ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๕๔
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมแลนด์มาร์ค
วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ใครที่รู้จักพระองค์แล้วก็มีคุณความดีที่ได้เข้าใจธรรม และกล่าวคำของพระองค์เพื่อที่จะให้คนอื่นได้ประโยชน์ด้วย ไม่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดหรือว่าช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนา นั่นเป็นสิ่งที่เป็นโทษอย่างยิ่งเพราะทำลายประโยชน์สูงสุด
ผู้ฟัง ขอเรียนถามหลักธรรมเรื่องปฏิจจสมุปบาท ถ้าเราตระหนักรู้แล้วเราจะสามารถไปเท่าทันในการใช้ชีวิตประจำวันได้หรือไม่
ท่านอาจารย์ คำนี้มีในพระไตรปิฎก และมีคำอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์คือข้อความตอนหนึ่ง และบทหนึ่งคือคำหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าความไม่รู้ของเรามากเพียงใด บางคนไปจับตรงปฏิจจสมุปบาท บางคนไปจับตรงขันธ์ ๕ บางคนไปจับตรงอายตนะ ๑๒ แต่เข้าใจได้หรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้แสดงธรรมให้คนไม่เข้าใจ ถ้าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความหวังดีของคนที่ได้เข้าใจ จะเข้าใจมากน้อยอย่างไรก็ตามแต่ต้องพูดให้คนอื่นเข้าใจ เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระปัญญา ดังนั้น ต้องคำนึงถึงคนที่ไม่เข้าใจว่าเขาจะเข้าใจจากคำของพระองค์ได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงพูดคำของพระองค์ซึ่งคนอื่นไม่เข้าใจ แต่พูดให้เขาเข้าใจได้อย่างไรนั่นเป็นประโยชน์
ต้องเริ่มจากคำว่า ธรรมคืออะไร ถ้าไม่รู้จักธรรม จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ จะรู้จักอายตนะหรือไม่ จะรู้จักธาตุหรือไม่ จะรู้จักปฏิจจสมุปบาทหรือไม่ ก่อนอื่นปฏิจจสมุปบาทมีจริงๆ หรือไม่ นี่ใครคิด เราคิดไตร่ตรอง ปัญญาของใคร ปัญญาของคนที่คิดแล้วเข้าใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่สามารถที่จะมอบปัญญาของพระองค์แจกจ่ายไปให้ใครได้เลย แต่ทรงแสดงความจริงเพราะทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำของพระองค์ทุกคำเป็นธรรมเตชะ เราได้ยินคำว่าเดช ในภาษาไทย มาจากคำว่าเตชะ ในภาษาบาลี สามารถที่จะเผาความไม่รู้ เป็นปาฏิหาริย์ที่ความไม่รู้ในแสนโกฏิกัปป์ที่แต่ละคนมีมา สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจนเป็นปัญญาของตัวเอง ซื้อปัญญาได้หรือไม่ ไม่มีทาง ต้องฟังและไตร่ตรอง เข้าใจถูกต้องเมื่อไรก็เป็นปัญญาของผู้นั้น
