ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๖๙
สนทนาธรรม ที่ กรมยุทธบริการทหาร
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ประกาศความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ตามความเป็นจริง เพื่อรู้ว่าไม่มีเรา เกิดแล้วตายใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเราจะตายหรือไม่ แต่ความจริงคือไม่ใช่เราใช่หรือไม่ ทุกคนเกิดแล้วมีธรรมที่เกิดแต่เข้าใจว่าเป็นเรา มีธรรมที่ตายก็เข้าใจว่าเป็นเรา แต่ทั้งหมดก็เป็นธรรม
ผู้ฟัง นั่นคือเกิดดับทุกขณะ แม้ขณะที่เราฟังอยู่เราก็ไม่ได้รู้ถึงคำว่าเห็นอย่างที่แท้จริง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นศึกษาธรรมทีละคำ ค่อยๆ เข้าใจมั่นคงขึ้น สิ่งที่มีเป็นธรรม ธรรมทั้งหลายไม่ใช่อะไรที่ยั่งยืน ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะเป็นสิ่งนั้นเท่านั้น ไม่เป็นสิ่งอื่นเลย เพียงเท่านี้เพื่ออะไร เพื่อรู้ว่าไม่มีเรา แต่มีธรรม สิ่งที่มีเป็นธรรมไม่ใช่เรา เมื่อไม่มีเราก็ไม่มีของเรา แล้วจะทุกข์หรือไม่ถ้าเข้าใจจริงๆ ว่าไม่มีเรา แต่เป็นธรรมที่ต้องเป็นไปเช่นนั้น จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากต้องเป็นตามที่เป็นคือตามเหตุตามปัจจัย
ธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ทั้งหมดเพื่อเข้าใจถูก เข้าใจอะไรถูก เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ปรากฏเดี๋ยวนี้ ถูกต้องตามความเป็นจริงของความจริงของสิ่งนั้นๆ ไม่ใช่ไปทำ แต่ฟังเพื่อเข้าใจ
ผู้ฟัง ความน้อมถึงพระธรรม คำว่าน้อมเพื่อให้เข้าใจถึงพระธรรมที่ถูกต้องและมั่นคง คือน้อมอย่างไร
ท่านอาจารย์ ไม่มีตัวตนที่จะไปน้อมใช่หรือไม่ ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อยค่อยๆ น้อมไปรู้ความจริง ไม่มีใครน้อมเลย แต่ความเข้าใจที่เข้าใจขึ้นๆ จะน้อมไปสู่ความเข้าใจถูกต้องว่า ไม่มีเรา เท่านี้ไม่พอ ต้องประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ซึ่งเกิดดับ จึงจะค่อยๆ รู้จริงว่าไม่ใช่เราแน่นอน เพราะจากไม่มีก็เกิดมีขึ้น มีแล้วก็ดับไปและไม่กลับมาอีกเลย เพียงแต่ว่าเราไม่ได้รู้เท่านั้นเองว่า เดี๋ยวนี้สภาพธรรมเกิดดับไปเท่าไรแล้ว แต่ละหนึ่งๆ ไม่ได้ซ้ำกันเลย เสียงแต่ละเสียงก็ไม่ใช่เสียงก่อน ได้ยินแต่ละขณะก็ไม่ใช่ได้ยินก่อน เห็นแต่ละขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เห็นก่อน เพราะฉะนั้น เราขาดความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่กำลังมีตามปกติ คือการเกิดดับสืบต่อตามความเป็นจริงแต่ละขณะว่า ไม่มีใครทำและไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ คนที่จะตายไม่ให้ตายได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ คนที่เห็น ไม่ให้เห็นได้หรือไม่
ผู้ฟัง ก็ไม่ได้
ท่านอาจารย์ กำลังคิด ไม่ให้คิดได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้เช่นกัน
ท่านอาจารย์ กำลังชอบ ไม่ให้ชอบได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้เลย
ท่านอาจารย์ แล้วเหตุใดจึงไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง เพราะเหตุที่ไม่มีปัญญา
