ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๕

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมเชอราตัน สุขุมวิท

    วันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ กว่าจะเป็นดอกไม้แต่ละหนึ่ง จะต้องมีเห็นกี่ขณะ และยังคนแต่ละคน จะต้องมีเห็นกี่ขณะ

    อ.อรรณพ แต่ความจำว่าเป็นเรา ความจำว่าเป็นเรื่องราวก็ช่างยาวนาน ท่านอาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นี้ว่าอาหารที่ทานไปตอนนี้อยู่ที่ไหน เมื่อสักครู่นี้เพิ่งไปทานข้าวต้มปลา ความทรงจำก็คิดว่าอยู่ในท้อง แล้วเดี๋ยวก็อยู่ในลำไส้ต่อไป

    ท่านอาจารย์ คิดว่า อยู่ในท้อง

    อ.อรรณพ เมื่อทานเข้าไปแล้วก็ต้องอยู่ในท้อง

    ท่านอาจารย์ ก็เหมือนเดี๋ยวนี้คิดว่า ดอกไม้อยู่บนโต๊ะ

    อ.อรรณพ ไม่ต่างกัน

    ท่านอาจารย์ ทั้งๆ ที่ดอกไม้ยังปรากฏ แต่อยู่ในท้องไม่ได้ปรากฏ

    อ.อรรณพ แต่ยังจำไว้ว่าต้องเป็นเช่นนั้น

    ท่านอาจารย์ เพียงแค่คิดเอง แสดงให้เห็นว่า เหตุใดเราฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วแต่ละคำยังต้องฟังบ่อยๆ ฟังแล้วฟังอีกๆ เพราะหลงลืม เพียงแค่นิดเดียวก็ลืมแล้วใช่หรือไม่ ก็เป็นดอกไม้ที่อยู่บนโต๊ะต่อไปเรื่อยๆ แสดงว่าถ้าเราไม่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เรื่องสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทั้งหมดไม่ว่าในกาลไหน เรื่องเห็น เรื่องได้ยิน เรื่องได้กลิ่น เรื่องลิ้มรส เรื่องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เรื่องคิดนึกเรื่องราวต่างๆ เพราะเหตุว่ามีแต่สิ่งต่างๆ เหล่านี้เท่านั้นเอง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่ไม่รู้ว่าไม่ซ้ำกันเลยสักขณะเดียว ใครจะคิดเช่นนั้นบ้าง เห็นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เห็นเมื่อครู่นี้แล้ว ได้ยินเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่ได้ยินเมื่อครู่นี้แล้ว

    เพราะฉะนั้น ทุกคำควรใส่ใจหรือไม่ที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระองค์ตรัสรู้สิ่งที่มีจริงแล้วทรงพระมหากรุณาให้คนอื่นได้รู้ด้วย แล้วเราก็ไม่สนใจในการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อให้เรารู้ด้วย แต่ถ้าเห็นประโยชน์จริงๆ ว่า ทุกคำเป็นสิ่งซึ่งเราไม่สามารถที่จะคิดเอง ใครก็นำมาให้เราไม่ได้ เพราะพูดสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ จนเข้าใจมั่นคงขึ้นจากการฟังบ่อยๆ ดังนั้นถ้าขาดการฟัง เราก็รู้ได้ว่าเป็นผู้ที่ประมาทอย่างยิ่ง เหมือนรู้แล้ว รู้แล้วได้อย่างไร เห็นกำลังเกิดแล้วดับ รู้แล้วได้อย่างไร เพียงได้ยินนิดเดียวเท่านั้นเองว่า เห็นขณะนี้เพียงแค่เห็นแล้วดับ ได้ยินก็เกิดแล้วดับ รู้เท่านี้พอหรือ เพียงแค่คิดแล้วก็ลืม ยังไม่จำจนกระทั่งมั่นคงว่า ไม่มีเรา