คำถามก็คือ ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมหรือไม่ เมื่อสักครู่นี้เราฟังมาแล้วพอจะตอบได้หรือไม่ นี่คือการที่เราจะทดสอบโดยการสนทนาธรรมซึ่งเป็นมงคลหนึ่งในมงคล ๓๘ การฟังธรรมก็เป็นมงคล แต่ยังต้องมีการสนทนาธรรมเป็นมงคล เพราะเหตุว่าต่างคนก็ต่างฟัง ต่างคนก็ต่างคิด ถ้าสนทนากันแล้วยิ่งกระจ่าง ยิ่งชัดเจน เพราะว่าแต่ละคนอาจจะเข้าใจแง่นั้นมุมนี้ สนทนากันไตร่ตรองก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นและต้องเป็นคนที่ละเอียด ถ้าไม่ละเอียดไม่ลึกซึ้ง ละเอียดแล้วยังต้องลึกซึ้งด้วยในคำเดียว หลายๆ คำนั้นไม่มีทางเลย แต่ละคำมารวมกัน ไม่รู้แต่ละคำก็เข้าใจไม่ได้ เพราะแต่ละคำละเอียดยิ่ง จนถึงความลึกซึ้งของแต่ละคำด้วย ด้วยเหตุนี้ อย่าเพิ่งคิดว่าเราสามารถจะเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทันที คำของพระองค์เข้าใจด้วยการไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งทีละคำ แม้ว่าเราสามารถจะพูดตามคนอื่นได้ทันทีโดยที่เราไม่เคยเข้าใจ แต่ถ้าเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำต้องเข้าใจจริงๆ
ก่อนอื่น คำว่าปฏิจจสมุปบาท เป็นคำภาษาบาลี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำนี้ด้วย แต่เมื่อได้ฟังในภาษาไทยเข้าใจแล้วว่าธรรมคืออะไร ตอนนี้จะสนทนาคือให้คิดว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมหรือไม่
ผู้ฟัง ก็น่าจะเป็น
ท่านอาจารย์ ไม่มีคำว่าน่าจะ น่าจะคือยังไม่ได้ไตร่ตรอง หรือไตร่ตรองแต่ยังไม่ได้ตกลง แต่ถ้าไตร่ตรองแล้ว แน่ใจแล้ว มั่นใจแล้ว ไม่มีคำว่าน่าจะ เพราะว่าน่าจะคือจะลังเลไปตลอด ไม่ว่าจะพบคำไหนก็จะลังเลไปเรื่อยๆ จะไม่ทำให้เข้าใจถ่องแท้ เพราะฉะนั้น แต่ละคำต้องเข้าใจชัดเจนเพราะคำนั้นไม่เปลี่ยน ไม่มีทางเปลี่ยนเลย ไม่ว่าจะที่ไหน เวลาไหน ตำราเล่มไหน พระสูตร พระวินัย หรือพระอภิธรรมต้องสอดคล้องกัน เพราะฉะนั้นต้องไตร่ตรองและมั่นคง เราถึงจะสามารถเข้าใจคำต่อไปได้ชัดเจนขึ้น จึงต้องสนทนากัน ปฏิจจสมุปบาทเป็นธรรมหรือไม่ ทุกอย่างมีเหตุผลทั้งนั้นเลย
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ยังไม่รู้ว่าปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ใช่หรือไม่ แต่เป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส พระองค์ตรัสถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นปฏิจจสมุปบาทมีจริงแน่ สิ่งใดก็ตามที่มีจริง สิ่งนั้นเป็นธรรม คือต้องสาวไปจนกระทั่งมีความมั่นใจว่าเป็นธรรมหรือไม่ เพราะอะไร เพราะเหตุว่ามีจริง เมื่อมีจริงแล้วจะไม่มีจริงได้หรือ เพราะว่าธรรมในภาษาบาลีคือมีจริง บอกว่ามีจริงแล้วบอกว่าไม่มีจริงไม่ได้ ใช่หรือไม่ สิ่งที่ไม่จริงก็มีจริง เพราะฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทมีจริงแน่
ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ถ้าไม่ตั้งต้นเช่นนี้ไม่มีทางเข้าใจธรรม ไม่มีทางรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เห็นความลึกซึ้งของพระองค์ว่า แต่ละคำกล่าวถึงสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ รู้ยากแม้ว่ามี ต้องเข้าใจจริงๆ ด้วยการเห็นคุณค่าอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นต้องแปลปฏิจจสมุปบาทก่อน ขอเชิญคุณคำปั่น
