ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๑

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร

    วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ การที่จะสงสัยในสิ่งที่มีต่อเมื่อเริ่มคิดว่า เหตุใดมีการเกิดขึ้นแล้วก็ต้องตาย เป็นของธรรมดาเกิดแล้วต้องตาย แต่ก่อนตายมีอะไร เพราะอะไรไม่คิด ก่อนตายก็เดี๋ยวนี้เอง มีเห็น มีได้ยิน มีคิด มีจำ แล้วก็หมดไป ผ่านไปก่อนตาย เพราะฉะนั้น สิ่งที่หมดไป ผ่านไป ทุกวัน ทุกขณะก่อนตายจะต่างอะไรกับขณะที่ตาย

    ความต่างก็คือถ้ากล่าวถึงความตายว่าเกิดมาแล้วต้องตาย ตาย หมายความถึงสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ จะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย ซึ่งใครก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้จริงๆ ว่า เมื่อไรจะพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แล้วก็ลืมคิดด้วยว่าวันหนึ่งต้องเป็นคนอื่นซึ่งไม่ใช่คนนี้ แล้วคนนั้นจะเป็นอย่างไร สืบทอดมาจากคนที่กำลังฟังธรรมเดี๋ยวนี้นี่เอง และพฤติกรรมทั้งหลายตั้งแต่นานแสนนานมาแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นปัจจัยให้มีอีกบุคคลหนึ่ง สืบต่อจากคนที่กำลังเป็นเช่นนี้เดี๋ยวนี้ ซึ่งขณะนี้ไม่มีใครรู้เลย เหมือนกับที่เราจากโลกก่อนมาสู่โลกนี้ยังไม่ปรากฏ ไม่มีการที่จะรู้เลยว่าจะเกิดเป็นอะไร เกิดแล้วจะเห็นอะไรและจะตายอย่างไร ซึ่งต้องจากโลกนี้ไป

    ดังนั้นก่อนตายควรจะรู้ความจริง ซึ่งเกิดมาแล้วจะหมดทันทีไม่เหลือเลย ตายแล้วจะจำไม่ได้เลยเหมือนประตูที่ปิดสนิท ไม่สามารถที่จะย้อนถอยหลังไปได้ว่าชาติก่อนทำอะไร ก่อนตายเราก็ยังมีโอกาสที่จะได้รู้ความจริง ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ซึ่งเป็นความจริงทุกชาติเหมือนกันหมด คือเกิดมาแล้วก็ต้องมีชีวิต โดยการต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ต้องคิดนึก นอกจากนี้มีอะไรอีกหรือไม่ เห็นแล้วก็ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ดีใจบ้าง เสียใจบ้าง ได้ยินแล้วก็คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ต่อไป

    นี่คือแต่ละขณะซึ่งไม่ซ้ำกันเลย แต่มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น ใช้คำว่าดับไป หมายความว่าไม่กลับมาอีกเลย ฟังธรรมแล้วเราก็กลับบ้าน แล้วเราก็กลับมาอีกได้ ไปไหนมาไหนได้ แต่ธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งกำลังมีปรากฏในขณะนี้ ใครจะรู้ว่าเกิดมีแล้วดับไปและไม่กลับมาอีกเลย แต่สิ่งที่มีทั้งหมดมากมายมหาศาล ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่างก็ไม่มีอะไร โลกก็ไม่มี แต่เพราะอะไรเดี๋ยวนี้มีหมดเลย ตื่นขึ้นลืมตา ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีต้นไม้ มีดอกไม้ มีคน มีทุกอย่างทั้งหมดเพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดทั้งนั้น ถ้าไม่เกิด ไม่มี เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็ดับด้วยและไม่มีใครรู้ความจริง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสซึ่งเปลี่ยนไม่ได้เลยเพราะทรงประจักษ์แจ้งความจริงว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา" คำแต่ละคำไม่ควรที่จะทอดทิ้งละเลย แม้จะชินหูแต่ว่าต้องไตร่ตรอง สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ใครเป็นผู้ตรัส พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประจักษ์แจ้งความจริงและตรัส

