ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๕๕

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมแลนด์มาร์ค

    วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น คุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาณไม่ได้เลย เพราะว่าช่วยให้ทุกคนที่ได้เข้าใจถูกต้องพ้นจากความไม่รู้

    ผู้ฟัง ในบรรดาผู้คนทั้งหลายบนโลกนี้ ไม่มีคนที่สามารถที่จะเข้าใจในธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านสอนได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะเผยแพร่เพื่อสอนและสื่อกับผู้คนได้ ต้องหลากหลายกันไปตามความสามารถในการที่จะคิดและเข้าใจของคนฟังด้วยหรือไม่

    ท่านอาจารย์ แต่ต้องถูก ไม่ใช่ว่าผิดเพราะไม่รู้ก็สอน ไม่ว่าจะพูดคำใดต้องถูก ขอเชิญคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น พระบารมีทั้งหมดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญมา เพื่อที่จะทรงตรัสรู้แล้วทรงประกาศพระศาสนาคือคำจริงเกื้อกูลแก่สัตว์โลก นี่คือพุทธประสงค์ที่พระองค์ได้สะสมมาที่จะเป็นเช่นนี้ และเมื่อพระองค์ได้ทรงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็พิจารณาถึงความลุ่มลึก ความยาก ความลึกซึ้งของพระธรรม จึงไม่ทรงน้อมพระทัยที่จะทรงแสดง แต่ทั้งหมดพระองค์จะแสดงอยู่แล้ว เพราะว่าพระบารมีทั้งหมดที่พระองค์ได้สะสมมา ก็เพื่อที่จะอนุเคราะห์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก แต่ที่ทรงพระดำริเช่นนั้นเพราะว่าแสดงถึงความลุ่มลึกความยากความลึกซึ้งของพระธรรม เมื่อท้าวสหัมบดีพรหมเห็นถึงความเป็นจริงว่า ถ้าหากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ทรงแสดงธรรม สัตว์โลกจะไม่ได้ฟังพระธรรมและจะเป็นผู้ที่เสื่อมโดยรอบ จึงลงมาเข้าเฝ้ากราบทูลอาราธนา เพื่อให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรม

    ซึ่งข้อความตอนหนึ่งในอายาจนสูตรเป็นข้อความที่แสดงถึงการกราบทูลอาราธนาของท้าวมหาพรหม เพื่อให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรม ข้อความในช่วงนั้นแสดงไว้ว่า ณ ช่วงเวลานั้น ชาวบ้านชาวเมืองกำลังได้รับการเผยแพร่ลัทธิต่างๆ จากเจ้าลัทธิทั้งหลาย ซึ่งเป็นความเห็นผิดและคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เปรียบเหมือนกับการหว่านหนามและการกระจายยาพิษซึ่งเป็นโทษแก่ผู้อื่น จึงเป็นช่วงเวลาที่สมควรอย่างยิ่งแล้วที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะได้ทรงแสดงความจริง ประกาศความจริงเพื่อให้สัตว์โลกได้เข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แล้วพระองค์ได้ทรงพิจารณาถึงว่าสัตว์โลกทั้งหลายสะสมมาต่างกัน ผู้ที่มีกิเลสเบาบาง มีกิเลสน้อยก็สามารถที่จะฟังธรรมรู้แจ้งธรรมได้ และพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อสัตว์โลกทั้งหลายด้วย

    พระองค์จึงเริ่มที่จะพิจารณาแล้วว่า ใครจะเป็นผู้ที่ได้รู้แจ้งธรรมได้เป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดง พระองค์นึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส แต่ว่าท่านทั้งสองได้สิ้นชีวิตไปแล้วไปเกิดในพรหมโลก จากนั้นได้ระลึกถึงปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ซึ่งเคยอุปัฏฐากดูแลพระองค์ว่า ท่านทั้ง ๕ นี้เหมาะควรที่จะได้รับประโยชน์จากพระธรรม พระองค์จึงเสด็จไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เพื่อที่จะประกาศพระศาสนาเป็นครั้งแรกแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์

