ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๗๖
สนทนาธรรม ที่ สโมสรนายทหาร ค่ายภาณุรังษี จ.ราชบุรี
วันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ต้องรู้จริงๆ ว่าฟังธรรมเพื่ออะไร ถ้าเพื่อเหตุอื่นก็ไม่มีทางที่จะละกิเลสได้เลย มีแต่ทางเพิ่มกิเลส ฟังด้วยความเป็นตัวตนอยากเข้าใจ อยากรู้ อยากมีปัญญา อยากอย่างนั้น อยากอย่างนี้ อยากทั้งหมดเลยก็มีความเป็นเรา เพราะเหตุว่ารู้แล้วได้สรรเสริญ ได้ลาภ ได้ยศ คนนับถือ อะไรก็ตามแต่ ซึ่งถ้าศึกษาหรือว่าต้องการที่จะเข้าใจธรรมเพื่อเหตุนั้นไม่มีทางที่จะละกิเลสได้เลย แต่ฟังเพราะไม่รู้และเห็นประโยชน์อย่างยิ่งว่า เกิดมานานเท่าไรก็ตายไปโดยไม่รู้อีกเรื่อยๆ แต่เมื่อมีขณะที่สามารถจะรู้และเข้าใจได้ก็สมควรที่จะรู้ นั่นคือประโยชน์ของการฟัง
ผู้ฟัง คนที่เกิดมาแล้วระลึกชาติได้ ระลึกตรงนี้เป็นสติใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์ เมื่อวานนี้ทำอะไรบ้าง
ผู้ฟัง ถ้าพูดถึงกิจวัตรก็ลืมแล้ว
ท่านอาจารย์ เห็นหรือไม่ว่าเมื่อวานนี้เองตั้งมากมายเลย เหมือนวันนี้ตั้งมากมายเลย เมื่อวานนี้ยังจำไม่ได้เลย แล้วก่อนเมื่อวานนี้จำได้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะไประลึกชาติได้หรือไม่
ผู้ฟัง ก็คงไม่ได้
ท่านอาจารย์ ถ้ามีคนบอกว่าเขาระลึกชาติได้คิดอย่างไร รู้จักชาติหรือไม่ ระลึกคืออะไร จำคืออะไร รู้หรือไม่ ไม่รู้เลยแต่ระลึกชาติได้ คิดดู เหตุใดคนอื่นระลึกไม่ได้ ถ้ามีใครระลึกชาติ แล้วจะรู้ว่าชาติไหนเป็นอย่างไรใครก็ไม่รู้ แต่บอกคนอื่นได้ว่าระลึกชาติได้จริงหรือ ต้องมีเหตุทุกอย่างที่จะทำให้ผลเกิดขึ้น เพียงแค่เมื่อวานนี้ยังจำไม่ได้ แล้วจะไประลึกชาติได้ คิดดูว่ามีเหตุสมควรหรือไม่ที่จะทำให้สามารถระลึกชาติได้ ดังนั้นไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม ผู้ฟังไตร่ตรองแล้วพิจารณาและพิสูจน์ด้วยว่า ถ้าผลมี ต้องมีเหตุที่สมควรแก่ผลนั้น ไม่ใช่ว่าเหตุไม่สมควรแล้วบอกว่าระลึกชาติได้ก็ต้องถามคนนั้นดูว่า ระลึกได้อย่างไร เพราะอะไร ความจริงมีเรื่องที่จะต้องสนทนาที่จะต้องรู้ความจริงได้ แต่ถ้าผู้นั้นไม่รู้เหตุ ไม่ได้ศึกษามาก่อนเลย ก็ไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าคนนั้นทำอะไร คิดอะไร แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโดยประการทั้งปวงทั้งหมด ถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมแต่ละหนึ่งๆ
เมื่อ ๓๐ ปีก่อนผ่านมาแล้ว ยังจำได้บ้างหรือไม่ ถ้าไม่คิด ไม่มีทางเลยใช่หรือไม่ แต่แม้ไม่คิดเกิดจำขึ้นมานึกถึงได้เลย โดยไม่มีการบอกล่วงหน้าว่ากำลังจะคิดถึงเรื่องนั้นแล้ว เพราะเหตุว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แสดงความเป็นอนัตตาชัดเจนมากว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่ให้เห็นว่าสภาพจำไม่เคยหยุด เกิดแล้วดับไป แต่จำไม่ได้ทำหน้าที่อื่นเลยใช่หรือไม่ เมื่อมีอะไรปรากฏก็จำอีก จำทับถมซับซ้อนกันเท่าไรด้วยความเข้าใจผิด สัญญาวิปลาสว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด จนเป็นเราชาตินี้และเป็นเราชาติก่อน