ท่านอาจารย์ เมื่อฟังแล้วมีความเข้าใจถูกต้องทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ เริ่มอย่างมั่นคงว่า ธรรมเดี๋ยวนี้มี แต่ไม่ใช่เรา ต้องมั่นคงมาก มิฉะนั้นศึกษาไปก็เป็นเราพยายามที่จะไปทำอะไรต่างๆ คิดว่าสามารถที่จะไปสู่สำนักปฏิบัติ ปฏิบัติไม่กี่วันก็จะรู้แจ้งสภาพธรรม ลืมคิดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเท่าไร และเมื่อทรงตรัสรู้แล้วให้คนอื่นได้ฟังความจริงว่า ไม่มีใครจะไปทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้นเป็นเช่นไรก็ต้องเป็นเช่นนั้น เป็นธรรมทั้งที่ฝ่ายดีและที่เป็นฝ่ายไม่ดี คือฝ่ายดีเป็นกุศลธรรมที่ดีงาม เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ฝ่ายไม่ดีเป็นธรรมที่เป็นโทษ แต่ไม่รู้ก็เข้าใจว่าเป็นคน แต่ความจริงคือ ธรรมทั้งหมดไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แม้แต่จะเจ็บ แม้แต่จะตาย แม้แต่จะโกรธ แม้แต่จะคิด ทั้งหมดเป็นธรรมซึ่งไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
ดังนั้นศึกษาธรรมต้องรู้ว่า กำลังฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงซึ่งไม่ใช่เรา ต้องละเอียดมาก กำลังเห็น มีเห็น ไม่ใช่เราเห็น แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นอื่นไม่ได้เลย คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำต้องมั่นคง เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏเมื่อจิตเห็นเกิดขึ้น ถ้าจิตเห็นไม่เกิด สิ่งที่ปรากฏทางตาปรากฏว่ามีไม่ได้เลย คนอื่นที่เห็น ขณะเห็นมีสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่คนที่ไม่เห็นจะมีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็นไม่ได้เพราะขณะนั้นไม่เห็น ทั้งหมดไม่ใช่เรา แต่เห็นกับสิ่งที่ปรากฏทางตา ต่างกันหรือไม่
ผู้ฟัง ต่างกัน
ท่านอาจารย์ ต่างอย่างไร
ผู้ฟัง จิตเป็นสภาพรู้ แต่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นคือตามมาแล้วก่อให้เกิดสภาวะที่รับรู้
ท่านอาจารย์ นี่คือเราพูดตามความคิดของเราใช่หรือไม่ กลับมาศึกษาธรรมอย่างละเอียดทีละคำ เห็น ขณะนี้ทุกคนพูดได้ว่าเห็น แต่เห็นคืออะไร เห็นมีจริง เห็นเป็นสภาพรู้ จึงรู้ว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นเช่นนี้
ขณะได้ยิน ธาตุได้ยินเป็นธาตุรู้ เราใช้คำว่าได้ยิน เพราะเหตุว่าขณะนั้นรู้ว่าเสียงที่กำลังได้ยินเป็นเช่นนี้ เดี๋ยวนี้เลย ถ้าฟังธรรมแล้วพิจารณาสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้จะค่อยๆ เข้าใจขึ้น แทนที่จะไปคิดเรื่องอื่น แต่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ถ้าเราจะไปพูดเรื่องอื่นแล้วข้ามที่จะให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ก็ไม่มีวันที่จะเข้าใจได้เลย แต่ค่อยๆ เข้าใจทีละเล็กทีละน้อยอย่างมั่นคงว่า ขณะนี้เห็นมี และมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย แต่ทั้งสองอย่างต่างกัน เพราะว่าขณะที่เห็นรู้ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นเช่นนี้ สีต่างๆ สีขาว สีดำ รูปร่างสัณฐานต่างๆ กำลังปรากฏเมื่อเห็นเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เป็นสีสันวัณณะรูปร่างสัณฐานที่เรากำลังเห็นขณะนี้ ไม่สามารถที่จะรู้อะไรเลย ไม่สามารถที่จะเห็น เพราะสภาพรู้เห็นสิ่งซึ่งไม่สามารถที่จะเห็น แต่ปรากฏให้เห็นได้ เพราะฉะนั้น ไม่มีเราทั้งขณะที่กำลังเห็น และขณะที่มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่เคยคิดเคยเข้าใจว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ธรรมมีหลากหลายมาก ตั้งแต่เกิดมานับถ้วนหรือไม่