    ท่านอาจารย์ ธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้ คนอื่นต้องสามารถรู้ได้ เหมือนเช่นเมื่อครั้งพระองค์เป็นพระโพธิสัตว์ สมัยนั้นพระองค์ยังไม่ได้ตรัสรู้ เมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รู้ว่าเป็นสิ่งที่รู้ได้ แต่ไม่ใช่ง่ายๆ ๗ วัน ๑ เดือน หรืออะไรอย่างนั้นเลย แต่ต้องเป็นเรื่องของการที่จะต้องรู้ถูกต้องตามความเป็นจริงตามลำดับขั้น ไม่มีปัญญาเลยแล้วจะมีปัญญาอย่างสูงสุด เป็นไปได้อย่างไร

    ลองคิดดู ฝั่งหนึ่งเป็นฝั่งไม่รู้ใช่หรือไม่ คือเราที่ไม่เคยฟังเลย และอีกฝั่งหนึ่งเป็นฝั่งหมดจดจากกิเลส จะไปอย่างไรถึงจะถึงฝั่งนั้น ต้องมีหนทางใช่หรือไม่ แต่ว่าสำหรับผู้ที่เป็นสาวกไม่สามารถที่จะรู้ด้วยตัวเอง ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีมาและตรัสรู้แล้ว ดังนั้นพระองค์จึงทรงมีพระมหากรุณาที่จะให้คนอื่นได้รู้ตาม ไม่ใช่ว่าจะไม่ทรงแสดงธรรม แต่เพราะความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ขณะที่ไม่น้อมคือไม่น้อมตรงความลึกซึ้งเท่านั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทรงแสดงธรรมเลย และผลคือมีผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์จำนวนมาก เป็นพระอนาคามี เป็นพระสกทาคามี เป็นพระโสดาบัน จากการที่ได้มีโอกาสฟังพระธรรม

    เพราะฉะนั้น เราคิดว่าจะนำสิ่งที่ผิดๆ ไปสอนเพราะพระธรรมยากเกินไปนั้นไม่ถูกต้อง หมายความว่าต้องดำรงรักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มิฉะนั้นแล้วก็ช่วยกันทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยกล่าวคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

    ดังนั้นผู้ที่เคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ศึกษาทุกคำด้วยความละเอียดรอบคอบลึกซึ้ง ที่จะต้องสอดคล้องกันทั้งหมดในพระไตรปิฎกเพราะความจริงเปลี่ยนไม่ได้ สิ่งนั้นเป็นจริงเช่นนั้นแล้วจะเปลี่ยนได้อย่างไร เมื่อมีความเคารพเช่นนี้ก็ศึกษาและกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตามลำดับที่ถูกต้องสมควรแก่ความเข้าใจของคนที่จะเข้าใจได้ ไม่ใช่ว่าไม่รู้เลย หรือเข้าใจว่ารู้ แต่รู้ผิดแล้วนำไปสอนซึ่งอันตรายอย่างยิ่ง นั่นเป็นการดูหมิ่นประมาทคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง ขณะนี้ถ้าเรายังไม่รู้ความจริงตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดง ตอนนี้เราก็ยังฝันอยู่ อย่างเช่น ฝันว่ากระเป๋าสตางค์หาย ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือไม่ หรือจะเข้าใจอย่างไร

    ท่านอาจารย์ สิ่งที่มีในความฝัน เมื่อตื่นขึ้นก็ไม่มี เมื่อถึงชาติหน้า ชาตินี้ทั้งหมดเหมือนฝัน จะฝันว่ากระเป๋าหาย หรือจะฝันว่าอะไรก็ตามแต่ก็เป็นสิ่งซึ่งไม่มี เพียงแต่เกิดแล้วดับไป มีเฉพาะตอนที่ปรากฏจริงๆ ทั้งๆ ที่ฟัง ทั้งๆ ที่เป็นความจริง กำลังเห็นก็มีสิ่งที่ถูกเห็น แต่เมื่อไม่เห็น สิ่งที่ถูกเห็นไม่มี หายไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้น เราก็เหมือนฝันทุกชาติเพราะยังไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้วไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่คิด ที่จำ ที่เห็น เพียงชั่วคราวแล้วหมดไป

