ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
ตอนที่ ๑๓๓๕
สนทนาธรรม ที่ เวลเนสซิตี้ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ แยกออกไปต้องเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ ซึ่งจะรู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะแยกออกไปแล้ว เกิดแล้ว ดับแล้ว หมดแล้วอยู่ทุกขณะ
ผู้ฟัง อย่างมองเห็นท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ นี่ทางตามีสีสันวรรณะ แล้วก็มีรูปร่างสัณฐาน มีนิมิตเพราะเกิดดับสืบต่อจนปรากฏเป็นคิ้ว เป็นตา เป็นแขน เป็นมือ ก็จำได้ว่าเป็นใครแต่ละหนึ่งๆ ปรากฏทางตา หลับตาซิอยู่ไหน คนที่เห็นเมื่อกี้นี้อยู่ไหน
ผู้ฟัง ไม่มีถ้าหลับตา
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องมีความเข้าใจลึก และมั่นคงว่าเห็นมีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็นเท่านั้นเอง และคนเมื่อกี้นี้หายไปไหนที่ว่าเห็นคนนั้นเห็นคนนี้ พอหลับตาแล้วไม่มี หายไปไหน
ผู้ฟัง ยังนั่งอยู่นี่
ท่านอาจารย์ ถ้าหลับตาแล้วยังนั่งอยู่เหรอ
ผู้ฟัง หลับตาแล้วก็ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ได้เห็นคน แต่เห็นสีสันวรรณะที่ปรากฏที่กายที่อ่อนที่แข็ง แล้วก็จำไว้รูปร่างสัณฐานจึงกล่าวว่าคนบ้าง ดอกไม้บ้าง โต๊ะบ้าง เก้าอี้บ้าง แล้วอะไรอีก
ผู้ฟัง เย็น ร้อน อ่อน แข็ง
ท่านอาจารย์ มีไหมเดี๋ยวนี้
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ มีก็ไม่รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นสิ่งที่มีที่เดี๋ยวอ่อน พอกระทบอีกอย่างก็แข็ง อ่อนหายไปแล้ว หมดไปแล้ว พออ่อนแข็งหมดแล้ว เย็นแต่ละหนึ่งๆ เท่านั้นซึ่งเกิดปรากฏแล้วก็หมดไป ไม่ใช่เห็นอันเก่าเลย เริ่มเห็นความไม่เที่ยงของทุกสิ่งทุกอย่างแต่หลงติดข้อง แล้ววันหนึ่งก็ต้องจากไป จะช้าหรือจะเร็วบังคับได้ไหม อาจจะเป็นเย็นนี้ก็ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ ติดข้องในสิ่งที่ไม่มีทุกชาติ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเริ่มพ้นจากความติดข้อง ขณะนั้นจะไม่รู้เลยว่าเป็นสุขที่ไม่ต้องเป็นทาสของความติดข้องแต่ละระดับขั้น เพราะฉะนั้นธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านำมาซึ่งความเบาสบาย พ้นจากการที่จะต้องเป็นทาสของความติดข้องหรือความไม่รู้ เพราะมีความเข้าใจว่าแท้ที่จริงรูปร่างกายและจิตใจทั้งหมดในชาตินี้ เป็นคนนี้ได้เพียงชาติเดียว ชาติก่อนเป็นอะไรอยู่ที่ไหนไม่มีทางรู้ได้เลย พอถึงจากโลกนี้ไปชาติหน้าจะจำไม่ได้เลยเราเป็นใคร อยู่ที่ไหน ทำอะไรบ้าง แต่เดี๋ยวนี้กำลังรู้หมดเลย ดีชั่วที่ทำมากน้อยแค่ไหน เพราะฉะนั้นขณะนี้เป็นคนนี้ ซึ่งพอตายแล้วจากโลกนี้ไปแล้วเป็นคนนี้อีกไม่ได้ แต่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่มีชีวิตใหม่มาจากคนในชาตินี้ที่เคยเป็นคนที่กำลังนั่งฟังธรรมเดี๋ยวนี้ เป็นเราชั่วคราว และคนใหม่ก็คือมาจากเราชั่วคราวนี้แหละ เพราะฉะนั้นจะทำดีหรือทำชั่ว ทำดีพอไหม
ผู้ฟัง ทำดีก็ต้องทำไปเรื่อยๆ
ท่านอาจารย์ พอไหม
ผู้ฟัง ไม่มีพอ
ท่านอาจารย์ ดี อะไรดีที่สุด
ผู้ฟัง ดีที่สุด คือมีปัญญาดีที่สุด
ท่านอาจารย์ มีปัญญาเข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นเริ่มเห็นว่าอะไรดีที่สุด ไม่ละเลยที่จะฟัง เพราะว่าถ้าฟังบ่อยๆ จะเข้าใจกว่านี้มาก และเริ่มรู้จักเพราะสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งขึ้น