ผู้ฟัง นับไม่ถ้วน
ท่านอาจารย์ นับคนในห้องนี้ก่อน นับสีในห้องนี้ และก็นับรูปร่างสัณฐานต่างๆ ถ้วนหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ถ้วน
ท่านอาจารย์ แต่เห็นเลยใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นเห็นก็เป็นอย่างหนึ่ง แล้วเห็นก็ดับแล้วด้วย แต่ไม่มีใครรู้ว่า เห็นดับ แต่ลองคิด ได้ยินไม่ใช่เห็น ตามความเป็นจริง ต้องไตร่ตรอง ธาตุรู้ต้องรู้ทีละหนึ่ง จะรู้พร้อมกันสองอย่างไม่ได้ เพราะธาตุรู้ต้องเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยด้วย ไม่มีปัจจัยให้เกิดเกิดไม่ได้ ถ้าตาบอดไม่มีตา เห็นก็เกิดไม่ได้ ถ้าหูหนวก ไม่มีหูที่จะกระทบเสียง ได้ยินก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดเกิดเพราะมีปัจจัยมากมายหลายปัจจัย ที่จะทำให้แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไป ถ้าไม่เข้าใจเช่นนี้ จะเห็นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ แต่สิ่งที่คนอื่นไม่สามารถจะรู้ได้ พระองค์ทรงตรัสรู้อย่างละเอียดยิ่งถึงที่สุด โดยประการทั้งปวง ดังนั้นแต่ละคำประมาทไม่ได้เลย ต้องไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดในชีวิต เพราะเหตุว่าถ้าไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง ไม่มีทางจะรู้ความจริงในขณะนี้ว่า ไม่ใช่เราแต่เป็นธรรม ก็จะหลงในชีวิตตั้งแต่เกิดจนตายทุกชาติในสังสารวัฏฏ์ว่าเป็นเรา จิตคืออะไร
ผู้ฟัง จิตคือสภาพรู้
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ อะไรเป็นจิตบ้าง
ผู้ฟัง จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตรับรู้ จิตกระทบสัมผัส
ท่านอาจารย์ จิตเกิดแล้วดับหรือไม่
ผู้ฟัง จิตเกิดแล้วดับ
ท่านอาจารย์ ถ้าจิตนี้ยังไม่ดับ จิตอื่นจะเกิดสืบต่อจากจิตนี้ได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ให้รู้ว่าหนึ่งขณะเดี๋ยวนี้ รู้หรือไม่ว่าเร็วเพียงใด เพราะกี่ขณะแล้วทั้งเห็น ทั้งได้ยิน ทั้งคิด ทั้งพูด ทั้งจำ ใช่หรือไม่ แสดงให้เห็นว่า สภาพธรรมเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ การเกิดดับสืบต่อของสภาพธรรมแต่ละอย่างก็ปรากฏให้เห็นลักษณะของสิ่งนั้น แต่ไม่เห็นการเกิดดับ แต่สิ่งที่เกิดต่อสืบต่อก็ปรากฏให้รู้ว่าเป็นสิ่งนั้น เช่น เห็นขณะนี้เกิดดับมากมาย แสดงความเป็นจริงว่า เห็นมีจริงๆ เห็นไม่ใช่ลักษณะอื่นเลย แต่กำลังเห็นนี้เป็นสิ่งที่มีจริง ถูกต้องหรือไม่ ถึงแม้ว่าเราไม่เห็นการเกิดดับของจิต แต่เริ่มจะรู้ว่าธาตุรู้เกิดดับ เกิดแล้วดับ ไม่กลับมาอีกเลย จะเป็นใครไม่ได้เลย จะเป็นเราไม่ได้ จะเป็นอะไรไม่ได้ แต่มีปัจจัยที่ใครก็จะไปยับยั้งไม่ให้ธาตุรู้เกิดไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้เกิดแล้วไม่มีใครไปทำ และไปยับยั้งไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ด้วย
เพราะฉะนั้น ต้องเข้าใจจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ ถ้าจิตไม่เกิดก็ไม่มีสิ่งที่มีชีวิต ไม่มีนก ปู ปลา คน ไม่มีอะไรเลย ไม่มีสภาพรู้ใดๆ เลยทั้งสิ้น ต่อเมื่อใดจิตซึ่งเป็นสภาพรู้เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วดับไป แต่ละหนึ่งๆ ๆ จะเกิดพร้อมกันทีเดียวไม่ได้ เพราะว่าความเป็นจริงของจิตก็คือ จิตนี้ยังไม่ดับ จิตอื่นจะเกิดสืบต่อไม่ได้ เพราะจิตนี้มีปัจจัย สัตติ หรือพลัง หรืออำนาจ ที่ทันทีที่จิตนี้ดับไปทำให้จิตอื่นเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น ใครบังคับให้หยุดก็ไม่ได้ เป็นเช่นนี้มานานในสังสารวัฏฏ์ จะไม่เกิดต่อเมื่อไม่มีปัจจัยที่จะทำให้เกิด เป็นผู้ที่ดับกิเลสหมด เมื่อนั้นไม่มีปัจจัยที่จะให้เกิดจึงเกิดไม่ได้ แต่ตอนนี้กิเลสเต็ม มีปัจจัยไปอีกยาวนานที่จะให้เกิดไปนานแสนนานนับไม่ถ้วน