    สิ่งต่างๆ ขณะนี้ชั่วคราวเพียงเกิดขึ้นแล้วดับไป และไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ จะไปหาที่ไหนอีกไม่มี แสดงให้เห็นว่าทุกคำมีค่าอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่รู้ประโยชน์ว่าเกิดมาแล้วทรัพย์สมบัติชั่วคราว ความสุขชั่วคราว ทุกสิ่งทุกอย่างชั่วคราวแล้วก็หมดไปโดยไม่เข้าใจความจริง กับการที่ความจริงเช่นนี้ไม่ได้เปลี่ยนเลย ความจริงต้องเป็นความจริง คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้จะเปลี่ยนไม่ได้เลย สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เดี๋ยวนี้เอง สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา เพียงฟังเช่นนี้ถ้าสะสมมานานได้ฟังจากพระโอษฐ์ สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดาคือ เดี๋ยวนี้ สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา จะจำไว้หรือไม่ จำไว้ว่าสิ่งที่ถูกต้องต้องเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อไรจะรู้จริงเช่นนี้ ไม่ใช่มีหน้าที่ที่จะไปคิดทำอะไรเลยทั้งสิ้น สาวกคือผู้ฟัง ฟังแล้วไตร่ตรอง ฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจจนกระทั่งมั่นคงขึ้น

    เมื่อความเข้าใจเรื่องความไม่ใช่เรามั่นคงขึ้น ปัญญาจะเจริญขึ้นอีกตามลำดับขั้น ทรงแสดงว่าธรรมที่มีจริง ปัญญาสามารถที่จะฟัง เข้าใจ รอบรู้มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง เป็นปริยัติ เป็นสัจจญาณ ซึ่งจะนำไปสู่การเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ทีละหนึ่ง ไม่เลือกโดยความเป็นอนัตตา และเมื่อมีความเข้าใจขึ้นอีกก็สามารถจะถึงการประจักษ์แจ้งการเกิดดับ การที่เคยยึดไว้อย่างมั่นคงว่าเป็นเราค่อยๆ ลดลง จนกระทั่งถึงการประจักษ์แจ้งอริยสัจจ์ ๔ ดับกิเลส ไม่เกิดอีกเลย คือความเข้าใจผิดที่หลงเข้าใจว่า ขณะนี้ทุกอย่างเที่ยง เป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือว่าเป็นของเรา

    ดังนั้น จะเห็นคุณและศรัทธาของพระโสดาบันมั่นคงยิ่งกว่าศรัทธาของคนอื่น เพราะเหตุว่าก่อนที่จะเป็นพระโสดาบัน ศรัทธามั่นคงหรือไม่ เห็นขณะนี้กำลังเกิดดับ ฟังเท่านี้ไม่มีทางมั่นคง แต่ถ้าเข้าใจขึ้นเข้าใจอีก มั่นคงอีกๆ จนกระทั่งสภาพธรรมปรากฏ จะไม่มั่นคงได้อย่างไรเพราะตรงตามที่ได้ฟังทุกอย่าง จนกระทั่งเมื่อดับกิเลสได้ไม่มีทางที่จะเป็นปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลส

    ฟังธรรมบ้างแล้วจะเห็นความมั่นคงหรือไม่มั่นคง ถ้ามีโอกาสที่จะได้ฟังแต่ก็ไม่ฟัง มั่นคงหรือไม่ แล้วรู้หรือไม่ว่าขณะนั้นมั่นคงในอะไรที่ไม่ฟัง มั่นคงในความเป็นเรา เพราะฉะนั้น ยากแสนยากกว่าจะเห็นว่าไม่ใช่เรา เพราะระหว่างที่มั่นคงด้วยความเป็นเราก็เพิ่มความมั่นคงไปเรื่อยๆ เมื่อฟังอีกต่อไปก็ค่อยๆ ละความเป็นเราแต่ว่าน้อยมาก เพราะความมั่นคงในความเป็นเรามานานแสนนานมากกว่า ด้วยเหตุนี้ จึงต้องอาศัยบารมีคุณความดีต่างๆ เพราะรู้ว่าขณะใดก็ตามที่กุศลไม่เกิด ขณะนั้นเป็นอกุศล แม้เพียงหนึ่งขณะประมาทหรือไม่ น้ำทีละหยดกว่าจะเต็ม