อ. คำปั่น ปฏิจจสมุปบาทเป็นภาษาบาลี มาจากคำว่าปฏิจจ แปลว่า อาศัย สมุปบาท มาจากคำว่า สัง คือด้วยดี และ อุปาทะคือเกิดขึ้น เมื่อรวมกันจะเป็น ปฏิจจสมุปบาท หมายถึงธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปด้วยดีเพราะได้อาศัยกันและกันแล้ว ความหมายโดยรวมคือ สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยกันและกัน
ท่านอาจารย์ เท่านี้เราไม่เคยฟังมาก่อนใช่หรือไม่ว่า ธรรมที่เกิดนั้นเกิดขึ้นเองลอยๆ ไม่ได้ ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำให้อะไรแม้แต่อย่างเดียวเกิดขึ้นมาได้ลอยๆ แต่เราไม่รู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิด ต้องมีธรรมคือสิ่งที่มีอาศัยกันและกัน ต่างคนก็ต่างอาศัยกัน มีแล้วไม่ให้มีได้อย่างไร เช่น แข็งมี จะบอกไม่ให้มีแข็ง ไปทำให้แข็งไม่มีหรือไม่แข็งเกิดก็ไม่มีใครทำได้ เพราะแข็งเกิดโดยอาศัยธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นเป็นไปด้วยดีต้องตามปัจจัย ไม่ใช่ว่านอกปัจจัยหรือต่างปัจจัย ต้องมีสิ่งที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นเป็นไปตามความเป็นจริงของสิ่งที่อาศัยกันและกันนั้น นี่คือปฏิจจสมุปบาท
เราได้ความรู้เพิ่มขึ้นและมั่นคงขึ้นว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดต้องอาศัยกันและกัน แสดงว่าเกิดเองตามลำพังไม่ได้เลย เช่น รสที่เรารับประทาน ยกตัวอย่างรสอะไรมาสักอย่างหนึ่งที่รับประทานกันทุกวัน นี่คือปฏิจจสมุปบาทแน่ๆ อยู่ในปฏิจจสมุปบาทด้วย แต่ต้องเข้าใจตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง รสอร่อย
ท่านอาจารย์ รสอะไรอร่อย
ผู้ฟัง กล้วยหอม
ท่านอาจารย์ กล้วยหอม ไม่เรียกว่ากล้วยหอมก็เป็นกล้วยหอม ใช่หรือไม่ กล้วยหอมมีรส ทุกคนพูดไปอย่างไรก็ไม่เหมือนกำลังลิ้มรส กล้วยหอมต่างกับรสกล้วยน้ำว้า ต่างกับรสกล้วยไข่ รสหลากหลายมากตามอะไร กล้วยหอม นุ่ม อ่อนหรือแข็ง ตอบว่าแข็ง ถ้าไม่มีแข็ง มีกล้วยหอมหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นรสอาศัยแข็ง ถ้าไม่มีแข็ง ไม่มีรสแน่ๆ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ปรากฏเป็นรสที่นั่นต้องมีแข็ง และที่ใดที่มีแข็งธาตุดินที่นั่นต้องมีธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม คนไทยชินหู ธาตุสี่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เด็กเล็กๆ ก็รู้จักเพราะพูดตามผู้ใหญ่ แต่หารู้ไม่ว่าความจริงคืออะไร ใช้คำว่า ธาตุ หรือ ธา-ตุ เป็นอีกคำหนึ่งของคำว่าธรรม เพราะอะไร เพราะใครเปลี่ยนแปลงธรรมไม่ได้ เช่นเดียวกับแต่ละธาตุทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน ภาวะของตน เพราะฉะนั้น ธรรมที่ทรงไว้ซึ่งภาวะความเป็นเช่นนั้น ซึ่งใครเปลี่ยนไม่ได้ก็เป็นแต่ละธาตุ แสดงความจริงว่าสิ่งที่มีนั้นเองเป็นธรรม และสิ่งที่มีนั้นเป็นธาตุเพราะเปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้น คำว่าธาตุแสดงลักษณะภาวะของธรรมว่า เป็นธรรมที่เป็นธาตุเพราะเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ตอนนี้แข็งเป็นธาตุหรือไม่ หวานเป็นธาตุหรือไม่ เห็นหรือไม่ว่าธรรมทั้งหมดเป็นธาตุ เริ่มเข้าใจว่าไม่ใช่แต่เฉพาะ ๔ อย่างแต่ทั้งหมดเลย โกรธก็เป็นธาตุโกรธ โลภะก็เป็นอีกธาตุโลภะ แต่ละหนึ่ง เริ่มเข้าใจถูกต้องทีละเล็กน้อยว่าไม่ใช่เราจากขั้นการฟัง ถ้าไม่มีการฟังเลย ใครจะมาบอกเราว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าไม่ใช่เรา ก็ยังเป็นเรานั่งอยู่ตรงนี้ ใช่หรือไม่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสเพียงเท่านั้น แต่แสดงความจริงละเอียดยิ่งว่า ไม่ใช่เราเพราะเป็นอะไร เป็นแต่ละหนึ่งๆ ๆ ซึ่งอาศัยกันเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้น ปฏิจจสมุปบาทคือ ทุกอย่างที่เกิดต้องมีที่อาศัยกันและกัน ซึ่งเราจะใช้คำหลากหลายมากว่าปัจจัย
ปัจจัยไม่ใช่เงินสำหรับมอบให้พระ ปัจจัยสำหรับสิ่งที่สามารถที่จะให้ดำรงหรือเป็นไปได้ นั่นคือที่อยู่เครื่องอาศัยเหล่านี้ที่สามารถที่จะทำให้ดำรงไปได้ เพราะฉะนั้น ธรรมแต่ละหนึ่งซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นไปต้องอาศัยปัจจัย ตอนนี้เข้าใจความหมายของคำว่าปัจจัยเพิ่มขึ้น อะไรก็ตามที่เป็นที่อาศัย ที่ทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นเป็นปัจจัย ดังนั้น แข็งเป็นปัจจัยให้หวานเกิด ถ้าไม่มีแข็ง หวานเกิดไม่ได้ แข็งก็เป็นธรรม หวานก็เป็นธรรม แต่แข็งไม่ใช่หวานและหวานไม่ใช่แข็ง แสดงว่าทั้งหวานและแข็งไม่รู้อะไร ทั้งหวานและแข็งเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เรา ใช่หรือไม่ แล้วเป็นกล้วยหอมหรือไม่
ผู้ฟัง ความชอบในรสชาติกล้วยหอมก็เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ ความชอบไม่ใช่กล้วยหอม แต่ชอบกล้วยหอม ใช่หรือไม่ ความชอบเป็นนามธรรม นามธรรมคือสภาพรู้ ธาตุรู้ มี ๒ อย่างเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน อาศัยกันเกิดด้วย เพราะฉะนั้น ต่อไปเวลาที่พูดถึงอย่างหนึ่งอย่างใด เราจะพูดถึงว่าอาศัยอะไรเกิดขึ้นด้วยเพราะทำให้เราเข้าใจสิ่งนั้นว่าต่างกับสิ่งอื่น
ธาตุรู้มี ๒ อย่าง แต่ธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้คือ จิต ภาษาบาลีใช้คำว่าจิตตะ หรือจะใช้คำว่าวิญญาณ มโน มนัส หทย ได้ทั้งหมด แล้วแต่ว่าในความหมายใด แต่ให้หมายความถึงสภาพรู้ มีจริงใช่หรือไม่ ไม่เรียกชื่อได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่จะต้องบังคับให้เรียก มีชื่อแต่ไม่เรียกก็ได้ แต่เพราะอะไรจึงต้องเรียกชื่อ ถ้าไม่เรียก จะรู้หรือไม่ว่าหมายถึงอะไรที่กำลังมี ดังนั้นจึงมีชื่อสำหรับให้รู้ว่าหมายความถึงสิ่งใด
