ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341


    ตอนที่ ๑๓๔๑

    สนทนาธรรม ที่ เวลเนสซิตี้ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

    วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    อ.คำปั่น เสียงจากผู้อื่นเป็นเสียงของผู้ที่มีปัญญา ผู้ที่มีปัญญาสูงสุดก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงแสดงคำจริงแต่ละคำ ที่มาจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์ พระองค์ทรงแสดงคำจริงแต่ละคำ ผู้เห็นประโยชน์มีโอกาสได้ฟังได้ศึกษา ก็ได้ฟังเสียงของพระองค์ ที่เป็นคำอนุเคราะห์เกื้อกูลให้เกิดปัญญา นี่คือประการหนึ่ง และยังไม่พอ ไม่ใช่เพียงแค่ฟังแต่ว่าต้องเป็นผู้ที่มีความละเอียดใส่ใจในคำที่ได้ยินได้ฟังนั้นว่าเป็นจริงหรือไม่อย่างไร ก็เป็นการพิจารณาไตร่ตรองในความเป็นจริง ใส่ใจอย่างถูกต้องโดยแยบคาย นี่คือเหตุสองประการ แต่ที่สำคัญที่สุดถ้าไม่เคยสะสมเหตุที่ดีมาก่อนเลย ถ้าไม่เคยเห็นประโยชน์ของพระธรรมเลย จะมีความคิดจะมีความสนใจที่จะฟัง ที่จะศึกษาพระธรรมไหม ก็ต้องเคยเป็นผู้สะสมเหตุที่ดีมาแล้ว เป็นผู้เห็นประโยชน์ของพระธรรมมาแล้ว จึงมีเหตุมีปัจจัยทำให้ฟังอีก ได้ไตร่ตรอง ได้พิจารณาในความเป็นจริง ได้สะสมความเข้าใจต่อไปอีก เหมือนกับผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลในอดีต ก่อนที่ท่านจะได้รู้แจ้งธรรมถึงความเป็นพระอริยบุคคลขั้นต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่สะสมเหตุที่ดีมาแล้วทั้งนั้นเลย เป็นผู้ที่ได้ฟังพระธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สะสมเหตุที่ดีมาแล้ว เมื่อมีโอกาสได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมปัญญาก็ถึงความสมบูรณ์พร้อม ก็ทำให้ท่านได้รู้แจ้งธรรมถึงความเป็นพระอริยบุคคล ทั้งหมดคือแสดงถึงความเป็นจริงของธรรมที่เป็นอนัตตา ที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น

    ท่านอาจารย์ พระพุทธพจน์เป็นคำของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากพระปัญญาที่ได้ทรงตรัสรู้ ไม่มีใครที่จะกล่าวคำนั้นได้ด้วยตัวเอง แต่ว่าต้องเป็นผู้ที่ได้ตรัสรู้ความจริงถึงที่สุด ซึ่งแต่ละคำที่เป็นพุทธพจน์ คำที่พระองค์ตรัสแล้วเป็นความจริงซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่ว่าจะสวรรค์ พรหม เทพใดๆ ก็ตาม ยังต้องลงมาเฝ้าทูลถามปัญหา แสดงให้เห็นว่าไม่มีใครที่จะเปรียบพระองค์ได้ในพระปัญญาคุณ ดังนั้นผู้ที่ฟังธรรมแล้วจะเป็นผู้ที่มั่นคง หรือว่าไม่มั่นคงเพราะเหตุว่าวาทะเป็นคำพูดของใครก็ได้ เช่น เราฟังธรรมแล้ว เราพูดธรรมต่างกันไหม ก็เป็นวาทะของแต่ละคน คนนี้จะกล่าววาทะอย่างไร ตามความคิดความเข้าใจ เพราะฉะนั้นมีอาจาริยวาท อาจาริยวาทะ ผู้ที่ฟังธรรมแล้วก็มีความเห็นต่างคนก็ต่างเห็นไปตามความคิดความเข้าใจ ไม่มั่นคง แต่ถ้ามั่นคงแล้วหมายความว่าไม่เปลี่ยนคำจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ เพราะว่าคนฟังสามารถเข้าใจเข้าถึงคำจริงนั้นว่าคำนั้นใครก็กล่าวไม่ได้ นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งผู้ที่ฟังแล้วก็ไตร่ตรองรู้ว่าคำนั้นเป็นคำจริง ซึ่งวาทะของผู้ที่รู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำจริงซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นวาทะที่มั่นคง ซึ่งท่านพระอานนท์เถระ ท่านพระมหากัสสปะเถระ ท่านพระอนุรุทธะเถระ พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นผู้ที่มั่นคงในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเหล่านั้นไม่ได้เปลี่ยนเลย ไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงบัญญัติสิกขาบทเพื่อที่จะให้ผู้ที่ขออุปสมบท ที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต ดำเนินตามรอยพระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งกายและวาจาที่จะต้องขัดเกลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ ผู้นั้นไม่เปลี่ยนเพราะว่ามีความมั่นคง ด้วยเหตุนี้เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงดับขันธปรินิพพานแล้วมีการกระทำสังคายนา เพื่อที่จะรวบรวมคำทั้งหมดของพระองค์ให้เป็นหลักฐานที่มั่นคง ประชุมกันกระทำสังคายนา ท่านเหล่านั้นรักษาคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไว้ไม่เปลี่ยนเลย เป็นเถรวาทะ