    ผู้ที่เห็นประโยชน์จริงๆ รู้ว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เลือกไม่ได้ บังคับบัญชาไม่ได้ แต่การเข้าใจในประโยชน์เห็นคุณค่าของการที่จะได้เข้าใจธรรม ก็ค่อยๆ สะสมไปท่ามกลางอกุศล จนกว่าจะถึงเวลาที่ไม่ว่าขณะใดทั้งสิ้น ปัญญาที่มีความมั่นคงนั้นก็สามารถจะเข้าใจถูกในสิ่งที่ปรากฏ เพราะเหตุว่าการที่จะละความเป็นตัวตน ไม่ใช่ไปเลือกละบางสิ่งและบางสถานที่ แต่ตลอดเวลาที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ตามความเป็นจริงของแต่ละคนซึ่งเป็นชีวิตปกติประจำวัน

    ใครสะสมมาอย่างไร ไปบอกให้เลิก ไม่ให้ทำเช่นนั้นได้หรือไม่ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะฉะนั้นก็เห็นตามความเป็นจริงว่า ปัญญาสามารถที่จะเข้าใจถูกตามความเป็นจริงในสิ่งที่เกิดแล้ว รู้ด้วยว่าตามเหตุตามปัจจัยเพราะขณะนั้นไม่มีเรา นี่เป็นหนทางเดียวจริงๆ ที่จะต้องค่อยๆ สะสมปัญญา

    อ.อรรณพ อุปมาเหมือนเราเป็นทารก เด็กที่ผู้ใหญ่สอนว่าตรงนี้อันตรายอย่าไปเล่น ครู่เดียวก็ลืมแล้ว

    ท่านอาจารย์ แล้วตั้งแต่ทารกจนถึงเป็นคุณอรรณพเดี๋ยวนี้ อกุศลมากเท่าไร

    อ.อรรณพ อกุศลมาก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องรู้ประมาณ กว่าจะเข้าใจถูกได้จริงๆ ไม่ใช่ชั่ววันสองวันหรือ ๗ วัน ไปสำนักปฏิบัติ ไปนั่งนอนยืนเดินเช่นนั้นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องเป็นเรื่องความเห็นถูก ความเข้าใจถูกในชีวิตประจำวันตามปกติเพราะความเป็นอนัตตา ไม่รู้เลยว่าปัญญาที่ได้สะสม แม้เดี๋ยวนี้กำลังสะสมอยู่จะมากเมื่อไร จะเข้าใจความจริงเมื่อไร แต่ถ้าไม่มีจะไปรู้ความจริงได้อย่างไร แต่เพราะมีน้อย หรือเพิ่มขึ้นแล้วมากพอที่จะสามารถรู้ความจริงในขณะใดก็ได้ ตามเหตุตามปัจจัยโดยความเป็นอนัตตา นั่นเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    อ.อรรณพ มั่นคงได้ด้วยอะไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เข้าใจ อะไรมั่นคง

    อ.อรรณพ ความไม่รู้

    ท่านอาจารย์ แล้วจะเข้าใจได้อย่างไร

    อ.อรรณพ ต้องอาศัยพระธรรมคำสอน

    ท่านอาจารย์ ชื่อสาวกเปลี่ยนไปเป็นชื่ออื่นนอกจากผู้ฟังได้หรือไม่ พระอรหันต์ยังฟังแล้วเราเป็นใคร สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งแต่ไม่รู้คือ ประมาทในความลึกซึ้งของธรรม เมื่อฟังแล้วคิดว่าเข้าใจแล้ว คิดเองผิดหมด จึงมีสำนักปฏิบัติทั่วประเทศและทั่วโลกเพราะเข้าใจผิด ประมาทในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งลึกซึ้งหรือไม่ เหมือนกับว่าอ่านแล้วเข้าใจ แต่ว่าแต่ละคำลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะว่าผู้ที่ตรัสบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไรที่จะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เหนือพระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งตรัสรู้ความจริงด้วยตัวเอง แต่ว่าไม่ได้บำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจ ซึ่งจะประกอบด้วยพระญาณเหนือบุคคลใดทั้งสิ้นในจักรวาล ไม่ใช่เฉพาะในโลกนี้เท่านั้น