ดังนั้นต้องรู้ว่ายังไม่รู้จักจิต กำลังฟังเรื่องจิตแต่ละจิต เช่น เห็นเป็นจิตหนึ่ง เกิดขึ้นกำลังเห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น จิตได้ยินไม่ใช่จิตเห็น เกิดพร้อมกันไม่ได้ จิตได้ยิน ได้ยินเฉพาะเสียงที่กำลังได้ยิน เสียงอื่นที่ไม่ปรากฏขณะนั้นไม่ใช่สิ่งที่จิตนั้นเกิดขึ้นรู้ ต้องเสียงที่กำลังปรากฏเท่านั้น ซึ่งปรากฏได้เพราะจิตเกิดขึ้นรู้เสียงนั้น เท่านี้ดูเป็นเรื่อง เพราะอะไรต้องพูดนาน แต่กว่าจะเข้าใจจริงๆ คิดดู จะข้ามๆ ๆ ไปจนตายก็ไม่รู้จักจิต แต่ถ้าฟังไม่มากแต่มีความเข้าใจละเอียดมั่นคงจะค่อยๆ เข้าใจ แม้แต่คำว่าไม่ใช่เรา อีกนานเท่าไรกว่าจะประจักษ์ความจริงจนมั่นคงว่า ไม่ใช่เรา เท่านี้เพียงแค่ฟังไม่กี่คำ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ๔๕ พรรษา ทุกคำมีประโยชน์และทุกคำพูดซ้ำถึงสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งยากที่จะรู้ได้ จนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ขณะนี้เข้าใจว่าจิตเป็นสภาพรู้เป็นธาตุรู้ มีปัจจัยเกิดขึ้นและดับไป จิตนี้ดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ เพราะฉะนั้นที่ว่าสะสม สะสมอะไรก็ยังไม่รู้ รีบๆ จะไปสะสมใช่หรือไม่ แต่จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะมีสภาพจำ เป็นธรรมที่ไม่ใช่จิต แต่เกิดพร้อมกัน รู้สิ่งเดียวกันและดับไปพร้อมกันด้วย สภาพของจิตคือสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น เกิดเมื่อไรก็รู้สิ่งที่ปรากฏ เกิดเมื่อไรก็รู้เสียงที่ปรากฏถ้าเป็นทางหู เกิดเมื่อไรกลิ่นก็ปรากฏถ้าเป็นทางจมูก นั่นคือจิตเกิด สิ่งนั้นจึงมี เมื่อจิตรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นจึงปรากฏ นี่คือโลกตั้งแต่เกิดจนตายซึ่งไม่เคยรู้เลย ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง ผู้ฟังจึงต้องละเอียดและมั่นคง ตอนนี้มีเราหรือไม่มีเรา
ผู้ฟัง ไม่มีเรา
ท่านอาจารย์ ความจริงไม่มี
ผู้ฟัง แต่เข้าใจว่ามี
ท่านอาจารย์ ความเป็นเรายังมีมากมายมหาศาล ไม่ว่ากำลังเห็น กำลังฟัง ก็เป็นเราทั้งหมด เพราะฉะนั้นไม่ใช่ประมาทว่า ฟังนิดหน่อยและไปปฏิบัติแล้วจะละกิเลสคือความไม่รู้ได้ แต่ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่า ไม่มีเราที่จะไปทำอะไรเลย เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า สภาพรู้หรือสิ่งที่เกิดขึ้นรู้มีสองอย่างคือ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เดี๋ยวนี้มีหรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ นั่นคือจิต ได้ยินเสียงหรือไม่
ผู้ฟัง ได้ยิน
ท่านอาจารย์ เสียงต่างกันหรือไม่
ผู้ฟัง ต่างกัน