    แต่ว่าถ้าต่อมามีการที่จะเข้าใจ โดยคิดว่าธรรมก็ต้องเปลี่ยนไปตามกาลสมัย ซึ่งอาจารย์บางท่านก็คิดว่าก็เปลี่ยนได้ ไม่ได้ครองจีวรแต่เปลี่ยนไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีหรืออะไรก็ตามที่ไม่มั่นคง คำนั้นก็เป็นอาจาริยวาท หมายความว่าเป็นคำของอาจารย์ของแต่ละบุคคล ซึ่งมีความเห็นมีความคิดอย่างนั้น และคนอื่นเชื่อถือตาม เพราะฉะนั้นเถรวาทะต้องเป็นผู้ที่มีความมั่นคงในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าได้ประจักษ์แจ้งความจริงไม่เปลี่ยน ด้วยเหตุนี้ต่อมาภายหลังถึงในยุคนี้จะมีคำสอนซึ่งหลากหลายต่างกันมาก แต่ว่าคำสอนใดที่เป็นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และผู้นั้นสามารถที่จะเข้าใจมั่นคงได้ ผู้นั้นก็จะไม่เปลี่ยนเลย ไม่ว่าจะเป็นพระธรรมและพระวินัย ก็จะดำรงรักษาความมั่นคงไว้ เพราะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิกขาบททุกข้อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติด้วยพระองค์เอง จะมีใครที่จะบัญญัติได้ดีกว่าไหม เก่งกว่าที่จะเปลี่ยนได้ไหม เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเถรวาท เถรวาทะไม่เปลี่ยน ปัญหาทั้งหมดไม่ว่าอะไรก็ตาม ที่ไหนก็ตาม เพราะไม่รู้จักเถรวาท แม้ว่าจะเรียกชื่อว่าเถรวาท บัญญัติในกฎหมายว่าเถรวาท แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมจะเป็นเถรวาทได้ไหม ก็ต้องเข้าใจถึงเบื้องลึกตั้งต้นต้นตอจริงๆ ว่าไม่ว่าจะพูดคำอะไรก็ตามอย่าเผิน ต้องเข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำ มี ๒ คำเถรวาทะ ขอเชิญคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น เถระคือมั่นคง วาทะคือถ้อยคำ รวมกันเป็นถ้อยคำที่มั่นคง

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจพระธรรมใช่ไหม ถ้าเข้าใจผิดมั่นคงได้ไหม ก็ไม่มั่นคงแล้ว เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าเราจะใช้คำนี้ตามกฎหมาย หรือว่าไม่ใช่ตามกฎหมายก็ตามแต่ แต่ก็รู้ได้ว่าคำใดที่ไม่ใช่คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว และคนนั้นเข้าใจคลาดเคลื่อน เป็นคำไม่จริงและไม่ตรง เพราะเหตุว่าทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำที่จริง เปลี่ยนไม่ได้อีกเลย วาจาสัจจะทุกคำ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ เพียงเอ่ยคำว่าเถรวาท แต่ถ้าเข้าใจผิดไม่ใช่เถรวาท วาทะที่มั่นคงเพราะเถระต้องเป็นผู้ที่ไม่ใช่เพราะบวชนาน คิดว่าบวชตั้งหลายปีคงมั่นคง ไม่ใช่ หรือว่าคนที่บวชเมื่อแก่อายุมากก็เรียกว่าพระเถระก็ไม่ใช่ แต่ต้องเป็นธรรมเถระเท่านั้นที่จะมั่นคงในพระธรรมจึงจะเป็นเถรวาทะ ไม่เปลี่ยนเลย