การฟังธรรมถ้าเข้าใจละเอียดขึ้นไม่ผ่านเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเร็วๆ แต่ให้เข้าใจจริงๆ ในแต่ละคำ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เมื่อนั้นจะรู้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา กว่าจะหมดความเป็นเราไม่ใช่ว่าง่ายๆ เลย หรือว่าอยู่ดีๆ ก็ไปที่หนึ่งที่ใด สำนักปฏิบัติ สำนักวิปัสสนา ไปนั่ง นอน ยืน เดิน ถูกสั่งหรือบอกให้ทำอะไรต่างๆ ด้วยซ้ำไป แล้วจะเป็นปัญญาได้อย่างไร ดังนั้นต้องเป็นผู้ที่เข้าใจความถูกต้อง และที่สำคัญที่สุดคือถ้าคนนั้นไม่ได้เข้าใจธรรม ไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่มีทางที่จะรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ก็มีความหลงเชื่อตามโดยอ้างว่าบุคคลนั้นเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง แต่คำที่ควรฟังอย่างยิ่งคือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะพูดอะไร มีคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้วหรือไม่
ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์บอกว่าให้รู้จักทีละคำ อย่างเช่นคำว่า มีจิต ไม่รู้จักจิต ต้องขอความกระจ่างท่านอาจารย์ช่วยขยายความ
ท่านอาจารย์ ได้ยินชื่อจิต หรือว่ารู้จักจิต
ผู้ฟัง ได้ยินแน่นอน
ท่านอาจารย์ ได้ยินแน่ๆ เลย ทั้งๆ ที่จิตก็กำลังเห็น แต่ไม่รู้จักตัวจิต แต่รู้ว่ามีจิต เหมือนเราได้ยินเรื่องใครก็ตามที่เรายังไม่เคยพบเลย เรื่องมากมายยังไม่รู้จัก ยังไม่เคยเห็น จนกว่าจะเห็นตรงตามที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นธรรมที่ได้ฟัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทั้งๆ ที่มี คนอื่นก็ไม่รู้ รู้ไม่ได้ แต่ต้องบำเพ็ญพระบารมี เพราะรู้ว่าขณะใดก็ตามที่อกุศลจิตเกิดไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ เพราะที่จิตเศร้าหมองไม่ผ่องใสเพราะความไม่รู้คืออวิชชา จึงทำให้หลงเข้าใจผิดคิดว่า มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดทันทีที่ปรากฏ และขณะนั้นที่เห็นก็เป็นเราด้วย นานแสนนานมากเท่าไรประมาณไม่ได้เลยเพราะเป็นสภาพรู้
เพราะฉะนั้นสภาพรู้เพียงหนึ่งขณะ ลองคิดดูใครรู้บ้างว่า มีอะไรที่สะสมติดอยู่ในจิตนั้นซึ่งเป็นนามธรรมบ้าง ไม่ปรากฏใช่หรือไม่ แต่ลักษณะของจิตหลากหลายกันไปจนทำให้เป็นแต่ละหนึ่งคน แต่ละความคิด แต่ละการพูด แต่ละการทำ ทั้งหมดเพียงหนึ่งขณะในสังสารวัฏฏ์แล้วไม่กลับมาอีกเลย การฟังสิ่งหนึ่งสิ่งใดซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อให้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงว่าฟังมาเท่าไร ความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้นโดยเราไม่รู้เลยเพราะเป็นสังขารขันธ์