    อ.ธนากร ผมมีคำถามจากการที่ได้ศึกษาข้อความในอรรถกถาซึ่งมีข้อความว่า สติเป็นธรรมชาติที่บำรุงคืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องขอให้คุณวิชัยช่วยบอกว่าสติคืออะไร เราตั้งต้นด้วยคำว่า คืออะไร

    อ.วิชัย อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่า การได้ศึกษาพระธรรมหรือฟังธรรมนั้นๆ ต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในแต่ละคำที่พระองค์ตรัส แม้ในเรื่องของสติ เพราะโดยทั่วไปเราก็เข้าใจอย่างคนอื่นๆ ที่คิดว่า คือการกระทำอะไรที่ไม่ประมาท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเดิน การวิ่ง การขับรถที่จะไม่ประสบกับอุบัติเหตุ ก็คือให้มีสติ นั่นเป็นผู้ที่เผินมากเลยและไม่รู้จักสติจริงๆ เพราะว่าสติเป็นธรรมประการหนึ่ง สติหมายถึงธรรมที่ดีงาม เป็นสภาพที่ระลึกเป็นไปในคุณความดี อย่างเช่น ขณะที่ทุกท่านกำลังตั้งใจใส่ใจฟังพระธรรม ไม่ใช่คนหนึ่งคนใดเลย แต่มีสภาพธรรมที่กำลังทำกิจระลึกเป็นไปในการฟังธรรม

    แม้จะกล่าวเช่นนี้ แม้ลักษณะของสติก็ยังไม่ปรากฏ แต่เริ่มที่จะมีความเห็นถูกความเข้าใจถูกว่า สติไม่ใช่อย่างที่คนทั่วไปคิดหรือเข้าใจ แต่เริ่มที่จะรู้ว่าสติคืออะไร ต้องเป็นธรรมฝ่ายดีงามแน่นอน ดังนั้น จะเห็นถึงคุณความดีโดยประการทั้งปวง ประชุมลงในความไม่ประมาทก็คือ การไม่หลงลืมสตินั่นเอง

    ท่านอาจารย์ เพราะระลึกเป็นไปในกุศล ถ้าไม่ระลึกเป็นไปในกุศลก็เป็นอกุศล เพราะว่าสติระลึกเป็นไปในกุศลทุกประการ เมื่อมีปัญญาเพิ่มขึ้นฟังเข้าใจแล้วใช่หรือไม่ เมื่อไรสติจะระลึกที่ลักษณะของสภาพธรรม แล้วเป็นการบำรุงปัญญาที่จะค่อยๆ เจริญขึ้น มาแล้ว ฟังแล้ว สติระลึกขณะที่เข้าใจ แต่ถ้าคิดเรื่องอื่นขณะนั้นไม่ใช่สติ เพราะสติระลึกในทางที่เป็นกุศลซึ่งรู้ได้ด้วยตัวเอง พระธรรมไม่ใช่ให้คนอื่นรู้ แต่ให้ผู้ที่ฟังค่อยๆ เข้าใจแล้วไตร่ตรองจนกระทั่งเข้าใจขึ้นทุกคำ

    เพราะฉะนั้น ศึกษาธรรมทีละคำ นั่งอยู่ที่นี่ มีคนข้างนอกเขาบอกว่า พวกเรามาฟังธรรม ดูดี แต่ว่าต้องแล้วแต่ขณะจิตแต่ละหนึ่งขณะว่าเป็นกุศลหรือไม่ ยิ่งละเอียดขึ้นใช่หรือไม่ ทำให้เป็นผู้ที่ไม่ประมาทจริงๆ ว่า ไม่มีใครสามารถที่จะไปเป็นตัวตนทำอะไรได้เลย แต่เห็นผิดจึงมีตัวตนที่จะพยายามไปทำ ขณะนั้นสติเกิดหรือไม่ ไม่มีเพราะเข้าใจผิด ใช่หรือไม่

    ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราจะกล่าวถึงธรรมชาติของสภาพธรรมที่เป็นสติที่ระลึกเป็นไปในกุศล คือในขณะที่กุศลจิตเกิดตามลำดับขั้น แต่ไม่ใช่ว่ามาฟังธรรมแล้วเป็นกุศล ต้องแล้วแต่ว่าขณะที่ฟังเข้าใจหรือไม่ หรือคิดถึงเรื่องอื่น หรือไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่ตรง

    อ.อรรณพ การบำรุงของสติทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เป็นสติปัฏฐาน กับการที่ขณะนั้นเป็นสติปัฏฐาน มีลักษณะการบำรุงที่ต่างระดับกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ สติระลึกเป็นไปในกุศลแน่นอน แต่ว่ากุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี เช่น วันนี้คงจะมีหลายคนที่เป็นกุศลแต่ก็ไม่รู้ว่า ขณะนั้นเพราะสติเกิดจึงมีการระลึกเป็นไปในกุศล แม้แต่การที่จะช่วยเหลือใครเพียงเล็กๆ น้อยๆ แม้เพียงการบอกทาง ขณะนั้นก็เพราะสติบำรุงกุศลในทางที่ช่วยเหลือคนอื่น ใช่หรือไม่ แต่ถ้าเป็นสติปัฏฐานต้องประกอบด้วยปัญญา เพราะอะไร ขณะที่กำลังช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่รู้ตัวเลย เป็นเราใช่หรือไม่ สติเพียงทำให้เกิดการกระทำที่ดีงาม แต่เมื่อประกอบด้วยปัญญาจึงรู้ว่าขณะไหนเป็นสติ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีปัญญา แม้แต่เราจะช่วยเหลือใคร บริจาคเงินช่วยคนทุกข์ยาก หรือว่าจะพูดจาที่น่าฟัง ช่วยเหลือคนอื่นให้เขาสบายใจ ให้รู้จักประโยชน์ ขณะนั้นเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาเพราะไม่รู้ว่า ขณะนั้นไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้น ขณะที่กำลังเป็นกุศล แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นสติ ไม่ใช่เรา ถูกต้องหรือไม่ แต่ก็บำรุงในทางที่ดีงาม ไม่ให้ตกเป็นไปในทางฝ่ายอกุศล แต่เมื่อประกอบด้วยปัญญาแล้วขณะนั้นจึงรู้ว่า นี่คือสติ ปัญญาเท่านั้นที่จะรู้ เช่น เดี๋ยวนี้ฟังธรรมเข้าใจ ไม่รู้เลย เข้าใจเป็นปัญญาแต่ก็มีสติอยู่ด้วย พูดเรื่องอะไร ก็พูดเรื่องสิ่งที่มีจริงให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่า เป็นธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรา เพราะมีลักษณะเฉพาะของตนของตน ซึ่งใครก็เปลี่ยนไม่ได้แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร ในเมื่อโกรธเกิดขึ้นเป็นอื่นไม่ได้เลย ลักษณะหยาบกระด้างเกิดแล้ว ขณะนั้นเปลี่ยนไม่ได้ใช่หรือไม่ เป็นลักษณะของความโกรธ ฟังเข้าใจ แต่เวลาโกรธเกิดขึ้นขณะนั้นไม่ใช่สติ

    ดังนั้นจึงอาศัยการฟังเข้าใจ เข้าใจเป็นปัจจัยให้เมื่อโกรธเกิดขณะนั้นยังคิดว่า ไม่ใช่เรา เพียงคิดก็เป็นสติแล้วแต่ยังไม่ปรากฏลักษณะของสติ เพราะเป็นเราคิดใช่หรือไม่ เป็นเราตลอดเวลา จะโกรธเขาเพื่ออะไร มีประโยชน์อะไร เขาสบายดี ป่านนี้เขาคงสนุกสนานรื่นเริง แล้วเรามานั่งโกรธเขา ใครเสียประโยชน์กันแน่ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ใช่หรือไม่ นั่นคือสติขั้นคิดก็ยังเป็นเรา แต่ว่าเมื่อฟังธรรมมีความเข้าใจว่า ธรรมแต่ละหนึ่งมีลักษณะเฉพาะหนึ่ง ปะปนกันไม่ได้เลย

