ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๕๘

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมแลนด์มาร์ค

    วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เมื่อจิตและเจตสิกเกิดขึ้นแล้วเป็นไปตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้แจ้งในสิ่งที่กำลังปรากฏเท่านั้น หน้าที่อื่นทั้งหมดเป็นหน้าที่ของเจตสิกซึ่งเกิดกับจิต เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต แยกกันไม่ได้เลย แต่จิตเป็นจิต เจตสิกแต่ละหนึ่งก็เป็นเจตสิกที่ไปทำกิจของเจตสิกอื่นไม่ได้ เจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภท จิตหนึ่งขณะจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่น้อยกว่า ๗ ชนิด ใครรู้ นี่คือความเป็นไปของจิตที่จะต้องเป็นเช่นนี้

    เพราะฉะนั้น ปกติของจิตและเจตสิกซึ่งจะต้องประพฤติเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยก็คือ ขณะใดที่เป็นอกุศลเพราะมีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย ความเป็นปกติที่ต้องเป็นอกุศลตามปัจจัยก็เป็นอกุศลศีล ไม่มีใครพูดถึงเลยใช่หรือไม่ พูดถึงแต่กุศลศีล เพราะเขาไม่ได้ฟังเรื่องของอกุศลศีล ไม่มีการที่จะสามารถรู้ว่าไม่ใช่เรา ก็เป็นรักษาศีลด้วยความเป็นตัวตนหมด หารู้ไม่ว่าศีลคือปกติของจิตและเจตสิกซึ่งเกิดดับเป็นไป เวลาที่ไปงานสวดศพจะได้ยินคำว่า กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา ฟังแล้วแต่ไม่รู้

    กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล ถ้านำศีลออก กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม เพราะว่าทั้งหมดเป็นธรรม จึงมีภาษาบาลีว่า กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา ไม่พ้นจากสิ่งที่มีจริง ทรงแสดงโดยละเอียด โดยประการทั้งปวง ความละเอียดคือ ถ้าพูดถึงจิตและเจตสิกจะเป็นกุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล ไม่รวมรูป เพราะรูปเป็นศีลไม่ได้ แต่จิตและเจตสิกเป็นได้ จึงเป็นกุศลศีล อกุศลศีลและอัพยากตศีล ซึ่งเป็นความประพฤติเป็นไปของจิต

    แต่ถ้าพูดถึงธรรม กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม โต๊ะเป็นกุศล อกุศลไม่ได้ ต้องจิตและเจตสิกที่เป็นกุศล เมื่อถึงอกุศล โต๊ะเป็นอกุศลไม่ได้ ดอกไม้เป็นอกุศลไม่ได้ ต้องเป็นจิตและเจตสิก จึงเป็นกุสลา ธัมมา คือจิตและเจตสิกที่เป็นกุศล อกุสลา ธัมมา ก็เป็นจิตและเจตสิก แต่เมื่อถึง อัพยากตา ธัมมา หมายความว่าธรรมใดๆ ที่ไม่ใช่กุศลและอกุศล เป็นอัพยากตธรรม อัพยากตะคือไม่พยากรณ์ เพราะไม่ใช่กุศล จะบอกว่าเป็นกุศลไม่ได้ ไม่ใช่อกุศล จะบอกว่าเป็นอกุศลไม่ได้ ธรรมที่ไม่ใช่กุศลและอกุศลก็เป็นอัพยากตะในภาษาบาลี

    รูปทั้งหมดเป็นกุศลและอกุศลไม่ได้ รูปเป็นอัพยากตธรรม จิตซึ่งเป็นเหตุ เป็นกุศลจิตและอกุศลจิตทำกรรมคือ กุศลกรรมและอกุศลกรรม เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นเหตุที่ดีก็เป็นกุสลา ธัมมา จิตและเจตสิกที่ไม่ดีก็เป็นอกุสลา ธัมมา ทำให้เกิดจิตที่เป็นผลคือปฏิสนธิจิต ขณะแรกของชาตินี้ต่อด้วยจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส เป็นผลของกรรม ไม่ใช่กรรม ไม่ใช่กุศลและอกุศล