    อีกพระนามหนึ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เห็นหรือไม่ว่า ตื่นจากความไม่รู้แล้วเบิกบานยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดที่ได้รู้ความจริง ส่่วนเราเบิกบานในสิ่งที่เราไม่รู้ เราก็หลงเข้าใจว่ายังมีอยู่ ยังเป็นเราอยู่ทุกอย่าง แต่ถ้ามีความรู้ชัดเจนว่าไม่มีเรา พ้นหมดทุกอย่างเลย ไม่ต้องห่วงใย ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องเดือดร้อนเพราะไม่ใช่เรา เป็นแต่เพียงสิ่งที่ต้องเป็นไปเช่นนั้น

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุปมาว่า ที่ตัวหรือที่ไหนก็ตามแต่ เรายึดตัวว่าเป็นเรามากเลย ทรงอุปมาว่าเหมือนกับไฟ พระองค์ตรัสว่าดูไฟที่มีอยู่ ๕ กอง ๑๐ กอง เท่าไรก็ตามแต่ ไฟเกิดแล้วไฟดับ ใครเดือดร้อน ไม่มีใครสนใจเดือดร้อนเลย ดับก็ดับไป เป็นไฟที่เกิดขึ้น ร้อนก็ร้อนไป แต่เมื่อเป็นเรา เดือดร้อนเลย เพราะฉะนั้น ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างที่ขณะนี้กำลังมี เหมือนไฟที่เกิดดับ แต่ไม่ใช่ของใครเลย ขณะนั้นจะพ้นจากการยึดถือว่าเป็นเรา ก็ไม่เดือดร้อน เหมือนเราเห็นไฟแล้วไม่เดือดร้อนถ้าเห็นว่าเป็นธรรมซึ่งเกิดดับ เห็นจริงๆ ว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากสิ่งที่เกิดแล้วดับ ก็จะพ้นจากการที่เคยเป็นทาสของความติดข้องแล้วเข้าใจผิดว่าเป็นเรา

    เพราะฉะนั้น มีความเห็น ๒ อย่าง ความเห็นถูกกับความเห็นผิด มีสิ่งที่ปรากฏในขณะที่เห็นเท่านั้น เวลาไม่เห็นไม่มี ใช่หรือไม่ แต่เรายังไม่เคยคิดว่าเป็นเช่นนั้นเลย ถึงเห็นเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ มีสิ่งที่ปรากฏเมื่อเห็น ถ้าไม่เห็นไม่มี สิ่งนั้นไม่มีจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ไม่มีแต่หมดไปจากโลกนี้หรือโลกไหนๆ ไม่กลับมาอีกเลย

    ความจริงมีหลายขั้น ความจริงขั้นฟัง เช่น เห็นไม่ใช่ได้ยิน จะพร้อมกันไม่ได้ ธาตุรู้คือจิตเกิดได้เพียงหนึ่ง ถ้าจิตนั้นยังไม่ดับ จิตอื่นเกิดไม่ได้ ขณะนี้ที่ดูเหมือนกับเห็นและได้ยินพร้อมกัน ใครจะรู้ว่าไม่พร้อมกันเลย จิตเห็นต้องดับก่อนแล้วจิตได้ยินจึงเกิดขึ้น และจิตได้ยินก็ต้องดับ จิตเห็นจึงจะเกิดอีกได้ ขณะนี้เป็นเช่นนี้

    ดังนั้น พระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความจริงที่เราได้ฟัง เราเริ่มเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ เห็นต้องอาศัยตาและมีสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่เสียง หมดแล้ว เมื่อได้ยินก็ต้องอาศัยหู และสิ่งที่ปรากฏก็เป็นเสียง ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ความจริงแท้เป็นเช่นนี้ แต่ปัญญายังไม่สามารถเห็นการเกิดและดับไปของแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดติดต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้เหมือนพร้อมกันเลย เพราะฉะนั้นก็ลวงให้เห็นเหมือนกับสิ่งที่มีในความฝัน ฝันคือไม่จริง ตื่นขึ้นมาก็รู้ว่าไม่ใช่จริง นั่นฝันไป ดังนั้นถ้าปัญญาเกิดเมื่อใด เป็นผู้ตื่นเมื่อนั้น ตื่นจากการจำผิดๆ หลงยึดถือสิ่งที่มีว่า เป็นเราที่เที่ยงและไม่เกิดดับ

