ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๓
สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร
วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ถ้าสะสมมาแล้ว ใครจะห้ามปรามอย่างไรก็ไม่สำเร็จเพราะมีปัจจัยที่จะรู้ว่า สิ่งที่ถูกต้องคืออะไร จะไม่ให้ฟังธรรมก็ไม่ได้เพราะว่าสะสมมาที่จะเห็นประโยชน์ จะให้ไปทำอะไรผิดๆ ถูกชักชวนก็ไม่ไป เพราะว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะทำสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้น ปัญญาที่ได้สะสมมาแล้วจะค่อยๆ นำไปสู่การเข้าใจขึ้น และนำไปสู่กุศลธรรมทั้งปวง เพราะเหตุว่าปัญญารู้ว่า อะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด เมื่อรู้ว่าอะไรผิดจะทำสิ่งที่ผิดหรือ ปัญญาจะไม่นำทางไปสู่หนทางที่ผิดเลย แต่จะนำไปสู่ทางที่ถูก
แต่ละคนเราไม่รู้ได้เลยว่า สะสมความสนใจความศรัทธาในพระศาสนามามากน้อยเท่าไร แต่ก็จะรู้ได้ด้วยตัวเองแต่ละคน ในบ้านหนึ่ง ห้องหนึ่งคนหนึ่งฟังเพลง อีกคนหนึ่งเล่นเกมส์ อีกคนหนึ่งฟังธรรม ตามการสะสมใช่หรือไม่ หยุดยั้งไม่ให้ทำก็ไม่ได้ แล้วแต่การสะสม แต่ว่าการฟังต้องไม่ประมาท คือฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ฟังเพราะอยากได้บุญ ฟังเพราะเป็นบุญ ฟังแล้วเราจะได้เข้าใจก็ผิด เพราะว่าต้องมั่นคงตั้งแต่คำแรกว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา คำจริงทุกคำไม่เปลี่ยน ไม่ว่าจะอย่างไร เมื่อไร ก็ตามแต่ ปัญญาที่ได้สะสมมาแล้วจะเกิดเมื่อไรก็ได้ แสดงความเป็นอนัตตาชัดเจนขึ้นตลอด
เพราะฉะนั้น หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้แต่การฟังขณะนี้ก็แสดงความเป็นอนัตตา มีความใส่ใจมีความเข้าใจมีความเห็นประโยชน์ คิดว่าจะฟังอีกต่อไปแน่ๆ หรือว่าพอแล้ว เข้าใจแล้ว บางคนคิดว่าเข้าใจแล้ว มีคนที่เขาจะฟังต่อเมื่อคนอื่นฟัง เขารู้ว่าขณะนั้นมีประโยชน์มาก แต่พอแล้วก็ไม่ฟังเลย จนกว่าคนอื่นฟังอีกเมื่อไรเขาก็จะฟังเมื่อนั้น เห็นหรือไม่ว่าแต่ละหนึ่งคนสะสมมาไม่เหมือนกันเลย บังคับบัญชาไม่ได้ แต่ว่าประโยชน์จริงๆ คือความเข้าใจและเมื่อถึงเวลาด้วย
ถ้ามีคนที่ไม่สนใจธรรมเลย เราจะพูดธรรมหรือไม่ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย แต่เมื่อใดที่มีความสนใจ เมื่อนั้นก็เป็นกาลที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วมีความเข้าใจในความละเอียดและความลึกซึ้ง ซึ่งจะทำให้ละความเป็นตัวตน ตัวตนไม่ได้หมายความถึงเป็นคน เป็นสัตว์เท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ดอกไม้ โต๊ะ เก้าอี้ อะไรที่รวมๆ กันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั่นคืออัตตา
