ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337


    ตอนที่ ๑๓๓๗

    สนทนาธรรม ที่ เวลเนสซิตี้ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

    วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ แต่รู้ว่ากุศลทั้งหมดไม่ว่าทาน ศีล การช่วยเหลือคนอื่น หรืออะไรก็ตาม เล็กน้อยสักเท่าไหร่ก็ตาม ไม่หวังผลอื่นเลย นอกจากเพื่อที่จะขัดเกลากิเลสขณะนั้นก็เป็นจิตที่มั่นคง แต่ไม่ใช่ขอด้วยคำพูด แต่ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง จะพูดก็ได้ใช่ไหม มั่นคงขึ้นทางกาย ทางวาจา แต่ว่าในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอธิษฐานบารมี ต้องเป็นปัญญา มีปัญญาและรู้ว่าเพื่ออะไร ประเสริฐที่สุดในชีวิตก็คือได้เข้าใจขึ้น ในสิ่งซึ่งฟังเท่าไหร่ความเข้าใจก็ยังไม่พอ เพราะว่ายังไม่ได้ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แต่ละคำก็ประมาทไม่ได้ แม้แต่ทางสายกลางก็เป็นเครื่องเตือนแล้ว ถ้าไม่มีปัญญาสัมมาทิฏฐิที่จะเข้าใจหนทางที่จะดับกิเลส ขอเท่าไหร่กิเลสก็ไม่หมด ยิ่งเพิ่ม ดังนั้นก็เป็นผู้ตรงที่ว่าปัญญาที่เห็นถูกต้องตามความเป็นจริงอาศัยการฟังพระธรรมเช่นนี้จะนำมาซึ่งสิ่งที่ประเสริฐสุด รวมทั้งการที่จะเข้าใจธรรมด้วย ถ้าฟังธรรมเข้าใจแล้วจะให้ผลร้ายไหม ไม่ได้เลยเพราะว่าแม้กุศลอื่นยังเป็นเหตุให้เกิดผลที่ดี แล้วกุศลนี้ยิ่งกว่ากุศลอื่น เพราะว่าทำให้ละความไม่รู้ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกิเลสทั้งหลาย การขัดเกลาจิตก็มีมากขึ้น เป็นกุศลเพิ่มขึ้น ก็ต้องดีกว่ากุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา

    ผู้ฟัง เมื่อก่อนนี้อธิษฐาน ขอมากมาย แต่เมื่อได้มีโอกาสฟังธรรมก็ขอน้อยลง

    ท่านอาจารย์ ไม่จำกัดไม่ห้าม แล้วแต่จิต ไม่ใช่ว่าต่อไปนี้ใครอธิษฐานไม่ได้ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย อธิษฐานบารมีคือความตั้งมั่นคง เพราะฉะนั้นกุศลที่ทำมีผล แต่ไม่ได้ต้องการผลอื่น มุ่งที่จะให้กุศลนั้นให้ผล คือไม่ให้มีอุปสรรคในการที่จะได้ฟังธรรมหรืออะไร เป็นต้น เพราะใครจะรู้ว่าข้างหน้าจะได้ฟังธรรมต่อไปอีกหรือเปล่า อาจจะพิกลพิการไปไม่สามารถที่จะได้ยินได้ฟังธรรมอีกก็ได้

    ผู้ฟัง เชื่อว่าที่ได้มานั่งฟังสนทนาธรรม ก็เพราะว่าตัวเองก็ได้อธิษฐานเอาไว้เหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ หลายคน ก็อธิษฐานขอได้ฟังสนทนาธรรมก็ถูก เพราะรู้ว่าอาจมีอุปสรรค

