ้าใครสะสมมาเคารพที่จะได้ฟังคำจริงเมื่อได้ยินคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่คำที่คนอื่นพูดซึ่งกล่าวแล้วก็ไม่ได้ให้เหตุผล ไม่ได้กล่าวความจริงถึงที่สุด เข้าใจว่านั่นเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ความจริงไม่ใช่ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเริ่มต้นทีละคำ แล้วก็เข้าใจโดยไตร่ตรองทีละคำ เพราะจะสามารถรู้แจ้งตามความเป็นจริงตรงตามที่ได้ฟังตั้งแต่คำแรก

    เดี๋ยวนี้ไม่ต้องลึกซึ้งเท่าไรก็พอจะเข้าใจได้ว่า เห็นไม่ใช่ได้ยิน แล้วถ้าไม่มีตาจะเห็นหรือไม่ ไม่เห็น ถ้าไม่มีหูจะได้ยินหรือไม่ ก็ไม่ได้ยิน ถ้าไม่มีจิตใจจะคิดนึกหรือไม่ ก็คิดนึกไม่ได้ เราฟังเช่นนี้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แต่ละหนึ่ง แม้เห็นเดี๋ยวนี้เองใครจะคิดบ้าง ใครจะเป็นจักษุแพทย์ศึกษามาอย่างไรก็ไม่เหมือน และไม่เท่ากับปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสรู้ว่า "ตา"

    เดี๋ยวนี้ทุกคนมีตา ใครเห็นตาบ้าง ไม่มีทางเห็น คนธรรมดาหรือหมอก็บอกว่าตา เรียนเรื่องตา คนไข้ก็ไปรักษาตา แต่มีใครรู้จักตาตามความจริงว่า ตาเห็นไม่ได้เลย ใครก็เห็นตาไม่ได้ เห็นอะไรก็ไม่ได้ นอกจากเห็นสิ่งที่กระทบตาเพราะมีจริงๆ ถ้าสิ่งนั้นไม่กระทบตาก็ไม่เห็น ตาอยู่ข้างหน้า สิ่งที่อยู่ข้างหลังนั้นไม่ได้กระทบตา อย่างไรก็ไม่ปรากฏ แต่ว่าสิ่งใดก็ตามที่อยู่ตรงตาและกำลังกระทบตา ปรากฏแล้วเดี๋ยวนี้ทั้งหมดเลย ทุกสิ่งทุกอย่างเวลานี้กระทบตาทั้งนั้น แต่ไม่รู้เลยว่า สิ่งที่มีขณะนี้กำลังกระทบตา แต่ว่าสิ่งที่กระทบตาไม่เห็นอะไร และตาก็ไม่เห็นอะไร

    เพราะฉะนั้น เห็นไม่ใช่ตาและไม่ใช่สิ่งที่กระทบตา ถ้าไม่พูดคำต่างๆ เหล่านี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนอะไร ลองหามา พระองค์ตรัสว่าอะไร ธรรมจริง เห็นเป็นธรรม ได้ยินเป็นธรรม ตาเป็นธรรม เพราะทุกอย่างจริงแต่ไม่มีใครสนใจ เป็นตาของเรา เป็นเราเห็น ตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติก็เป็นอย่างนี้ โดยที่ไม่รู้ความจริงว่า ไม่มีเรา สิ่งที่เคยยึดถือว่าเป็นเราแยกออกแล้วเป็นแต่ละหนึ่งๆ ไม่ทราบว่าคุณหมอตา เห็นตาหรือไม่ ทุกคนลองไปถามดู แต่ถ้าตอบตามความเป็นจริงคือ เห็นแต่เพียงสิ่งที่กระทบตา

    ตาเป็นรูปที่มองไม่เห็น อยู่ตรงกลางตา สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น เพราะฉะนั้นมี ๓ อย่าง มีตาเพื่อกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ และมีสิ่งที่กำลังปรากฏด้วยซึ่งกระทบตาอย่างเดียว ไม่กระทบอย่างอื่นเลย ทั้ง ๒ อย่างไม่ใช่เห็น แต่ว่าขณะนี้มีธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ธรรมทั้งหมดหลากหลาย ไม่ว่าจะกี่จักรวาลก็ตามสามารถที่จะจำแนก พระสัมมาส้มพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "ภควา" ทรงจำแนกธรรม

    ทรงจำแนกธรรมที่มีเป็น ๒ อย่างคือ อย่างหนึ่งไม่รู้อะไร มีจริง เกิดขึ้นจริงแต่ไม่รู้ ไม่ใช่สภาพรู้ แข็งเกิดเป็นแข็ง ไม่เกิดไม่มีแข็ง หวานเกิดเป็นหวาน ไม่เกิดไม่มีหวาน กลิ่นเกิดเป็นกลิ่น กลิ่น หวาน แข็ง ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ทรงบัญญัติคำว่า สิ่งที่มีจริงเกิดขึ้นแต่ละหนึ่ง อย่างหนึ่งเป็นรูปธรรม สภาพธรรมที่ไม่รู้ ภาษาไทยเราก็ใช้คำว่า รูปธรรม แต่ว่าเราไม่ได้เข้าใจว่า รูปธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสหมายความถึง สิ่งนั้นมีจริงแต่ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม เดี๋ยวนี้มีรูปธรรมหรือไม่

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    13 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