ดังนั้น มีความเห็นผิดสองอย่างทั่วๆ ไปประจำโลกก็คือ ความเห็นผิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าอัตตานุทิฏฐิ ความเห็นคล้อยตามไปในความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด กับสักกายทิฏฐิ เหมือนกันเลย แต่ว่าต่างกันที่ว่าอัตตานุทิฏฐิคือสิ่งอื่น เช่น ดอกไม้ โต๊ะ เก้าอี้ แต่สักกายทิฏฐิคือที่ตัวของแต่ละหนึ่งคน เราและของเรานั่นคือสักกายทิฏฐิ แต่ก็เหมือนกัน มีอัตตานุทิฏฐิ ๒๐ มากหรือไม่ สักกายทิฏฐิก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่อยู่ตรงไหนเท่านั้นเอง
เราประมาทหรือไม่ เราฟังเรื่องจิต แต่ก็มีเจตสิกที่เกิดกับจิตเช่น สภาพจำ จิตเกิดเมื่อใด จะมีเจตสิกที่จำสิ่งที่จิตรู้ในขณะเดียวกันนั้นเอง ลองคิด ขณะนี้หรือขณะไหนก็ตามทั้งสิ้น เมื่อเกิดมาแล้วอยู่ในโลกของความจำใช่หรือไม่ จำทั้งหมดเลย จำผิดจำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จำว่าเที่ยง นั่นคือจำผิด จนกว่าจะค่อยๆ ฟังเข้าใจขึ้นแต่ก็ยังจำผิด เพราะไม่ได้ประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรมจนกว่าจำถูก ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เมื่อสภาพธรรมปรากฏความเป็นธรรมคืออนัตตา ไม่ใช่เรา ถ้าบอกว่าเป็นธรรมก็คือไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้ยังเป็นดอกไม้ ยังเป็นโต๊ะ ยังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ยังเป็นเรา ก็ยังจำผิดอยู่ จะจำถูกต่อเมื่อความเป็นธรรม เมื่อกล่าวว่าความเป็นธรรมก็คือไม่ใช่เรา ถ้ากล่าวว่าธรรมต้องไม่ใช่เรา เมื่อความเป็นธรรมหนึ่งเปิดเผยปรากฏ ขณะนั้นปัญญาก็รู้รอบในหนึ่ง จะลืมหรือไม่ เพราะขณะนั้นปรากฏความเป็นธรรม
แสดงให้เห็นว่า ปัญญาที่ฟังเป็นขั้นปริยัติซึ่งจะต้องรอบรู้ในพระพุทธพจน์ ทุกคำต้องสอดคล้องกันทั้งหมด ถ้าใครแสดงความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นอัตตา เช่นการทำ สำนักปฏิบัติ นั่นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าธรรมเป็นธรรม ไม่มีใครปฏิบัติ แต่ว่าเป็นธรรมฝ่ายดี สติสัมปชัญญะประกอบด้วยปัญญามาจากไหน ถ้าไม่มีการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดไม่ได้ ไม่ใช่ว่าไปทำสติ หรือว่าไปรู้ธรรมโดยไม่มีความเข้าใจอะไรเลยทั้งสิ้น ขณะนั้นก็เป็นตัวตนทั้งหมด ซึ่งไม่ทำให้เกิดความรู้ที่ถูกต้อง นอกจากความหลงยึดถือว่าเป็นเราได้รู้สิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่งไม่ใช่ ถ้ารู้จริงๆ เดี๋ยวนี้นั่นเองรู้ ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวนี้ จะกล่าวว่ารู้ได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น ทุกอย่างต้องสอดคล้องแล้วต้องเป็นสิ่งที่เข้าใจให้ถูกต้อง ถ้าเดี๋ยวนี้ยังไม่เคยคิดเลยว่า ขณะนี้เป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นเท่านั้น ไม่มีคน ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น บ้านก็ไม่มี โต๊ะก็ไม่มี ดอกไม้ก็ไม่มี เพราะว่าขณะนี้สิ่งที่ปรากฏเพียงปรากฏให้เห็นได้แล้วดับไป แต่ความจำผิดมากมายมหาศาล ไม่เห็นการเกิดดับ และยังจำไว้มั่นคงว่าเป็นสิ่งนั้นแน่นอนและเที่ยง ลองคิดดู ความเข้าใจผิดถึงเช่นนี้แล้วจะหมดสิ้นไปได้อย่างไร ไม่ใช่ง่ายๆ เลย แต่ต้องเป็นไม่ใช่เราเพราะเป็นธรรมที่เข้าใจ