    เพราะฉะนั้น สิ่งหนึ่งสิ่งใดเดี๋ยวนี้คืออะไร ต้องไม่ปะปนกัน เห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ดูว่ามีมากมายหลายอย่าง แต่ทั้งหมดเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้เมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น ถ้าไม่มีการเห็น สิ่งต่างๆ ที่กำลังปรากฏในขณะนี้จะปรากฏไม่ได้เลย เวลาที่ไม่เห็น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็ไม่มี ดับหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย แต่ก็มีอย่างอื่นที่เกิดสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้จนกระทั่งไม่มีใครรู้ เกิดดับสืบต่อสนิทแน่นทันทีเหมือนไม่ได้ดับไปเลย จึงปรากฏเป็นนิมิต หมายความถึงสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่รู้ว่าเป็นสิ่งนั้น เช่น สีสันวัณณะต่างๆ ไม่ใช่สีเดียว

    ถ้าเป็นสีเดียวจะรู้หรือไม่ว่าเป็นอะไร และใครไปห้ามไม่ให้มีหลายๆ สีได้หรือไม่ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยแต่ไม่เคยรู้ แม้แต่สีสันวัณณะที่ปรากฏต่างกันก็ต้องตามเหตุตามปัจจัย ผลไม้มีรสต่างๆ ทั้งๆ ที่แข็งอ่อน เย็นร้อน หวานเปรี้ยว แต่ก็หลากหลายรสตามเหตุตามปัจจัย แสดงให้เห็นว่าเราไม่เคยคิดเลย เกิดมาก็ไม่คิดเลยว่ามาจากไหนแล้วจะเป็นอะไรต่อไป ถึงจะเป็นอะไรต่อไปก็ไม่รู้จนกว่าขณะนั้นจะเกิดขึ้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ยังไม่รู้

    ไม่รู้ไปตั้งแต่เกิดจนตาย จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม และรู้ว่าถ้าไม่มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะอยู่ในโลกของความไม่รู้ ซึ่งขณะนี้ทั้งๆ ที่เกิดดับก็ไม่รู้ ไม่รู้อะไรสักอย่างเดียว แต่ว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำต้องไตร่ตรอง "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" ได้ยินดับหรือไม่ ธรรมดาจริงๆ แต่ไม่เคยคิด ได้ยินเมื่อครู่นี้ดับแล้ว เสียงดับหรือไม่ ก็ดับ นี่เป็นตัวอย่าง คิดดับหรือไม่ ก็ดับแล้ว คิดใหม่ไม่ใช่คิดเก่า ไม่ใช่คิดเก่าจะกลับมาเป็นคิดขณะนี้ได้เลย

    ขอให้ทราบตามความเป็นจริงว่า แต่ละสิ่งเกิดแล้วดับและไม่กลับมาอีกเลย ขณะนี้เป็นเช่นนี้ เสียดายหรือไม่ ไม่มีทางเพราะยังไม่ประจักษ์การเกิดดับ ต่อเมื่อใดรู้ว่าสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เองเกิดแล้วดับ เมื่อนั้นจึงรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า ธรรมทั้งหลาย ทั้งหมดไม่เหลือเลยเป็นอนัตตา อนัตตาไม่ใช่เรา เป็นของใครไม่ได้เลย เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นเป็นเช่นนั้นแล้วดับไปสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ ทำให้ลวงเข้าใจสิ่งที่เกิดดับโดยไม่ประจักษ์แจ้งว่า นั่นเรา เช่นเห็นขณะนี้ เห็นก็คือเราเห็น ได้ยินก็คือเราได้ยิน คิดก็เป็นเราคิด แต่หารู้ไม่ว่าถ้าไม่เกิด จะมีเราหรือไม่ ถ้าไม่เกิดเห็น จะมีสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏให้เห็นหรือไม่ ถ้าไม่ได้ยิน จะมีเสียงปรากฏหรือไม่

    ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏทุกวันเพราะเกิดขึ้น โดยที่มีธาตุรู้เกิดขึ้นรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมละเอียดยิ่ง แม้แต่หนึ่งขณะที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดกำลังปรากฏ ก็ให้รู้ความจริงของสิ่งนั้นว่าคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร และดับไปหมดแล้ว แต่ไม่ปรากฏการเกิดดับจึงคิดว่ายังอยู่ ความลึกซึ้งอย่างยิ่งคือ ถ้าไม่สนใจที่จะรู้ความจริงก็ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและไม่รู้ว่า พระองค์ทรงมีพระมหากรุณาให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง แม้ว่ายาก แต่ก็ฟังว่าจริงหรือไม่ สิ่งที่มีขณะนี้ไม่แน่นอน ไม่เที่ยง ใครไปทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย จะไม่ให้ดับหมดไปก็ไม่ได้ แต่ละขณะกำลังดับไป ดับไป และสิ่งที่เกิดสืบต่อก็เกิดสืบต่อไป