    วิปากะคือผล กุศลวิบากเป็นผลของกุศล อกุศลวิบากเป็นผลของอกุศล เป็นอัพยากตธรรม เพราะไม่ใช่ตัวกุศลและอกุศล ถูกหรือไม่ จริงหรือไม่ ไม่ใช่ให้เชื่อ แต่ให้เข้าใจ ความเข้าใจเป็นปัญญาที่จะค่อยๆ เข้าใจในความไม่ใช่ธรรม จนกว่าจะฟังมากกว่านี้ เข้าใจมากกว่านี้ ในขั้นฟังก็ยังดับกิเลสไม่ได้ เช่นที่สงสัยว่าเมื่อทำทานก็พูดว่าไม่ใช่เรา ความจริงไม่ใช่เรา แต่พูดว่าไม่ใช่เราก็ยังเป็นเราที่พูด จนกว่าพูดด้วยความไม่ใช่เราที่พูด เป็นธรรม ดังนั้นทุกคำต้องเข้าใจ มิฉะนั้นคือพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก เพราะถูกปกปิดไว้ด้วยพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งไม่ทำให้เกิดความเข้าใจใดๆ เลยทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง คำว่าไม่ใช่เรา เช่น เมื่อเห็นอาหารที่เราชอบ ตัวเราอยากจะทาน หรือธรรมชาติอยากจะทาน

    ท่านอาจารย์ ความจริงก็คือก่อนได้ฟังคำว่าไม่ใช่เรา เป็นเรา อย่างไรๆ ก็เป็นเรา ลูกเด็กเล็กแดงวัยไหนก็ตามแต่ ตั้งแต่เกิดเป็นเราหมดเลยมากมายมหาศาล เป็นของธรรมดาใช่หรือไม่ เมื่อได้ยินได้ฟังว่าเป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งมารวมกัน เกิดดับสืบต่อยึดมั่นว่าเป็นเราเพราะไม่รู้ความจริงของแต่ละหนึ่ง ได้ฟังเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้นจากการฟังได้ยินคำว่าไม่ใช่เรา เพราะไม่ได้ต้องการให้เกิดก็เกิด ไม่ต้องการให้ดับก็ดับ เลือกไม่ได้เลย เกิดได้ยิน ไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเสียงนี้ คำนี้เลย แต่ก็ได้ยินเสียงนี้ คำนี้

    แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่เราไปทำให้เกิดการได้ยินแต่ละหนึ่งที่เราอยากจะได้ยิน ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ไม่มีอะไร แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นและดับไปต่อกันจนเหมือนไม่ให้รู้เลยว่าดับ เช่น เราดูหนังทั้งเรื่อง แต่ละภาพๆ ถ้าขาดไปสักหนึ่งภาพก็ไม่ใช่แล้ว ต้องติดต่อกันไปปรากฏเป็นเรื่องราวฉันใด เดี๋ยวนี้ก็เหมือนในหนังเลย กำลังมีสิ่งที่ปรากฏเกิดดับสืบต่อ นี่คือจากการฟัง แต่ความลึกเหนียวแน่นของการยึดถือว่าเป็นเรา ไม่ปล่อยเลย เพียงฟังอยู่นี้ก็เราฟังใช่หรือไม่ ไม่ใช่คนอื่นฟัง ยังคงเป็นเรา ไม่ว่าอะไรทั้งหมดก็ยังเป็นเราเพราะความเข้าใจยังไม่พอ เพียงแค่ผ่านหู ฟัง เข้าใจแล้วก็จำ แต่ความเป็นเราก็ยังคงเป็นเรา

    ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นความลึกซึ้งอย่างยิ่งว่าต้องเป็นผู้ตรงมั่นคงว่า ไม่ใช่เราถูกหรือไม่ จริงหรือไม่ ขณะที่ได้ยินเป็นเราได้ยิน แต่หมดแล้ว เราอยู่ไหนแต่ละหนึ่งๆ เราอยากรับประทานอาหาร ขณะที่ความอยากความชอบเกิดขึ้น หมดแล้ว ดับแล้ว อยู่ไหน ถ้าจะย้อนคิดทั้งหมด สิ่งที่มีเมื่อครู่นี้อยู่ไหน ไม่มีแล้วและจะไม่กลับมาอีกเลย ค่อยๆ ปลูกฝัง ใช้คำว่าค่อยๆ ปลูกฝัง เหมือนกับปลูกต้นไม้เมล็ดพืชของความเข้าใจจนกว่าจะเติบโตมีกำลังเป็นรากลึก เพราะว่าเหตุที่ดี อโลภะ อโทสะ อโมหะ ความไม่โลภ ความไม่โกรธ และความมีปัญญาเห็นถูกต้องซึ่งน้อยมากกว่าจะโตขึ้น ในขณะที่ทางฝ่ายอกุศลมากมายมหาศาล ไม่ต้องมีใครสอน ไม่ต้องมีใครบอกก็เกิดขึ้นเลยตลอดไป