เริ่มรู้จักสติสัมปชัญญะเพราะไม่ใช่เรา ก็จะรู้ว่าขณะนั้นสภาพนั้นเกิดแล้วระลึกรู้ คือรู้ตรงลักษณะของสภาพที่กำลังปรากฏ โดยไม่มีเราไปเตรียมตัวไปคิดว่าจะไปทำสติ เพราะฉะนั้นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องต่างกับคำสอนของผู้ที่เห็นผิดและไม่รู้ความจริง ถ้าคำใดก็ตามซึ่งไม่ใช่คำที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ฟัง ถ้าเมื่อไรไปกำหนด ไปทำสมาธิ ไปแยกรูปแยกนาม ตรงนี้บางครั้งอาจจะเป็นความลึกซึ้งของพระธรรม แล้วความมีตัวตนกับความอยากได้ปัญญาที่มากกว่าที่เป็นจริง เหมือนกับทำให้เข้าใจผิดคิดเองได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ไม่ประมาท พระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษาละเอียดยิ่ง ทุกคำที่ตรัสไว้เพื่อให้เข้าใจขึ้นๆ ในขั้นของการฟังว่า จะเป็นเราไม่ได้เลย แม้แต่จิตหนึ่งเกิดขึ้นและดับไป เป็นปัจจัยให้จิตเกิดสืบต่อก็ต้องเป็นจิตประเภทไหนตามปัจจัย ซึ่งถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงก็ไม่มีใครรู้เลยใช่หรือไม่ ดังนั้นเป็นผู้ที่ไม่ประมาท ไม่ไปคิดว่าเท่านี้รู้แล้วเพราะเป็นไปไม่ได้เลย ต้องรู้ว่าความรู้มี ๓ ระดับขั้น ปริยัติจะใช้คำว่าปริยัติศาสนาหรือจะใช้คำว่าปริยัติสัทธรรมก็ได้ เพราะเหตุว่าคำสอนคือศาสนา ปริยัติศาสนาหมายความว่า คำสอนที่จะให้เข้าใจ ให้รอบรู้ความจริงของสิ่งที่มีให้เข้าใจ นี่เป็นปริยัติ นำไปสู่ความสงบเมื่อเข้าใจปริยัติสัทธรรม
ถ้าไม่มีปริยัติคือความเข้าใจสิ่งนี้ ไม่มีทางถึงการรู้แจ้งว่าสัทธรรมคืออะไร เป็นขณะที่สามารถเข้าใจความจริงจนดับกิเลสได้ซึ่งขณะนี้ยังไม่ใช่ จะไปดับกิเลสไม่มีทางเลยเพราะยังไม่รู้ความต่างของธรรม เช่น ได้ยินคำว่าสติ ทุกคนก็ถามเลยว่าสติเป็นอย่างไร ถ้าไม่รู้ว่าสติมีจริงเป็นธรรมอย่างหนึ่ง แล้วที่ทรงแสดงไว้ตั้งแต่ขั้นต้นคือเมื่อกุศลธรรมเกิดขึ้น ขณะนั้นเพราะสติเกิดระลึกเป็นไปในกุศล ไม่ใช่เรา ทั้งหมดต้องไม่ใช่เรา แม้แต่ที่จะมาฟังธรรม เป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ถ้าอยากมา ชัดเจนเลยว่า "อยาก" เป็นอกุศลแน่ๆ เพราะฉะนั้น ต้องแยกด้วยความตรงอย่างละเอียดอย่างยิ่ง เพราะบางคนฟังธรรมเพื่ออะไร เพื่อรู้แล้วเราจะได้เก่ง ก็ผิดแล้วใช่หรือไม่ ไม่ตรงจุดประสงค์และไม่ได้ละอะไร