    ทุกคำเป็นคำจริง แต่กว่าจะจริงในขั้นไตร่ตรองมั่นคงจนกระทั่งค่อยๆ รู้เฉพาะทีละหนึ่ง เมื่อเริ่มเข้าใจหนึ่ง อย่างอื่นไม่ได้ปรากฏ แต่เพราะการเข้าใจของเราน้อยมากเพียงนิดเดียว อย่างอื่นก็ปรากฏไป เดี๋ยวนั่นเดี๋ยวนี่ เหมือนเดี๋ยวนี้เลยปรากฏไป เดี๋ยวนั่นเดี๋ยวนี่ แต่ถ้าเป็นขณะที่ปรากฏเพียงหนึ่งเท่านั้นจริงๆ ต่างกันแล้ว แสดงว่าปัญญาสามารถละความสนใจและความติดข้องในสิ่งอื่น เพราะขณะนั้นกำลังเริ่มเข้าใจเฉพาะสิ่งเดียวที่กำลังปรากฏ นี่คือสติสัมปชัญญะ หรือปฏิปัตติ ซึ่งคนไทยใช้คำว่าปฏิบัติ แต่เขาไม่ได้เข้าใจว่าเป็นเรื่องของปัญญา เขาเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการไปนั่งทำ แต่ทำอย่างไรก็ไม่รู้และไม่เข้าใจ เพราะเหตุว่าไม่รู้จึงทำ ทำด้วยความไม่รู้ ผลคือไม่รู้ต่อไปและไม่รู้ไปเรื่อยๆ แต่ว่าการฟังเพื่อที่จะได้มีความเข้าใจ เวลาที่เข้าใจแล้วเราก็จะรู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม ถ้าปัญญาของใครค่อยๆ เข้าใจขึ้นจนถึงเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ประจักษ์แจ้งความจริงเดี๋ยวนี้ซึ่งกำลังเกิดดับ

    คนฟังเริ่มเข้าใจ เริ่มค่อยๆ มีปัญญา เริ่มค่อยๆ รู้ความต่างของเห็นกับได้ยิน เริ่มละคลายการที่เคยไปติดข้องในสิ่งที่สืบต่อกันอย่างรวดเร็ว เพียงหนึ่งที่ปรากฏให้เข้าใจขึ้นๆ สิ่งนั้นก็ต้องปรากฏการเกิดดับ ซึ่งกำลังเกิดดับ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ไปทำอะไรเลย แต่มีสิ่งซึ่งถูกปกปิดไว้ด้วยความไม่รู้ จนกระทั่งได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ฟังที่เข้าใจคำของพระองค์แล้วเห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่ง และรู้ว่าในสังสารวัฏฏ์ถ้าไม่มีการเริ่มเข้าใจถูก เราจะหลงผิดไปเรื่อยๆ แต่เมื่อมีการเริ่มเข้าใจถูกจะมีความอดทน

    เมื่อเช้านี้เราพูดถึงความต่างของ ๒ อย่าง ความไม่รู้กับความรู้ ที่เกิดมาแล้วเท่าไรก็ตามเราไม่สามารถจะรู้ได้ แต่ก็ไม่รู้ใช่หรือไม่ ไม่รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ จนกว่าจะมีการฟังพระธรรม เมื่อมีการฟังพระธรรมแล้วจะเห็นเลยว่า ความไม่รู้มากมายมหาศาลที่ทำให้เกิดความติดข้อง โลภะ โทสะ ทุจริตกรรมต่างๆ เหล่านี้ ถ้าไม่มีความรู้เกิดขึ้น ความไม่รู้นั้นก็คงเพิ่มขึ้นๆ เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นจากความไม่รู้สู่ความรู้ ห่างไกลกันเพียงใด เหมือนวันนี้ที่เราเริ่มฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น ธรรมสิ่งที่มีจริง เริ่มฟังคำว่านามธรรมกับรูปธรรม ไม่ใช่เรา เริ่มรู้ว่าที่เข้าใจว่าเป็นเรานั้นคือจิต เจตสิกและรูป ไม่ใช่เรา กว่าจะถึงการประจักษ์แจ้งเหมือนอยู่ฝั่งหนึ่งของมหาสมุทรจะไปสู่อีกฝั่งหนึ่ง แต่มีคนที่ไปแล้วใช่หรือไม่ เพราะว่ามีหนทางที่ทำให้ไปได้ ผู้ที่ได้ไปแล้วก็รู้ว่าหนทางนั้นเป็นหนทางเดียวไม่ใช่หนทางอื่น คือหนทางที่เริ่มรู้ เริ่มเข้าใจแล้วละความไม่รู้

