ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๒๓

    สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์

    วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ และสงสัยก็เกิดขึ้น สงสัยก็ต้องไม่ใช่เห็น เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งที่มีจริง จริงเมื่อเกิดขึ้น และก็เป็นจริงอย่างนั้นซึ่งเป็นอื่นไม่ได้ จะเป็นเราไม่ได้ จะเป็นอะไรไม่ได้ ต้องเป็นสิ่งนั้นที่เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไป ดับไปแล้วจะว่าเป็นใคร ก็เป็นใครไม่ได้ เป็นของใคร ก็เป็นของใครไม่ได้ เพราะไม่มีไม่เหลืออีกเลย สิ่งที่ดับไปไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นจะเป็นของใครไม่ได้ จะเป็นใครก็ไม่ได้

    เพียงเท่านี้ฟังจนกระทั่งว่าจริงหรือเปล่า ถ้าจริง จริงแค่ไหน มั่นคงหรือยัง เพราะว่าถ้าไม่ได้ฟังบ่อยๆ ไม่มั่นคง เพราะเหตุว่าเพียงเท่านี้ยังไม่ได้แสดงความละเอียดของสิ่งที่มีแจ่มแจ้งชัดเจน จนแม้ขั้นเข้าใจก็รู้ว่าไม่ใช่เราสักอย่างเดียว เพราะว่าเห็น ใครไปทำให้เห็นเกิดได้ ใครไปทำให้แข็งเกิดได้ ไม่มีใครทำได้เลยใช่ไหม แต่เกิดแล้วแสดงว่ามีปัจจัยที่อาศัยกันและกันที่ทำให้เกิด

    เพราะว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้ เราไม่รู้ต่างหากว่าอะไรทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น แต่ว่าขณะที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด ต้องมีสิ่งที่เกิดร่วมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น แม้แต่ขณะเห็น มีแต่เห็นใช่ไหม เดี๋ยวนี้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่าเห็นเป็นสภาพรู้ รู้อะไร ก็รู้ว่าที่กำลังปรากฏให้เห็นเป็นอย่างไร หมายความว่ารู้แค่นั้น รู้สิ่งที่ปรากฏ เช่น เสียงได้ยินไหม ได้ยิน ก็รู้เฉพาะเสียงที่ปรากฏ จะไปรู้เสียงอื่นไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งที่เกิด ถ้าเป็นสภาพรู้ก็เกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด มีสิ่งที่ถูกรู้แน่นอน เสียงปรากฏแล้ว ถ้าไม่มีสภาพที่ได้ยิน เสียงก็ปรากฏไม่ได้ และเวลาได้ยินก็ได้ยินเฉพาะเสียงนั้นด้วย ไม่ใช่เสียงอื่น เฉพาะเสียงที่ปรากฏ เพราะเสียงนั้นกระทบหู ถ้าเสียงนั้นไม่กระทบหู จิตได้ยินธาตุรู้เสียง ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นมีสิ่งที่เกิดตามเหตุตามปัจจัย แต่ไม่มีใครรู้เลย เกิดจริงๆ มีจริงๆ ต่างกันจริงๆ ธาตุรู้มีจริง เกิดขึ้นแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด อีกอย่างหนึ่งก็เกิดมาจริง แต่รู้อะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว ก็เป็นความจริงทั้งหมด

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม และใครเปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้เลย เป็นสัจธรรม ความจริงแท้ซึ่งใครก็เปลี่ยนไม่ได้ ใครคิดว่าเปลี่ยนได้บ้าง เลิกคิดแล้วใช่ไหมที่จะไปเปลี่ยน โกรธเกิดขึ้นเปลี่ยนได้ไหม ดับแล้ว ทุกอย่างดับแล้วหมด ไม่ทันที่ใครจะเปลี่ยน สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นก็ดับไป เปลี่ยนไม่ได้เลย แสดงความเป็นอนัตตาว่าไม่ใช่ใคร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เริ่มเข้าใจตอนนี้ก่อน ก่อนที่จะไปเข้าใจสติปัฏฐาน อะไรต่ออะไรทั้งหมด ต้องมีความเข้าใจมั่นคงว่า สิ่งที่มีเป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะสิ่งนั้น ซึ่งเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น เลิกคิดที่จะหวังอย่างนั้นหวังอย่างนี้หรือยัง

