ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๐

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร

    วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างครบถ้วนทั้งหมดในพระไตรปิฎก แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจอ่านพระไตรปิฎกไม่เข้าใจ คิดว่าเป็นเราทั้งหมดเลยคิดว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนเราให้เป็นอย่างนี้ ให้ทำอย่างนั้น แต่ละเลยการที่จะไตร่ตรองความลึกซึ้งว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงเมื่อเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เพราะฉะนั้น ธรรมที่เกิดขึ้นไม่มีใครไปทำให้เกิดได้ ยับยั้งไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้มีแข็งใช่หรือไม่ ใครทำแข็ง ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่ปรากฏเดี๋ยวนี้ ใครทำ ไม่มีใครทำได้เลย แต่มีตามเหตุตามปัจจัย คิดดูก็แล้วกัน นี่คือธรรม สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดขึ้นนั้นเกิดเองไม่ได้เลย ต้องอาศัยธรรมปรุงแต่งซึ่งกันและกันเกิดขึ้น

    รู้ดีกว่าไม่รู้ใช่หรือไม่ แล้วถ้าฟังอีกจะรู้มากกว่านี้อีก จะเข้าใจละเอียดขึ้น เพื่ออะไร เพื่อละความไม่รู้ และความเห็นผิด นั่งอยู่ขณะนี้เห็นผิดหรือไม่ ก็ยังไม่รู้เลย ไม่รู้อะไร ก็ยังไม่รู้อีก เต็มไปด้วยความไม่รู้ แต่เมื่อได้ฟังแล้วก็ค่อยๆ รู้ว่าไม่รู้อะไร ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ เท่าที่ฟังแล้วสงสัยหรือไม่

    ผู้ฟัง เท่าที่ฟัง เข้าใจในสิ่งที่ฟัง

    ท่านอาจารย์ ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อย มั่นคงว่าเริ่มรู้จักธรรม ดังนั้นจะได้ยินคนที่กล่าวคำนอบน้อมพระรัตนตรัย มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ขอถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่ง ขอถึงพระสงฆ์คือพระอริยสงฆ์เป็นที่พึ่ง รู้จักคำไหน ขอถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พึ่งอย่างไร พึ่งให้หายโรค พึ่งให้มีเพื่อนฝูง ทรัพย์สมบัติเงินทอง หรืออย่างไร

    จะเห็นได้เลยว่า พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อจะได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งถ้าไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าคำสอนใดๆ ทั้งสิ้น ไม่สามารถที่จะทำให้เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น พึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อเข้าใจความจริงว่า เกิดแล้วตายและไม่ใช่เราทั้งหมด เป็นธรรมซึ่งเกิด เป็นธรรมซึ่งมีชีวิตแต่ละหนึ่งขณะแล้วธรรมนั่นเองจากโลกนี้ไป แล้วก็เป็นปัจจัยให้ธรรมนั่นเองเกิดต่างๆ กันไปทุกขณะ ไม่ซ้ำกันเลยสักขณะเดียว

    ดวงอาทิตย์เกิดดับหรือไม่ ต้องเกิดดับแน่นอน สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แต่ไม่เห็นดวงอาทิตย์ดับ ก็ไม่เห็นเราดับ ยังนั่งอยู่ตรงนี้ก็เหมือนกัน ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพราะไม่รู้ความจริงว่า แต่ละหนึ่งนั้นมีอะไรซึ่งกำลังเกิดดับอย่างเร็วสุดที่จะประมาณได้ โลกจะแตกหรือไม่ เกิดแล้วดับหรือไม่ แต่มีปัจจัยที่จะให้ดำรงอยู่ ยังไม่ถึงการแตกสลายตราบใดก็ยังแตกไม่ได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโลกทำลายด้วยอะไร ด้วยน้ำ หรือด้วยไฟ หรือด้วยลม สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะมั่นคงถาวรตลอดไป ไม่มี แต่ว่าจะมีอายุยืนยาวเท่าไรก็แล้วแต่เหตุปัจจัย

    ผู้ฟัง เวลาเราทุกข์ใจ หรือว่าเราเดือดร้อน หรือว่าก่อนนอน ...