ดังนั้น ต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงว่า พระธรรมเพื่อรู้แล้วละ อะไรก็ตามที่นำมาซึ่งจะได้ สำนักปฏิบัติไปแล้วจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ก็คือผิด ไม่ได้ละความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วจะเป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างไร เพราะพระองค์ตรัสว่า ไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้วและสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งที่ล่วงแล้วไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ จะรู้ได้อย่างไรก็หมดแล้ว สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น รู้หรือไม่ว่าอะไรจะเกิด เดาได้หรือไม่ว่าอะไรจะเกิด หวังได้หรือไม่ว่าอะไรจะเกิด ไม่เป็นไปอย่างที่คิดเลย แต่เป็นไปตามปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น
เพราะฉะนั้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำเพื่อละ ถ้าคิดว่าจะได้อะไรนั่นคือผิดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ได้ ให้ติดข้อง ให้ไม่รู้หรือ ถ้ารู้แล้วว่าสิ่งนั้นไม่มี ยังติดข้องอยู่อีกหรือ ยังเป็นเราอีกหรือ ในเมื่อสิ่งนั้นไม่มีแล้ว เห็นเมื่อครู่นี้ดับแล้ว ได้ยินเมื่อครู่นี้เดี๋ยวนี้ก็ดับแล้ว ถ้าสามารถที่จะเข้าใจตรงตามความเป็นจริงเช่นนี้ เมื่อนั้นแสดงว่ามีความเข้าใจในเรื่องละ ไม่ใช่เรา เป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดพร้อมปัญญาที่เข้าใจถูกในสิ่งที่มีที่เกิดขึ้นในขณะนั้น โดยความไม่มีใครไปทำเลยสักอย่างเดียว และธรรมนั้นก็ไม่ใช่เราด้วย ลองกระทบแข็ง จำได้ว่าเป็นโต๊ะ เมื่อไรจะเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งแข็ง ต้องเกิดด้วยแล้วก็ดับด้วย จริงหรือไม่ ถ้าจริง ปัญญาประจักษ์แจ้งจึงละความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ เพราะแข็งไม่ใช่อยู่ที่โต๊ะเท่านั้น ที่ตัวก็มี ที่เท้าก็มี เราทั้งนั้นเลยใช่หรือไม่
ถ้ายังไม่รู้ความจริงในขณะนั้นเดี๋ยวนั้นซึ่งดูเหมือนธรรมดา บางคนบอกแข็งก็ธรรมดา บอกว่าไม่ใช่เราก็ไม่ใช่เรา นั่นคือไม่ใช่เราแต่ปาก แต่ไม่ใช่เราก็เมื่อภาวะนั้นปรากฏความเป็นภาวะนั้นซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยทั้งสิ้นที่มากมายในชีวิต ทั้งเสียง ทั้งกลิ่น ทั้งคิด ทั้งจำ ทั้งโกรธ ทั้งหมดเมื่อปรากฏ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมเลยก็ผ่านไปเป็นเรา แต่เมื่อฟังธรรมมากขึ้นๆ ๆ อาจจะมีปัจจัยที่เริ่มคิด คิดเป็นคำว่า นั่นไม่ใช่เรา เคยคิดหรือไม่ แต่นั่นก็คือคิด ยังไม่ใช่ขั้นที่จะถึงเฉพาะลักษณะที่เป็นธรรม เมื่อนั้นเองความเป็นเราจะมีไม่ได้ ในขณะที่ภาวะนั้นปรากฏโดยความเป็นธรรม แต่เพียงเท่านี้ก็ยังไม่ถึงการแทงตลอดซึ่งเป็นกตญาณ หรือปฏิเวธ แทงตลอดคือขณะนั้นเป็นเราไม่ได้เลย ต้องเป็นสิ่งนั้นเองที่เกิดแล้วดับด้วย และเพียงเท่านั้นยังไม่พอ นิดเดียวเองกับการที่ไม่ปรากฏมานานเลยและมีมากด้วย โดยปรากฏเร็วด้วยและดับด้วย กั้นความเป็นเราไม่ได้ จนกว่าสติสัมปชัญญะจะมากขึ้น มั่นคงขึ้นโดยความเป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้น