    ผู้ฟัง เลิกแล้ว

    ท่านอาจารย์ ถึงหวังไปจะเป็นอย่างที่หวังหรือไม่เป็นอย่างที่หวัง อะไรจะเกิดก็เกิด เดี๋ยวนี้ก็เกิดแล้ว เห็นก็เกิดไป คิดก็เกิดไป อะไรก็เกิดไปทั้งนั้นเลย นี่คือบันไดขั้นแรก ความรู้ที่จะต้องมั่นคงขึ้น และคำที่ได้ฟัง เช่น คำว่าสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ก็จะปรากฏแต่ละหนึ่ง เพราะความจริงเป็นแต่ละหนึ่ง แต่ว่าไม่ใช่เพียงฟังแค่นี้ แล้วสิ่งที่เคยเกิดดับเร็วมาก จะค่อยๆ แยกออกให้รู้ทีละหนึ่งได้ ต้องอาศัยความเข้าใจเท่านั้น ที่จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น แล้วค่อยๆ มีความเข้าใจในหนึ่ง และก็มีความเข้าใจในหนึ่ง และก็มีความเข้าใจในหนึ่ง จึงรู้ว่าแต่ละหนึ่งต่างกัน และห่างกันด้วย เช่น เห็นนี่จะไม่ใช่ได้ยิน ขั้นฟัง แล้วค่อยๆ เข้าใจเห็นขึ้น ขณะนั้นไม่ใช่ได้ยิน ค่อยๆ ได้ยินเข้าใจขึ้น ขณะนั้นไม่ใช่เห็น ก็จะรู้ว่าแต่ละหนึ่งแยกกัน ไม่ใช่ปนเปกันเลย จนกว่าสิ่งนั้นเกิดจริงๆ ดับจริงๆ ให้ปรากฏกับความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น

    เพราะฉะนั้นคำที่เราได้ยินไม่เลื่อนลอย เป็นคำจริง แล้วก็สามารถประจักษ์จริงๆ ได้แน่นอนในวันหนึ่งที่มีความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะเวลานี้ความเข้าใจของเราเพียงแค่ฟัง ความคิดยังไม่มากพอเพราะอะไร วันหนึ่งเราคิดเรื่องอื่นเยอะ เราเห็นอะไรก็เยอะแยะมาก ได้ยินก็เยอะแยะมาก แล้วเราก็จำเรื่องนั้นไว้นานมาก จำว่าเป็นเรา จำว่าเป็นคน จำว่าเป็นดอกไม้ จำเป็นเรื่องราวต่างๆ เป็นพี่เป็นน้อง เป็นถนนหนทาง เป็นนักการเมือง เป็นวิทยุโทรทัศน์ ก็จำไปหมดเลย แต่ว่าความจริงก็คือเห็น แล้วก็ไม่รู้ว่าเพียงมีสิ่งที่กระทบตา ถ้าสิ่งนั้นๆ ไม่กระทบตา จิตเห็นเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นแม้ธาตุรู้ ก็ไม่มีใครบังคับ แต่มีเหตุปัจจัยก็ต้องเกิด เพราะอะไร เกิดแล้ว แต่ไม่รู้ว่าอะไร เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นก็เริ่มรู้ว่าความไม่รู้มีมาก มากใช่ไหม ไม่รู้ไปหมดเลย ตั้งแต่ลืมตา รับประทานอาหารเมื่อสักครู่นี้รู้ไหม รสอะไร ถ้าไม่มีธาตุที่กำลังลิ้มรส ที่กระทบกับชิวหาปสาทรูปพิเศษ ไม่ใช่แข็ง แข็งกระทบอะไรรสก็ไม่ปรากฏ ธาตุรู้รสก็เกิดไม่ได้ แต่ว่าถ้ากระทบรูปนั้น เฉพาะรูปนั้นที่สามารถกระทบแล้วธาตุรู้จึงจะเกิดขึ้นได้ ถ้ากระทบอื่นธาตุรู้เกิดไม่ได้ที่จะลิ้มรส ต้องกระทบกับสิ่งที่สามารถกระทบกันได้คือชิวหา ภาษาบาลีเรียกลิ้นว่าชิวหา ชิวหาปสาทกับรสกระทบเมื่อไหร่ เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นรู้รสแล้วดับ