    ท่านอาจารย์ เราทุกข์ใจ เราเดือดร้อน ตอนนี้รู้แล้วว่าเป็นธรรม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยไม่มีทางที่จะเดือดร้อน ไม่มีทางที่จะเป็นทุกข์ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร สิ่งนั้นต้องมีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อความทุกข์ใจเกิดขึ้น ความเดือดร้อนเกิดขึ้น เข้าใจว่าเป็นเรา แต่เดี๋ยวนี้ ความเดือดร้อนใจมีจริง เป็นธรรม เป็นธรรมประเภทไหน ๒ อย่าง อย่างหนึ่งไม่รู้อะไรเลย เป็นรูปธรรม อีกอย่างหนึ่งคือทั้งหมดที่รู้เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้นความเดือดร้อนใจ มีใช่หรือไม่ มีเมื่อไร

    ผู้ฟัง มีเมื่อเกิด

    ท่านอาจารย์ มีเมื่อเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เกิดแล้วเดือดร้อนเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธรรม เกิดแล้วดับ

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรม เป็นนามธรรม ไม่ใช่เรา จะต้องมีความเข้าใจว่าไม่ใช่เราไปเรื่อยๆ เพราะลืมเสมอ ทั้งๆ ที่ฟังอยู่นี้กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะความเดือดร้อนก็ต้องเป็นความเดือดร้อน จะเป็นอะไรได้

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์จะเน้นเสมอว่า เห็นไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินไม่ใช่คิด เพื่อเข้าใจว่าอะไร

    ท่านอาจารย์ เข้าใจว่าเกิดแล้วดับ ถ้าเห็นไม่ดับ ไม่มีได้ยิน เท่านี้ก็ต้องคิดแล้ว เดี๋ยวนี้ดับ ขณะนี้เหมือนกับเห็นและได้ยินพร้อมกัน แต่นั่นเข้าใจผิด ถ้าไม่มีตาก็ไม่เห็น ถ้าไม่มีหูก็ไม่ได้ยิน แล้วจะมาพร้อมกันได้อย่างไร สภาพรู้ทางตาเป็นอย่างหนึ่งเกิดขึ้นเห็น จะไปได้ยินไม่ได้เลย

    ทรงแสดงสภาพจิตไว้หลากหลายมากถึง ๘๙ ประเภท นามธรรมมี ๒ อย่าง นามธรรมที่เป็นใหญ่เป็นประธาน เช่น เห็น ได้ยิน รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นเช่นนี้ นั่นคือรู้แจ้งในสิ่งที่ปรากฏ เช่นเสียง เมื่อสักครู่นี้เสียงดนตรี จิตรู้แจ้งทุกเสียง จึงสามารถที่จะบอกได้ว่าเป็นเสียงดนตรีประเภทไหนเพราะจิตรู้แจ้ง ถ้าไม่รู้แจ้งบอกไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นสภาพที่รู้แจ้ง เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติคำว่าจิต จิตตะ หรือวิญญาณ และอีกหลายคำ มโน มนัส เป็นต้น