ชื่อเปลี่ยนไปตามภาษาของแต่ละชาติ เช่น ภาษาไทยเราเรียกว่า ดอกไม้ ภาษาอื่นไม่ได้เรียกแต่หมายความถึงสิ่งเดียวกัน แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งใครเปลี่ยนไม่ได้เลยคือ ธรรมที่เป็นปรมัตถธรรม ปรม (ปะ-ระ-มะ) คือใหญ่ ในภาษาไทยใช้คำว่าบรม อรรถคือลักษณะ สิ่งนั้นต้องมีลักษณะปรากฏให้รู้ว่ามี เป็นธรรมแล้วจะได้เรียกตามนั้น เช่น ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏแต่ไม่รู้อะไร ทั้งหมดเป็นรูปธรรม แต่ธาตุรู้มี เรียกรูปธรรมได้หรือไม่ ถ้าเรียกก็ผิดเพราะไปรวมกัน ไปคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่รู้อะไร แต่มี ๒ อย่างก็ต้องต่างกัน รูปธรรมไม่รู้อะไร สิ่งอื่นที่มีแต่รู้เป็นนามธรรม
นามธรรมมี ๒ อย่างคือ จิตและเจตสิก จิตกำลังเห็น เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ว่า อะไรกำลังถูกเห็น สิ่งที่กำลังถูกเห็นนั้นมีลักษณะอย่างไร นั่นเป็นหน้าที่ของจิตที่รู้แจ้ง เพชรแท้กับเพชรเทียมต่างกัน ใช่หรือไม่ เห็นแล้วจึงจำในลักษณะที่ต่าง แต่ถ้าไม่เห็นต่าง จะจำได้อย่างไรว่าต่าง เพราะฉะนั้น เห็นแจ้งในแต่ละหนึ่ง จึงสามารถที่จะรู้ว่า ๒ อย่างนี้ดูว่าเหมือนหรือคล้ายกันเลย แต่ความจริงไม่ใช่ อันหนึ่งแท้ อันหนึ่งเทียม
แสดงให้เห็นว่าธาตุรู้ที่เป็นใหญ่เป็นประธานคือจิต เราทุกคนมีจิตแต่ไม่เคยรู้ว่าจิตอยู่ไหน ตอนนี้รู้ว่า ขณะที่เห็นเป็นจิตที่กำลังเกิดขึ้นเห็น เพราะรู้ว่าขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏเช่นนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น เมื่อได้ยินเกิดขึ้นรู้เสียง เสียงนั้นที่กำลังได้ยินเป็นเสียงนั้นเสียงเดียว ไม่ใช่เสียงอื่น เพราะฉะนั้นจิตรู้แจ้งในเสียงที่กำลังปรากฏ ไม่ต้องเรียกอะไรเลย แต่ถ้าไม่เรียกก็ไม่รู้ จึงบอกว่าเสียงซอ เสียงเครื่องดนตรีต่างๆ ให้หมายรู้ได้ว่าหมายความถึงอะไร แต่ลักษณะของธรรมนั้นก็ต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ในวันหนึ่งๆ จิตเห็นรู้แจ้งสิ่งที่กระทบตา จิตได้ยินรู้แจ้งเสียง จิตได้กลิ่นรู้แจ้งกลิ่น จิตลิ้มรสรู้แจ้งรส เปรี้ยวสักนิดหนึ่ง เปรี้ยวไปหน่อยจิตยังรู้ และจิตรู้แจ้งสิ่งที่กระทบกาย ขนมบางชนิดนุ่มมาก บางชนิดก็แข็งกรอบ รู้ได้อย่างไร ต้องกระทบ ถ้าเพียงมองจะไม่รู้เลยว่าอ่อนหรือแข็งเพียงใด แต่เมื่อกระทบสัมผัสจึงรู้ได้ว่านิ่ม หรือแข็ง หรือกรอบ
เพราะฉะนั้น จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ วันหนึ่งๆ ก็คือจิตเห็น๑ จิตได้ยิน๑ จิตได้กลิ่น๑ จิตลิ้มรส๑ จิตรู้สิ่งที่กระทบกาย๑ และจิตคิดนึกตามสิ่งที่ปรากฏอีก๑ ย่อๆ คือ ๖ ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ เป็นทางที่จิตเกิดขึ้นรู้สิ่งที่กระทบ เพราะสิ่งนั้นต้องกระทบเป็นปัจจัยให้จิตธาตุรู้เกิดขึ้น นี่เป็นปฏิจจสมุปบาท