    ผู้ฟัง เท่ากับได้หลุดพ้นจากความมืดบอด เมื่อได้ฟังพระธรรม

    ท่านอาจารย์ ที่เคยขออย่างอื่น ตอนนี้ก็เปลี่ยนแล้ว อย่างอื่นไม่ขอแล้ว

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ก็รู้ตัวเองว่าอธิษฐานมั่นคงในเรื่องอะไร แต่ก่อนนี้เคยเข้าใจอธิษฐานว่าอย่างหนึ่ง แต่พอฟังแล้วก็รู้ว่าคำนี้ไม่ใช่ภาษาไทย และในภาษาบาลีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม คำนี้หมายความว่าอะไร ก็ค่อยๆ เข้าใจถูกต้องขึ้น แต่บางคนก็อธิษฐานหมดเลย ขอทั้งสมบัติ ขอทั้งทุกสิ่งทุกอย่าง รวมทั้งความเข้าใจธรรมด้วย แล้วแต่อัธยาศัย พระเจ้าพิมพิสารขออะไรบ้าง

    อ. ธีรพันธ์ ก็อธิษฐานขอให้พระผู้พระภาคเมื่อทรงตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณแล้วได้มาที่แควันของพระเจ้าพิมพิสาร ประการหนึ่ง และพระเจ้าพิมพิสารได้มีโอกาสได้เข้าเฝ้าและฟังพระธรรม แล้วสามารถรู้ทั่วถึงธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง

    อ.คำปั่น รวมถึงความเป็นพระราชาด้วย ก็เป็นไปได้ใช่ไหม เพราะว่ายังมีความติดข้อง ยังมีความต้องการอยู่ แต่สิ่งอื่นใดที่ประเสริฐยิ่ง ก็คือขอให้ได้รู้ทั่วถึงธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแล้ว ความประสงค์ความตั้งมั่น ความมั่นคงของพระองค์สำเร็จเมื่อไหร่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อพระองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ได้ประกาศพระศาสนา เมื่อครั้งที่มีพระสาวกที่เป็นพระอรหันต์ ๖๐ รูปเกิดขึ้นในโลกพระองค์ก็ทรงส่งพระสาวกทั้งหลายไปประกาศพระศาสนา แม้พระองค์ก็เสด็จไปประกาศด้วย ด้วยการแสดงธรรมแก่ชฎิล ๓ พี่น้อง และบริวาร และพระองค์ก็เสด็จมาที่กรุงราชคฤห์ ทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ้าพิมพิสาร ทำให้พระองค์ถึงความเป็นพระโสดาบัน คือได้รู้ทั่วถึงธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดง แต่จะสำเร็จได้ด้วยอะไร ก็ด้วยความเป็นผู้ที่มีความมั่นคง มีความจริงใจที่จะเห็นประโยชน์ เห็นคุณอย่างยิ่งของการที่ได้ฟังคำจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากในสังสารวัฎ

    ท่านอาจารย์ ทุกคนคิดต่างกัน อธิษฐานต่างกันหรือเปล่า เพราะฉะนั้นความต้องการของแต่ละคนก็ต่างกัน อย่างพระเจ้าพิมพิสารในครั้งที่ยังไม่ได้เกิดเป็นพระเจ้าพิมพิสาร ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระราชา ยังไม่หมดกิเลส แต่ว่าคิดดูคนที่ต้องการที่จะได้ฟังธรรม และได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม และต้องการเป็นพระราชาเพื่ออะไร เพราะเหตุว่าถ้าได้มีอำนาจก็สามารถที่จะเผยแพร่พระธรรมคำสอนได้ สามารถที่จะให้คนอื่นได้มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ทำสิ่งซึ่งอยู่ในอำนาจที่สามารถจะทำได้ ไม่ใช่เพียงต้องการเป็นพระราชาสะดวกสบาย แต่เพื่อประโยชน์ ใครก็ตามที่อาจจะมีความคิดอย่างนี้ เพื่อเหตุนี้ก็อธิษฐานตามอัธยาศัย แต่บางคนก็บอกว่าไม่ต้องเป็นพระราชาคงจะดีกว่า ทั้งหนักทั้งเหนื่อย เขาก็ไม่ได้อธิษฐานเป็นพระราชา คำอธิษฐานของแต่ละพระสาวกแต่ละท่านก็ต่างกัน ก่อนที่จะได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดในชาตินี้เป็นพระเจ้าพิมพิสารตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระราชา ก็ไม่ผิดเพราะเหตุว่าถ้าเป็นพระราชาแล้วสามารถที่จะทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง ก็แล้วแต่ใครอยากจะเป็นหรือไม่เป็น นอกจากนั้นขอให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้วเสด็จมาที่เมืองของพระองค์ เป็นพระราชาและก็มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา ขอให้ได้เฝ้า ถ้าพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไม่มีโอกาสที่จะได้เฝ้ามีประโยชน์ไหม ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น ขอให้เป็นพระราชา ขอให้มีโอกาสได้เฝ้า ยังขอมีโอกาสได้ฟังธรรมด้วย คิดถึงความละเอียด ไม่ใช่ไปฟังที่อื่นจากคนโน้นคนนี้ แต่ฟังจากพระโอษฐ์ ขอให้เสด็จมาที่เมืองของพระองค์ แล้วก็ขอให้ได้ฟังพระธรรม เพราะว่าอาจจะมีเหตุซึ่งแม้เสด็จมาแล้วก็ไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมก็ได้ และเมื่อฟังแล้วขอให้รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เพราะฉะนั้นกว่าจะถึงความสมปรารถนาของแต่ละคน ก็ต้องไปดูว่ากว่าจะเป็นคนนี้ได้ต้องมีการบำเพ็ญความดีมากมายเท่าไหร่ และก็ไม่ใช่ความดีที่ธรรมดาอย่างคนดีทั่วๆ ไปที่ไม่ได้เข้าใจธรรม แต่ต้องเป็นผู้ที่เห็นคุณของพระธรรม และสะสมความรู้ความเข้าใจแต่ละชาติด้วย ไม่ใช่ขอรู้แจ้งอริยสัจจธรรมโดยไม่เคยฟังธรรมมาก่อน โดยไม่เข้าใจธรรมมาก่อนเลย ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น การฟังธรรมจึงต้องละเอียดอย่างยิ่ง เพื่อที่จะได้รู้ว่าเหตุเป็นอย่างไร ผลเป็นอย่างไร และแต่ละคนต่างกันอย่างไร แต่ละคนที่นี่ต่างคนต่างใจ ไม่มีใครสามารถที่จะเหมือนกันได้เลย เพราะฉะนั้น ก็แล้วแต่ความคิดที่จะปรุงแต่งความมั่นคง

    ผู้ฟัง ก็เคยอธิษฐานทุกครั้งที่กราบพระ ตั้งแต่ยังไม่รู้ถูกเข้าใจถูกขณะนี้ ก็อธิษฐานว่าขอให้รู้ถูก เข้าใจถูก ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ ก็ได้ฟังอย่างนี้หลายท่าน ที่ท่านก็เคยไปที่อื่น แล้วท่านก็รู้ว่ายังไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และท่านก็ตั้งความปรารถนาอย่างมั่นคง คือขอให้ฟังธรรม และท่านก็ได้ฟังจริงๆ เพราะฉะนั้น แต่ละคนที่อยู่ที่นี่จะเคยอธิษฐานมาก่อน จะเปล่งวาจาหรือเปล่าก็ตาม แต่ต้องมีอัธยาศัยสะสมมาที่จะได้รู้ความจริง ซึ่งความจริงนั้นจากใครไม่ได้เลย นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็รู้ว่ายากไหม ที่จะให้เป็นกุศลมากๆ เมื่อครู่นี้รับประทานอาหารเป็นกุศลหรือเปล่า เดินออกไปข้างนอกเป็นกุศลหรือไม่ ขึ้นรถไปเป็นกุศลหรือไม่ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ความจริง ว่าวันนี้อกุศลกับกุศลอะไรมากกว่ากัน และกุศลที่ประกอบด้วยปัญญากับกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็ต่างกัน แต่คิดว่าผู้ที่ได้เข้าใจธรรมฟังธรรมก็มีกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นอธิษฐานสมัยเก่าคงไม่ยาก ก็ขอไปเรื่อยๆ เหมือนกันว่าอยากได้อะไรก็พูดก็ขอ แต่ถ้ารู้ว่าธรรมประเสริฐที่สุด แล้วจะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ บางคนก็อาจจะขออธิษฐานให้ได้มีโอกาสเข้าใจธรรมให้ได้ฟังธรรม แต่พูดแล้วทำหรือไม่ หลายขั้นตอนคิดว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในชีวิต จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ขอให้ได้มีโอกาสฟังธรรม ตั้งใจแล้วนะ แต่ถึงเวลาจริงๆ ฟังหรือไม่ หรือว่าอย่างอื่นสำคัญกว่า