    นี่คือโลก โลกะ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น โลกอยู่ไหน ตอนเป็นเด็กเรียนภูมิศาสตร์ โลกอยู่ไหน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสความจริงว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นเองเป็นโลก" เพราะว่าถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย โลกก็ไม่มี โลกภูมิศาสตร์ โลกอะไรๆ ไม่มีหมดเลยถ้าไม่มีการเกิดขึ้น แต่เพราะเกิดขึ้นจึงเป็นไปทำให้เราหลงยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งเป็นของเราบ้างหรือว่าเป็นตัวเราบ้าง อย่างเช่น ขณะที่กำลังนั่งอยู่เดี๋ยวนี้ ฟังธรรมก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง ก่อนฟังธรรมเป็นเรา ฟังครั้งเดียวจะให้รู้หรือได้ไม่ว่าไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งอย่างซึ่งกำลังมีจริงๆ มีเห็น มีได้ยิน เกิดขึ้นแล้วดับไป เราอยู่ไหน หรือสิ่งนั้นจะเป็นเราได้หรือไม่

    ดังนั้น แยกย่อยสิ่งที่รวมกันปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยละเอียดยิบ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของสิ่งที่เกิดในขณะนั้น จนสามารถที่จะทำให้คนที่ได้ฟังเริ่มเข้าใจถูกว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงตรัสรู้ก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงได้เลยว่า ทุกอย่างแม้แต่สิ่งที่เล็กที่สุดก็ยังแยกย่อยออกไปตามความเป็นจริงว่า ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้นอย่างไร เพราะว่าไม่มีใครไปทำ แต่สิ่งที่มีนั้นเองอาศัยกันและกันเกิดขึ้นแล้วดับไป

    ธรรมเป็นเรื่องที่ต้องฟังด้วยความศรัทธา จิตที่ผ่องใส ขณะนั้นไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ แต่ว่ามีการที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้วพิจารณาขณะนั้นให้ถูกต้อง เริ่มเข้าใจถูกว่ามีเราหรือไม่ หรือว่ามีธรรม ถ้าไม่มีธรรม มีเราหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าถ้าถามกลับกัน ตอบได้ ถ้าไม่มีเห็น ไม่มีร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ไม่มีได้ยิน ไม่มีคิดนึก จะมีเราหรือไม่ ก็ไม่มี แต่ถ้าไม่เข้าใจเช่นนี้ สิ่งที่มีอยู่ก็เป็นเราทั้งหมด

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่เข้าใจว่าเป็นเรา จริงๆ แล้วเป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งต้องเกิด เกิดแล้วต้องดับ ดับและไม่กลับมาอีกเลย แต่สิ่งอื่นที่เกิดสืบต่อนั้นปกปิด เมื่อวานนี้ยังมีอะไรเหลือหรือไม่ เห็นเมื่อวานนี้หมดแล้ว ได้ยินเมื่อวานนี้หมดแล้ว ทุกอย่างเมื่อวานนี้หมดแล้ว แต่มีวันนี้ ก่อนนี้ก็มีธรรมซึ่งเกิดแล้วดับแล้วแต่ไม่ปรากฏ จึงเข้าใจว่าแม้ขณะนี้ก็ไม่มีอะไรที่เกิดดับ แต่ความจริงถ้าพิจารณาแต่ละหนึ่ง ขณะเห็นต้องไม่มีได้ยิน ขณะได้ยินต้องไม่มีคิด ทุกอย่างเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ

    ดังนั้น เข้าใจให้ถูกต้องว่าแต่ละหนึ่งคืออะไรบ้าง สภาพที่มีจริงอย่างหนึ่งแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เช่น สิ่งที่ตัว ผม ผมรู้อะไรหรือไม่ มือแตะผม สระผม หวีผม ผมไม่รู้อะไรเลย สภาพที่ตัวที่มีที่ว่าเป็นผมของเรา ความจริงเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งแข็งหรืออะไรก็ตามแต่ อาจจะร้อนก็ได้ ตากแดดมาผมก็ร้อน ทั้งหมดก็เปลี่ยนแปลงไปแล้วเป็นของเราหรือ สิ่งที่มีที่ตัวส่วนหนึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เล็บรู้อะไรได้หรือไม่ ตัดเล็บ เล็บไม่เจ็บ ไม่รู้สึกอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นสภาพที่มีก็ต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งมีจริงๆ แต่ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น จะตี จะกระทบกระแทกอย่างไร สิ่งนั้นก็ไม่รู้สึก เช่น แข็งที่เราว่าเป็นโต๊ะ ลองทุบโต๊ะแรงๆ โต๊ะก็ไม่รู้สึก ส่วนหนึ่งที่ตัวของเรามีสภาพที่มีจริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ คนตายต่างกับคนเป็น เพราะว่ามีรูปร่างกายเหมือนเดิมเลย แต่ไม่รู้อะไรเพราะไม่มีจิตจึงกล่าวว่าเป็นคนตาย ไม่มีสภาพรู้ ไม่มีธาตุรู้ คนตายไม่เห็น คนตายไม่ได้ยิน คนตายไม่ได้คิด

    เห็นเป็นอย่างหนึ่ง คิดเป็นอย่างหนึ่ง จำเป็นอย่างหนึ่ง ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นสภาพที่เกิดขึ้นรู้ รักชัง ขี้เกียจ ขยัน ฯลฯ ทั้งหมดในวันหนึ่งๆ เป็นสภาพรู้ซึ่งไม่ใช่เรา ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี ตอนที่ยังไม่เกิด มีเราหรือไม่ แต่เมื่อเกิดแล้วมี เดี๋ยวนี้หิวหรือไม่ ไม่หิว แต่เมื่อหิวเกิดเป็นเราหิว ความจริงหิวเป็นสภาพธรรมที่เป็นทุกข์ทางกายลักษณะหนึ่ง เพราะทุกข์คือความรู้สึกที่ไม่สบายกายมีหลายอย่าง เจ็บ คัน ปวดเมื่อย สารพัดอย่างเป็นสภาพที่มีเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี

    เมื่อไม่เกิด ไม่มี แล้วเรามีหรือไม่ เราเจ็บหรือไม่ เราคันหรือไม่ เราหิวหรือไม่ ถ้าสภาพต่างๆ เหล่านั้นไม่มี จะไม่มีเราหรือไม่ แต่เมื่อเกิดขึ้นเพราะไม่รู้ก็เป็นเราทั้งหมด ดังนั้นตั้งแต่เกิดจนตายเป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดขึ้น แต่ไม่รู้จึงเป็นเราแต่ละภพแต่ละชาติ เกิดมาเป็นคนนั้นคนนี้ ต่อไปเป็นใคร ทั้งหมดคือธรรม ธรรมหลากหลายมากแต่เป็นประเภทใหญ่ๆ ที่ต่างกัน อย่างหนึ่งเป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย ที่ตัวก็มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติเรียกว่ารูปธรรม ซึ่งถ้าไม่มีสภาพรู้ อะไรๆ ก็ไม่ปรากฏ แต่ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏได้เพราะมีธาตุรู้ที่กำลังรู้สิ่งนั้น เพราะฉะนั้น เห็นขณะนี้เป็นสภาพรู้ว่า เดี๋ยวนี้มีอะไรที่ปรากฎตรงหน้า เมื่อได้ยิน รู้ว่าเสียงเป็นเสียงอะไร และก็คิดเพราะจำได้ ทั้งหมดเป็นสภาพรู้ที่ใช้คำเรียกว่านามธรรม

    ดังนั้น ไม่มีอะไรพ้นไปจากรูปธรรมและนามธรรม เมื่อเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นต้องเป็นหนึ่งคือ รูปธรรม หรือนามธรรม ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้เข้าใจความจริงว่า โลกว่างเปล่าเมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วก็มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด แล้วสิ่งนั้นก็ดับไปและไม่กลับมาอีกเลย เหมือนเดิมหรือไม่ จากไม่เคยเกิด ไม่มีอะไรเกิดแล้วก็มีสิ่งที่เกิดและดับไป