    ขณะนี้เรามีความไม่รู้มาก เห็นโทษของความไม่รู้หรือไม่ ถ้าไม่เห็นโทษเราก็บอกไม่เห็นเป็นอะไร เกิดมาทุกคนก็ตายเหมือนกัน สนุกไว้ดีกว่า มีอะไรก็ทำไปเพลินๆ สนุกสนานดี จะตายเมื่อไรก็ไม่เป็นไร ขอให้สนุกไว้ก่อน นี่คือความไม่รู้ แต่ถ้าเป็นความรู้ เราเกิดแล้วแต่ต้องตาย ก่อนตายดีหรือชั่ว ใครก็ต้องรู้ว่าไม่ควรทำสิ่งที่ไม่ดี ควรทำสิ่งที่ดี ทุกคนอยากดี แต่บังคับไม่ได้ใช่หรือไม่ เพราะธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ให้ไม่รู้ได้หรือไม่ กำลังไม่รู้เช่นนี้ บอกว่ารู้ๆ บอกอย่างไรก็ไม่ได้ ทำอย่างนี้แล้วจะรู้ ได้อย่างไร ไม่มีเหตุผลเลยเพราะว่าไม่ใช่เป็นการทำ แต่เป็นการเข้าใจถูกตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เลย ทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะประจักษ์การเกิดดับเพราะกำลังเกิดดับ แต่ต้องเป็นปัญญา ไม่ใช่ไปหาทางด้วยความไม่รู้ที่จะไปรู้การเกิดดับซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะคือปัญญาที่รู้ ไม่ใช่เรา

    ด้วยเหตุนี้ลองคิดถึงความจริง ความไม่รู้อยู่ฝั่งหนึ่ง และความไม่รู้มากมายมหาศาลเท่าไรในสังสารวัฏฏ์ อะไรจะพาไปสู่ความรู้ ความเข้าใจอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เข้าใจมาแล้ว จากการฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ และรู้ว่าสิ่งนี้ประจักษ์แจ้งได้ แต่ไม่ง่ายและไม่ใช่ด้วยความเป็นตัวตน ซึ่งต้องเริ่มด้วยจากไม่รู้แล้วค่อยๆ รู้ ละความไม่รู้ไปทีละน้อย ค่อยๆ รู้ขึ้นๆ จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงได้ จึงมีคำว่าบารมี ฝั่งของความไม่รู้กับฝั่งของความรู้ เพราะฉะนั้นจากฝั่งของความไม่รู้ต้องมีบารมี คือความเข้าใจขึ้นๆ ซึ่งกิเลสมีมาก ดังนั้น กิเลสจะทำความไม่ดีไปทั้งวันโดยไม่รู้เลย

    เมื่อสักครู่นี้เรารับประทานอะไรบ้าง ดีหรือไม่ อร่อยดีหรือไม่ ติดข้องใช่หรือไม่ ถ้าไม่อร่อยก็เติมเกลือหรือน้ำปลานิดหน่อย เห็นหรือไม่ว่าปรุงแต่งเพื่อความติดข้องต้องการ เพียงเท่านี้เป็นเรื่องเล็ก แล้วถ้าเป็นเรื่องใหญ่ เราหาเรื่องใหญ่ๆ มาทำให้ปรุงแต่งให้มากขึ้น ความไม่รู้ก็มากขึ้น ความติดข้องก็มากขึ้น นี่เป็นเพียงแค่วันนี้ แต่ทุกวันเป็นเช่นนี้ แล้วเมื่อไรจะละความไม่รู้