    ด้วยเหตุนี้ จิตเป็นจิต รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ วันหนึ่งๆ ถ้าถามว่าจิตอยู่ไหน ทุกคนรู้ว่ามีจิต ไม่พอ แต่ต้องรู้ชัดกว่านั้นอีกว่าเมื่อไรเป็นจิต จิตอยู่ไหน กำลังเห็นรู้แจ้งนั่นคือจิต กำลังได้ยินรู้แจ้งเสียง กำลังได้กลิ่น กำลังลิ้มรส กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ๕ ทาง มีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกายปสาทเป็นรูปไม่รู้อะไรเลย ตากระทบกับสิ่งที่กระทบกันได้ เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นคือจิตรู้แจ้ง แต่จิตเกิดตามลำพังไม่ได้ ต้องอาศัยเจตสิกสภาพธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ซึ่งไม่ใช่จิต และสภาพรู้ที่อาศัยจิตเกิดขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติคำว่า เจตสิกะ แต่คนไทยก็พูดว่าเจตสิก ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ขณะใดที่เจตสิกเกิด ขณะนั้นตรงนั้นต้องมีจิต เพราะว่าเจตสิกจะเกิดตามลำพังไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้นามธรรม ๒ อย่างคือ จิตและเจตสิกอาศัยกันและกันเกิดขึ้น แต่เจตสิกไม่ใช่จิต และจิตก็ไม่ใช่เจตสิก เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท หลากหลายมาก เปลี่ยนแปลงไม่ได้ สับสนไม่ได้ เป็นแต่ละหนึ่ง เมื่อเจตสิกเกิดกับจิตทำให้จิตหลากหลายเป็น ๘๙ ประเภท เรามีไม่ครบเพราะรวมจิตของพระอรหันต์ด้วย

    แสดงให้เห็นว่า ขณะนี้ที่เข้าใจว่าเป็นเราเห็น ความจริงคือ จิตและเจตสิกเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ เพราะฉะนั้นต้องชัดเจนว่าธาตุรู้ ถ้ากล่าวว่ามีจิตก็ต้องบอกได้ ต่อไปนี้เราจะไม่พูดคำที่ไม่รู้จัก ใครถามเราก็บอกไม่รู้ ก่อนนี้ถ้าถามกันว่าจิตอยู่ไหน ตอบไม่ได้ใช่หรือไม่ เดี๋ยวนี้ตอบได้ เห็นเป็นจิต ได้ยินเป็นจิต ได้กลิ่นเป็นจิต ลิ้มรสเป็นจิต รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายเป็นจิต คิดนึกเป็นจิต ดังนั้น สภาพธรรมอื่นจากที่รู้แจ้งก็เป็นเจตสิกที่เกิดร่วมกัน

    ผู้ฟัง สวนที่บ้านนี้น่ารื่นรมย์มากเลย

    ท่านอาจารย์ เห็นใช่หรือไม่ เห็นเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นสภาพรู้

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรม เป็นสภาพรู้ สภาพรู้มี ๒ อย่างคือ จิตและเจตสิก ที่กำลังเห็น เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ เป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา เป็นนามธรรมประเภทไหน

    ผู้ฟัง ประเภทจิต

    ท่านอาจารย์ เป็นประเภทจิต นี่คือต้องรู้ ที่กล่าวว่าน่ารื่นรมย์ มาแล้ว นี่คือความจริงทุกขณะ เห็นเป็นจิต แต่ความพอใจในสิ่งที่ปรากฏไม่ใช่จิต เป็นเจตสิก ไม่ใช่คุณนิรันดร์ ไม่ใช่ใครเลย เมื่อเห็นสิ่งที่น่าพอใจเกิดชอบ บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นอนัตตาทั้งหมด ไม่ให้เห็นไม่ได้ เห็นแล้วจะบอกว่าไม่น่ารื่นรมย์ไม่ได้ และจะบอกว่าไม่ชอบก็ไม่ได้ แต่ต้องรู้ว่าขณะนั้นไม่ใช่เรา เกิดแล้ว ดับแล้ว เดี๋ยวนี้เป็นขณะนั้นหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ นี่คือการฟังธรรมให้มั่นคงจริงๆ เป็นชีวิตประจำวันซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าดูในพระไตรปิฎกเต็มไปด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทั้งนั้น ไม่ใช่ว่าพูดแล้วๆ กัน จบแล้วไม่ต้องพูดอีก ไม่พูดอีกก็ลืมใช่หรือไม่ เพราะถ้าไม่ถามคุณนิรันดร์ คุณนิรันดร์ก็กำลังจะต่อไปว่าที่นี่น่ารื่นรมย์มาก และกำลังจะต่อเรื่องไป แต่เพื่อเตือนให้รู้ว่าไม่ใช่คุณนิรันดร์ เป็นธรรมคือสิ่งที่มีจริงที่เกิดตามเหตุตามปัจจัย เพราะมีตาจึงเห็นโดยที่จิตเกิดขึ้นพร้อมเจตสิก ซึ่งเราจะไม่กล่าวถึงว่ามีเจตสิกอะไรบ้าง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียด เจตสิกทั้งหมด ๕๒ ประเภท เจตสิกกี่ประเภทเกิดกับจิตหนึ่งขณะที่กำลังเห็นมีอะไรบ้าง โดยฐานะความเป็นปัจจัยอะไร เพื่อที่จะให้สัตว์โลกค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้นว่า ไม่มีเราไปทำอะไร และเป็นแต่เพียงธรรมเท่านั้น