    ขณะใดก็ตามที่ฟังว่า เห็นไม่ใช่เรา ได้ยินไม่ใช่เรา ไม่ใช่ฟังเพียงเท่านี้ เห็นเกิดขึ้นได้อย่างไร ได้ยินเกิดขึ้นได้อย่างไร ขณะนั้นต้องอาศัยอะไรบ้างเป็นปัจจัย โดยฐานะอย่างไรที่จะทำให้จิตแม้หนึ่งขณะเกิดขึ้นรู้ มีความเข้าใจที่ละเอียดขึ้นมั่นคงขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อพร้อมคือ เมื่อใดที่มีอะไรก็ตามเกิดขึ้นแล้วสติเกิด แทนตัวตนที่ไม่อยากจะโกรธและหาทางไม่โกรธ แต่สติเกิดขณะนั้นรู้ลักษณะที่โกรธ จึงรู้ว่าขณะนั้นคือสติ ไม่ใช่เราเพราะเป็นสติปัฏฐาน

    สติปัฏฐานต้องเป็นปัญญา ไม่มีปัญญาเกิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรมทรงแสดงไว้ตามลำดับขั้นว่า ขั้นปริยัติคือขั้นฟัง ไม่ใช่ฟังเท่านั้น ฟังแล้วเข้าใจขึ้นระดับไหน รอบรู้ในพระพุทธพจน์ สามารถที่จะเข้าใจได้ไม่คลาดเคลื่อนว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรมที่เกิดดับ สัญญาจำมั่นคงขึ้นเป็นปัจจัยให้ถึงเวลาไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น แม้แต่แข็งเดี๋ยวนี้กระทบไปไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่ได้ฟังว่าแข็งนี้ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดไม่ปรากฏ และแข็งจะเป็นอะไรไม่ได้เลยทั้งสิ้น แข็งมีลักษณะเฉพาะให้รู้ว่าเป็นธรรมเท่านั้น เป็นอื่นไม่ได้ ถ้าฟังจนกระทั่งมีความมั่นคง สติสัมปชัญญะที่กำลังรู้เฉพาะแข็ง เข้าใจถูกต้องในขณะนั้น ปัญญาจึงรู้ว่าขณะนั้นต่างกับขณะที่เป็นกุศลขั้นอื่นที่เป็นทานบ้าง ศีลบ้าง ขณะนั้นลักษณะของสติก็ปรากฏเพราะมีความเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏ และรู้ว่ามีสภาพธรรมซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ แล้วถ้ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้น ขณะนั้นก็เกิดดับเพราะเกิดดับจริงๆ

    ด้วยเหตุนี้ สติปัฏฐานต้องปรากฏกับปัญญาที่ถึงพร้อมที่สามารถจะรู้ได้ว่า ขณะใดหลงลืมสติและขณะใดสติเกิด ไม่ใช่ไปทำสติ แต่ขณะใดมีปัจจัยที่สติเกิดปรากฏความเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้น หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่เปลี่ยน เป็นหนทางตรงตั้งแต่คำแรกว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ความเป็นอนัตตาก็ปรากฏเพิ่มขึ้น เช่นโกรธ ไม่อยากโกรธ ขณะนั้นก็ยังพอนึกขึ้นได้นิดๆ หน่อยๆ ว่า บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ยังไม่รู้ลักษณะที่โกรธเพราะว่าสติสัมปชัญญะไม่ได้เกิดขึ้น แต่ถ้าสติเกิด ขณะนั้นลักษณะของสติปรากฏ รู้ตรงลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏพร้อมความเข้าใจที่ถูกต้อง