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้กว่าจะตรง และจริงใจ ก็จะต้องรู้ตัวเองว่ากิเลสมีกำลัง ไม่มีหนทางอื่นเลยที่จะเอาตัวตนไปต่อสู้กับกิเลส มีหนทางเดียวคือว่าเมื่อไหร่ที่มีความเข้าใจธรรมมากขึ้น แม้ทีละเล็กทีละน้อย นั่นเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้กิเลสในขณะนั้นเกิดไม่ได้ เพราะว่ากิเลสเกิดได้เร็วง่ายมาก เพราะสะสมมาที่จะเกิดขึ้นบ่อยด้วย เพียงแค่เห็นยังไม่ทันถึงได้ยินเลยกิเลสก็เกิดแล้ว ไม่มีใครรู้เลยถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง แต่จากการฟังพระธรรม และเห็นโทษของกิเลสมากมาย ก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยว่ามีความตั้งใจมั่นคงที่จะได้ยินได้ฟังพระธรรม แต่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้ายังคงเป็นเรา การฟังเพื่อประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้น การฟังทั้งหมดเพื่อให้ตรงตามความเป็นจริงตั้งแต่คำแรกว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ถึงแม้ว่าอกุศลเกิด แต่ถ้าถึงการที่ได้ฟังธรรมจนมั่นคง จนสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าขณะนั้นแม้อกุศลนั้นก็ไม่ใช่เรา ก็จะเป็นผู้ที่เข้าใจและมั่นคงในความเป็นอนัตตา ถ้ายังคงเป็นเราที่พยายามจะไปฝืน การฟังทั้งหมดก็ยังไม่ถึงขณะที่สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจความจริงว่าธรรมทั้งหลายไม่ใช่เราได้ ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมากที่ต้องอาศัยพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ศึกษาธรรมละเอียดตรง ต้องค่อยๆ เข้าใจแต่ละคำทีละคำ เพราะว่าถ้าเข้าใจเพียงเล็กน้อยไม่ละเอียดไม่รอบคอบก็สับสน