ท่านอาจารย์ เพราะจิตรู้แจ้งแต่ละเสียง จึงกล่าวได้ว่าเสียงต่างกัน เพราะฉะนั้น จิตเป็นสภาพที่เพียงรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ สภาพธรรมอื่นเป็นเจตสิกที่เกิดพร้อมจิต เช่นจำ มีจริง จำอะไร จำสิ่งที่จิตรู้ที่กำลังปรากฏ เพราะจิตกับเจตสิกเกิดพร้อมกันและดับพร้อมกันด้วย แต่จิตไม่ใช่เจตสิก จิตรู้แจ้ง แต่เจตสิกหนึ่งเกิดขึ้นจำ ไม่ทำอะไรเลยนอกจากจำ จำอะไร จำสิ่งที่ปรากฏที่จิตรู้แจ้ง จำ เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง จำไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ เป็นอะไร
ผู้ฟัง คือเป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมที่มีจริง เป็นสภาพรู้ที่เกิดกับจิต แต่ไม่ใช่จิต ขณะนี้กำลังจำหรือไม่
ผู้ฟัง จำ
ท่านอาจารย์ ไม่รู้เลยใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ ไม่รู้เลยว่าขณะนี้ธรรมเกิดขึ้นทำกิจของธรรมแต่ละหนึ่ง โดยไม่มีใครรู้เลยและหลงเข้าใจว่าเป็นเราเพราะไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า ผู้ที่ได้ฟังคำของพระองค์แล้วสามารถไตร่ตรองเข้าใจได้ถูกต้องจึงทรงแสดงพระธรรม เพราะเหตุว่าถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงพระธรรม ใครเล่าจะรู้ธรรมซึ่งกำลังมีในขณะนี้ว่า ไม่ใช่เรา ดังนั้นต้องรู้ว่า การฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยความเคารพในพระมหากรุณา ที่ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษาละเอียดยิ่ง ถ้าเราไม่ละเอียดแล้วจะเข้าใจได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ไม่ต้องรีบไปไหนไกล แต่ให้รู้ว่าขณะนี้มีสิ่งที่เราไม่รู้เลย ไม่รู้มานานแล้วด้วย เพิ่งจะได้ยินได้ฟัง เพราะฉะนั้นอีกนานเท่าไรกว่าจะรู้ ต้องอดทนใช่หรือไม่ ขันติบารมีจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง จากฝั่งที่ไม่รู้ไปสู่ฝั่งที่รู้ อีกนานหรือไม่
ผู้ฟัง นานมาก
ท่านอาจารย์ ต้องอาศัยการฟังนานหรือไม่
ผู้ฟัง นานที่สุดเลย
ท่านอาจารย์ ละเอียดหรือไม่
ผู้ฟัง ยิ่งกว่าละเอียด
ท่านอาจารย์ แล้วต้องรอบรู้จึงใช้คำว่า ปริยัติ รอบรู้หมายความว่าอะไร ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอดคล้องกัน เพราะเป็นความจริงซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ เป็นสัจจญาณ ซึ่งเมื่อรู้แล้วจะไม่ทำอื่นใดทั้งสิ้นเพราะเหตุว่าไม่มีเรา รู้ว่าเป็นหน้าที่ของธรรมแต่ละหนึ่ง คือเป็นหน้าที่ของจิตและเจตสิกตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งเป็นสภาพที่รู้ ไม่ว่าวันไหน เดือนไหน ปีไหนก็ตาม อะไรที่เกิดขึ้นแล้วรู้ นั่นคือจิตที่เป็นสภาพที่รู้แจ้งพร้อมเจตสิกอื่นๆ ไม่ใช่เฉพาะจำเท่านั้น เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท จำเป็นเจตสิกหนึ่ง เพราะฉะนั้นลองคิดให้ลึกซึ้ง เกิดมาอยู่ในโลกของความจำใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ความจำเป็นสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่เรา จำสิ่งที่ปรากฏทันทีแล้วก็ดับพร้อมจิต แต่จำด้วยความไม่รู้ จึงจำสิ่งที่ปรากฏซึ่งเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ปรากฏเป็นนิมิตรูปร่างสัณฐานต่างๆ เมื่อเห็นหลากหลายมากเลยเหมือนทันที แต่กว่าแต่ละหนึ่งจะรวมกันและจิตจะเกิดขึ้น เห็นความต่างของสีของดอกไม้ มีทั้งสีเหลือง สีชมพู สีม่วง จิตต้องรู้ทีละหนึ่งใช่หรือไม่ และสัญญาก็จำทีละหนึ่งจนกระทั่งเป็นดอกไม้แต่ละดอก และยังจำชื่อได้อีก อยู่ในโลกของความไม่รู้ซึ่งเป็นธรรมมากเท่าไร เพราะฉะนั้น ฟังธรรมไม่ใช่เพื่อไปปฏิบัติให้รู้อะไร แต่เพื่อเข้าใจ ความเข้าใจนั่นคือความเห็นถูก ใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิหรือปัญญาก็ได้ เป็นสภาพที่เมื่อเกิดขึ้นละความไม่รู้ มิฉะนั้นอะไรจะไปละความไม่รู้ซึ่งมากมายมหาศาล ด้วยเหตุนี้ที่ใช้คำว่าปัญญา ปัญญาแต่ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เรียกชื่อผิดหรือไม่