อ.คำปั่น ที่ท่านอาจารย์ได้สนทนาถึงความเป็นจริงของธรรม จำแนกออกเป็นแต่ละหนึ่งๆ ประโยชน์คืออะไร นี่คือสิ่งที่สำคัญ เพราะว่าแต่ละคำที่เราได้ยินก็คือคำจริงแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ซึ่งเกิดจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์ที่ทำให้ผู้ฟังเกิดปัญญา ความเข้าใจถูกต้องว่าสิ่งที่มีจริงๆ นั้นเป็นเพียงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งเท่านั้น ที่หาความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตนไม่ได้ ที่เราหลงยึดถือว่าเป็นตัวตนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมานานแสนนานในสังสารวัฎ จนกว่าจะได้ยินได้ฟังแต่ละคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ท่านผู้ฟังก็คงจะได้ฟังตั้งแต่เริ่มต้นที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวถึงความน่าอัศจรรย์ของพระธรรม ที่เรียกว่าธรรมเตชะหรือว่าธรรมเดช เพราะว่าเป็นการแสดงถึงคำจริงแต่ละคำที่เป็นพระพุทธพจน์คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูก ที่จะเป็นไปเพื่อเผาผลาญธรรมที่ตรงข้ามกัน ก็คือความไม่รู้ และกิเลสทั้งหลายที่สะสมมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างยิ่งก็คือคำจริงทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่สัตว์โลกมีโอกาสได้ยินได้ฟังได้ศึกษา ที่จะค่อยๆ สะสมความเข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย
ผู้ฟัง ขอเรียนสนทนากับท่านอาจารย์ ประโยชน์อะไรที่ท่านอาจารย์กล่าวว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน คำของพระพุทธเจ้าทั้งๆ ที่ไม่ต้องฟังธรรมก็รู้ว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน เพราะว่ามีหูถึงได้ยิน แล้วก็มีตาถึงเห็น
ท่านอาจารย์ เห็นไม่ใช่ได้ยิน อะไรๆ ก็ไม่ใช่ได้ยิน นอกจากได้ยินใช่ไหม เพราะฉะนั้นได้ยินเกิดแล้วก็ดับไป เป็นเราหรือเปล่า สิ่งที่ชาวโลกไม่รู้ก็คือเข้าใจว่าธรรมเป็นเรา เป็นของเรา ก็มีความติดข้อง ขวนขวายแสวงหา แทบจะว่าได้ว่าตลอดชีวิต แต่เวลาที่จากไป สิ่งซึ่งต้องการอย่างยิ่งขวนขวายแสวงหามา ยังเป็นของคนที่ตายไปหรือเปล่า รู้ความจริงหรือยังว่าแท้ที่จริงสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ตามไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเราจริงๆ เกิดมาไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ ในสังสารวัฎมีอายุที่ยาวนานมากเลย จนถึงวันนี้เป็นคนนี้ แต่ว่าเท่าที่จะเป็นตามกรรมที่ได้กระทำไว้ว่าเป็นคนนี้ได้เพียงเท่านี้ และต่อไปก็รู้ไหมเป็นอะไร นกได้ไหม งูได้ไหม ปูได้ไหม ปลาได้ไหม ถ้าไม่ได้แล้วพวกนั้นมาจากไหน พวกนก ปู ปลา นี้มาจากไหน งูก็เห็น คนก็เห็น นกก็เห็น คนก็เห็น ปลาก็ได้ยิน คนก็ได้ยิน สิ่งต่างๆ เหล่านี้มาจากไหน ถ้าเอารูปร่างออก บอกได้ไหมว่าอะไรเห็น ลิงเห็น หรือคนเห็น เอารูปร่างออกบอกไม่ได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเห็นเป็นเห็น เป็นเราหรือเปล่า สิ่งที่ปิดบังในสังสารวัฎ แม้ธรรมจะมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นด้วยความไม่รู้ก็เข้าใจผิดยึดถือว่าเป็นเรา มีความติดข้องในสิ่งที่ปรากฏ ถ้าโลกนี้ไม่มีอะไรเกิดเลยสักอย่าง มีโลกไหม ไม่มีโลก
เพราะฉะนั้นแม้แต่คำที่เราใช้คำว่าโลกๆ ก็ไม่รู้ว่าโลกคืออะไร แต่เพราะสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าโลกะ ออกเสียงว่า โลกะ ในภาษาบาลี ก็คือภาษาไทยใช้คำว่าโลก คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ไม่มีใครรู้ว่าเกิดดับ เหมือนมีอยู่แล้ว บ้านก็มีอยู่แล้ว ห้องนี้ก็มีอยู่แล้ว อะไรก็มีอยู่แล้ว แต่ลึกไปกว่านั้นก็คือว่ากำลังเกิดดับอย่างเร็วสุดที่จะประมาณละเอียดยิบ แต่พอรวมกันก็ไม่เห็นว่าเกิดดับ เพราะฉะนั้นร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า แต่ละหนึ่งกลุ่มของรูปเล็กที่สุด มีรูปรวมกัน ๘ รูป โดยสมุฏฐานต่างๆ กำลังเกิดดับ รูปไหนเป็นเรา แม้เห็นซึ่งเป็นสภาพรู้เป็นธาตุรู้ ไหนเป็นเรา ดับแล้วเมื่อกี้นี้ เห็นเมื่อกี้นี้หมดแล้วไม่กลับมาอีกเลย ถ้ามีความยึดมั่นในสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็เป็นการกระทำที่จะทำให้มีคำพูดหรือมีกายวาจาที่เป็นไปเพื่อตัวเองด้วยความรักตัวเอง เพราะว่ารักอะไรที่สุดตั้งแต่เกิด