ขณะนี้พูดเรื่องจิต จิตกำลังเกิดดับทำกิจการงานมากมายต่างชนิด เจตสิกก็เกิดพร้อมจิต หลากหลายไม่ปรากฏเลย มีแต่คนนั้นคนนี้นั่งที่นี่ โต๊ะเก้าอี้ไปตามเรื่องใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะไปฝืนบังคับให้รู้แจ้งได้ทันที หรือจะไปทำอะไรขึ้นมาให้รู้ก็ไม่ได้ แต่ความเข้าใจทีละน้อยไม่ได้ไปไหนเลย เกิดแล้วเก็บสะสมสืบต่ออยู่ในจิต เมื่อวานนี้เราฟังแล้ว วันนี้เราฟังอีกก็ยังเข้าใจต่อจากที่เราฟังเมื่อวันก่อนได้ วันต่อๆ ไปก็เป็นเช่นนี้ จึงรู้ได้ว่าปัญญามี ๓ ลำดับขั้น ขั้นฟังเข้าใจมั่นคงรอบรู้ไม่เปลี่ยน กับคนที่ฟังแล้วไม่เข้าใจจริงๆ ก็สับสน พูดถึงเรื่องจิตเจตสิกอะไรก็มีแต่ความคิดของตัวเองนั่นก็อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็เป็นความต่างกันว่า ถ้าเป็นผู้ที่ฟังเพื่อเข้าใจคือไม่ใช่เรา ต้องไม่ลืม เมื่อไม่ใช่เราแล้วจนกว่าจะประจักษ์จริงๆ ว่าไม่ใช่เรา ขณะนี้ฟังเรื่องของสิ่งที่มี เพราะปัญญาจะค่อยๆ เริ่มคุ้นเคยกับสิ่งที่กำลังมีจากการที่ได้ฟังทีละเล็กทีละน้อย
ถ้าเราไม่พูดเรื่องเห็น เราพูดเรื่องอื่น เราจะคุ้นเคยกับเห็นเดี๋ยวนี้หรือไม่ แต่เราพูดครั้งเดียวก็ยังไม่คุ้นเคยอีก พูดบ่อยๆ บ่อยๆ มากขึ้น ความรู้ ความเข้าใจ เราคิดว่าเราเหมือนจะเข้าใจ แต่ความจริงความเข้าใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในความไม่ใช่เรา ต้องรู้ว่าถ้าเป็นความถูกต้องคือ เพิ่มขึ้นในความรู้ว่าไม่ใช่เรา กว่าจะรู้ว่าธาตุรู้เดี๋ยวนี้ที่เกิดขึ้นเห็นตรงเห็น เป็นลักษณะที่ไม่ใช่เรา จึงต้องอาศัยการฟังบ่อยๆ ถ้าเบื่อก็ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงเลย เพราะหลงคิดว่ารู้แล้ว เข้าใจแล้ว บางคนตอนนี้ฟังแล้วไม่ฟังอีก เห็นก็กำลังเห็น จะมาพูดเรื่องเห็นเพื่ออะไร ก็รู้ว่าเห็นไม่ใช่เรา แต่จริงหรือ เพราะกำลังได้ยินเราใช่หรือไม่
ผู้ฟัง เป็นเราแน่นอน
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เห็นความลึกซึ้งละเอียดอย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าคิดง่ายๆ และคิดว่าจะละความเป็นตัวตนง่ายๆ แต่กว่าความรู้จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นต้องอาศัยความละเอียดอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงชาดกในชาติก่อนๆ เกิดเป็นใครทำอะไร ไม่ได้พูดถึงเรื่องการฟังธรรม การเข้าใจธรรม แต่นั่นคือชีวิตของแต่ละคนซึ่งขาดการฟังธรรมและการเข้าใจธรรมไม่ได้ มิฉะนั้นจะมีความเข้าใจมาแต่ไหน เกิดมาแสนโกฏิกัปป์ด้วยกันทั้งนั้น แล้วอย่างไร ถ้าไม่มีความเข้าใจธรรมก็ไม่สามารถที่จะถึงวันที่จะประจักษ์แจ้งความจริงได้
ด้วยเหตุนี้ ขณะที่ได้ฟังซาบซึ้งเพิ่มขึ้น เห็นคุณเพิ่มขึ้น รู้ประโยชน์ของการที่ฟังแล้วฟังอีก นั่นคือปัญญาที่รู้ว่าไม่มีหนทางอื่นเลย ที่จะทำให้สามารถที่จะชินเพราะฟังบ่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งรอบรู้ ไม่สงสัยในความหมายของคำว่า สติ ศรัทธา หรือการระลึก บางคนบอกว่าระลึกรู้ ระลึกสิ เขาบอกให้ทำอะไร ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย ระลึกอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ก็ไปนั่งระลึกกัน ไปนั่งทำกันโดยที่ไม่รู้