    ด้วยเหตุนี้ใครจะใช้คำว่าอะไรก็ตามแต่ แต่ถ้าไม่เข้าใจธรรมไม่ใช่เถรวาท ซึ่งทุกคำต้องเข้าใจจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องพระภิกษุรับเงินทอง หรือว่าสำนักปฏิบัติซึ่งทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหมดนั้นก็ไม่ใช่เถรวาท เพราะเหตุว่าไม่ได้เป็นผู้ที่มั่นคงว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ละเอียด ไม่ใช่เราจะหยิบยกเพียงบางประเด็น แต่ให้รู้ว่าจริงๆ แล้วถ้าไม่มีความมั่นคงในความเข้าใจที่ถูกต้องในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เถรวาท ภิกษุรับเงินทองเป็นเถรวาทหรือเปล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอย่างไร พระองค์เป็นผู้ที่ทรงบัญญัติสิกขาบทสำหรับพระภิกษุ เพื่อขัดเกลากิเลสยิ่งกว่าคฤหัสถ์ เพราะผู้ที่บวชต้องรู้ว่าไม่ใช่คฤหัสถ์ แล้วก็บวชทำไม ถ้าเป็นภิกษุเถรวาทบวชเพื่อขัดเกลากิเลสยิ่งขึ้นในเพศบรรพชิต ซึ่งต่างกับคฤหัสถ์ตั้งแต่ตื่นจนหลับ ตื่นขึ้นก็รู้แล้วว่าเราไม่ใช่คฤหัสถ์อีกต่อไป และสิ่งที่พระภิกษุจะต่างกับคฤหัสถ์ก็โดยสิกขาบทที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติ เพื่อการขัดเกลากิเลส กิเลสมากมายมหาศาล ผู้ที่ฟังธรรมในเพศคฤหัสถ์สามารถที่จะดับกิเลสรู้แจ้งอริยสัจธรรม ถึงความเป็นพระโสดาบัน ถึงความเป็นพระสกทาคามี ถึงความเป็นพระอนาคามี เมื่อใดถึงความเป็นพระอรหันต์จึงละเพศคฤหัสถ์สู่เพศบรรพชิต เพราะไม่สามารถที่จะมีชีวิตอย่างคฤหัสถ์อีกต่อไปได้ เพราะฉะนั้นต้องรู้ความตรงและความจริงว่าภิกษุคือใคร ถ้าไม่เข้าใจธรรมรับเงินทอง แล้วก็มีสำนักปฏิบัติ ไม่ใช่เถรวาท

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโฮมเฟรช

    วันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์เรื่องขันธ์ ๕ เพราะเหตุใดพระองค์จึงทรงแสดงสังขารขันธ์แค่ ๕๐

    ท่านอาจารย์ ทำไมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอย่างนี้ ต่อไปก็อยากรู้ ทำไมทรงแสดงอายตนะเท่านี้ อยากรู้ ทำไมทรงแสดงธาตุเท่านั้น แต่ตามความเป็นจริงก็คือว่าไม่รู้อะไร แล้วก็ฟังแล้วเข้าใจ ว่าติดทุกอย่างหมดแล้วไม่รู้ทุกอย่างหมดไม่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงแสดงโดยนัยอะไรก็ตาม แต่สำคัญที่ว่าให้มีความเข้าใจว่าไม่รู้อะไร แล้วก็ติดข้องในอะไร เดี๋ยวนี้ไม่รู้ขันธ์ ๕ หรือว่าไม่รู้ขันธ์ไหน หรือว่ารู้ขันธ์ไหน

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ แทนที่จะไปคิดว่าทำไมเป็น ๕ ขันธ์อย่างนั้นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้หนึ่งขณะกี่ขันธ์