    เพราะฉะนั้นคำแรกที่เราพูดถึงคือทางสายกลาง เมื่อครู่นี้รับประทานอาหารทางสายกลางหรือไม่ ปัญญาใช่ไหม สัมมาทิฏฐิมีหรือไม่ จะกล่าวว่าทางสายกลาง อย่ารับประทานมากนะเดี๋ยวจะอ้วน เดี๋ยวจะเป็นโรคต่างๆ ทำให้พอดีๆ นะ นั่นทางสายกลางหรือไม่ ก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องชัดเจน ทางสายกลางหมายความถึงการอบรมเจริญปัญญาในทางที่ถูกต้อง เพื่อที่จะรู้ความจริงคืออริยสัจจธรรม อย่างอื่นก็คือว่าคิดกันเองว่าทางสายกลางคืออะไร รับประทานยามากๆ ก็อันตรายนะ พอสมควรหรือค่อยๆ ลดลง รับประทานอาหารดีกว่า ไหนทางสายกลาง เดี๋ยวก็เปลี่ยนไปเดี๋ยวก็เปลี่ยนมา แต่ว่าต้องรู้ว่านั่นไม่ใช่คำสอนที่จะให้เข้าใจธรรม นั่นเป็นเรื่องของสุขภาพ นั่นเป็นเรื่องของร่างกาย นั่นเป็นเรื่องของการที่จะมีชีวิตอยู่ นั่นเป็นเรื่องของการทำงาน ก็แล้วแต่ถ้าเราจะใช้บอกว่านั่นคือทางสายกลางคือเราพูดเอง แต่ถ้าทางสายกลางจริงๆ ทางสายกลางซึ่งไม่ใช่ทางผิดสองทาง ก็คือว่าต้องมีปัญญาที่จะรู้ว่า ถ้าไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วจะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้อย่างไร เพราะเดี๋ยวนี้คนฟังในครั้งพุทธกาลฟังแล้วสามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ แต่ไม่ใช่ทุกคน คนที่รู้ได้น้อยแต่เหตุต้องสมควร เพราะว่านั่นคือทางสายกลาง ถ้าไม่ใช่ทางสายกลางไม่สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้เลย เพราะฉะนั้นการฟังคำทุกคำต้องรู้ว่ากำลังพูดถึงเรื่องอะไร กำลังพูดถึงเรื่องปัญญาที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม หรือกำลังพูดถึงเรื่องชีวิตธรรมดาที่ชาวโลกใช้กันโดยที่ว่าไม่ได้เข้าใจธรรม ไม่ได้พูดถึงธรรมด้วย เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องชัดเจน