    เพราะฉะนั้น ความไม่รู้จะต้องเกิดบ้าง ไม่เกิดบ้าง ตามเหตุปัจจัย ถ้าเราสะสมอกุศลไว้มาก สะสมความโลภไว้มาก ติดข้องมาก จะเห็นได้ว่าบางคนเข้าไปตลาดนัดอยากได้หมดเลย ทุกอย่างน่าซื้อไปหมดเลยเพราะความติดข้อง ถ้าเป็นคนที่สะสมความหงุดหงิด ความโกรธ ความไม่พอใจ ต่อให้อยู่ที่ไหนที่พร้อมไปด้วยสิ่งที่น่าพอใจ เขาก็หาเรื่องหงุดหงิดจนได้ ใครไปห้ามไปยับยั้งอย่างไรก็ไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะมีเหตุที่จะให้เป็นเช่นนั้นก็ต้องเป็นเช่นนั้น แต่ละคนจึงหลากหลายมากในทุกทางตามการสะสม แม้เดี๋ยวนี้ฟังคำเดียวกันแต่ความเข้าใจต่างกัน ความสนใจต่างกัน ความเห็นประโยชน์ต่างกัน ความคิดต่างกัน ปรุงแต่งไปแต่ละขณะๆ จากขณะนี้ปรุงแต่งสำหรับขณะต่อไป ถ้าพรุ่งนี้เราฟังอีก ความเข้าใจจากวันนี้จะปรุงแต่งให้เข้าใจคำเดิมที่ได้ฟังมากและชัดเจนขึ้น

    ดังนั้นทุกอย่างเป็นอนัตตา ถ้าไม่มีเหตุก็ไม่เกิด แต่เมื่อมีเหตุแล้วพร้อมที่จะเกิด ใครจะบังคับไม่ให้เกิดไม่ได้เลย เช่นโกรธ รู้ว่าไม่ดีก็อย่าโกรธ แต่ก็โกรธ ใครบังคับได้ เวลาโกรธยังอยากจะไม่โกรธอีก พยายามหาทางที่จะไม่โกรธอีก ทั้งหมดเป็นเพราะความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ความรู้กว่าจะค่อยๆ รู้จนกระทั่งรู้ว่าไม่ใช่เราต้องอาศัยกาลเวลา อาศัยความอดทน อาศัยการเห็นประโยชน์

    ปัญญาความเห็นที่ถูกต้องก็เข้าใจถูกว่าไม่ใช่เรา ถ้าโกรธเกิดขึ้น คนที่ไม่ได้ฟังธรรมเลยเดือดร้อน หรืออาจจะยิ่งเพิ่มความโกรธขึ้นอีกก็ได้ แต่ถ้าคนที่เห็นโทษของความโกรธ เมื่อโกรธก็อาจจะคิดว่า ทำอย่างไรเราจะไม่โกรธ ปัญหาที่ทุกคนถามเสมอว่า ทำอย่างไรจะไม่โกรธ แต่ไม่เคยถามเลยว่า ทำอย่างไรถึงจะไม่พอใจ ไม่อยากได้หรือมีความสุข

    เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ที่จะทำได้ แต่ความเข้าใจว่าโกรธไม่ใช่เรา จนกระทั่งเมื่อโกรธเกิด ไม่ใช่เรานั่นเองที่สามารถจะละความเดือดร้อนได้ เพราะว่าโกรธเกิดแล้วดับ ใครไปทำอะไรโกรธไม่ได้ โกรธเป็นสิ่งหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น แล้วโกรธนั้นก็ดับไป ไม่มีใครไปทำให้โกรธดับด้วย ไม่ต้องไปเสียเวลาหาทางดับความโกรธเพราะความโกรธดับแล้ว แต่เกิดอีกเพราะมีมาก ถ้ามีน้อยก็หายเร็ว ถ้ามีมากก็โกรธไปอีกนาน ซึ่งเป็นชีวิตประจำวันจริงๆ แต่มีสองทาง อกุศลหรือความไม่เข้าใจ จะนำไปสู่ความไม่เข้าใจเรื่อยๆ และเพิ่มโทษคือความต้องการความติดข้อง ซึ่งจะนำไปสู่ทุจริตต่างๆ เรื่อยๆ แต่ถ้าเป็นความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เห็นโทษของความไม่รู้ก็มีความเห็นว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรดี อะไรชั่ว เพิ่มขึ้น ดังนั้นความรู้ก็ค่อยๆ ละความไม่รู้

