ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๗๔
สนทนาธรรม ที่ สโมสรนายทหาร ค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี
วันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ กุศลที่ประเสริฐที่สุดคือได้มีโอกาสได้ฟังคำจริง ซึ่งถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่มีใครได้ยินได้ฟังคำที่กำลังจะได้ฟัง ให้ทราบว่าแต่ละคำเป็นคำที่ลึกซึ้งมาก ไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองได้แต่ละคำ
ดังนั้น ด้วยความเคารพในการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงพระมหากรุณาแสดงธรรม ต้องฟังด้วยความไตร่ตรองที่จะรู้จริงๆ ว่า คำนั้นถูกหรือผิด จริงหรือไม่และเป็นประโยชน์มากน้อยเพียงใด เพราะว่าเราได้ฟังเรื่องอื่นมามากแล้วประโยชน์อะไรบ้างที่ได้รับจากการฟังเรื่องอื่น แต่จากการฟังคำทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประโยชน์ที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนแล้วรู้ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้โดยได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมากกว่าจะรู้ คือเดี๋ยวนี้ แล้วเดี๋ยวนี้ใครรู้อะไรบ้างถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นประโยชน์อะไร ประโยชน์คือได้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ซึ่งคนอื่นรู้ไม่ได้ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์
ผู้ฟัง การฟังธรรมนี้ต่างกับคำว่าสนทนาธรรมอย่างไร
ท่านอาจารย์ มีคำว่าธรรม และมีคำว่าสนทนา ถ้าไม่มีคำว่าธรรม เราสนทนากันเรื่องอะไร ก็พูดเรื่องอื่นกันหมด แต่เมื่อมีคำว่าธรรม เราไม่ได้พูดเรื่องอื่น เราพูดสิ่งที่ได้ยินได้ฟังแล้วรู้ว่าไม่มีอะไรที่เราควรจะสนทนากันยิ่งกว่านี้ เพราะว่าทุกวันเราก็สนทนากัน แต่ประโยชน์อะไรจากการสนทนานั้น กับการที่วันนี้เราจะไม่สนทนาเรื่องอื่นเลยแต่จะสนทนาธรรมคือ เรื่องความจริงของสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นประโยชน์ก็ต้องมีมากกว่า
ผู้ฟัง ความจริงของสิ่งที่มีจริงนี้เป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ ต้องเป็นการไตร่ตรองของเราเองว่า สิ่งที่มีจริงขณะนี้คืออะไร มีความจริงในโลกนี้หรือไม่
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เดี๋ยวนี้มีอะไรจริงหรือไม่ นี่คือสนทนาธรรมที่จะให้รู้จริงๆ ว่า เดี๋ยวนี้มีอะไรจริง และรู้ความจริงนั้นหรือยัง เดี๋ยวนี้มีอะไรจริงบ้างหรือไม่
ผู้ฟัง เท่าที่เคยฟังมาก็คือ มีเห็น มีได้ยิน
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน เท่าที่เคยฟังหรือว่าถึงไม่เคยฟังก็จริง
ผู้ฟัง ไม่เคยฟังก็จริง แต่คนจะนึกไม่ถึง