ไม่ใช่เรื่องหวัง เรื่องรอ เรื่องทำอะไรทั้งสิ้น แต่เรื่องความเข้าใจที่มั่นคง ไม่ว่าสภาพธรรมปรากฏเมื่อไร แสดงความเป็นอนัตตาเมื่อนั้น นั่นคือความเป็นอนัตตาจะมั่นคงขึ้นที่จะละความเป็นตัวตน มิฉะนั้นแล้วก็อยู่ตรงนั้นก็ฟังไป แต่รู้หรือไม่ว่าเหมือนการย่ำเท้าที่ค่อยๆ ขยับไปทีละน้อย ช้ามาก ย่ำเท้าแล้วจะไปเร็วได้หรือไม่ ไม่ได้ แต่กำลังไปทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะถึง อยู่มาตั้งนานในสังสารวัฏฏ์ อยู่ต่อไปอีกเดือดร้อนหรือไม่ อย่างไรก็ต้องอยู่ อยากอยู่หรือไม่อยากอยู่ก็ต้องอยู่ แต่อยู่เพื่ออะไร คนที่มีปัญญาอยู่เพื่อปัญญาปรากฏ
ผู้ฟัง ถ้าไม่มั่นคงแล้วไปออกนอกลู่นอกทาง ดูเหมือนจะเป็นเครื่องกั้นปัญญาทันทีว่า จะไม่มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาปรากฏ
ท่านอาจารย์ รู้หรือไม่ว่ามั่นคงคือ การนอบน้อมในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างยิ่ง พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไร แล้วเราเก่งกว่าหรือ ไม่ต้องบำเพ็ญบารมีอะไรเลย ๕ วัน ๗ วัน ๑๐ วันจะไปรู้แจ้งอริยสัจจธรรมแล้ว นั่นหรือเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ต้องมีความเข้าใจอย่างมั่นคงจริงๆ ว่าเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้มีขณะสักหนึ่งขณะหรือไม่ที่เข้าใจว่า เห็นเป็นสภาพรู้ เห็นหรือไม่ว่าฟังตั้งนาน ฟังมาเท่าไร กี่เดือน กี่ปี แล้วเดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น ตรงเห็นเริ่มเข้าใจหรือไม่ว่า เป็นธาตุรู้ที่เกิดขึ้นเห็น เท่านี้เกิดหรือยัง นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราบังคับธรรมไม่ได้เลย แต่ถ้าตราบใดไม่เริ่มเข้าใจเห็นที่กำลังเห็น แล้วจะไปละการเห็นว่าไม่ใช่เราได้อย่างไร ไม่มีทางที่สภาพเห็นจะปรากฏได้ เพราะว่าไม่มีการเข้าใจตรงนั้นพอและยังได้ยินอีก
การฟังธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์จริงๆ ว่า มีความเข้าใจลึกซึ้งความเป็นจริงของธรรมที่ว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" เป็นธรรมดาก็เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น ไม่รู้เดี๋ยวนี้จะค่อยๆ น้อยลง ต่อเมื่อเคยบ้างหรือไม่ที่กำลังเข้าใจเห็น หรือขณะที่กำลังได้ยิน เคยบ้างหรือไม่ที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังได้ยินว่า เป็นสภาพรู้ที่กำลังรู้เสียง กำลังคิด เคยเข้าใจบ้างหรือไม่ว่า ขณะนั้นเป็นสภาพที่รู้เรื่องราวต่างๆ ที่จำได้ เวลาโกรธเกิดขึ้น จำได้หรือไม่ เคยมีการเข้าใจหรือไม่ว่า ขณะนั้นเป็นธรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น ถ้ายังไม่มีการเริ่ม อีกกี่อสงไขย
ผู้ฟัง นับไม่ได้