    ผู้ฟัง แต่บ้านที่มีสวนที่น่ารื่นรมย์เช่นนี้ ถ้าถามทุกคนในที่นี้หรือคนอื่น ทุกคนก็ต้องการทั้งนั้น

    ท่านอาจารย์ ต้องการมีจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นจิตหรือเจตสิก

    ผู้ฟัง เป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เจตสิกมีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี และฝ่ายที่เสมอกันกับเจตสิกอื่น เกิดร่วมกันได้ ชอบเป็นเจตสิกดีหรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าชอบก็ไม่ดี

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไรว่าไม่ดี เพลินดี ใครๆ ก็ชอบ มาที่นี่ดอกไม้ก็สวยใช่หรือไม่ น่ารื่นรมย์ แล้วเพราะอะไรบอกว่าไม่ดี

    ผู้ฟัง เพราะเป็นความติดข้องแล้ววันหนึ่งก็จะนำมาซึ่งความทุกข์เมื่อไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เมื่อฟังธรรมจึงรู้ว่าทุกข์ทั้งหลายมาจากความติดข้อง ถ้าไม่มีความติดข้องจะมีทุกข์ได้อย่างไร เพื่อนฝูงลูกชาวบ้านเขาตายกัน ประเทศนั้นประเทศนี้ไม่เห็นใครเดือดร้อน แต่ถ้าเป็นวงศาคณาญาติหรือเพื่อนสนิทมีความติดข้อง จึงเกิดความทุกข์ที่ต้องพลัดพราก ขณะที่กำลังมีอยู่ชื่นชมยินดีพอใจ แต่เมื่อไม่มี เห็นหรือไม่ว่าเป็นทุกข์ แม้เล็กน้อยเท่าไรขณะนั้นไม่สุขเพราะกระวนกระวาย พอใจ แสวงหา เดือดร้อน

    ดังนั้นต้องรู้จริงๆ ว่าทุกคนร้องไห้กี่ชาติมาแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า น้ำตายิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร ร้องไห้แต่ละครั้ง เราเกิดมานานเท่าไรแล้ว เมื่อไม่ได้อะไรเด็กก็ร้องไห้แล้ว ตั้งแต่เด็กจนโต มีเรื่องติดข้องมากเท่าไร ยิ่งโศกยิ่งทุกข์เท่านั้น ถ้าพอใจนิดเดียวไม่ร้องไห้นาน แต่ถ้าพอใจมากๆ กลางคืนยังร้องไห้ถ้ากลางวันไม่ร้อง ใช่หรือไม่ แสดงให้เห็นความจริงว่าทุกข์ติดตามไป เพราะฉะนั้น จะไม่มีทุกข์ก็ต่อเมื่อไม่มีความติดข้อง จริงหรือไม่ คือทุกคำต้องรู้ว่าห้ามไม่ได้ ทุกคนติดข้องทั้งนั้น ติดข้องมานานแล้วด้วย แต่เข้าใจให้ถูกว่าอะไรเป็นอะไรแล้วถึงสามารถที่จะรู้ความจริงว่า แม้ขณะร้องไห้ก็ไม่ใช่เรา แล้วเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ ธรรมอะไร