    ผู้ฟัง ๕ ขันธ์

    ท่านอาจารย์ แล้วรู้ขันธ์ไหน

    ผู้ฟัง ไม่รู้สักขันธ์เลย

    ท่านอาจารย์ แต่พอจะรู้ไหมว่าหนึ่งขณะมีรูป

    ผู้ฟัง พอจะทราบได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นยึดมั่นในรูป ไม่เคยรู้เลยว่าความจริงของรูปแต่ละหนึ่งต่างกัน ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา รูปนี้ไม่ใช่คน ไม่ใช่อะไรอย่างที่เคยคิด แต่ว่าเป็นสิ่งที่สามารถกระทบตา กำลังกระทบอยู่ ๑ ขันธ์แล้วที่ไม่รู้ แล้วก็ตาก็มีแต่ไม่เคยรู้เลยว่าถ้าไม่มีตาสิ่งที่กำลังปรากฏๆ ไม่ได้ ตาเป็นขันธ์อะไร

    ผู้ฟัง ตาก็เป็นรูปขันธ์

    ท่านอาจารย์ สำคัญไหม

    ผู้ฟัง สำคัญมาก

    ท่านอาจารย์ ไม่มีตาจะมีสิ่งที่ปรากฏได้

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ตาก็สำคัญเราก็ไม่รู้ด้วย ไม่รู้ความจริงทั้งสิ่งที่ปรากฏ และก็ไม่รู้ความจริงทั้งตา ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ แต่มีความสำคัญมาก แล้วก็ขณะนี้มีธาตุที่กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏ ฟังเพื่อรู้ว่าความไม่รู้มากแค่ไหน แทนที่จะไปรู้ว่าเพราะอะไรจึงเป็นอย่างนั้น เพราะอะไรจึงเป็นอย่างนี้ แต่ไม่รู้ในสิ่งที่ปรากฏแน่นอน และตาก็มีก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่รู้รูปตามความเป็นจริง ๑ ขันธ์แล้วใช่ไหม และกำลังเห็นกี่ขันธ์

    ผู้ฟัง ขณะเห็นจิตเห็นเป็นวิญญาณขันธ์ สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นรูปขันธ์ เจตสิกที่เกิดร่วมด้วยกับจิตเห็นจะมี..

    ท่านอาจารย์ เราพูดทีละขันธ์ เมื่อครู่นี้เราพูดรูปขันธ์ ตอนนี้ที่เห็นกี่ขันธ์

    ผู้ฟัง ๔ ขันธ์

    ท่านอาจารย์ แสดงความต่างของสิ่งที่ไม่รู้อะไร จะรู้ไม่ได้เลย ๑
    ขันธ์ แล้วขณะที่เห็น ๔ ขันธ์ แต่ขันธ์ไหนปรากฏ

    ผู้ฟัง ปรากฏเป็นสิ่งของ นิมิตต่างๆ

    ท่านอาจารย์ ฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ต้องไม่ลืม เราตื่นมาแต่เช้าเราไม่ได้คิดถึงขันธ์ไม่ได้คิดถึงอะไรเลย ไม่คิดถึงความเข้าใจอะไรเลย เหมือนเดิมที่ยังไม่เคยฟังธรรม ที่ฟังไว้ๆ ๆ ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่ามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ แต่ว่าการสนทนาธรรมทำให้มีความเข้าใจ อย่าลืมว่าเราสนทนาเพื่อเข้าใจ แล้วก็ไม่เข้าใจแค่ตัวหนังสือกับแค่คำที่เราได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก ทุกคนก็จำได้ ขันธ์ ๕ มีอะไรบ้าง กี่ขันธ์ก็รู้ แต่ถ้าเราพูดถึงทีละขันธ์ เช่น เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏ สิ่งนั้นไม่รู้อะไร แล้วก็ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่อะไรเลย แต่กำลังปรากฏในขณะที่เห็น ต้องมีรูปที่ปรากฏ ๑ ขันธ์แล้ว เพราะว่ารูปธรรม แล้วเราพูดถึงตา ถ้าไม่มีตาก็เห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นตาเป็นอะไร

    ผู้ฟัง ตาเป็นรูปขันธ์

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นรูปขันธ์ไม่มีรูปขันธ์ ๒ อย่างนี้ เห็นก็มีไม่ได้ เราไม่พูดถึงรูปเวลาเห็นกี่ขันธ์