ท่านอาจารย์ ความจริงต้องเป็นความจริง แต่ว่ามีผู้ที่ได้บรรลุธรรมเข้าใจธรรม จากการที่ท่านได้รู้ความจริงว่า ไม่ใช่ตัวตนที่จะไปทำ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นในความเป็นอนัตตา ไม่มีเครื่องกั้นมากเท่ากับพยายามด้วยความเป็นเราที่จะรู้ นั่นคือผิดแล้วก็กั้นด้วย แต่เป็นการที่เข้าใจในความเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรเป็นเครื่องกั้น แต่รู้ว่าปัญญาจะเกิดได้ ไม่ใช่เราคิดเองแต่จากการฟัง เห็นขณะนี้เกิดดับ เห็นขณะนี้เป็นธาตุรู้ พูดไปจนกว่าเมื่อไรจะค่อยๆ เข้าใจเห็น เมื่อนั้นคือการตั้งต้นของการที่จะเป็นสติสัมปชัญญะ หรือสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นหนทางมรรคที่จะทำให้ถึงการประจักษ์แจ้งสภาพธรรมซึ่งเกิดดับ
ผู้ฟัง ดูเหมือนจะแยกยากมาก ระหว่างที่มีตัวตนไปรู้อย่างที่ท่านอาจารย์กล่าว กับเป็นปัญญาที่ฟังเข้าใจจริงๆ แล้วเขาน้อมตาม
ท่านอาจารย์ ก็ต้องฟังดีๆ สภาพธรรมนั่นแยกอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าสภาพธรรมแยกกัน ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ทั้งหมดคือปัญญาความเข้าใจเท่านั้น ไม่ใช่ความเพียรด้วยความเป็นตัวตนจะไปแยก จะแยกได้อย่างไร สภาพธรรมแยกอยู่แล้ว จะไปแยกอะไร แต่ต้องเข้าใจ ตรงนี้ที่จะต้องฟังดีๆ เพื่อที่จะได้เข้าใจได้ถูกต้อง
ผู้ฟัง ก็จะมีตัวตนแทรกตลอดเลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ปัญญาเท่านั้นที่สามารถที่จะรู้ว่า ขณะนั้นเป็นความติดข้องยังเป็นเรา ตรงและจะค่อยละคลายก็รู้ว่าด้วยอะไร วันนี้ทั้งวันไม่ได้รู้เลยว่า เห็นคือธาตุรู้ที่กำลังเห็น จะไปบังคับอย่างไรก็ไม่ได้ ต่อเมื่อใดเกิด เมื่อนั้นรู้ในความเป็นอนัตตา ประโยชน์สูงสุดคือรู้ความเป็นอนัตตาว่า ไม่มีเราไปทำ แต่ธรรมไม่ว่าจะดีจะชั่ว จะเป็นปัญญาระดับใดก็ตาม เกิดเพราะเหตุปัจจัยทั้งสิ้น ปัญญาเท่านี้จะให้ไปแทงตลอดการเกิดดับของสภาพธรรมซึ่งกำลังเกิดดับได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ก็ไม่ได้ใช่หรือไม่ แล้วจะไปพยายามหรือ เสียเวลาแล้วยังเข้าใจผิดคิดว่าทำได้ หนทางเดียวก็คือบารมี ๑๐ สัจจบารมี มั่นคงว่า ปัญญาเท่านั้นที่สามารถจะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมเมื่อถึงเวลา ถึงเวลาไม่ใช่ว่าไม่มีปัญญา คอยไปจนพันปีหมื่นปีก็ไม่ใช่ แต่ความเข้าใจจริงๆ แม้แต่ความเข้าใจจริงๆ ก็ต้องรู้ว่าเป็นความเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่เรา ธรรมจึงละเอียดและลึกซึ้งจึงสามารถที่จะละความเป็นเราได้ เพราะความเป็นเราไม่จากตรงนี้ก็ไปตรงนั้นตลอดทาง แม้วิปัสสนาญาณเกิด โลภะก็ยังเกิดได้ เพราะเหตุว่าสะสมมามากที่จะเกิดก็ต้องเกิด ยับยั้งได้หรือไม่ แต่โลภะละเอียดขึ้น