    ความจริงแล้วก็ไม่มีอะไร เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดแต่ไม่ประจักษ์การเกิดดับก็หลงเข้าใจว่าเป็นเรา แต่จะเป็นเราได้อย่างไร ในเมื่อหมดไปแล้วทุกขณะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงหรือไม่ ความจริงซึ่งคนอื่นไม่รู้ แล้วบางคนก็ไม่สนใจที่จะรู้ด้วย เกิดมาไม่รู้ว่ากี่วันเดือนปีจะจากโลกนี้ไป แต่ก็ไม่รู้อะไรเหมือนเดิม เกิดอีกก็เหมือนเดิมอีกคือไม่รู้อะไร เพราะฉะนั้นความรู้ขณะนี้มาจากใคร จากการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าละเอียดอย่างยิ่ง นี่เพียงไม่กี่คำ แต่คำของพระองค์ทุกคำจะทำให้สิ่งซึ่งไม่เคยเกิดคือ ความเข้าใจถูก ภาษาบาลีใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิ ความเห็นถูก หรือจะใช้คำว่าปัญญาก็ได้ซึ่งคนไทยคุ้นเคยกับคำนี้ แต่ไม่รู้ว่าคำนี้หมายความถึง สภาพธรรมอะไรที่มีจริงๆ ปัญญาต้องเป็นความเข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังมี ที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง

    จากความมืดที่ไม่เคยฟังธรรมและไม่เคยรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ยินคำที่ทำให้เริ่มเข้าใจว่าที่ตัวตรงไหนเป็นเรา เป็นแต่สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งๆ แล้วแต่จะแข็งอ่อน เย็นร้อน ตึงไหว หรือว่าเป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นอะไรต่างๆ และก็มีสภาพรู้ซึ่งเกิดดับตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ตายแล้วเป็นเราหรือไม่ ถ้าตายแล้วไม่เป็นเรา ตอนยังอยู่เพราะอะไรเป็นเรา เรามาจากไหน เรามาจากตอนที่ยังเป็นอยู่เท่านั้นเอง แต่เมื่อตายแล้วก็ไม่มีเรา มีแต่ธรรม เกิดอีกก็หลงยึดถือว่าเป็นเราอีก แต่ไม่ใช่คนที่กำลังนั่งอยู่ตรงนี้ ซึ่งวันหนึ่งจะหมดสิ้นไป หาคนนี้อีกไม่ได้เลย มีใครหาใครหลังจากตายแล้วได้หรือไม่ ไม่มีทางพบอีกเลย

    ดังนั้น ชีวิตดำรงอยู่ชั่วคราวเพียงชั่วหนึ่งขณะจิต ดับแล้วเกิดอีก ดับแล้วเกิดอีกจนกว่าจะสิ้นสุด ตายแล้วยังต้องเกิดอีกเหมือนเดี๋ยวนี้เลย สิ่งใดที่ดับหมดสิ้นไปแล้วยังมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จากโลกนี้ไปแล้วก็ยังต้องมีการเกิดขึ้นอีกตามเหตุตามปัจจัย ไม่สิ้นสุด ดีหรือไม่ ไม่ใช่เรา เหมือนไฟต้องเป็นไฟ เกิดดับไปเพื่ออะไร แต่ก็ยับยั้งไม่ได้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เดี๋ยวนี้กำลังเกิดเป็นธรรมดา ใครยับยั้งไม่ให้เกิดได้ ถ้าไม่รู้เช่นนี้ก็จะไม่เห็นสังสารวัฏฏ์ สภาพธรรมที่เกิดดับสืบต่อไม่สิ้นสุด ไม่ควรเป็นที่ยินดีเลยเพราะไม่ใช่เรา ต้นไม้ใบหญ้าเกิดไป ไฟเกิดไหม้ไป ดับไป มีประโยชน์อะไร

    เพราะฉะนั้น ธรรมแต่ละหนึ่งมีปัจจัยที่จะเกิดดับ ยับยั้งไม่ได้ ใครเลือกที่จะให้อะไรเกิดขึ้นได้หรือไม่ ไม่มีทางเลย เพราะธรรมไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ทั้งไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และไม่อยู่ในอำนาจของเราด้วย ใครก็บังคับบัญชาไม่ได้ มีอะไรที่เกิดแล้วไม่ตายบ้าง ไม่มีเลย เกิดมาเป็นมนุษย์ตายทุกคน เกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ตายหมด เกิดบนสวรรค์ก็ต้องตาย ไม่มีอะไรที่เกิดแล้วไม่ตาย