    ผู้ฟัง ๔ ขันธ์

    ท่านอาจารย์ ๔ ขันธ์ ขันธ์อะไรปรากฏ

    ผู้ฟัง วิญญาณขันธ์

    ท่านอาจารย์ วิญญาณขันธ์ แต่ไม่รู้เลยทั้งๆ ที่กำลังเห็นจริงๆ ไม่ใช่ไม่จริงเลย แต่ก็ไม่เคยรู้ว่านั่นไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงธาตุรู้ซึ่งมีจริงๆ แล้วก็เกิดจริงๆ ด้วย และก็กำลังเห็นจริงๆ ด้วย การฟังก็คือย้ำแล้วย้ำอีก ไม่ใช่เพียงแต่เรียกชื่อ แต่ให้ถึงความเป็นวิญญาณขันธ์ เราใช้คำว่าวิญญาณขันธ์ ก็แสดงว่าไม่ได้หมายความถึงธรรมอื่นนอกจากธาตุรู้ ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เดี๋ยวนี้เห็น นั่นแหละคือสิ่งซึ่งไม่เคยรู้ ฟังแต่ชื่อมานาน แล้วก็นับไปเรื่อยๆ ใครถามเราก็บอก แต่ว่ากว่าจะเริ่มเข้าใจความต่างของแต่ละขันธ์ว่านี่รูปขันธ์ และก็มีวิญญาณขันธ์ ในบางครั้งซึ่งคงจะยากมาก เพราะเหตุว่าขณะเห็นมีเจตสิกคือนามธรรม ซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้นรวมทั้งจิตด้วย ๑ เจตสิกอีก ๗ เคยปรากฏไหมเจตสิก ๗ ดวง

    ผู้ฟัง ไม่เคยปรากฏ

    ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเลย อะไรปรากฏให้รู้ว่าเราเข้าใจสิ่งนั้นสิ แต่ในขณะเดียวกันที่เราเรียนละเอียดเข้าใจมากขึ้นว่าแม้แต่จิตขณะนี้ก็เกิดเองไม่ได้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงว่าไม่มีเรา ไม่มีจริงๆ เป็นธรรมทั้งหมด ฟังไว้เพื่อวันหนึ่งจะมีความรู้ทั่วจริงๆ ว่าไม่ใช่เรา แล้วก็เป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งความจริงขณะนี้ต้องมีความรู้สึกด้วยเพราะว่าความรู้สึกต้องเกิดกับจิตทุกประเภท เมื่อครู่นี้ที่คุณเมตตาถามเรื่องขันธ์ ๕ ก็จะได้รู้ว่าเราไม่ใช่ไปจำ ๕ ขันธ์โดยชื่อ แต่ว่ามีความเข้าใจว่าเรารู้ขันธ์ไหน แม้ในขณะที่เห็น รู้รูปขันธ์หรือเปล่า รู้วิญญาณขันธ์หรือเปล่า ๒ ขันธ์รู้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขันธ์อื่นที่เกิดร่วมด้วยจะรู้หรือ แม้แต่ความรู้สึกที่เกิดกับขณะจิตที่เพียงเห็นก็ไม่ได้ปรากฏ เจตนา ความจงใจ ซึ่งปกติจะรู้เมื่อเป็นกุศลและอกุศล แต่ถ้าขณะอื่นจะไม่ปรากฏ เพราะเป็นสภาพที่กระตุ้นเตือนสหชาตธรรมที่เกิดร่วมด้วยให้กระทำกิจของตนๆ คิดดู ต้องเกิด ต้องเห็น ยังต้องมีสภาพของธรรมที่กระตุ้นเตือนให้เกิดขึ้นทำกิจนั้น เพราะฉะนั้นสภาพธรรมจะละเอียดสักแค่ไหนที่ต้องอาศัยกันเกิดขึ้น เวทนาความรู้สึกก็ไม่ปรากฏแต่มี เป็นเวทนาขันธ์ และขณะใดที่เห็นจะต้องมีสภาพจำ ขณะเห็นจำอย่างอื่นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้จำสิ่งที่เห็น ความละเอียดของจิตแต่ละหนึ่งขณะว่าจิตขณะนั้นรู้อะไร และสภาพธรรมที่เกิดร่วมกัน เช่น ความรู้สึกๆ อะไร เฉยๆ และความจำขณะนั้นจำอะไร ก็ต้องชัดเจน เพื่อที่จะได้รู้ว่าไม่มีเราเลย กี่ขันธ์แล้ว เอาขณะที่เห็นกี่ขันธ์