ก่อนที่เราจะเรียกชื่อว่าปฏิจจสมุปบาท เราต้องรู้ก่อนว่าอะไรเป็นปฏิจจสมุปบาท ไม่เช่นนั้นเราก็เรียกแต่ชื่อแล้วไม่รู้จริงๆ ว่าปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ถ้าเราได้ยินใครเพียงพูดว่าปฏิจจสมุปบาท ก็เป็นพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก ถูกหรือไม่ เพราะไม่รู้เลยว่าเป็นธรรมอะไร เพียงแต่เรียกชื่อกันไปเท่านั้นแล้วบอกว่าคือพระพุทธศาสนา เขียนกันไป สอบกันไป ตอบกันไป ได้ปริญญากันไป แต่ว่าไม่ได้เข้าใจธรรม ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าปฏิจจสมุปบาทคือ สิ่งที่เกิดโดยอาศัยกันและกันเกิดขึ้น
ผู้ฟัง เจตสิกที่อาจารย์ว่า
ท่านอาจารย์ เจตสิก เช่น เห็นแล้วบางคนชอบ บางคนไม่ชอบ ชอบมีจริง ไม่ชอบก็มีจริง เกิดพร้อมจิต จิตรู้อะไร เจตสิกที่ชอบก็เกิดพร้อมจิตที่รู้สิ่งนั้น ถ้าจิตรู้อะไรและเจตสิกที่ไม่ชอบเกิด ก็เกิดกับจิตที่กำลังรู้สิ่งนั้น เพราะฉะนั้นในขณะเดียว จิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วแต่ว่าจะเป็นเจตสิกอะไร แต่ที่เราพูดนี้เรายังไม่ได้รู้จักว่า เจตสิกมีอะไรบ้าง และเจตสิกอะไรเกิดกับจิตอะไร จำนวนมากน้อยต่างกันเท่าไร เพราะเป็นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง เพื่ออะไร เพื่อให้เริ่มต้นที่จะเห็นว่า ไม่ใช่เรา เริ่มต้นแล้วอีกไกลหรือไม่กว่าจะเห็นแจ้งจริงๆ ว่า ไม่ใช่เรา
พระองค์ทรงแสดงหนทางคือ มรรคมีองค์ ๘ ไม่ใช่ไปให้ท่องจำแต่ไม่รู้ว่าอะไร นั่นคือพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก รู้จักเพียงชื่อพระพุทธศาสนา แต่ไม่รู้จักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะให้เข้าใจตัวจริงของธรรม ชอบไม่ใช่จิต ชอบเป็นเจตสิก ถ้าวันนี้เราไม่ลืมว่า เห็นเป็นจิต ได้ยินเป็นจิต ได้กลิ่นเป็นจิต กำลังลิ้มรสเป็นจิต กำลังกระทบสัมผัสเป็นจิต กำลังคิดนึกเป็นจิต ชั่วขณะนั้นเองในวันหนึ่งๆ อย่างอื่นนอกจากนั้นทั้งหมดเป็นเจตสิก โกรธ ไม่ชอบ มีหรือไม่ มีจริงๆ ใช่หรือไม่ เมื่อไร เมื่อเกิด ถ้ายังไม่เกิดก็ไม่มี เวลานี้ใครโกรธบ้าง ก็โกรธยังไม่เกิดจะมีโกรธได้อย่างไร ต่อเมื่อใดโกรธ โกรธมีเมื่อเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น โกรธเป็นธรรมหรือไม่ เป็นธรรมอะไร รูปธรรมหรือนามธรรม
ผู้ฟัง นามธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นจิต หรือเจตสิก
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ เจตสิก ธรรมดา เพราะเดี๋ยวนี้มีให้รู้ได้