    ยังสงสัยหรือไม่ ทางสายกลาง ปะปนกับทางอื่นไม่ได้ ต้องเป็นปัญญาเริ่มด้วยสัมมาทิฏฐิ เพราะอะไร จะรู้ได้อย่างไรว่าเดี๋ยวนี้โลภะหรือไม่ โทสะหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ปัญญาขณะนั้นก็ไม่รู้ความจริงว่าแม้ขณะนั้นก็เป็นธรรม แต่ละคำที่ได้ฟังจะต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าทั้งหมดเราพูดถึงสิ่งที่มีจริง ตั้งแต่ตอนเช้าเราก็พูดถึงเรื่องธรรมคือสิ่งที่มีจริง แต่ละคำที่เราพูดเราก็พูดคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เราจะพูดกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งเมื่อเช้าก็พูดถึงธรรม ๒ อย่าง สภาพที่มีจริงเกิดขึ้นปรากฏหลากหลายมากเป็นแต่ละลักษณะ แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย ก็เป็นธรรมส่วนหนึ่งที่หลงเข้าใจว่าเป็นเรา ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า อ่อนหรือแข็งมีจริง ให้รู้ว่าเป็นอื่นไม่ได้ เป็นได้คือแข็ง เมื่อลักษณะแข็งปรากฏเมื่อกระทบสัมผัส ถ้าเป็นสิ่งที่อ่อนนิ่ม เปลี่ยนให้เป็นแข็งก็ไม่ได้ใช่ไหม ก็ต้องเป็นลักษณะนั้น แต่ไม่ว่าอ่อนหรือแข็ง ก็หมายความถึงธาตุชนิดหนึ่งซึ่งสามารถที่จะแข็งที่สุดจนถึงอ่อนที่สุดได้ ก็เป็นธาตุอย่างนั้นที่เราใช้คำว่าปฐวีธาตุหรือธาตุดิน อ่อนหรือแข็งหมายความถึงธรรมประเภทเดียวกัน แต่ว่าต่างกันอย่างละเอียดมาก นิ่มที่สุดจนกระทั่งถึงแข็งที่สุดลักษณะแท้ๆ ก็คือว่าแข็งหรืออ่อนนั่นเองเป็นธรรมอย่างหนึ่ง ร้อนกับเย็น ถ้าร้อนค่อยๆ ลดลงๆ ๆ ก็เป็นเย็น ก็เป็นสภาพธรรมที่สามารถกระทบกายได้ และปรากฏว่าร้อนหรือเย็น ก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นเราพูดถึงธรรม ซึ่งเราไม่มีโอกาสจะได้ฟัง ถ้าเราไม่มีฉันทะหรือว่าไม่มีการที่สะสมมาที่จะเห็นประโยชน์มั่นคง ที่ว่าบางคนก็บอกว่าขอให้ได้ฟังธรรม ผิดหรือถูก ผิดไหม ฟังเพื่ออะไร ความละเอียดก็คือเพื่อเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ผิดหรือถูก ไม่ได้ขออย่างอื่นเลย ไม่อยู่ที่คำ แต่อยู่ที่สภาพธรรมความตั้งมั่นคง ซึ่งไม่ใช่สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นกับจิต และมั่นคงที่อารมณ์ แต่ละคำเราประมาทไม่ได้เลยว่า กำลังพูดถึงอะไรต้องชัดเจนแต่ละคำ ถ้าพูดถึงอธิษฐานบารมี อธิษฐานเป็นบารมี เพราะเหตุว่าใครก็ตามที่ฟังธรรมแล้วก็ดี ฟังทีไรนานๆ ฟังทีก็ดี มั่นคงไหม แค่นั้นจะมั่นคงได้อย่างไร แต่มั่นคงก็คือว่าเห็นประโยชน์ซึ่งไม่เคยมี และรู้ว่าเมื่อได้ยินได้ฟังแล้วความเข้าใจแค่ไหน ต้องตรง จะเข้าใจได้มากขึ้นได้ไหม ได้แน่นอนโดยวิธีไหน ไม่ใช่อธิษฐานเฉยๆ ขอเฉยๆ แต่ไม่มีความมั่นคงเลย ไหว้ครั้งหนึ่งอธิษฐานขอให้เข้าใจธรรมแล้วก็ไปทำอย่างอื่น กับถึงแม้ไม่เอ่ยเป็นวาจา ไม่ใช่สำคัญที่คำ แต่สำคัญที่ตัวธรรม มีความมั่นคงที่จะได้ฟังได้เข้าใจสิ่งที่ฟัง เวลาที่ฟังของคนที่มีความมั่นคงที่จะฟัง ฟังด้วยความตั้งใจต่างกันแล้วใช่ไหม บางคนเขาชวนมาฟังก็ฟัง แต่ว่าฟังแล้วใครจะรู้ว่าคิดเรื่องอื่น หรือว่าฟังแล้วไม่ละเอียด ไม่ไตร่ตรองเอง คิดเป็นอย่างอื่นก็ได้จากคำที่ได้ฟัง

    ด้วยเหตุนี้แม้ฟังธรรมยังสับสนก็มี หรือว่ายังเข้าใจไม่ชัดเจนก็มี ขึ้นอยู่กับว่าฟังแล้วมีความเข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนั้น ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยพยัญชนะ คำต่างๆ มากมายหลายคำ แต่ว่าหมายความถึงสภาพธรรมแต่ละหนึ่งๆ เช่นเราบอกว่าสนุกมาก กับชอบนิดหน่อย ก็อยู่ในประเภทของชอบใช่ไหม แต่ว่ามีความรู้สึกเพลิดเพลิน มีความรู้สึกโสมนัสประกอบ หรือว่าความรู้สึกเฉยๆ ไม่เดือดร้อน ก็ดีเหมือนกัน