ท่านอาจารย์ เรากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ว่าคนที่เคยฟังมาแล้ว ๑๐ ปี ๒๐ ปี หรืออาจจะ ๑๐๐ ปี ๑,๐๐๐ ปีมาแล้วในชาติก่อนๆ ทั้งๆ ที่เดี๋ยวนี้ก็เห็น แต่ว่าสามารถที่จะเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสให้เข้าใจความจริงของเห็นหรือไม่ เพราะฉะนั้น เราจะประมาทได้หรือไม่ว่า ถ้าไม่มีการฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเราจะรู้อะไรตั้งแต่เกิดจนตาย แต่เพราะเหตุว่าทุกอย่างมีโดยไม่รู้เลย ไม่มีใครรู้ได้ แต่เมื่อได้ยินได้ฟังแต่ละคำ เริ่มเป็นประโยชน์ที่จะรู้ว่าอะไรจริงตั้งแต่เกิดมา ไม่ว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นจริง แต่เดี๋ยวนี้อยู่ไหน สิ่งที่จริงเมื่อครู่นี้ เดี๋ยวนี้อยู่ไหน ไม่มีใครจะตอบอะไรได้สักอย่างเดียว เพราะไม่ว่าเดี๋ยวนี้มีอะไรจริง เห็นมีจริง ก็กำลังเห็นอยู่ แต่ถ้าถามต่อไปว่า เห็นเมื่อครู่นี้มีแน่ๆ แล้วเห็นเมื่อครู่นี้อยู่ไหน
ผู้ฟัง ถ้าโดยทั่วไปคนก็บอกว่ายังเห็นอยู่
ท่านอาจารย์ เขาคิดว่า เห็นเดี๋ยวนี้กับเห็นเมื่อครู่นี้เป็นเห็นเดียวกัน แต่ความจริงไม่ใช่ เหมือนเสียง เสียงเมื่อครู่นี้กับเสียงเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เสียงเดียวกัน ได้ยินเมื่อครู่นี้กับได้ยินเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ได้ยินขณะเดียวกัน แต่ก็เป็นได้ยิน แสดงให้เห็นว่าแต่ละสิ่งที่มีจริงเราไปคิดเรื่องอื่น แต่เราไม่ได้คิดถึงสิ่งที่จริงแท้เหนือสิ่งอื่นใดคือ ลักษณะที่มีจริงๆ ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น เห็นมีจริง ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เป็นเราเห็นตั้งแต่เกิดจนตาย ใช่หรือไม่ แล้วเมื่อเกิดต่อไปอีกก็เห็นอีก ตั้งแต่เกิดจนตายก็เป็นเราไปทุกชาติ นานเท่าไรแล้วที่เป็นเช่นนี้ แต่เมื่อได้ยินคำว่าเห็นเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เห็นเมื่อครู่นี้ ไม่ใช่เห็นเมื่อวานนี้ ไม่ใช่เห็นเดือนก่อน ปีก่อน ไม่ใช่เห็นชาติก่อน ดังนั้น เห็นเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เห็นเมื่อครู่นี้
เริ่มเข้าใจสักนิดหรือไม่ว่า ไม่มีเราเห็น แต่เห็นมีเมื่อเกิดขึ้นแล้วเห็นก็ดับไป ฟังเรื่องอื่นสนุกกว่าหรือไม่ หรือว่าเดี๋ยวนี้เรื่องตัวเองทั้งหมดเลยตั้งแต่เกิดจนตายแล้วไม่เคยรู้ความจริงเลยว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมดว่า ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิดแล้วไม่ดับ หมดไปแต่ละหนึ่งๆ และเราอยู่ไหน ก็ไม่มีเราเลย จนกระทั่งแม้ขณะที่เกิด ถ้าไม่มีสิ่งนั้นเกิดก็ไม่มี แต่เมื่อมีแล้วกลายเป็นเรามี กลายเป็นเราเกิด แต่ความจริงถ้าสิ่งนั้นไม่เกิด สภาพนั้นไม่เกิด จะมีเราไม่ได้เลย
ดังนั้นเป็นเรื่องที่ให้รู้ความจริงว่า วันหนึ่งต้องจากโลกนี้ไปแน่นอน ไม่มีใครที่เกิดแล้วไม่ตาย และไม่รู้ด้วยว่าวันไหน เมื่อไร เวลาไหน จะตายนอกบ้านหรือในบ้าน เช้าหรือบ่าย สายหรือเย็นค่ำ หรือดึก ก็ไม่มีใครรู้เลย จะหลังอาหาร จะก่อนอาหาร ไม่รู้เลยทั้งสิ้น ไม่มีอะไรบอกล่วงหน้าว่าใครจะจากโลกนี้ไปเมื่อไรแต่ต้องตายแน่ เพราะฉะนั้นก่อนตาย เข้าใจสิ่งที่เคยเข้าใจว่าเป็นเราให้ถูกต้องดีหรือไม่ ในเมื่อความจริงแล้วไม่มีเราเลย แต่คิดว่าเราเกิดแล้วเราตาย ก่อนตายเราก็ติดข้องในทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความเป็นเรา ไม่มีวันที่จะรู้สักขณะเดียวว่า ไม่ใช่เรา
เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อให้ละความเป็นเราซึ่งเป็นความเห็นผิด ซึ่งความทุกข์ทั้งหลายมาจากเรา มาจากความเห็นผิดว่าเป็นเรา แต่ความจริงถ้าจะดับทุกข์ก็ต้องมีความเห็นที่ถูกต้องว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีปัจจัยเกิดแล้วดับเท่านั้นเอง ทั้งหมดไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น จริงหรือไม่ เท่านั้น การฟังธรรมประโยชน์ที่เข้าใจจริงหรือไม่ ถ้าไม่จริงก็แสดงความคิดเห็นต่างๆ ได้
ผู้ฟัง การเกิดดับของจิตทุกขณะที่ว่าเป็นขณิกมรณะ ลักษณะที่เกิดขึ้นเป็นไปนี้ ถ้าเป็นเราก็ยังยึดอยู่ ถ้าเราไม่เข้าใจตรงนี้เราจะพูดเรื่องธรรมอะไรไม่ได้เลย
ท่านอาจารย์ เราจะประมาทหรือไม่ละเอียดไม่ได้เลย เหมือนกับว่าเราฟังเรื่องอื่นแล้วเราเข้าใจได้ทันทีเพราะเราคุ้นเคย แต่เรายังไม่คุ้นเคยกับคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มี เพียงเท่านี้ก็เกือบจะเรียกว่าเหลือวิสัยที่จะคิดว่าแล้วสิ่งที่มีมีอะไรบ้าง มากมายหลากหลายไปหมด เป็นคน เป็นโลก เป็นต้นไม้ เป็นภูเขา ใครๆ ก็รู้ แต่รู้เช่นนั้นไม่ใช่การที่จะรู้ความจริงแท้ที่พระสัมมาส้มพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้ ดังนั้น ด้วยความไม่ประมาทจึงต้องศึกษาแต่ละคำให้เข้าใจจริงๆ เช่น เราคิดว่ามีเรา เป็นคน แล้วก็มีเห็น ถ้าไม่มีเห็น มีเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีคิด มีเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีจำ มีเราหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นแต่ละหนึ่ง เพราะเหตุว่าเห็นก็ไม่ใช่คิด และเห็นก็ไม่ใช่จำ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทุกอย่างละเอียดยิ่งโดยประการทั้งปวงว่า ถ้าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไม่มารวมกันปรากฏ ให้เข้าใจผิดหลงว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็จะไม่มีสิ่งนั้น แต่เพราะสิ่งนั้นเกิดและเกิดหลายๆ อย่างรวมกันด้วย แล้วก็ไม่ปรากฏการเกิดดับซึ่งสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงทำให้หลงยึดอาการที่ปรากฏตามรูปร่างนิมิตสัณฐานว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทุกชาติใช่หรือไม่ แต่ขณะนี้คิดว่าเราเห็นคน แต่ความจริงเห็นอะไร ถ้าไม่มีสีสันวัณณะกระทบตาแล้วปรากฏเป็นนิมิต
นิมิตหมายความว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นรูปร่างสัณฐาน ให้จำหมายรู้โดยอาการของนิมิตนั้นๆ ว่าเป็นอะไร ถ้าเห็นแต่เพียงสีม่วง จะรู้หรือไม่ว่าเป็นดอกไม้