ผู้ฟัง เรียกชื่อผิด
ท่านอาจารย์ เพราะไม่รู้เลยว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช้คำนี้โดยหมายความถึงธรรมอะไร เพราะไม่ได้ศึกษาโดยละเอียด ด้วยเหตุนี้ แต่ละคำจึงลึกซึ้งอย่างยิ่ง ฟังไปเพื่อเข้าใจขึ้นว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่น จะทิ้งความเป็นได้อย่างไรถ้าไม่ใช่เพราะความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย จะไปทำอย่างอื่นให้เกิดการที่จะละความเป็นตัวตนได้หรือ ในเมื่อขณะนั้นไม่รู้จึงเป็นเราที่กำลังทำ
ผู้ฟัง ดังนั้นการศึกษาพระปริยัติเรียนรู้ทีละคำ ก็เป็นการเริ่มสะสมความจำที่ถูกต้อง และจะสะสมต่อไปในเบื้องหน้า
ท่านอาจารย์ และมั่นคงขึ้น ถ้ามีคนบอกให้ทำอย่างอื่นจะได้เข้าใจธรรม ถูกหรือผิด
ผู้ฟัง ผิด
ท่านอาจารย์ ไม่มีทางอื่นเลยนอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมเตชะ เป็นเดช เป็นกำลัง เป็นปาฏิหาริย์ ที่ความไม่รู้ที่เคยไม่รู้มา เมื่อได้ฟังคำนี้แล้วไตร่ตรองและเข้าใจ สามารถที่จะค่อยๆ ละความไม่รู้และความเห็นผิด ทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะหมด ต้องเป็นปัญญาเท่านั้น
ผู้ฟัง ความดีความชั่วมีอยู่ในโลกแล้ว แต่พระพุทธองค์ทรงสอนยิ่งกว่าการทำดีละชั่วเท่านั้น
ท่านอาจารย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นใคร คนอื่นเป็นใคร คนอื่นก็พูดได้เพียงให้ทำดี ให้ละชั่ว แต่สามารถที่จะชำระจิตให้บริสุทธิ์จากเหตุคือความไม่รู้ ซึ่งทำให้เกิดความไม่ดีได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ นี่คือความต่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับคนอื่นทั้งหมดทั้งสากลจักรวาล ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจ ไม่ใช่ตัวเราจะไปละกิเลส แต่ปัญญาความเห็นถูกค่อยๆ ละความไม่รู้
ผู้ฟัง เรื่องของวิตกเจตสิก พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า "วิตกเจตสิกเป็นเท้าของโลก" ขอความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ ต้องรู้ว่าวิตกคืออะไรก่อน ตอนนี้คุณนิรันดร์ตอบได้ วิตกคืออะไร มีจริงหรือไม่
ผู้ฟัง เจตสิกหนึ่งที่ตรึกเข้าไปในอารมณ์ที่กำลังปรากฏ
ท่านอาจารย์ ต้องละเอียด วิตกมีใช่หรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ยังไม่รู้เลย แต่คนไทยก็ใช้คำนี้ว่าวิตก คุณนิรันดร์เข้าใจคำว่าวิตกในภาษาไทยว่าอย่างไร
ผู้ฟัง ความกังวลในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
ท่านอาจารย์ ก็ผิดแล้วเพราะไม่ศึกษาธรรม ด้วยเหตุนี้ คนไทยนำคำในภาษาบาลีซึ่งเป็นธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แต่ไม่ศึกษาให้เข้าใจก็ใช้กันผิด เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่า เจตสิกสภาพรู้ ขณะนี้กำลังเกิดดับละเอียดมากหลายประเภท คล้ายคลึงกันก็มี แต่พระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสรู้สภาพธรรมแต่ละหนึ่ง แม้ว่าจะคล้ายกันแต่ไม่ใช่อย่างเดียวกัน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380