    เมื่อจิตที่รู้รสดับ รสจะปรากฏได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม เพราะธาตุรู้ดับไปแล้ว แล้วรสจะปรากฏได้อย่างไร รสดับด้วย ทุกอย่างที่เกิดดับหมด แล้วเร็วมากด้วย เพราะฉะนั้นรสก็ดับ เวลาที่รสดับแล้ว สภาพที่ลิ้มรสรู้รสจะเกิดได้ไหม ไม่ได้ นี่คือเริ่มเข้าใจว่าทุกอย่างต้องอาศัยสิ่งที่จะทำให้เกิดขึ้น ไม่ใช่เท่านี้ มากกว่านี้อีก ลึกซึ้งกว่านี้อีก ที่จะแสดงความเป็นธรรม ที่มีแต่เพียงปัจจัยที่เกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก

    เพราะฉะนั้น ความคิดของเราเองนี่ตื้นมาก ไม่ได้สะสมมาที่จะเข้าใจ แต่ว่ากว่าจะเห็นประโยชน์ ของการที่ว่ารู้ดีกว่าไม่รู้แน่นอน เกิดมาแล้วก็เพลิดเพลินไป หลงไป ไม่เหลืออะไรสักอย่าง ความสุขสมัยหนึ่งเกิดแล้วดับแล้ว จะให้กลับไปเป็นอย่างนั้นอีกได้ไหม ไม่ได้ มีแต่ใหม่ ซึ่งไม่เหมือนเดิม ใหม่ตลอด แล้วก็ไม่เหลือตลอด และก็เป็นอย่างนี้ตลอด แล้วจบไม่ได้ โดยไม่ใช่เรา

    ถ้ารู้ว่าไม่ใช่เราเมื่อไหร่ เริ่มคลายแล้ว ก็เหมือนไฟเกิดแล้วก็ดับ ครั้งหนึ่งพระผู้มีพระภาคก็ตรัสถามภิกษุที่พระวิหารเชตวัน เวลาที่มีไฟไหม้กองหญ้าที่พระวิหารเชตวัน ภิกษุเดือดร้อนไหม ไม่เดือดร้อน เพราะหญ้าไม่ใช่ภิกษุ แต่ถ้าเป็นตรงนี้ ถ้าเข้าใจว่าเป็นเรา เดือดร้อน เพราะฉะนั้นความเดือดร้อนทั้งหมด ก็มาจากการที่ไม่รู้ความจริงว่าเป็นธรรม ซึ่งใครยับยั้งไม่ได้ เกิดอย่างนี้แหละ เกิดมานานแล้วด้วย แล้วก็สืบต่อ การสืบต่อสืบต่ออย่างเร็วมาก

    เพราะฉะนั้นทรงแสดงหนึ่งขณะจิตว่า จิตขณะนั้นเกิดเป็นอะไร แล้วก็มาจากปัจจัยอะไร และตัวจิตเป็นปัจจัยที่จะทำให้อะไรเกิดต่อไป คือทันทีที่จิตนี้เกิดและดับไป การดับไปของจิตนี้เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด ยับยั้งไม่ได้เลย นอกจากจุติจิตขณะสุดท้ายของพระอรหันต์ ซึ่งไม่มีปัจจัยที่จะทำให้มีอะไรเกิดขึ้น จึงดับสังสารวัฏ เพราะฉะนั้นเราอายุเท่าไหร่แล้ว หลายโกฏิกัปป์เลย แล้วก็จะต่อไปอีกนับประมาณไม่ได้ โดยที่ว่าไม่ใช่เรา