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้รู้ความจริงว่า แม้วิปัสสนาญาณก็ยังเป็นขันติญาณ ตั้งแต่วิปัสสนาไหนถึงวิปัสสนาไหน เพราะเหตุว่าขันติญาณอย่างอ่อน คิดดู ยังไม่ถึงเลยใช่หรือไม่ อย่างอ่อนนั่นที่ยังไม่ถึง แล้วอย่างเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นฟังเพื่อเข้าใจ เข้าใจเพื่อละความเป็นเราว่า ไม่ต้องไปคิดที่จะทำเลย เพียงเข้าใจให้ถูกต้อง ความเข้าใจนี้เองค่อยๆ ละ ทำหน้าที่ละเพราะรู้
ด้วยเหตุนี้ วิปัสสนาไหนถึงวิปัสสนาไหนเป็นขันติอย่างกลาง เพิ่มขึ้นแล้วใช่หรือไม่ จากอ่อนมาเป็นอย่างกลาง และวิปัสสนาไหนถึงวิปัสสนาไหนเป็นวิปัสสนาอย่างกล้าที่จะดับความเป็นเรา คงไม่ลืม มีขณะไหนบ้างที่เริ่มเข้าใจเห็นเป็นเพียงสภาพรู้ ลักษณะรู้กว่าจะเปิดเผย เห็นก็ดับไปแล้ว แต่ว่ากว่าจะเข้าใจความหมายของธาตุรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้ อะไรก็ปรากฏไม่ได้ แต่กลายเป็นเราเห็นไปหมดเลย และเราได้ยินด้วย เราทั้งหมดใช่หรือไม่ กว่าจะแม้ได้ยินก็เป็นสภาพที่เกิดขึ้นได้ยินเสียงเท่านั้น แล้วก็ดับไปและไม่กลับมาอีกเลย
แต่ละหนึ่งๆ ฟังแล้วกี่ภพกี่ชาติ แต่ว่าไม่หายไปไหนเลย สะสมจนกว่าจะบ่มจนสุกเมื่อได้ยินคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าใจได้ทันที เหมือนภิกษุรูปหนึ่งท่านได้ฟังธรรม แต่ท่านมรณะและเกิดบนสวรรค์ ท่านยังเข้าใจว่าท่านเป็นภิกษุ จนกระทั่งได้ยินเสียงดนตรีที่ใครๆ แสดงให้รู้ว่า นี่คือสวรรค์ไม่ใช่โลกมนุษย์ ท่านจากโลกมนุษย์มาแล้ว แต่ความที่ได้สะสมปัญญามามาก ท่านไม่ได้เพลิดเพลินยินดีในสวนนันทวันหรือในสวรรค์ทั้งหลายเลย ท่านลงมาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังธรรม รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เลือกได้หรือไม่ว่าเมื่อไร เพราะฉะนั้น เหตุสะสมไปเท่านั้นแล้วแต่เหตุ ถ้าไม่มีเหตุไม่มีทางที่จะรู้ได้เลย แต่เมื่อมีเหตุถึงพร้อมใครก็ยับยั้งไม่ได้ มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าไม่มีเรา แต่ว่ามีสภาพธรรมซึ่งจะเข้าใจขึ้นเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพิ่มความละเอียดกว่านี้อีกมาก ทรงแสดงโดยนัยประการต่างๆ พระองค์ทรงเป็นพระผู้มีพระภาค ภควา ผู้ทรงจำแนกธรรมให้สัตว์โลกได้พิจารณาแง่มุมต่างๆ คำต่างๆ จนกว่าสามารถที่จะเข้าใจในคำนั้นว่า มุ่งไปสู่ให้เข้าใจถูกต้องว่า ธรรมเป็นธรรม ไม่ใช่เรา และธรรมเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา คือความหมายเดียวกับอนัตตา
ตอนนี้กำลังเข้าใจเสียงหรือไม่ กำลังเข้าใจได้ยินหรือไม่ อีกนานก็นาน แต่มีปัจจัยแล้วเพราะฟังแล้วและก็เข้าใจแล้ว สิ่งนี้เองที่จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ธรรมเป็นธรรมดาหรือไม่ ภาษาบาลีคือธรรมตา แต่เราใช้ ด ไม่ใช้ ต พูดตั้งแต่เด็กว่าทุกอย่างเป็นธรรมดา แต่ไม่ได้เข้าใจธรรม และไม่เข้าใจความเป็นไปของธรรม แต่ก็ได้ยินคำนี้ เพราะฉะนั้นได้ยินแล้วต้องเข้าใจ มิฉะนั้นก็พูดคำที่ไม่รู้จักตลอดชีวิต
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380