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมอยู่ที่ความเข้าใจแต่ละอย่างๆ ต้องรู้ว่าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ไม่ใช่อยู่ที่คำ แต่อยู่ที่ความตรงและความจริงใจ ฟังแล้วมั่นคงนั่นคืออธิษฐาน ไม่ต้องพูดก็ได้ พูดก็ได้ หรือพูดไม่ได้ หรือเมื่อพูดแล้วเป็นกิเลส ไม่ใช่อย่างนั้น อยู่ที่ใจอยู่ที่ความมั่นคง ว่าความมั่นคงถึงกับเอ่ยเป็นวาจาก็ได้ อย่างเช่นพระเจ้าพิมพิสารขอคืออธิษฐานมั่นคง ทั้งในส่วนของโลกการเป็นพระราชา และในส่วนของธรรม ก็แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นมีความมั่นคงในอะไร แต่ถ้าเป็นบารมีก็คือมั่นคงที่จะเข้าใจธรรม ที่จะละอกุศล เพราะฉะนั้นก็ต้องแยกกัน ทุกคนที่ยังมีกิเลสไม่ต้องพูดแต่ก็ยังอยากได้ ใจขอหรือเปล่าที่อยากได้ แม้ว่าไม่เอ่ยเป็นวาจา

    เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดก็คือว่าธรรมไม่ใช่เรา แต่ว่ากว่าจะมีความเข้าใจมั่นคงในแต่ละหนึ่งจริงๆ ก็จะต้องอาศัยคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาแสดงโดยนัยประการต่างๆ โดยครบถ้วน แม้เมื่อมารมากราบทูลขอให้ปรินิพพาน ก็ยังตรัสว่าจะปรินิพพานเมื่อสาวกคือพุทธบริษัททั้งหมดเข้าใจธรรมไม่คลาดเคลื่อน ก็แสดงให้เห็นว่าทุกคำของพระองค์เพื่อที่จะเกื้อกูลเพราะว่าต่างคนก็ต่างอัธยาศัย ฟังอย่างนี้คำนี้เข้าใจได้แค่ไหน ฟังอีกคำหนึ่งเพิ่มความเข้าใจขึ้นอีกมากน้อยแค่ไหน นั่นก็เป็นเรื่องซึ่งแต่ละคนเท่านั้นที่จะรู้จักใจของตัวเอง แต่ให้รู้ว่ากุศลเป็นกุศล อกุศลเป็นอกุศล บารมีเป็นบารมี แต่ต้องรู้ว่าบารมีต้องเป็นไปในเรื่องของการที่จะรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งสามารถรู้แจ้งโดยการประจักษ์แจ้ง ดับกิเลสตามลำดับขั้น เพราะฉะนั้นทุกคนก็ฟังด้วยความเป็นกันเอง มีอะไรสงสัยไม่ชัดเจนก็สนทนากัน เพราะว่าเป็นพุทธบริษัทอุบาสก อุบาสิกา เราก็ไม่อาบัติ ไม่มีโทษใดๆ เพราะเหตุว่าพระภิกษุทำอย่างเราไม่ได้ จะพูดเพื่อหัวเราะกันสักนิดหนึ่งก็ไม่ได้ แต่สำหรับผู้ที่รู้ตัวเองว่าเราไม่ได้สามารถที่จะสะสมมาที่จะขัดเกลากิเลสที่จะดำเนินตามรอยพระบาท ถ้าเป็นภิกษุแล้ว ทำอย่างอื่นไม่ได้นอกจากขัดเกลากิเลส โดยการฟังพระธรรมให้เข้าใจ และประพฤติตามพระธรรมวินัยด้วย เพราะฉะนั้นเดินตามหลังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยอากัปกิริยาซึ่งได้ทรงบัญญัติไว้ แต่ละคำในพระไตรปิฏกไม่ว่าจะเป็นพระวินัย พระสูตร หรือพระอภิธรรมทั้งหมด เกื้อกูลอย่างยิ่งทำให้มีความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าประมาทว่าเราเป็นคฤหัสถ์ไปอ่านไปศึกษาไปเข้าใจพระวินัยทำไม นั่นก็ผิดแล้ว พระวินัยเป็นธรรมหรือเปล่า ถ้าใครก็ตามเป็นคฤหัสถ์อย่างนี้ แล้วมีโอกาสที่จะได้อ่านด้วยตัวเอง หรือจะได้ยินได้ฟังจากไหนก็ตาม แต่ความละเอียดก็คือว่ารู้ว่ามีกิเลสแค่ไหน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    22 เม.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