เพราะฉะนั้น คนที่ฟังก็จะพ้นจากความเห็นผิด พ้นจากการปฏิบัติผิด เพราะว่าพระธรรมได้ทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่งโดยประการทั้งปวง ทำให้ไม่เข้าใจผิด เพราะเคารพในการที่จะศึกษาด้วยความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย และรู้ว่าทั้งวันก็เป็นธรรมทั้งหมด แต่ลืมหมด ถ้าไม่ได้ฟังคิดถึงเรื่องอื่นทันทีเลย จึงต้องอาศัยปัจจัยคือการเห็นประโยชน์และการฟัง ไม่ใช่ว่ารู้แล้วและจะฟังอย่างอื่น แต่ที่รู้แล้วคือรู้เรื่อง และรู้มากเพียงใด ถ้ามากก็ไม่ลืม แต่เดี๋ยวก็ลืม แล้วลืมไปเลยใช่หรือไม่ แสดงว่ายังรู้น้อยมาก แสดงให้เห็นว่าอาศัยความเข้าใจที่ต้องมั่นคงกว่านี้ โดยการที่ละเลยไม่ได้และจะต้องฟังแล้วฟังอีก เช่นเมื่อสักครู่นี้ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า แม้แต่คำว่ารู้แจ้งหรือเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ก็เข้ามาใกล้ลักษณะของธาตุรู้ซึ่งเป็นจิตไม่ใช่เจตสิก เพราะว่าแยกจากกันยากมากใช่หรือไม่ เพราะว่าเกิดพร้อมกันและดับพร้อมกัน ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ปรากฏก็ไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งนั้นได้
เวลาความโกรธเกิดขึ้นยังรู้เลยว่าโกรธเป็นเช่นนี้ แต่ไม่รู้ว่าไม่ใช่เราและเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ก็ยังคงเป็นเราโกรธ โกรธมีลักษณะที่ปรากฏให้รู้ได้ แต่เห็นเดี๋ยวนี้ ธาตุรู้ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น กว่าจะชิน กว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย หมดความสงสัยในเรื่องกัปป์ว่ากี่กัปป์เพราะว่าไม่ต้องสนใจ ถ้าไม่รู้ก็คือไม่รู้ใช่หรือไม่ และรู้ขึ้นเท่าไรก็ตรงตามความเป็นจริงเท่านั้น และเวลาที่สภาพธรรมที่ปรากฏเพราะรู้ขึ้น ก็รู้ว่ามาจากการฟัง การไตร่ตรอง การพิจารณา มิฉะนั้นไม่มีทางที่จะรู้จักธรรมที่เรากำลังพูดถึงเดี๋ยวนี้ในขณะนี้ได้เลย
อ.วิชัย เป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งของการฟังธรรม ซึ่งมีข้อความในเถรคาถาที่ท่านพระมหาจุนทะเถระได้ภาษิตคาถาว่า การฟังดีเป็นเหตุให้การฟังเจริญ การฟังเป็นเหตุให้เจริญปัญญา บุคคลจะรู้ประโยชน์ก็เพราะปัญญา ประโยชน์ที่บุคคลรู้แล้วย่อมนำสุขมาให้ แม้ในคาถาธรรมบท พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าภาษิตคาถาไว้ด้วยว่า "ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิตที่เห็นได้แสนยาก ละเอียดยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่ เพราะว่าจิตที่คุ้มครองไว้ได้เป็นเหตุนำสุขมาให้"
ท่านอาจารย์ การเข้าใจธรรมทำให้เป็นผู้ที่ตรง ขณะนี้ฟังเรื่องเห็นแล้วก็เห็น แต่ยังไม่รู้จักเห็น จนกว่าจะรู้จัก รู้จักไม่ได้หมายความว่าชื่อเรื่องราว แต่ภาวะสภาพธรรมที่เกิดขึ้นรู้ ไม่มีรูปร่างใดๆ เจือปนเลยทั้งสิ้น และขณะนี้กำลังสะสมความเข้าใจขึ้นโดยที่ว่ายังไม่ได้ปรากฏ ต่อเมื่อใดปรากฏเมื่อนั้นรู้ว่าเพราะได้ฟังและได้เข้าใจขึ้นเรื่อยๆ
ผู้ฟัง ตรงนี้เอง จึงต้องฟัง ที่บอกว่าต้องฟังเพราะอะไร เพราะทั้งวันตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาหลงไปทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ที่บอกว่าหลงเพราะไม่รู้ว่า นั่นคือสภาพธรรมที่มีเหตุมีปัจจัยเกิด ไม่รู้เลยที่บอกว่ารู้ได้แสนยากเป็นเช่นนั้นจริง