    ดังนั้นแม้แต่จะได้ยินได้ฟัง ความเป็นเราก็ยังมี ปัญญาที่เป็นเมล็ดพืชเกิดท่ามกลางป่าของอกุศล กว่าปัญญานี้จะค่อยๆ เจริญขึ้น มีกำลังขึ้น เป็นต้นไม้ใหญ่มั่นคง ปัญญาเป็นราก อโลภะไม่โลภ อโทสะไม่โกรธ อโมหะคือรู้ คือปัญญา ขณะนี้เพียงฟังแต่ความเป็นเรายังมากมายมหาศาล เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นเราในขณะที่เกิดแล้วไม่รู้ จะเป็นอื่นไม่ได้ แต่รู้เมื่อไร เข้าใจเมื่อไร แม้แต่กำลังฟังก็เริ่มเพาะปลูกความเข้าใจถูกต้องว่า ไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง คนที่อ้างว่าไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ขณะนั้นเพียงจำและพูดตามเพราะได้ยินมา แต่ถ้าไม่ได้ยินเลยขณะนั้นจะไม่คิด จะไม่พูดเช่นนั้น แต่เพียงพูดใช่หรือไม่ เช่น เวลานี้เราบอกว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา เพียงพูดซึ่งไม่พอ ที่พูดรู้เพียงใด ต่างกันใช่หรือไม่ พระโสดาบันพูด ปุถุชนพูด ความไม่ใช่เราก็ต้องต่างกัน คนที่เพิ่งเริ่มฟังใหม่ๆ พูดคำเดียวกัน ธรรมไม่ใช่เรา กับคนที่เขาฟังมาตั้งนาน เขาก็พูดว่าธรรมไม่ใช่เรา แต่ความเข้าใจมากน้อยต่างกัน จึงเป็นผู้รู้ด้วยตัวเอง ใช้คำว่าปัจจัตตัง ใครจะมาบอกว่าเรารู้เท่านั้นเท่านี้ไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ จะมารู้ได้อย่างไร สภาพธรรมเกิดแล้ว ดับแล้ว รู้สภาพธรรมไหน เพราะฉะนั้นยังมีความเป็นเราแน่นอน แต่ฟังไปค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจากการฟัง ก็ค่อยๆ มั่นคงชัดเจนว่าไม่ใช่เรา ขั้นฟัง ขั้นคิด ขั้นจำ แต่ยังไม่ถึงขั้นประจักษ์แจ้งเพราะปัญญามีหลายระดับ

    ผู้ฟัง ที่พูดกันทั่วไปว่าศึกษาธรรมก็ต้องละความติดข้อง ต้องละความโกรธ

    ท่านอาจารย์ ต้องละ หรือว่าปัญญาเข้าใจเท่าไรก็ละเท่านั้น เพราะฉะนั้น ฟังธรรมจึงต้องละเอียดว่าปัญญาละ ถ้าศึกษาธรรมแต่ไม่เข้าใจเลย จะละหรือ เข้าใจเท่าไรก็ละเท่านั้น แต่ขั้นต้นคือละความไม่เคยรู้จากไม่เคยฟังและไม่เคยเข้าใจ เท่านั้นเอง แต่ยังมีอีกมาก ละจริงๆ เมื่อประจักษ์แจ้งธรรมโดยความไม่ใช่เราทีละหนึ่ง และเข้าใจความหมายของทีละหนึ่งหรือไม่ หนึ่งจริงๆ หมายความว่าอย่างอื่นไม่มีทั้งหมด ถึงจะรอบรู้ในสิ่งนั้น ถึงจะรู้ว่านั่นไม่ใช่เราจริงๆ นั่นคือวิปัสสนา