ผู้ฟัง ความเครียด ความทุกข์ก็เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ตอนนี้ไม่มีเราแล้ว มีจิต มีเจตสิก มีรูป ไม่ว่าตรงไหนตรงนั้นก็คือจิต หรือเจตสิก หรือรูป ไม่ใช่เรา นี่คือธรรม คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำสอดคล้อง "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" ลึกซึ้งกว่าที่เพียงฟังแล้วไม่รู้ว่าอะไร เดี๋ยวนี้รู้เลยว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้เกิดแน่ๆ แต่ดับไม่มีใครรู้ ถ้ารู้ก็รู้แจ้งอริยสัจจธรรม ทุกขอริยสัจจ์ นั่นคือสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไป ประจักษ์แจ้งเพราะจริง แต่ว่าไม่ได้เคยรู้ ไม่ได้เคยเข้าใจแล้วปัญญาจะไปรู้ได้อย่างไร จึงต้องอาศัยการฟังก่อนแล้วมีความเข้าใจตามลำดับ เป็นปัจจัยให้ปัญญาอีกขั้นหนึ่งเกิดได้คือ ขั้นปฏิปัตติ ซึ่งคนไทยใช้คำว่า ปฏิบัติ แต่ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจเลย ธรรมที่จะเกิดต้องอาศัยปัจจัย แล้วมีปัจจัยที่ไหนมาเป็นสติสัมปชัญญะที่จะปฏิบัติ ไม่มีเลย เรียกกันไปทั้งเมืองทั่วโลกว่าสำนักปฏิบัติ แต่ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถ้าใครกล่าวว่าสำนักปฏิบัติเป็นพระพุทธศาสนา นั่นคือพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จักเมื่อมีสำนักปฏิบัติ เพราะฉะนั้น พระพุทธศาสนาไม่ได้สาธารณะทั่วไปกับทุกคน มีคนที่ไม่สนใจเลยมากมาย คนที่เขาว่าพุทธก็พุทธตามกันไปหมดเลย มีสำนักปฏิบัติกันทุกหนทุกแห่ง ทั้งเมือง ทั้งประเทศ ทั่วโลกด้วย เป็นการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำพูดไม่จริงทำลายคำจริง ใช่หรือไม่ คำของใครจริง และคำของใครไม่จริง
ดังนั้น คำที่ไม่จริงทั้งหมดทำลายคำจริงคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกมีข้อความว่า ต้องเป็นผู้ตรงเท่านั้นจึงจะได้สาระจากพระธรรมเพราะความจริงตรง ถูกคือถูก ผิดคือผิด เพื่อประโยชน์ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว ควรที่จะคำนึงถึงชาติต่อๆ ไปในสังสารวัฏฏ์ ถ้าผิดในชาตินี้แล้วไม่แก้ ไม่เปลี่ยน ก็ผิดต่อไปในชาติต่อๆ ไปด้วย ก็อยู่ไปในสังสารวัฏฏ์ ท่านใช้คำว่าเป็นตอในสังสารวัฏฏ์ คืออยู่ตรงนั้นไม่เคลื่อนไหวไปไหน อันตรายหรือไม่ น่ากลัวหรือไม่
เกิดก็เลือกไม่ได้ เกิดแล้วเลือกเห็น เลือกได้ยิน เลือกสุข เลือกทุกข์ ก็ไม่ได้ เลือกว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่ได้ เลือกจะตายดีหรือไม่ดีก็ไม่ได้ จะเจ็บก่อนตายเพียงใด เลือกไม่ได้สักอย่างเดียวเพราะเป็นธรรมซึ่งเป็นไปตามเหตุ เมื่อเหตุดี ผลต้องดี ถ้าเหตุไม่ดี ผลดีไม่ได้ เพราะฉะนั้น ความไม่รู้ ไม่ใช่เหตุที่ดี แล้วยังนำมาซึ่งสิ่งที่ไม่ดีอีกมากมาย ดังนั้น คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาณไม่ได้เลย เพราะช่วยให้ทุกคนที่ได้เข้าใจถูกต้องพ้นจากความไม่รู้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380