    ผู้ฟัง เป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะค่อยๆ รู้จักเจตสิกแต่ละเจตสิก ถ้าเป็นความรู้สึกซึ่งมีทุกขณะจิต ต้องเกิดกับจิตทุกขณะ เจตสิกที่เป็นสภาพรู้สึก ไม่รู้สึกไม่ได้ เกิดขึ้นต้องรู้สึก ภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนาเจตสิกมี ๕ อย่าง ทางกาย ต้องเป็นทุกข์เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นทุกขเวทนา บางครั้งเป็นสุขเวทนา ไม่ทุกข์ทางกาย ๒ แล้ว แล้วทางใจ ทุกข์ทางใจ ร่างกายแข็งแรงสบายดี แต่ใจเป็นทุกข์ได้ เงินทองมีมาก ทรัพย์สมบัติมีทุกอย่าง แต่ใจเป็นทุกข์ ใครยับยั้งได้ เกิดขึ้นแล้วเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร

    ผู้ฟัง เวทนา

    ท่านอาจารย์ เวทนาเจตสิก ไม่ได้จำชื่อ แต่เข้าใจความรู้สึก ความรู้สึกนี้มีแน่ ถึงแม้ว่าร่างกายแข็งแรงดี แต่เศร้าใจ เสียใจ โทมนัส แม้นิดเดียวก็เกิดแล้วเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นเป็นความรู้สึกที่เป็นทุกข์ทางใจ ต่างกับทุกข์ทางกาย เรียกภาษาบาลีว่าอะไร

    ผู้ฟัง โทมนัสเวทนา

    ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าจำได้แล้ว โทมนัสเวทนา คนไทยใช้คำนี้ โทมนัสกับโสมนัส แต่ไม่บ่อย มักจะใช้ในโครงฉันท์กาพย์กลอนอะไรก็ตามแต่ แต่ไม่ใช่ชีวิตประจำวัน ชีวิตประจำวันเราก็บอกว่าไม่ชอบเป็นทุกข์ เสียใจ เขากำลังเสียใจ พูดง่ายๆ ว่าเสียใจ ใช่หรือไม่ แต่ถ้าเป็นภาษาบาลีก็โทมนัสเวทนา คนไทยมีโทมนัสเวทนาหรือไม่

    ผู้ฟัง คนไทยก็มีโทมนัสเวทนา

    ท่านอาจารย์ คนอินเดียมีโทมนัสเวทนาหรือไม่

    ผู้ฟัง คนอินเดียก็มีโทมนัสเวทนา

    ท่านอาจารย์ ชาวลาวมีโทมนัสเวทนาหรือไม่

    ผู้ฟัง ก็มีทุกชาติ

    ท่านอาจารย์ แล้วโทมนัสเวทนาเป็นของใคร

    ผู้ฟัง ไม่ได้เป็นของชาติหนึ่งชาติใด

    ท่านอาจารย์ ไม่เป็นของใครเลยทั้งสิ้น เป็นธรรม ไม่มีเจ้าของ เกิดขึ้นและดับไป จะบอกว่าสุขเวทนาเป็นไทยได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้แน่นอน เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่มีจริงซึ่งไม่ใช่ของใคร แล้วดับแล้วด้วย จะมาเป็นของใครได้ สิ่งที่ดับไปแล้วใครจะมาโวยวายว่าเป็นของฉัน เป็นไปไม่ได้เลยใช่หรือไม่ ต้องตรงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น โทมนัสเวทนา ตรงกันข้ามกับความรู้สึกสบายเป็นสุขทางใจ มีสุขใจหรือไม่