    ก็เหมือนไฟที่เกิดดับไปเรื่อยๆ ทุกอย่างก็เกิดดับไปเรื่อยๆ และก็ไม่ใช่เรา แต่ก็เป็นไปอย่างนั้น แต่ว่าเมื่อไหร่ที่ยึดถือว่าเป็นเรา เข้าใจผิด จึงเกิดความทุกข์ เพราะเป็นเรา เพราะฉะนั้นการฟังและเข้าใจความจริง คนนั้นเป็นผู้ตรงว่านี่เป็นความจริงใช่ไหม และเป็นความจริงที่ถูกปกปิดไว้ด้วย ถ้าไม่มีใครที่จะพูดคำที่แสดงความจริง ความจริงนี้ไม่มีทางเปิดเผยเลย เพราะว่าการเกิดดับสืบต่ออย่างรวดเร็วมาก ไม่มีเวลาจะไปคิดเลยว่าคืออะไร

    นอกจากผู้ที่บำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ขั้นพระมหาโพธิสัตว์ ที่จะถึงการตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะการรู้ความจริงมีปัญญาหลายระดับ ระดับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีใครเปรียบได้เลยในสากลจักรวาล ไม่ใช่แค่โลกนี้ เทวโลก พรหมโลก กี่จักรวาล เมื่อมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง จะมีอีกพระองค์หนึ่งไม่ได้ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่าง เปรียบกันได้ แต่ไม่มีใครเปรียบได้เลย

    กว่าจะถึงการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาจากไม่รู้อย่างนี้แล้วก็ได้ฟังธรรม และก็เห็นประโยชน์ว่า ถ้าสามารถจะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีโอกาสจะช่วยคนที่เขาไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เห็นคุณไหม พระมหากรุณา ใช้คำนี้เลย ไม่มีใครเทียบได้ สูงสุด เพราะเหตุว่าแม้ว่าเขาอยู่แสนไกล แต่รู้ว่าเขาถ้าได้ฟังคำของพระองค์แล้วจะเข้าใจได้ เสด็จไปถึงที่นั่น สาวกได้ฟังธรรม ได้รู้แจ้งอริยสัจธรรม

    เพราะฉะนั้นการที่เราได้ฟัง แม้แต่ละคำเห็นคุณไหม เหนือใครหมดเลย พระบนหิ้งกี่องค์กี่องค์ ไม่ได้ให้เข้าใจความจริงอย่างนี้เลย แล้วไหว้อะไร แต่นี่เราสามารถที่จะระลึกถึงพระคุณได้ว่ายิ่งกว่าใครหมด เราทุกคนที่นี่ อาจจะเคยเป็นพ่อแม่พี่น้องกันมา แต่สังสารวัฏก็วนเวียนไป ไม่มีใครสามารถที่จะรู้อะไรได้ แต่ก็ต้องเป็นอย่างนี้ จากการฟังแล้วเห็นประโยชน์ และค่อยๆ เข้าใจ และค่อยๆ สะสม ปัญญาที่สะสมแล้ว แล้วแต่ว่ามีโอกาสที่จะเจริญขึ้นเมื่อไหร่ มากน้อยอย่างไร เป็นบารมีที่ค่อยๆ เจริญขึ้น เพราะถ้าไม่มีขณะนี้หนึ่งขณะ จะมีความเข้าใจกว่านี้ได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละขณะทำให้ความเข้าใจนั้นเพิ่มขึ้นๆ จะขาดสักขณะเดียวก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นคุณอย่างนี้แล้ว แล้วก็ชีวิตนี้แสนสั้นจริงๆ ไม่รอให้เราเป็นพระโสดาบันก่อน จะจากโลกนี้ไปเมื่อไหร่ได้ทันทีเลย ไม่มีสิ่งที่บอกล่วงหน้าด้วยว่าวันไหนเวลาไหน นอกบ้านในบ้าน จากไปด้วยวิธีไหนก็ไม่รู้ แต่ไม่มีใครที่จะไม่ตาย แต่จะตายด้วยความไม่รู้ต่อไป หรือว่ามีโอกาสที่ฟังต่อไปอีกเข้าใจต่อไปอีก แล้วก็สะสมสิ่งที่เข้าใจ ไม่มีใครสามารถจะลักขโมยไปได้เลย มีแต่ว่าถ้าเห็นประโยชน์ได้ฟังอีกบ่อยๆ แต่ละครั้งที่ได้ฟังคุณค่ามหาศาล