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ เห็นว่าเป็นสีขาว สีเขียว บนโต๊ะ รู้ว่าเป็นดอกไม้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ เพียงแต่เห็นสีต่างๆ แต่สีต่างๆ รวมกันและรูปร่างต่างๆ ด้วย ใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้นก็เกิดนิมิตที่จำ เมื่อเกิดมาก็เริ่มเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาแล้วค่อยๆ เริ่มจำนิมิตที่ปรากฏ จนกระทั่งหมายรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไรแม้ว่ายังไม่มีคำ ยังไม่มีชื่อที่จะเรียกสิ่งนั้นเลย แต่ก็มีความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด
ธรรมทั้งหมดละเอียดมากแต่ต่างกันเป็น ๒ อย่างคือ อย่างหนึ่งไม่รู้อะไร แต่ก็ไม่ใช่เรา เกิดขึ้นเป็นแข็ง ไม่ใช่เรา แข็งไม่รู้อะไร เกิดขึ้นเป็นเสียง ไม่ใช่เรา แล้วก็ไม่รู้อะไรด้วย สภาพธรรมที่มีจริงที่ไม่รู้อะไรเลย ไม่ใช่เรา ทุกอย่างที่มีทั้งหมดไม่ว่าอะไรก็ไม่ใช่เราเพราะเป็นธรรม คือสิ่งนั้นที่มีจริงเป็นลักษณะเช่นนั้น ซึ่งใครก็เปลี่ยนลักษณะนั้นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้
ประโยชน์คือเดี๋ยวนี้มีเราที่กำลังฟังธรรม แต่เมื่อฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเริ่มรู้ว่า ที่เข้าใจว่ามีเรานั้นผิด เห็นจะเป็นเราได้อย่างไร ได้ยินเดี๋ยวนี้จะเป็นเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้นจำผิด เข้าใจผิด ยึดถือผิดว่ามีเรา ด้วยเหตุนี้จึงมีความทุกข์เพราะมีเรา แต่ถ้าไม่ใช่เรา สิ่งนั้นจะเกิดดับก็เกิดดับไป ไฟไหม้ที่อื่นเดือดร้อนหรือไม่ ก็ไหม้ไป แต่ถ้าอะไรก็ตามที่เป็นของเราหรือเป็นตัวเรา เดือดร้อนแล้ว เป็นทุกข์แล้ว ดังนั้นสภาพธรรมทั้งหมดมีจริงเมื่อเกิดขึ้น และมีจริงตามความเป็นจริงของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งนั้น เปลี่ยนลักษณะนั้นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย ใครจะเปลี่ยนเห็นให้เป็นได้ยินไม่ได้ ใครจะเปลี่ยนโกรธให้เป็นความเมตตาไม่ได้ แต่ละหนึ่งก็มีลักษณะอย่างหนึ่งๆ
เพราะฉะนั้น ที่เราเคยเห็นเป็นคนก็คือธรรมทั้งหมดเลย แล้วแต่ว่าจะปรากฏเป็นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่สภาพรู้ หรือว่าขณะนั้นกำลังเป็นสภาพรู้ก็แล้วแต่ ดังนั้นเริ่มรู้ความจริง ซึ่งความจริงนี้จะไม่ปรากฏเลยถ้าไม่มีการฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าไม่มีใครบอก ไม่มีใครรู้ความจริง จึงหลงเข้าใจผิดในสังสารวัฏฏ์เนิ่นนานมาแล้ว
แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก่อนที่จะได้ตรัสรู้ ทรงมีพระญาณที่คิดถึงอดีตไม่จบไม่ถ้วนมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้น เป็นสิ่งซึ่งใครห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ เกิดแล้วไม่ให้ดับก็ไม่ได้ และดับไปแล้วเป็นปัจจัยให้สภาพธรรมอื่นเกิดสืบต่อก็ไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามความจริงของธรรมแต่ละหนึ่ง นี่คือการฟังธรรม เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเข้าใจเมื่อไร