    "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" เท่านี้ แต่ความเข้าใจจะลึกซึ้งมั่นคงเพียงใดว่า ดับแล้ว เดี๋ยวนี้ไม่เหลือ แต่ก็มีสภาพธรรมที่ไม่ใช่เมื่อครู่นี้เลย เกิดใหม่แล้วดับอีก ซึ่งไม่ใช่ของเก่ากลับมาเลย มีสภาพธรรมที่เกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา แล้วก็ดับไปอยู่ตลอดเวลาจนกว่าจะจากโลกนี้ไป

    ธรรมมีหลายอย่าง สภาพธรรมที่ไม่รู้อะไรจะดีหรือชั่วไม่ได้เลย จะรักษาศีล จะให้ทาน จะเข้าใจเสียงคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่สภาพรู้ แต่สภาพรู้หลากหลายมาก ขณะนี้เกิดขึ้นเห็น ไม่ให้เห็นได้หรือไม่ เกิดแล้ว แล้วอะไรเกิด ก็เห็นนั่นเองเกิด เห็นเป็นสิ่งที่มีจริงหนึ่งอย่าง ซึ่งเป็นธาตุรู้สิ่งที่ปรากฏที่สามารถกระทบตาได้ ถ้าสิ่งนั้นกระทบตาไม่ได้ เห็นไม่ได้เลย เห็นได้เฉพาะสิ่งที่กระทบตาได้

    คนทั้งคนกระทบตาได้หรือไม่ ไม่ได้ แข็ง ดอกไม้กระทบตาได้หรือไม่ กระทบตาที่นี่ไม่ได้หมายความถึงสิ่งที่เป็นรูปร่างตาเช่นนั้นกระทบได้ แต่จักขุปสาทซึ่งกำลังกระทบกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ที่ไหน ถ้าไม่มีเลยจะมีสิ่งที่กระทบตาได้หรือไม่ เท่านี้เราก็ไม่เคยคิดเลย แต่ธรรมละเอียดยิ่งที่จะต้องเข้าใจจนกระทั่งหมดความสงสัยในขั้นฟัง เมื่อยังไม่ได้ประจักษ์แจ้งสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ที่เกิดดับก็ยังไม่สามารถที่ละความเห็นผิด ซึ่งสะสมมานานสุดที่จะประมาณได้ด้วยความไม่รู้ว่า เป็นเราหรือเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดตลอดเวลา จึงต้องอาศัยการฟังเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย

    เป็นประโยชน์หรือไม่ ไม่ว่าวิชาอื่นใดทั้งสิ้นเป็นประโยชน์ทุกวิชา แต่วิชาที่จะทำให้รู้จักตัวเอง รู้จักดีชั่วว่าคืออะไร เป็นธรรมหรือไม่ ยับยั้งได้หรือไม่ เกิดแล้ว เป็นแล้ว แต่ไม่รู้ ดังนั้นสมควรอย่างยิ่งที่จะรู้สภาพธรรม ซึ่งแม้สุขและทุกข์ก็มีเกิดขึ้นแต่เพราะไม่รู้จึงเป็นเรา เพราะฉะนั้นสามารถที่จะดับความไม่รู้หรือไม่ แล้วก็ค่อยๆ รู้ขึ้นจนกระทั่งไม่ใช่เรา เป็นธรรมซึ่งแล้วแต่มีปัจจัยเกิดขึ้นก็ดับไป จะเดือดร้อนหรือไม่ ไม่ใช่เรา แต่ว่าขณะที่ไม่รู้เดือดร้อนมาก นั่งอยู่ขณะนี้ก็เดือดร้อน เดือดร้อนในความเป็นเรา สบายดีหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่า เราใช่หรือไม่ สบายหรือไม่ ไม่สบาย เราใช่หรือไม่ สบายดีก็เราอีก

    ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบังคับบัญชาไม่ได้แล้วเข้าใจผิดว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้เข้าใจผิด แต่เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มี และให้คนอื่นได้เข้าใจถูกด้วย เพราะเหตุว่าปัญญาที่มีความเข้าใจถูกต้องสามารถที่จะรู้ความจริง ขณะใดดีงาม ขณะใดไม่ดีงาม ขณะใดเป็นทุกข์ นำมาซึ่งความทุกข์ และผลของสิ่งที่เป็นทุกข์ในขณะนี้ ทุกอย่างทั้งหมดมีครบถ้วนในพระไตรปิฎก แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจ อ่านพระไตรปิฎกไม่เข้าใจ คิดว่าเป็นเราทั้งหมดเลย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    16 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