ท่านอาจารย์ ยิ่งเข้าใจยิ่งละเอียดยิ่งลึกซึ้งยิ่งยากเพราะทำอะไรไม่ได้ ใครคิดจะทำเมื่อไรผิดทันทีเพราะเพิ่มความเป็นตัวตน แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมเป็นสภาพธรรม ไม่ใช่เรา จะมีตัวเราไปทำหน้าที่ของปัญญาเป็นไปไม่ได้ เพราะเข้าใจผิดว่าทำได้ เป็นเรา แต่ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ ก็จะเป็นผู้ที่มีบารมี คือความอดทน สัจจะตรงต่อความเป็นจริงว่าเป็นสิ่งที่รู้ยาก และไม่ใช่ว่ามีตัวตนจะไปทำให้รู้ แต่เพราะปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นเอง จะทำหน้าที่ของปัญญาตามลำดับขั้น ดังนั้นจึงเป็นผู้ที่มีปกติเข้าใจสิ่งที่เกิดแล้ว ที่ปรากฏตามความเป็นจริงคือเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้น พระศาสนาคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะดำรงอยู่ได้ เมื่อมีผู้ที่เข้าใจถูกต้อง
ผู้ฟัง วัด ภาษาบาลีใช้คำว่า อาราม เป็นสถานที่รื่นรมย์ รื่นรมย์ในความเข้าใจความจริงก็คือพระธรรม คนไทยใช้คำว่าวัด แต่ว่าสถานที่นั้นไม่ได้ให้ปัญญาแล้ว ให้วัดเป็นตลาด ผมก็ว่าไปคนละทางและผิดทาง แทนที่จะส่งเสริมว่าภิกษุแต่ละวัดที่อยู่ควรจะมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของพระธรรมคำสอนอย่างแท้จริง
ท่านอาจารย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ที่ผู้ที่มีความเคารพในพระรัตนตรัย ที่จะได้มีความเข้าใจ และก็ดำรงพระรัตนตรัยคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ยั่งยืนต่อไป เพราะถ้าไม่มีการศึกษาไม่มีความเข้าใจจะรู้ได้หรือไม่ว่า พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ดีแล้วคืออย่างไร เมื่อไม่ศึกษาและไม่เข้าใจก็พูดคำที่ตนเองคิด ซึ่งไม่มีในคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามที่บอกว่า เป็นชาวพุทธมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ถึงเวลาที่ควรจะได้พิจารณาว่า ไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ ชาวบ้าน พ่อค้า ประชาชน ข้าราชการ ตำรวจ ทหาร ทุกคนเป็นชาวพุทธ เพราะเหตุว่ากล่าวว่ามีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ก็ควรที่จะได้พิจารณาตามความเป็นจริงให้ถูกต้องว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรที่จะได้พูดสิ่งที่จริงและถูกต้องให้เข้าใจโดยทั่วกัน
วัดคืออะไร ที่อยู่ของใคร หรือว่าไม่มีใครอยู่ที่วัด แล้วสร้างวัดทำอะไรกัน ทั้งหมดเป็นสิ่งซึ่งชาวพุทธควรจะได้ไตร่ตรอง เปิดเผยและพูดความจริงให้พิจารณาให้เข้าใจ ที่จะดำรงรักษาความถูกต้องไว้ เพราะฉะนั้นทุกคำ แม้แต่วัด ใครอยู่ที่วัด หรือสร้างวัดเพื่ออะไร และสร้างเพื่ออะไร ในครั้งพุทธกาลเริ่มต้นจากการที่ไม่มีวัดเลย แต่มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้ที่ไหน ประทับที่ไหน ทรงแสดงธรรมที่ไหน มีคนที่ฟังธรรมแล้วซึ่งมีทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต
ผู้ที่มีศรัทธาที่จะประพฤติตามรอยพระบาทพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นศากยบุตร พระองค์ประพฤติอย่างไร ผู้นั้นก็จะดำเนินรอยตามเพื่อขัดเกลากิเลสดับกิเลสตามที่พระองค์ได้ดำเนินแล้ว ซึ่งได้ทรงบัญญัติเป็นสิกขาบท ซึ่งก่อนนั้นพวกที่สละอาคารบ้านเรือนดำเนินรอยตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็อยู่อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เขาคิชฌกูฏ หรือที่ไหนก็ได้แล้วแต่ จนกระทั่งมีผู้ที่มีศรัทธาและเห็นว่า ถ้าผู้ที่มีศรัทธาที่จะขัดเกลากิเลสในเพศบรรพชิต จะสะดวกสบายในความเป็นอยู่ เพื่อการขัดเกลากิเลสตามสมควร เพราะว่าได้สละเพศคฤหัสถ์ ละอาคารบ้านเรือน ละทรัพย์สมบัติ ละทุกอย่าง ละกิจการงานทั้งหลายของคฤหัสถ์ด้วย
เพราะฉะนั้น คฤหัสถ์ที่มีศรัทธาก็ขออนุญาตที่จะสร้างที่อยู่สำหรับบรรพชิต เมื่อพระองค์ทรงอนุญาตก็จะต้องประพฤติปฏิบัติตามที่ทรงอนุญาต ในการที่จะให้สร้างตามพระวินัยบัญญัติด้วยเพื่อขัดเกลากิเลส จุดประสงค์ก็คือเพื่อขัดเกลากิเลส ซึ่งจะขัดเกลากิเลสไม่ได้เลยถ้าไม่มีความเข้าใจธรรม พระภิกษุที่จะขัดเกลากิเลสก็เห็นคุณที่ตนได้เข้าใจธรรม และยังไม่พอ ก็ฟังต่อไป ศึกษาต่อไปขัดเกลากิเลสต่อไป และประพฤติตามพระวินัยบัญญัติ นั่นจึงเป็นภิกษุในธรรมวินัย เพื่อขัดเกลากิเลส ดังนั้นถ้ายินดีในสิ่งหนึ่งสิ่งใด ความยินดีเป็นกิเลส ถ้ายังยินดีในเงินและทอง เหมือนคฤหัสถ์หรือไม่
ผู้ฟัง เหมือนเลย
ท่านอาจารย์ แล้วจะเป็นภิกษุได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ เมื่อสละแล้วรับได้หรือไม่ ถ้าคฤหัสถ์ให้เงินพระ นำเงินไปให้คนที่เขาไม่ยินดีในเงินและทอง ถูกต้องหรือไม่ เพราะเป็นพระภิกษุซึ่งละอาคารบ้านเรือน ละทรัพย์สมบัติทั้งหมด การนำเงินไปให้คนที่สละแล้วไม่ยินดีแล้วถูกต้องหรือ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของความไม่เข้าใจธรรมทั้งหมด
ผู้ฟัง คือแต่ก่อนตอนฟังใหม่ๆ ฟังอะไรก็อยากจะฟังให้รู้เป็นเรื่องเป็นราว เพราะอะไรต้องช้าไปทีละคำ เมื่อเริ่มฟังไปเรื่อยๆ จะทำให้เราเข้าใจความหมายจริงๆ ของแต่ละคำว่าหมายถึงอะไร
ท่านอาจารย์ ประมาทไม่ได้เลยทีละคำ เห็น เพียงแค่คำเดียว เมื่อไรจะรู้อย่างที่ได้ฟัง เห็นต้องเกิด ก็ไม่เห็นการเกิดของเห็น เห็นเกิดเห็นแล้วดับ ก็ไม่เห็นการดับไปของเห็น เพียงคำเดียวว่าเห็น ถ้ามีความเข้าใจจริงๆ จะค่อยๆ มั่นคงขึ้นในความไม่มีเรา เพราะว่าที่เป็นโทษทุกวันนี้ด้วยความเห็นผิดว่าเป็นเรา จึงมีความติดข้อง จึงมีความปรารถนา จึงมีการที่ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเรา ซึ่งก็ไม่มีเรา เพราะว่าเกิดแล้ว ดับแล้วและหมดไป
ดังนั้นต้องเป็นเรื่องที่จะต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพื่อละความไม่รู้ ทั้งๆ ที่พูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ทั้งนั้น พูดบ่อยๆ ด้วยแต่ก็ยังไม่เห็นเป็นอย่างที่พูด แสดงให้เห็นถึงความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ที่เราไม่รู้มานานถึงความเป็นจริงว่า เดี๋ยวนี้เอง เห็นไม่เกิดไม่มี แต่มีเห็นเดี๋ยวนี้เพราะเห็นเกิด และเห็นขณะนี้ก็ต้องดับไป เพราะได้ยินไม่ใช่เห็น แต่ก็เร็วจนกระทั่งเหมือนกับว่าทั้งเห็นทั้งได้ยินด้วย เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ฟังเรื่องอื่นเลย ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริง เพื่อที่จะได้รู้จักสิ่งที่มีโดยลักษณะของความเป็นธรรมไม่ใช่เรา
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380