พระคุณของพระองค์เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดไม่ว่ากี่ชาติ ใครมีคุณเท่าไรก็ไม่เท่าคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สามารถจะทำให้คนที่ได้ฟัง และได้เห็นประโยชน์รู้ว่า กว่าจะรู้และเข้าใจคำทุกคำซึ่งพระองค์ตรัส ต้องด้วยความมั่นคงด้วยการไตร่ตรอง ด้วยความเคารพ ด้วยการเห็นประโยชน์ ถ้าเป็นเช่นนี้จะไม่ละเลยโอกาสที่จะได้ฟังธรรม เพราะใครจะรู้ว่าจะได้ฟังอีกนานเท่าไร
ผู้ฟัง การฟังธรรมเป็นมงคลเป็นสิ่งที่เป็นกุศลอยู่แล้ว แต่เราเข้าไปไม่ถึงเท่านั้นเอง
ท่านอาจารย์ ก็ไม่มีเรา เพราะฉะนั้น เริ่มต้นด้วยไม่มีเรา แต่มีธรรม ทุกอย่างที่มีจริงเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งมีจริงๆ
ผู้ฟัง ผมติดตามจากเพจต่างๆ สรุปว่า พระที่บวชทั่วประเทศต้องเคร่งครัดต่อพระธรรมวินัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรับเงินรับทอง การไปช่วยคนตกทุกข์ได้ยากน้ำท่วม ไปทำอาหารให้ เหล่านี้ ซึ่งผมฟังมาตั้งหลายเที่ยวแล้วท่านอาจารย์จะเน้นว่า พระธรรมวินัยที่จะต้องประพฤติปฏิบัติ คือตรงนี้ทำให้ผู้ที่จะทำลายพระพุทธศาสนาได้ไม่ใช่อื่นไกลเลย เว้นแต่อุบาสกอุบาสิกาเท่านั้น ที่จะต้องศึกษาพระธรรมวินัยของพระพุทธองค์อย่างเหนียวแน่นและมั่นคง
ท่านอาจารย์ ขออนุโมทนาในความเข้าใจความจริงเพราะว่าความจริงไม่เปลี่ยน ความจริงคือความจริง สิ่งใดที่ถูกต้อง สิ่งนั้นก็ถูกต้อง สิ่งใดที่ผิดก็ต้องผิด ใครจะไปเข้าใจผิดว่า สิ่งที่ผิดเป็นถูก สิ่งที่ถูกเป็นผิด นั่นเป็นเรื่องของความเข้าใจผิดๆ แต่ว่าเปลี่ยนความจริงไม่ได้ ความจริงต้องเป็นความจริง ขออนุโมทนาในความมั่นคงของทุกท่านที่จะศึกษาพระธรรมให้เข้าใจ เพราะรู้ว่าพุทธบริษัทในครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามี ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา แต่ต้องเข้าใจตามความเป็นจริงว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้ประสงค์ที่จะให้สตรีบวช แต่ในครั้งนั้นมีผู้หญิงที่ได้อบรมบารมีความเข้าใจมากพอที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ดับกิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์จึงทรงอนุญาต เพราะเมื่อบุคคลใดก็ตามเป็นพระอรหันต์แล้วจะไม่สามารถเป็นคฤหัสถ์ มีชีวิตอย่างคฤหัสถ์อีกต่อไปได้
เพราะฉะนั้น เพศบรรพชิตเป็นเพศของพระอรหันต์ เพราะเหตุว่าคนที่เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีบุคคล แม้คฤหัสถ์ก็เป็นได้และไม่ต้องบวช ต่อเมื่อใดที่ได้ดับกิเลสหมดสิ้นแล้วจึงไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอย่างคฤหัสถ์ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ต้องมีความเคารพในเพศที่สูงยิ่ง คือผู้ที่เป็นพระภิกษุที่สามารถที่จะขัดเกลากิเลส จนกระทั่งรู้แจ้งอริยสัจจธรรมจนถึงความเป็นพระอรหันต์ แต่ถ้าไม่สามารถที่จะถึงความเป็นพระอรหันต์ได้เพราะไม่ใช่ใครที่จะไปทำให้เป็น แต่ต้องเป็นความเข้าใจความจริงจนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลสหมดไม่เหลือเลย ดับกิเลสไม่ใช่ชั่วคราว ไม่ใช่ไปหาวิธีว่าถ้าโกรธ ทำอย่างไรจะหายโกรธ ไม่ใช่เช่นนั้นเลย หายโกรธแล้วก็โกรธอีก เพราะเขาไม่รู้ความจริงว่าไม่ใช่เขา แต่ว่าเป็นธรรม