    แล้วอย่างนี้เราจะไปไหว้ใคร แล้วอย่างนี้เราจะไปขอใคร จะไปขอเขาว่ามาแล้วจะได้ลาภ ได้อย่างไร แล้วลาภนั่นลาภอะไร แล้วคืออะไร แล้วของเราจริงๆ หรือเปล่า แค่ตาเห็นใช่ไหม สิ่งที่เราต้องการที่เราเรียกว่าลาภ แค่หูได้ยินใช่ไหม แค่จมูกได้กลิ่น สิ่งที่เราพอใจมากเลยใช่ไหม เยอะเลย หรือว่าพอใจในรส แค่นั้นเองหมดแล้ว พอใจในการกระทบสัมผัส ความสุข ความเย็น ความร้อนสบายๆ ก็หมดอีก แม้แต่ความคิด แค่คิดเพราะจำ แล้วแต่ว่าจำอะไรไว้มาก ก็มีปัจจัยที่จะให้สภาพเจตสิกหนึ่งคือวิตกเจตสิกคิดถึงเรื่องนั้น แม้แต่ความคิดบังคับบัญชาไม่ได้ เลือกไม่ได้ อยากคิดเรื่องอะไร ลองคิด คิดออกไหม แต่คิดแล้วโดยไม่ทันอยาก คิดไปเรื่อยๆ คิดไปทั้งวัน เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย

    เพราะฉะนั้นถ้ารู้ความจริงว่า เกิดมามีอะไรที่มีค่า ในเมื่อสิ่งนั้นแค่มีปรากฏแล้วก็หมดไป แค่เห็น แค่ได้ยิน แค่ได้กลิ่น แค่ลิ้มรส แค่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แค่คิดนึก ติดข้องมากเลย ติดข้องในความเป็นเราก็มากแล้ว ยังนำมาซึ่งความติดข้องในสิ่งที่ตาเราเห็น หูเราได้ยิน เพื่อตัวที่เราเข้าใจว่าเป็นเราที่ยั่งยืน แต่ความจริงไม่มีเรา แต่มีธรรม เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้ คำถามที่ว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร ถ้าเข้าใจก็ตอบได้ มีแน่ แต่สิ่งนั้นไม่ใช่เรา เป็นเพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น และไม่รู้ด้วยว่าดับไป เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเข้าใจ ไม่ใช่ไปจำชื่อ ไม่ไช่ตอบได้ แต่เป็นความเข้าใจว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม คือตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เอง ทุกอย่างที่มีจริงซึ่งคนอื่นไม่รู้ แต่เมื่อฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อานุภาพหรือเตชะ เดชของธรรมคือสามารถทำให้คนที่ได้ยินได้ฟังเข้าใจได้ แต่ต้องเห็นประโยชน์

    ผู้ฟัง ความลึกซึ้งของสิ่งที่มีจริงขณะนี้ อย่างเห็น อย่างได้ยิน แต่ว่าต้องฟังนานมากเลย กว่าจะเข้าใจว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ยากไปจนกว่าจะรู้ความจริง อย่างไรก็ต้องยาก เพราะอะไร ฟังแค่นี้ ที่ไม่ได้ฟังเพิ่มเติมเข้ามาเท่าไหร่ จนกระทั่งลืมสิ่งที่ได้เข้าใจแล้วใช่ไหม ไม่ได้เข้าใจตลอดไปเรื่อยๆ จากนี้ไปถึงเย็น แต่แค่เดี๋ยวก็หมดแล้ว แล้วเรื่องอื่นก็มาแล้ว ทับถมความเข้าใจที่มีอยู่ ปิดบังจนกระทั่งไม่ได้เปิดออกมาเลย เพราะฉะนั้นพออะไรมาก็เป็นอย่างเดิม จนกว่าจะฟังเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้น ก็จะรู้ตัวเองไม่ต้องถามใคร ไม่ต้องไปถามอาจารย์วิปัสสนา รู้แค่ไหนใช่ไหม เขาจะมารู้ได้อย่างไร เขารู้ไม่ได้ ไปหลงถามเขาทำไม ตัวเองเป็นคนที่รู้ ถ้าเป็นคนที่ตรง ฟังแล้วเข้าใจแค่ไหน ลืมไป ฟังใหม่ พอฟังใหม่ก็เริ่มเข้าใจมั่นคงขึ้น แล้วก็รู้ว่าพอฟังจบ เดี๋ยวก็เรื่องอื่นก็มาแล้ว มากมาย ลืมไปเลยว่าเป็นธรรม ความเป็นเราก็เข้ามาอีกเรื่อยๆ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ในสังสารวัฏ จนกว่าความเข้าใจจะเจริญมั่นคงขึ้น เป็นปัญญาแต่ละขั้นแต่ละขั้น ที่ค่อยๆ สามารถที่จะเพิ่มกำลังขึ้น

    ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ตอนที่ท่านอาจารย์ถามว่าตอนนี้มีอะไร ก็ตอบไปว่า ความสงสัยกำลังมีอยู่ แล้วก็เลยคิดต่อไปว่าแล้วใครสงสัย อะไรเป็นตัวสงสัย

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ได้เคยฟังมาจะไม่คิดอย่างนี้ใช่ไหม สงสัยก็สงสัยไป แต่พอได้ฟังเป็นปัจจัยทำให้เริ่มคิด แล้วอะไรสงสัย ก็จะเป็นอย่างนี้ สิ่งที่ได้ฟังจะปรุงแต่ง เพราะฉะนั้นสภาพธรรมเราได้ยินบ่อยๆ สังขาร สังขารธรรม สังขารขันธ์ สภาพธรรมที่เกิดแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมอะไร เดี๋ยวนี้กำลังปรุงแต่งอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่เรา ก็เป็นจิตเป็นเจตสิกเป็นรูป ต้องไม่ลืม ความสงสัยเป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร เมื่อสักครู่นี้เราคุยกัน มีจิตมีเจตสิกมีรูป เพราะฉะนั้นความสงสัยเป็นธรรมอะไร

    ผู้ฟัง น่าจะเป็นเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นเจตสิก เพราะเหตุว่าวันหนึ่งวันหนึ่ง ลักษณะของจิตที่ปรากฏก็คือเห็นนี้เอง รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ๒ อย่างนี้ไม่เหมือนกัน เพราะจิตรู้แจ้ง แค่นี้ แค่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ นั่นคือจิต เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่ง ลักษณะของจิตที่ปรากฏ คือเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก แต่วันหนึ่งเห็นแล้วเป็นอย่างไร ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง ดีใจเสียใจบ้าง ทุกข์ร้อนบ้าง อะไรบ้าง ทั้งหมด นอกจากนี้เป็นเจตสิกแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง ทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท ที่เป็นความรู้สึก จะต้องทำหน้าที่อย่างเดียวคือเกิดแล้วรู้สึก และความรู้สึกก็มี ๕ อย่าง รู้สึกเฉยๆ เป็นความรู้สึกหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ รู้สึกดีใจ รู้สึกเสียใจทางใจ ทางกายก็เจ็บคันเมื่อยปวดทุกข์ทางกาย ถ้าไม่มีกาย ทุกข์นี้จะไม่มี แต่เมื่อมีกายแล้ว ต้องมีทุกข์กายใช่ไหม และก็สุขกาย เพราะฉะนั้นความรู้สึกทั้งหมดในสังสารวัฏเลย ชาติไหนก็ตาม เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ทางกายหรือทางใจ หรือว่าเฉยๆ ไม่ใช่เรา ทั้งหมดต้องรู้ชัดแน่นอนว่าไม่ใช่เรา ขั้นฟังก็ยังดี ขอให้รู้ว่าขั้นฟังก็ยังรู้เลยว่าเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา กว่าจะนำไปสู่การเข้าใจลักษณะที่เป็นธรรม นี่คือฟังเรื่องธรรม ตัวจริงยังไม่รู้จัก ธรรมมีจริงๆ ไหม