    ผู้ฟัง จะใช้ชีวิตที่สงบได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีปัญญาไม่สงบ เบื้องต้นให้รู้ค่าของปัญญา เพราะอะไร เราคิดว่าสงบคือไม่ต้องไปทำธุรกิจการงาน ไม่ต้องคิดเรื่องวุ่นวาย ไม่ต้องมีปัญหา เข้าใจว่านั่นสงบ หรือว่ากรุงเทพน่าเบื่อ จราจรคับคั่ง บ้านเรือนคับคั่ง ไปชายหาด ไปชายทะเล ไปภูเขา นั่นสงบ ใช้คำนี้ใช่หรือไม่ แต่ว่าไม่มีปัญญา เข้าใจกันไปเองว่าสงบ แต่ความจริงเป็นอกุศลจะสงบหรือ นี่คือความลึกซึ้งว่าเราตัดสินใจเองไม่ได้ เราโง่ อวิชชาไม่รู้ แล้วความไม่รู้จะไปเที่ยวบอกนั่นบอกนี่ คิดนั่นคิดนี่ก็คิดผิดๆ ทั้งนั้น แต่มีผู้รู้

    เพราะฉะนั้น มีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟังแต่ละคำ ความลึกซึ้งอย่างยิ่งซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงไม่ผิด ถูกต้อง มั่นคงขึ้น และเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ เรานั่งเฉยๆ สบายดี วันนี้ไม่มีใครมารบกวนยุ่งยาก สงบหรือไม่ คิดว่าสงบ เป็นอกุศล ชอบ โลภะเกิดเมื่อใดไม่สงบ ต้องอโลภะไม่มีความชอบ ลองคิดง่ายๆ เปรียบเทียบดูก็ได้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มี แต่เราไม่ติดข้อง ดีกว่าหรือไม่ หรือว่าชอบมากๆ อะไรดี อยากจะชอบหรือ หรือว่าไม่ชอบดีกว่า ไม่เดือดร้อน ไม่ทุกข์ ไม่ห่วง ไม่กังวล สูญหายก็ไม่ทุกข์ ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าชอบไม่มีทางเลยเพราะต้องเป็นทุกข์

    ดังนั้นต้องพิจารณาจริงๆ จึงสามารถที่จะเข้าใจความจริงได้ว่า เราหลงเพราะไม่รู้ จึงเข้าใจว่านั่นสงบ แต่เราอยากแล้ว อยากไปพอใจ ไปถึงก็ยังชอบเสียด้วย ไม่มีผู้คนมากมายเงียบสงบดี เพราะฉะนั้นเป็นโลภะที่ละเอียดมาก โลภะอยู่กับเราตั้งแต่เกิด อยู่ในใจสะสมไว้แน่นมาก เมื่อกระทบเกิดทันที ตอนหลับสนิทมีโลภะหรือไม่ ไม่เห็นไปชอบอะไร หลับสนิทเลยไม่มีอะไรปรากฏแล้วไปชอบได้อย่างไร ขณะนอนหลับสนิทมีกิเลสอย่างละเอียดสะสมอยู่ในจิต ยังไม่เกิดแต่เหมือนเชื้อ เมื่อกระทบก็เกิดเชื้อโรคได้ พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า สิ่งที่ปรากฏที่ถูกรู้ ภาษาบาลีใช้คำว่าอารมณ์ ออกเสียงว่าอารัมมณะ มีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ว่าอะไรก็ตามที่จิตกำลังรู้ทั้งสิ้น สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้คือเป็นอารมณ์ของจิต

    เมื่อจิตรู้อารมณ์ใด ยกตัวอย่างเช่น เห็น เห็นหนึ่งขณะดับ เป็นปัจจัยให้จิตต่อไปรู้สิ่งนั้นตามจิตเห็น เพราะสิ่งนั้นยังไม่ดับ ๓ ขณะ อกุศลเกิดแล้วโดยไม่รู้ตัวเลย เดี๋ยวนี้เอง เพราะฉะนั้นจะมีคำว่าอาสวะ สภาพที่หมักดองอยู่ในจิต เมื่อกระทบก็ไหลเหมือนกับต้นไม้ที่มียาง เพียงแค่อะไรไปกระทบนิดเดียวยางก็ไหลออกมาแล้ว

    กิเลสที่มีมากที่สะสมอยู่ในใจ ยังไม่เกิดตอนหลับสนิท แต่เมื่อตื่นไม่ว่าอะไรปรากฏ อกุศลระดับขั้นอาสวะเกิดแล้ว ไม่ปรากฏเลย เร็วมากแล้วก็หมดไป ไม่เหมือนกับนิวรณะ ความที่สภาพของจิตผูกพันปรากฏอยู่ในเรื่องนั้นว่า เราชอบสิ่งนั้น ต้องไปหามา ต้องมีมากๆ นั่นคือกิเลสที่ปรากฏให้รู้ได้ว่า ความติดข้องถึงระดับปรากฏให้รู้ว่าติดข้อง แต่ระดับที่ติดข้องโดยไม่รู้มีหลังเห็นหลังได้ยิน เป็นต้น