    ผู้ฟัง ขณะที่เห็นวิญญาณขันธ์ เวทนาขันธ์ และสัญญาขันธ์ ๓ ขันธ์

    ท่านอาจารย์ ที่เหลือทั้งหมด ต้องมาถามไหมว่าทำไมต้องมาเป็นสังขารขันธ์ ๕๐

    ผู้ฟัง ไม่ต้อง

    ท่านอาจารย์ แต่เพียงที่จะรู้ว่าขณะนั้นขาดความรู้สึกไม่ได้เลย และความรู้สึกเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าทุกคนแสวงหาแต่ความรู้สึกที่เป็นสุขเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็เป็น ๑ ขันธ์ที่ควรรู้อย่างยิ่ง ว่าแค่สุขเดี๋ยวเดียว ชั่วคราวแสนสั้น แล้วก็เปลี่ยนไปแล้ว ทุกอย่างที่ปรากฏพอที่จะให้ระลึกได้ พอที่จะให้เห็นว่าสำคัญหรือ แค่เกิดมาต้องรู้สึก ไม่รู้สึกไม่ได้ แล้วก็หมดไป ขณะที่รู้สึก รู้ขันธ์อื่นไหมที่เป็นเจตสิก

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้เลยก็แล้วแต่ ถ้าไม่ปรากฏจะไปรู้ทำไม แต่เมื่อปรากฏก็เป็นเครื่องเตือนให้รู้ว่าลักษณะนั้นมี เพื่อรู้ว่าเกิดตามเหตุตามปัจจัย แต่ทั้งหมดที่เกิดก็ดับไป ฟังเพื่อเข้าใจความจริง และก็ไม่ต้องไปคิดว่าทำไมถึงต้องเป็นขั้นโน้น ๕๐ ขันธ์นี้ ๑ หรืออะไรอย่างนั้น แต่ตามความเป็นจริงก็คือว่าอะไรสำคัญ แล้วอย่างอื่นไม่ใช่ว่าไม่สำคัญ สำคัญเหมือนกัน แต่ในวันหนึ่งๆ อะไรที่จะปรากฏ ๑ วิญญาณขันธ์ ๒ สัญญาขันธ์จำ ๓ เวทนาขันธ์ แค่บนโต๊ะนี่ดอกอะไรก็จำแล้ว จำที่จะถามแล้ว จำทั้งวันก็ไม่รู้ว่าจำไม่ใช่เรา แต่ต้องมีจำ อยู่ในโลกของความจำตั้งแต่เกิดจากไปก็ด้วยการจำว่าเราเคยอยู่ในโลกนี้ ก่อนจะจากไปมีอะไรบ้างจำไว้หมด แล้วความรู้สึกในสิ่งที่ปรากฏก็หลากหลาย ชอบใคร ไม่ชอบใคร แค่ชื่อ เรื่องราวมาหมดเลย ง่ายมากนักการเมืองชื่อไหนก็ได้ พอแค่ได้ยินความรู้สึกเป็นอย่างไร ทั้งหมดก็ไม่มีเราเลย แต่ให้รู้ว่าแค่บังคับบัญชาไม่ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่มีปัจจัยก็เกิด ถ้าไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด แล้วก็ดับ ถ้าค่อยๆ เข้าใจอย่างนี้ ก็มีทางที่จะเห็นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ละเอียดยิ่งกว่านี้มาก เพราะว่าถ้าไม่ได้ฟังความละเอียด ทั้งๆ ที่ได้ยินได้ฟังก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา ก็เป็นเรามานาน ชอบเป็นขันธ์อะไร

    ผู้ฟัง ชอบเป็นสังขารขันธ์

    ท่านอาจารย์ ไม่ชอบเป็นขันธ์อะไร

    ผู้ฟัง เป็นสังขารขันธ์

    ท่านอาจารย์ ก็ตอบง่ายมากเลยพ้นจากสัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ เวทนาขันธ์ทั้งหมดก็คือไม่ต้องไปจำชื่อด้วยซ้ำไป แต่ต่างกันใช่ไหม

    ผู้ฟัง ต่างกัน

    ท่านอาจารย์ และอะไรที่มีปรากฏอยู่ตลอดเวลา ก็คือสภาพจำซึ่งเตือนให้รู้เลยว่าไม่เคยคิดเลยว่าจำไม่ใช่เรา และไม่เคยคิดเลยด้วยตั้งแต่ตื่นมาจำหมดเลย แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าจำแล้ว และอีกนานเท่าไหร่จะไม่ใช่เรา ก็ไม่ใช่ความประมาทว่าเราจะไปสำนักปฏิบัติ ไปนั่ง ไปยืน ไปเดิน แล้วก็จะหมดความเป็นเรา เป็นไปไม่ได้