    ผู้ฟัง มี สุขใจ

    ท่านอาจารย์ เป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นโสมนัสเวทนา

    ท่านอาจารย์ นั่นคือภาษาบาลี ภาษาไทยเราก็บอกเป็นสุขทางใจ สบายดี จะศึกษาธรรมหรือจะศึกษาภาษาบาลี ไม่ใช่เลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้เลยว่า ให้เข้าใจธรรมในภาษาของตนของตน เพราะว่าเป็นลักษณะสิ่งที่มีจริง และถ้าเราจะไปใช้คำที่เราไม่ได้พูดทุกวัน ไม่คุ้นเคย ไม่รู้จัก เราจะเข้าถึงสภาพธรรมนั้นแจ่มแจ้งได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ใช่หรือไม่ แต่สิ่งที่มีจริงนี่เองเกินกว่าคำใดๆ ทั้งสิ้นที่จะกล่าว อย่างเช่นบอกว่าเสียใจ รู้ได้หรือไม่ว่ามากเพียงใด เพียงแค่คำว่าเสียใจไม่มีทางรู้เลย แต่สภาพเสียใจบอกใครก็ไม่ได้ เพราะเขาไม่สามารถจะรู้ระดับของความเสียใจในขณะนั้นว่าระดับไหน เพราะฉะนั้นธรรมรู้ความจริงของสิ่งที่มี โดยธาตุรู้นั้นเกิดขึ้นรู้แจ้งในขณะนั้น อาหารบางอย่างเปรี้ยวมากเลย คุณนิรันดร์รู้หรือไม่ว่าเปรี้ยวเพียงใด

    ผู้ฟัง ก็ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ จนกว่าจะลิ้มรส ไม่ต้องบอกสักคำ ให้เขารับประทานเพียงแค่แตะลิ้น เคี้ยวไป อธิบายก็ไม่ได้ว่าเปรี้ยวเพียงใด แต่จิตรู้แจ้งขณะนั้น เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจว่าสภาพรู้ รู้แจ้งสิ่งใดๆ ก็ตามที่กำลังปรากฏ เพียงรู้ แต่เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ชอบหรือไม่ชอบ ไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก บางคนชอบอาหารชนิดนี้รสเดียวกันเลย บางคนชอบอาหารอีกอย่างหนึ่ง หรือไม่ชอบอย่างเดียวกันก็เป็นได้ ก็ไม่ใช่เรา เป็นธรรมทั้งหมด เริ่มรู้ว่าถ้าศึกษาธรรมก็ต้องรู้จักธรรม และถ้าไม่รู้จักธรรมจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่รู้จัก

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเลย แต่ถ้ารู้จักธรรมเมื่อใด เริ่มรู้ว่ารู้จักเพราะใคร คำนั้นมาจากใคร รู้จริงๆ ระดับไหน จึงสามารถที่จะกล่าวความจริงได้ถึงที่สุดทุกประการ เริ่มเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพราะพระธรรมทำให้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้นถ้ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตรงที่สุดก็คือเข้าใจธรรม มิฉะนั้นจะไม่รู้จักพระรัตนตรัยและไม่รู้ว่าจะพึ่งแบบไหน พึ่งหรือไม่ก็ไม่รู้ ไม่ได้พึ่งสักหน่อย วันนี้ทั้งวันพึ่งหรือยัง ถ้าไม่เข้าใจธรรม ไม่ได้พึ่งเลยใช่หรือไม่ แต่เข้าใจเมื่อใดขณะนั้นพึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคนอื่นไม่สามารถที่จะให้เข้าใจเช่นนี้ได้ เรื่องของคุณนิรันดร์ยังไม่ไปถึงไหนเลยใช่หรือไม่ แต่ก็เป็นธรรมทั้งหมดเลย

    เพราะฉะนั้น เรื่องหนึ่งจะประกอบด้วยธรรมเท่าไร คิดดู ถ้าเราไม่แจกแจงโดยละเอียด เป็นจิต เป็นเจตสิก เราจะไม่รู้เลย เป็นเราจบแล้ว แต่ความจริงกว่าจะเป็นแต่ละหนึ่งขณะได้ เป็นจิตและเจตสิกซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มเข้าใจว่า ไม่มีเราแต่มีธรรม และธรรมก็เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา"