    ด้วยเหตุนี้ ผู้ไม่มีกิเลสดับกิเลสแล้ว ตึงต่างกับผู้ที่ยังมีกิเลส จึงมีอีกคำหนึ่งสำหรับพระอรหันต์ว่า ขีณาสวะ ขีณะคือดับ อาสวะคือกิเลสอย่างละเอียดมากซึ่งไม่มีใครรู้เลย ทุกคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์เวลาเห็นแล้วจิตเห็นดับ ความไม่รู้หรือความติดข้องเกิดขึ้นทันที แต่การเห็นของผู้ที่เป็นพระอรหันต์ต่างกับการเห็นของปุถุชน เพราะว่าเห็นนั้นไม่มีอนุสัยกิเลสที่จะทำให้เกิดอกุศลเลย ดังนั้นไม่ว่าจิตใดๆ ที่เกิดต่อ ถึงวาระที่จะเป็นอกุศลอย่างเคยคืออาสวะไม่เกิด เห็นอนุภาพปาฏิหาริย์ของปัญญาหรือไม่ สามารถที่จะดับอนุสัยกิเลส ไม่มีพืชเชื้อใดๆ อยู่ในจิตที่จะทำให้เกิดขึ้นได้เลยเพราะดับหมดแล้ว เมื่อถึงกาลที่จะจากโลกนี้ซึ่งชาวบ้านใช้คำว่าตาย มรณะ เป็นสมุจเฉทมรณะ ความดับที่ไม่มีการเกิดขึ้นใดๆ อีกเลย เป็นความสงบอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นถ้าไม่ฟังธรรม เราผิดหมดเลย คิดว่าสบายนั่นคือสงบ ไม่มีใครมากวนก็สงบ ไม่มีกิจธุระต้องทำก็สงบ แต่ความจริงขณะนั้นไม่สงบ เพราะไม่รู้ สงบไม่ได้

    --------------------------------------------------------------------------------------

    สนทนาธรรม ที่ บ้านคุณทักษพล และคุณจริยา เจียมวิจิตร

    วันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑

    --------------------------------------------------------------------------------------

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้เป็นวาระที่มีโอกาสจะได้รู้พระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งลึกซึ้งอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าไม่มีการสนทนาโดยการที่ได้ฟังคำของพระองค์ เราก็ไม่สามารถที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลย เพราะว่าการที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่เพียงแต่การเห็นพระพุทธรูป หรือการอ่านหนังสือพระไตรปิฎก แต่ว่าต้องเป็นความเข้าใจสิ่งที่พระองค์ได้ตรัสไว้ดีแล้ว ๔๕ พรรษา ซึ่งแม้ว่าเวลาจะผ่านมาก็ยังมีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง ไม่ใช่ธรรมดาเพราะแม้ว่าตามที่ต่างๆ จะมีพระไตรปิฎกและมีพระพุทธรูปอยู่มาก แต่ใครสามารถที่จะเข้าใจในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ และในพระมหากรุณาคุณ ซึ่งถ้าไม่มีการได้ฟังคำแต่ละคำแล้วเข้าใจ เข้าใจเมื่อใดจึงสำนึกในพระคุณเมื่อนั้น แต่ถ้าไม่เข้าใจ คำเหล่านั้นก็ไม่มีความหมายอะไรเลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้น การที่จะเคารพบูชาสูงสุดต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือ ไตร่ตรองแล้วเข้าใจคำที่ได้ยินได้ฟัง เพราะว่าพระองค์ทรงแสดงพระธรรมไม่ใช่ปรารถนาสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ทรงสละทั้งหมด ความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิและทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่จะได้มีสิ่งที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจถูกตามที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญบารมีแล้วสามารถที่จะรู้ความจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยแม้เทวดาและพรหม โลกกี่โลก ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าถึงพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทั้งหมด ธรรมที่ทรงแสดงเป็นแต่เพียงส่วนเล็กน้อย ที่พระองค์ได้ตรัสกับผู้ที่สามารถที่จะมีโอกาสได้ฟังและเข้าใจ