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ รู้จักธรรมหรือยัง

    ผู้ฟัง ยังไม่ค่อยแน่ใจ

    ท่านอาจารย์ ได้ยินแต่ชื่อ ถ้ารู้จักเมื่อไหร่ เมื่อกำลังมีสิ่งนั้นปรากฏดี ในพระไตรปิฎก ปรากฏดี ต่างกับที่เราเคยคิดใช่ไหม ถ้าให้คิดเองปรากฏดีเป็นอย่างไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ดีเมื่อปัญญาเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจจะดีได้อย่างไร นี่ดอกอะไร นี่อะไร ปรากฏดีหรือเปล่า ถึงบอกก็ไม่ได้ปรากฏดี ก็ยังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทั้งๆ ที่ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ปรากฏเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั่นปรากฏดีหรือ แค่นี้ก็ต้องรู้ว่า เพียงอย่างนี้ก็ปรากฏไม่ดีแล้ว เป็นคนนี่ปรากฏดีไหม แต่เป็นเพียงสิ่งที่กระทบตาปรากฏแล้วดับ นั่นปรากฏดี เพราะฉะนั้นจะปรากฏดีกับปัญญาเท่านั้น ถ้าไม่ใช่ปัญญา ไม่มีทางเลยที่จะปรากฏดี เพราะปรากฏเฉไฉเป็นอะไรไปหมด ไม่ใช่ปรากฏตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เข้าใจให้ถูกต้องเพื่อเกื้อกูล และคิดดูว่าความลึกล้ำซับซ้อนของสภาพธรรม เกิดดับสืบต่อเร็วมาก ใครก็รู้ไม่ได้ แม้แต่แต่ละคำที่ทรงแสดงก็ต้องเข้าถึงความหมายของคำนั้น ว่าหมายความว่าอย่างไร บางคนก็บอกว่าใส่แว่นตาแล้วก็ปรากฏชัดดี แต่ไม่ใช่ นั่นไม่ใช่ความหมายเลย ปรากฏดีต้องกับปัญญาที่เข้าใจถูก ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น ตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นพระธรรมก็มีมาก ฟังตลอดชาติหนึ่งชีวิตหนึ่งก็ไม่จบ ก็ยังต่อไปอีกทุกชาติที่จะเข้าใจขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ถ้าอ่านประวัติของพระสาวกแต่ละท่าน บำเพ็ญบารมีมานานเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่ชาติเดียว ไม่ใช่หนึ่งกัปด้วย ไม่พอที่จะเข้าใจคำที่ได้ฟัง แต่ว่าแต่ละคำสะสมไว้ เหมือนกับเราสะสมเรื่องอื่น ฟังเรื่องอื่นก็ไปรู้เรื่องอื่นหมดเลย เรื่องวิทยาศาสตร์ เรื่องปลูกต้นไม้ เรื่องทำกับข้าว เรื่องอะไรก็รู้ไปหมด แต่ที่จะฟังเรื่องนี้ เราฟังน้อยก็ต้องรู้น้อย แต่ถ้าจะรู้มากก็ต้องฟังเพิ่มขึ้น เพราะว่าประโยชน์มากกว่า ที่จะรู้ว่าแต่ก่อนนี้มีเรา เดี๋ยวนี้ไม่มี แต่ก่อนนี้เราเป็นใคร เดี๋ยวนี้เราเป็นธรรมใช่ไหม ไม่ใช่อะไรเลย นอกจากสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งนั่นแหละ เพราะไม่รู้ความจริงก็เป็นเรา แต่จริงๆ แล้วเป็นธรรม ซึ่งเกิดแล้วดับตามเหตุตามปัจจัย เลือกได้ไหมที่จะเกิด เลือกได้ไหมที่จะต้องมีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ มีเหตุที่จะให้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุของทุกอย่างโดยประการทั้งปวงถึงที่สุด ทำให้ไม่สงสัยในความเป็นสิ่งนั้นสิ่งนั้น เท่าที่กำลังของปัญญาของแต่ละคนจะรู้ได้

    เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือยัง พอเห็นพระพุทธรูป เริ่มรู้จักพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือยัง ถ้าไม่ได้ฟัง ก็เป็นแค่พระพุทธรูป คุณอยู่ไหนไม่รู้ แต่นี่พอเห็นแล้วรู้เลยว่า รูปนี้เตือนให้ระลึกถึงใคร ระลึกถึงคุณของใคร และคุณนั้นมากแค่ไหน เพราะฉะนั้นจิตที่น้อมระลึกถึงคุณ บูชาคุณ ไหว้คุณ ไม่ใช่ไหว้อะไรก็ไม่รู้ เขาไหว้ เราก็ไหว้ด้วย ไม่ใช่อย่างนั้น


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    9 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