    การศึกษาธรรมต้องตามลำดับ ไม่ใช่ไปปฏิบัติ คิดว่าจะถึงความเป็นพระโสดาบัน เป็นพระอรหันต์ แต่ไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น จะเป็นความเข้าใจได้อย่างไร คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำลึกซึ้ง ประมาทไม่ได้เลย ต้องเริ่มด้วยการที่ว่าขณะที่กำลังฟัง คำเดียว เข้าใจจริงๆ หรือยัง ขอให้เข้าใจจริงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่เรา ทุกอย่างที่เข้าใจว่าเป็นเราเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง นี่คือการเริ่มต้น ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ เช่นนี้ ต่อไปจะสับสนและมีความเป็นเราเข้ามาบิดพลิ้ว เปลี่ยนแปลงธรรมให้ผิดไปจากความเป็นจริง เพราะฉะนั้นอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พึ่งคำสอนของพระองค์เพื่อจะรู้ว่า สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น แต่เป็นธรรมที่ผิดและธรรมที่ถูก

    ผู้ฟัง การได้ฟังธรรม ได้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงว่า ไม่ใช่เรา เป็นความรื่นรมย์อย่างไร รื่นรมย์ยิ่งกว่าสวนสวยๆ

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ฟังธรรมแล้วมีความสุขหรือไม่

    ผู้ฟัง มีความสุขที่ได้เข้าใจความจริง

    ท่านอาจารย์ ไม่ทุกข์ ใช่หรือไม่

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ มีใครได้ยินคำไหนแล้วเป็นทุกข์บ้าง แต่ความเข้าใจเป็นสุขที่ได้รู้ความจริง ซื้อได้หรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไปแสวงหาเองได้หรือไม่ เข้าป่า ขุดดิน ปีนเขา อย่างไรก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นพระคุณ ขณะนั้นเป็นสุขหรือไม่ เห็นคุณคือความดี เพราะฉะนั้นความดีนำสุขมาให้ ถ้าเราไปคิดถึงความชั่ว เป็นทุกข์เลย เพราะอะไรร้ายเช่นนี้ โหดร้ายจริงๆ ขณะที่รู้เช่นนั้นไม่สุขเลย มีแต่ทุกข์จริงหรือไม่ หมดแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ เราจะมีความเข้าใจมีความเห็นใจเพราะไม่มีใครสักคน แต่มีธรรมเท่านั้น แล้วจะไปทำอะไรกับธรรม ธรรมไม่ใช่ของใคร เกิดแล้วก็ดับไป พิสูจน์ได้ทุกขณะ

    เพราะฉะนั้น มีความสุขที่ได้เข้าใจความจริง และเข้าใจกว่านี้ก็ยิ่งสุขกว่านี้ ไม่เดือดร้อน ลดความเดือดร้อน ขณะที่เข้าใจจะไม่เดือดร้อน เดือดร้อนเมื่อใดให้รู้ว่าไม่เข้าใจเมื่อนั้น ใครจะห้ามใครตายได้ ใครจะห้ามใครไม่ให้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่สามารถเข้าใจถูกต้องว่า ไม่มีใครเลยนอกจากธรรม ธรรมที่ไม่ดีต้องเป็นเหตุที่นำมาซึ่งผลที่ไม่ดี ธรรมที่ดีนำมาซึ่งผลที่ดี

    เราเริ่มเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ชัดเจนขึ้นในขั้นของการฟัง ยังไม่ไปถึงไหน เพียงแต่เริ่มเห็นเงาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้กลิ่นพระปัญญาคุณฟุ้งไปทั่วจักรวาล สำหรับผู้ที่เข้าใจเมื่อใดก็เป็นสุขเมื่อนั้น ได้รู้ความจริงเพียงเท่านี้ดีหรือไม่ ดีกว่าไม่รู้เสียเลยใช่หรือไม่ แต่ความจริงจะรู้ได้ชัดเจนกว่านี้ จนสามารถที่จะเป็นผู้ที่รู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งกว่านี้ ใครจะบอกว่ารู้คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ต้องถามรู้คุณเมื่อใด ต้องเมื่อเข้าใจเท่านั้น

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    17 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