    ใครหวังที่จะเป็นคนดียิ่งขึ้น ไม่มีทางสำเร็จถ้าไม่เข้าใจธรรม เพราะฉะนั้น ความเข้าใจหรือปัญญาจะนำไปในกิจทั้งปวงที่เป็นกุศลที่เป็นส่วนที่ดีงาม ไม่ใช่เรา แต่ความเห็นถูกความเข้าใจถูกทำหน้าที่ของการรู้ว่าอะไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควร ทั้งหมดคือฟังแล้วไม่ลืมว่า สิ่งที่มีจริงมีจริงๆ แต่ไม่ใช่เรา เท่านี้ จะค่อยๆ ทำให้เข้าใจทุกอย่างเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง จากสภาพธรรมที่ท่านอาจารย์ได้บรรยายมาให้เข้าใจว่า สภาพธรรมทั้งหมดเป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แต่ในส่วนของความเป็นอนิจจัง และความเป็นทุกขัง ซึ่งอยู่ในหลักไตรลักษณ์ ตรงนี้เราจะเข้าใจอย่างไร

    ท่านอาจารย์ นี่คือความลึกซึ้งของคำที่เราได้ฟัง เราได้ยินคำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใครไม่เคยได้ยินบ้าง ได้ยินใช่หรือไม่ ได้ยินอนิจจัง ทุกขังก็ได้ยิน อนัตตาก็ได้ยิน หารู้ไม่ว่าเป็นสิ่งที่เราพูดถึงเมื่อสักครู่นี้ตั้งแต่เริ่มต้นคือ "สิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" คืออนิจจัง ในภาษาบาลี เดี๋ยวนี้อนิจจังทั้งนั้นเลย แต่ว่าไม่รู้เลยสักอย่างเดียว สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมีความดับไปเป็นธรรมดาคืออนิจจัง สิ่งที่ไม่เที่ยงควรหรือที่จะติดข้อง เพราะทุกข์มีความหมาย ๒ อย่าง มีใครต้องการทุกข์บ้าง ไม่มีใครต้องการเลยใช่หรือไม่ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นทุกข์เหนือทุกข์อื่นใดทั้งสิ้นคือ สิ่งที่เกิดแล้วดับ ทนอยู่ไม่ได้ ไม่มีใครสามารถไปยับยั้งให้สุขนี้อย่าเพิ่งดับ ให้เห็นนี้อย่าเพิ่งดับ สิ่งที่น่าพอใจเห็นต่อไปอีก ดูต่อไปนานๆ ก็ไม่มีใครสามารถที่จะให้เป็นเช่นนั้นได้

    อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นลักษณะประจำของธรรมที่เกิดแล้วต้องดับ ใช้คำว่าไตรลักษณะ ในภาษาไทย ไตรคือ ๓ ลักษณะ ๓ อย่างในสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นคือสิ่งนั้นดับ อนิจจัง ความเป็นอนิจจังไม่น่าที่ใครจะพอใจเลย ถ้ารู้ว่าไม่มีเราแต่มีธรรมซึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วดับ ไม่ใช่เราเห็น ไม่มีเรา แต่มีธรรมซึ่งเกิดแล้วดับ ห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ มีตา มีสิ่งกระทบตา มีกรรมที่ได้กระทำแล้วให้ผลคือต้องเห็น ไม่ใช่เราจะเห็นก็ได้ ไม่เห็นก็ได้ แต่ต้องเห็น ถึงเวลาเห็นก็ต้องเห็น

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    13 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