    ผู้ฟัง พระธรรมนี้น่าอัศจรรย์ที่สุดเลย ผมเห็นประโยคที่ติดอยู่ข้างหลังว่า "มีชีวิตอยู่เพื่อปัญญาปรากฏ" ถ้าก่อนที่จะมาฟังธรรมก็คงจะอ่านไปโดยไม่ค่อยรู้สึกอะไรนัก แต่ปัจจุบันนี้แตกต่างไปมาก เท่านี้ก็นับว่าชีวิตนี้ประเสริฐยิ่งที่ได้มีโอกาสได้ฟังธรรม แล้วเห็นอย่างยิ่งว่าธรรมนี้รู้ยาก ฟังมา ๓ ปีจึงจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    ท่านอาจารย์ ทุกคนก็เห็นคุณของพระธรรมที่คุณชนันต์ได้สะสมมาแล้ว มิฉะนั้นจะไม่สามารถที่จะเข้าใจในคุณของแต่ละคำที่ได้ฟังว่า ชีวิตเลือกไม่ได้เลย แต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง ชีวิตเลือกไม่ได้แต่ละหนึ่งๆ ยังนาน แต่แต่ละหนึ่งเดียวที่เกิดไม่กลับมาอีกเลย ที่ว่าเป็นหนึ่งเดียวคือคนเดียวก็ยังน้อยใช่หรือไม่ แต่ที่จริงแล้วแบ่งออกไปเพียงแต่ละหนึ่ง เห็นหนึ่ง ได้ยินหนึ่ง เกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกในสังสารวัฏฏ์ แต่อาศัยการที่ได้ฟังพระธรรมมาแล้วเห็นคุณของพระธรรม เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตในแต่ละชาติ ปัญญาที่เห็นถูกต้องสามารถที่จะเข้าใจความจริง โดยที่ประมาทไม่ได้เลย ถ้าอกุศลมีมาก เราก็เห็นความประพฤติเป็นไปของจิตในทางอกุศลแต่ละวัน ทำร้ายกัน ประทุษร้ายกัน หลงไปเบียดเบียน ทุจริตต่างๆ แต่เมื่อเป็นปัญญาแล้วนำไปในกิจของกุศลทั้งปวง

    ดังนั้นจากการที่ได้สะสมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล มีปัจจัยที่อะไรจะเกิดขึ้นยับยั้งไม่ได้ แต่ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มีการเข้าใจธรรมมาก่อนเลย ฟังเท่าไรก็ไม่เข้าใจ จากการที่ได้เคยสะสมมาแล้วทำให้คุณชนันต์ซึ่งได้สะสมความเห็นถูกต้องมา สามารถที่จะเห็นคุณอย่างยิ่งของพระรัตนตรัย เพราะฉะนั้นไม่ประมาทเลย ไม่ว่าจะสุขทุกข์ประการใดทั้งสิ้น ยามทุกข์แสนทุกข์แต่ถ้ามีความเข้าใจธรรม ขณะนั้นจะไม่ทุกข์เมื่อเข้าใจว่า สิ่งนั้นเกิดตามเหตุตามปัจจัย ไม่ใช่ใครไปทำให้เกิดเลยแล้วดับและไม่เหลือเลย แต่เรายังไปติดตามคิดต่อเป็นเรื่องราวต่างๆ ใช่หรือไม่ แต่สภาพธรรมตามความเป็นจริงแต่ละหนึ่งดับแล้วทั้งหมดไม่กลับมาเลย ทางฝ่ายอกุศลก็เช่นเดียวกัน สะสมทางฝ่ายไม่ดีมามาก ความประพฤติเป็นไปทางกายทางวาจาก็ย่อมเป็นไปตามการสะสมนั้น

    เพราะฉะนั้น ฟังธรรมแล้วไม่เข้าใจก็มี ไม่เห็นประโยชน์และไม่เห็นคุณของธรรมก็มี ก่อนอื่นให้เข้าใจว่า เกิดแล้วต้องตาย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    22 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