ดังนั้น การฟังธรรมจึงเป็นประโยชน์อย่างสูงสุดว่าไม่มีอะไรผิด ไม่มีอะไรที่เป็นโทษ มีแต่จะทำให้ความมืดที่หลงไม่รู้สิ่งที่มี ไม่มีแสงสว่างใดๆ ไปส่องให้เห็นว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร แต่เมื่อมีแสงสว่างคือความเห็นถูกและความเข้าใจที่มั่นคงก็จะไม่เดือดร้อน เพราะเหตุว่าความเดือดร้อนเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่มั่นคงว่า ทุกอย่างเป็นธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ หรือว่าเป็นตัวตน หรือว่าจะเป็นเราได้เลย และถ้าทุกคนมีความเข้าใจที่มั่นคงเช่นนี้ไม่หวั่นไหว ก็จะทำให้พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปิดเผยและรุ่งเรืองต่อไปเพราะทุกคำจริง
ถ้าใครสงสัยหรือไม่เห็นด้วยก็ร่วมสนทนากันได้ เพื่อที่จะได้รู้ว่าความถูกต้องในพระพุทธศาสนาจริงๆ เป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าใครเป็นเจ้าของพระธรรม แต่ว่าพุทธบริษัทเป็นผู้ที่ได้ฟังธรรมเห็นประโยชน์อย่างยิ่งในครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พร้อมเพรียงกันศึกษาเพื่อที่จะมีความเห็นที่ถูกต้อง แม้เมื่อพระองค์ดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็มีความเห็นที่ถูกต้องที่จะทำให้พร้อมเพรียงกัน รักษาความถูกต้องไว้ได้
อ.วิชัย ดังนั้น ในหลายสูตรที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงการที่พระสัทธรรมจะอันตรธาน ก็จะมีการไม่เคารพในพระศาสดา ๑ ไม่มีความเคารพในพระธรรม ๑ ไม่มีความเคารพในพระสงฆ์ ๑ ไม่มีความเคารพในสิกขา ๑ โดยหลักๆ จะเห็นถึงการแสดงโดยความไม่เคารพ อย่างเช่น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงไว้อย่างหนึ่ง แต่มีภิกษุบางรูปกล่าวไม่ตรงกับคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นคือการไม่เคารพในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อไม่เคารพในธรรมของพระองค์ก็ไม่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
ดังนั้น พระองค์จะแสดงการที่พระสัทธรรมจะตั้งมั่นหรือมั่นคงยาวนาน ด้วยการฟังธรรมด้วยความเคารพ การเล่าเรียนธรรมด้วยความเคารพ การทรงจำธรรมด้วยความเคารพ การพิจารณาอรรถแห่งพยัญชนะที่ทรงจำแล้วด้วยความเคารพ เมื่อพิจารณาอรรถแห่งธรรมนั้นด้วยความเคารพแล้ว ก็ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมด้วยความเคารพ