    ผู้ฟัง ก็มีหนทางเดียวจริงๆ ที่จะต้องฟังเพื่อเข้าใจสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสรู้ความจริงในชีวิตประจำวัน

    ท่านอาจารย์ เมื่อเช้าเราก็ฟังแล้วทางวิทยุ ตอนกลางคืนเมื่อคืนก็ฟังแล้ว ตอนเย็นวันก่อนก็ฟังแล้ว เราก็ยังสนทนาเพราะเห็นว่าขณะที่มีค่าคือขณะที่ได้เข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะว่าแม้ว่าจะฟังสักเท่าไหร่ ในชาติไหน ในสังสารวัฏ อยู่ที่ความเข้าใจ ซึ่ง เกิดขึ้น และดับไป ไม่มีใครรู้เลยว่านั่นแหละความหมายของคำว่าสังขารขันธ์ ปรุงแต่งตั้งแต่ฟังขณะแรก จนกระทั่งขณะต่อไปเรื่อยๆ โดยที่ว่าไม่มีใครรู้เลยว่าสภาพนั้นกำลังทำงาน จากที่เคยฟังครั้งแรกแล้วต่อๆ ไป ความเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะการปรุงแต่งของขณะที่เริ่มเข้าใจตั้งแต่ต้น

    ผู้ฟัง ต้องอดทนฟังไว้เรื่อยๆ ฟังไว้เพื่อเข้าใจ ไม่ต้องเพื่ออย่างอื่น เพราะว่าความติดข้อง ความสงสัย ความอยากถาม ความอยากรู้ก็ตามมาอยู่เรื่อย ขณะที่อยากก็ไม่มีทางที่จะได้เข้าใจได้ ก็ต้องฟังเพื่อเข้าใจอย่างเดียว

    ท่านอาจารย์ ความอยากนี่ยาก อยากมากเลยทุกอย่าง แต่ถ้าได้ฟังคำไหนไตร่ตรองคำนั้น ไม่ใช่อยาก แต่รู้ว่าคำนั้นหมายความแค่ไหน อะไรบ้าง ความคิดที่จะค่อยๆ เข้าใจ ไม่ใช่ความอยาก แต่ไตร่ตรองเพื่อรู้ว่าความลึกซึ้งของคำนั้นคืออะไร ถ้าฟังและไตร่ตรอง กับฟังแล้วอยากรู้ผิดกันมาก อยากรู้ก็ถามโน่นถามนี่ อยากรู้หมดเลย ได้ยินคำไหนก็อยากรู้ ได้ยินคำไหนก็อยากถาม แต่ถ้าจะเข้าใจคือฟัง แล้วคิด แล้วก็ไตร่ตรอง

    อ.อรรณพ กราบเรียนถาม เรื่องจำผิด คืออะไร

    ท่านอาจารย์ คนที่ไม่รู้จักก็สัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่รู้ว่าจำผิดคืออะไร แต่คนที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จำเก่าดับแล้ว

    อ.อรรณพ จำเก่าดับไปแล้ว

    ท่านอาจารย์ แต่จำผิดว่ายังอยู่ เป็นเราจำ ใช่ไหม ไม่เคยคิดเลยว่าความจำหมดไปทุกขณะ แต่กลับคิดว่าเราจำได้ ยังจำได้อยู่ ยังจำได้อยู่ ผิดไหม ซึ่งความจำที่จำดับแล้ว และก็เกิดอีก และก็ทำหน้าที่จำอีกไม่มีสักขณะเดียวซึ่งไม่ดับไป แล้วก็ไม่ใช่เราด้วย แต่ยังจำได้ จำก็ยังจำได้ แล้วก็เป็นเราด้วย ผิดไหม ถ้าไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่เข้าใจเลย

    อ.อรรณพ จำที่ผ่านไปแล้วก็ดับไป คือจำได้ว่าในอดีตเคยทำอะไรมา ก็จำได้ดีแต่เป็นความจำผิด อย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอะไรจริง คำถามธรรมดามากเลย แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม สิ่งที่เป็นธรรมดาที่ถามไม่ได้รู้เลย คิดก็ไม่ออก อะไรจริง

    อ.อรรณพ เมื่อได้ฟังพระธรรมแล้วก็รู้ว่าสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏแต่ละลักษณะเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ และจริงกว่านั้นคืออะไร


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    4 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