    หนึ่งชาติที่เกิดมาเป็นคนนี้แล้วจะเป็นคนนี้ได้อีกไม่นาน ไม่มีใครรู้ว่าจะเป็นคนนี้ได้อีกนานเท่าไร ต่อไปก็จะเป็นคนใหม่ โดยที่คนใหม่ก็มาจากคนนี้ คนนี้ทำอะไรไว้สืบเนื่องมาจากแสนโกฏิกัปป์ ก็จะปรุงแต่งให้ขณะต่อไปจากโลกนี้สู่โลกอื่นเป็นคนใหม่ และไม่รู้ว่ากรรมใดที่ได้ทำมาแล้วทั้งหมดจะให้ผล ดังนั้นเป็นสิ่งซึ่งไม่ละเว้นแต่ละโอกาส แต่ละขณะมีค่าอย่างยิ่งที่ได้เข้าใจพระธรรม เพราะถ้าไม่มีแต่ละหนึ่งขณะ ไม่มีทางที่จะเข้าใจพระธรรมเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ การฟังธรรมไม่ใช่เพื่ออะไรเลยแต่เพื่อเข้าใจ และการเข้าใจธรรมจะเป็นการรู้จักพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และรู้ว่าการบูชาพระองค์ก็คือด้วยความเข้าใจของแต่ละคน

    ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ตรัสรู้ พระองค์ได้ทรงแสดงไว้โดยครบถ้วนก่อนที่จะปรินิพพาน ไม่มีอะไรที่จะต้องสงสัยข้องใจ เพราะว่าพุทธบริษัทในครั้งนั้นมีตั้งแต่พระอรหันต์ จนกระทั่งถึงพระโสดาบันและปุถุชน ซึ่งพระธรรมได้สืบทอดมาสำหรับผู้ที่ไม่ประมาทและศึกษาด้วยความเคารพ ไม่คิดเอง แต่ว่าไตร่ตรองพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ให้ลึกซึ้งและละเอียด จนสามารถที่จะรู้ความจริงตามที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้

    พระธรรมฟังดูเหมือนไม่มีอะไรและง่าย แต่ว่าความจริงลึกซึ้งอย่างยิ่ง คนไม่รู้ก็จะไม่สามารถเข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถึงสิ่งซึ่งกำลังมีขณะนี้ตามปกติธรรมดา แต่ลึกซึ้งอย่างยิ่งตามปัญญาของแต่ละคนที่เริ่มเข้าใจ เพราะฉะนั้นการสนทนาธรรมเป็นมงคล ทำให้เราได้เข้าใจสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังเพิ่มขึ้น ชัดเจนขึ้น ทั้งหมดคือเพื่อเข้าใจธรรม ไม่ใช่เพื่อเหตุอื่น เพราะว่าธรรมเป็นสิ่งที่แม้กำลังมีก็ยากที่จะเข้าใจ แต่ไม่พ้นวิสัยเลย โดยความเข้าใจต้องเข้าใจถูกต้องมั่นคงตามลำดับ ไม่ใช่ผิวเผิน เข้าใจถูกต้องว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นเลย แต่ว่าเกิดแล้วเดี๋ยวนี้ทั้งหมด สิ่งที่มีจริงทั้งหมด ภาษาบาลีใช้คำว่า ธรรม

    ใครจะปฏิเสธได้ว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีธรรม ถ้าไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร อาจจะคิดว่าธรรมเป็นอย่างอื่นแล้วบอกว่านั่นไม่ใช่ธรรม นี่ไม่ใช่ธรรม แต่ตามความเป็นจริงก็คือ สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่กำลังมี ปรากฏให้รู้ว่ามีในขณะนั้น สิ่งนั้นเป็นธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นเป็นธรรม แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม เป็นไปได้ใช่หรือไม่ อย่างเช่น เราเห็นดอกไม้บนโต๊ะ ใครๆ ก็บอกว่ามีดอกไม้ แต่ใครจะบอกว่าดอกไม้ที่เห็นนี่เองเป็นธรรม แต่ถ้าถามว่ามีจริงๆ หรือไม่ เห็นจริงหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าจริง นั่นคือธรรม แต่ว่าความรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ความรู้อย่างคนที่เห็นแล้วคิดว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เพราะเหตุว่าความจริงของสิ่งที่เราเห็นนั้นคืออะไร นี่เป็นสิ่งที่ยากมาก การที่จะสงสัยในสิ่งที่มีก็ต่อเมื่อเริ่มคิดว่า เหตุใดมีการเกิดขึ้นแล้วต้องตาย

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    14 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