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจว่าพุทธะคืออะไร ศาสนาคืออะไร จะไม่มีทางที่จะเข้าใจผิดได้เลย เพราะศาสนาคือ คำสอนของผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริงเหนือบุคคลใดในสากลจักรวาล ไม่ได้ไปประจำที่ไหนเลย ความจริงทั้งหมดไม่ว่าในมนุษย์ สวรรค์หรือที่ไหนก็ตาม ความจริงนั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ และความจริงก็ไม่ได้จำกัดเชื้อชาติด้วย ใครก็ตามที่สะสมมาจะอยู่ที่ไหน ประเทศใดก็ตาม แต่ถ้ามีความเข้าใจและเห็นประโยชน์ เขาก็มีความเลื่อมใสศรัทธาเคารพและประพฤติปฏิบัติตามศาสนานั้น เพราะฉะนั้น ศาสนาไม่ใช่ของประเทศหนึ่งประเทศใดเลยทั้งสิ้น โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาสำหรับชาวโลก กี่โลก ไม่ใช่เฉพาะโลกมนุษย์ สวรรค์ก็มีศาลาสุธรรมา พรหมโลกก็มี ดังนั้นไม่ได้ไปจำกัดว่าอยู่ที่ไหน และจะกล่าวว่าเป็นของเราได้หรือไม่ ไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น และจะกล่าวว่าประจำที่หนึ่งที่ใดได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ ไปจำกัดขอบเขตได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น การที่จะพูดคำอะไรหรือคิดอะไรต้องทบทวนดูว่า มีในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำนี้ไว้หรือไม่ ว่าให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของชาติหนึ่งชาติใด หรือประจำชาติหนึ่งชาติใด เพราะแต่ละคนทั้งหมดเกิดมามีความคิดความเห็นต่างกัน แสดงความเป็นอนัตตาอยู่แล้ว จะไปบีบบังคับให้ใครทำอะไรได้หรือ ในเมื่อต่างคนก็ต่างคิด ต่างคนก็ต่างมีชีวิตตามที่เขาสะสมมา แล้วจะไปให้ทุกคนเสมอกันทั้งหมด คิดเหมือนกันทั้งหมด ทำเหมือนกันทั้งหมดได้หรือ
แต่สิ่งสำคัญ คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะลบเลือนอันตรธานเมื่อมีผู้ที่ไม่เข้าใจพระธรรม ถ้ามีความเข้าใจพระธรรมอย่างถูกต้อง พระพุทธศาสนาไม่อันตรธาน แต่ว่าขณะนี้ก็พิจารณาดูว่า แต่ละครั้งที่ได้ฟังคำที่กล่าวว่า พูดธรรม แสดงธรรม สนทนาธรรม หรืออะไรก็ตาม คำไหนเป็นธรรม ต้องดูเลย ไหนสนทนาธรรม คำไหนเป็นธรรม ถ้าพูดเรื่องอื่นทั้งหมดไม่มีสักคำที่เป็นธรรม แล้วพระศาสนาจะไม่อันตรธานหรือ ด้วยเหตุนี้ต้องรู้ว่า ธรรมคือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือคำที่พระองค์ตรัสไว้เป็นภาษามคธีของชาวเมืองมคธ และดำรงพระศาสนาไว้เป็นปาละ หรือบาลี เป็นศาสนาที่มั่นคง ซึ่งคนชาติอื่นไม่ได้ใช้ภาษานั้น เพราะฉะนั้นในภาษาใดก็ตาม ต้องเข้าใจให้ตรงกับคำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นผู้ที่รอบคอบละเอียดที่จะเข้าใจความหมาย เพราะเหตุว่าถ้าเป็นเพียงแต่ผู้ที่เรียนภาษาบาลีจบ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจธรรมเลยเพราะไม่ได้ศึกษาพระธรรม ก็เหมือนชาวมคธที่เขาพูดภาษานั้นไปตั้งแต่เกิดจนตาย แต่เขาก็ไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น เรื่องของภาษาเป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องของความเข้าใจธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ในพระไตรปิฎกว่า บุคคลควรเข้าใจธรรมความจริงในภาษาของตนของตน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380