ผู้ฟัง รักตัวเอง
ท่านอาจารย์ ทุกคนต้องตอบว่ารักตัวเอง ถึงจะรักใครมากสักเท่าไหร่ แต่ตัวนี้ต่างหากที่รักที่สุด เพราะว่าต้องการให้ตัวนี้มีความสุข อย่างไรก็ตามก็พยายามแสวงหาได้มาในทางสุจริตก็เป็นกุศลกรรม แต่ถ้าได้มาในทางทุจริต การกระทำที่ไม่ดีคือเบียดเบียนคนอื่นให้เดือดร้อน หารู้ไม่ว่านั่นแหละคือสิ่งที่จะให้เกิดผลตั้งแต่เกิด เกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่กรรมที่ทำไว้ เกิดในนรกก็ได้ ท่านพระเทวทัตเกิดในนรก ภิกษุที่ละเมิดพระวินัยไม่ปลงอาบัติ ตายจากโลกนี้ก็สิ้นชีวิตเกิดในนรก ทั้งๆ ที่เป็นภิกษุเราก็กราบไหว้กัน แต่พอจากโลกนี้ไปแล้วก็อยู่ในนรก ไม่มีใครสามารถที่จะไปดลบันดาลอะไรได้เลย แต่ทุกอย่างต้องมีเหตุและผล เพราะฉะนั้นถ้าฟังต่อไปก็จะรู้ว่าเกิดเป็นจิตประเภทไหน เป็นจิตที่เป็นเหตุหรือเป็นจิตที่เป็นผล ต้องเป็นผลของกรรมที่ทำให้จำแนกการเกิด เกิดต่างกันไปพี่น้องด้วยกัน ท้องเดียวกัน รับประทานอาหารเหมือนกันทุกวัน คิดต่างกัน ทำต่างกัน คนหนึ่งดีคนหนึ่งชั่วก็ได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นความเป็นธรรมซึ่งสืบเนื่องติดต่อสะสมมาแต่ละชาติ จนกระทั่งทำให้มีความเข้าใจมีความสนใจที่จะเข้าใจความจริง หรือว่าไม่สนใจเลย ใครก็ไปบังคับบัญชาไม่ได้ ให้มีความเข้าใจให้ถูกต้องมั่นคงว่าไม่มีเรา แต่มีธรรม
เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีละคำ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เปลี่ยนได้ไหม คิดว่ามีอัตตามีเรา นั่นค้านกับพระพุทธพจน์ เพราะฉะนั้นเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีเป็นอนัตตา ถ้าเรายังคิดว่าเป็นอัตตา เราก็ฟังคำของพระองค์เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรจริง อะไรไม่จริง อย่างตาเป็นอะไร เราก็ไม่รู้ เห็นเป็นอะไรก็ไม่รู้ ดับแล้วไหนเรา ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วดับไป ไหนเรา ประโยชน์ก็คือว่าได้รู้ความจริงถึงที่สุด เปลี่ยนไม่ได้ ไม่ใช่เรา ถ้าไม่ใช่เรากับมีเราอย่างไหนดี
ผู้ฟัง ไม่มีเราดีกว่า แต่ก็ฟังมา ๑๐ กว่าปี ก็ยังเป็นเราที่ไม่ใช่ธรรม
ท่านอาจารย์ ๑๐ กว่าปีนี่กว่าจะรู้อีกนานไหม ท่านพระสารีบุตรนานเท่าไหร่ ท่านพระอานนท์นานเท่าไหร่ สาวกแต่ละรูปที่ได้รู้ความจริงไม่ใช่เพียงเพิ่งได้ฟัง แล้วฟังต้องไม่เผิน แล้วฟังต้องไม่ผิด ถ้าฟังเผินฟังผิดมีคนบอกว่าสามารถจะไปปฏิบัติรู้แจ้งอริยสัจธรรม เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ๑๐ ปี เป็นไปได้หรือในเมื่อไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เรา กว่าจะไม่ใช่เราจริงๆ ต้องมีการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นเป็นลำดับขั้นอย่างไร ขั้นฟังยังไม่ใช่ปฏิ ปัตติ ยังไม่ใช่ปฏิบัติธรรม แต่ใช้คำว่าปริยัติ คนไทยก็ชินหูได้ยินบ่อยๆ โรงเรียนปริยัติก็มี ปริยัติธรรมก็มี แล้วปริยัติคืออะไร ใครรู้บ้าง หรือรู้นิดรู้หน่อย ก็จะได้รู้จริงๆ ว่าคืออะไร
ท่านอาจารย์ การจะเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นธรรมไม่ใช่เรา ก็มีสิ่งที่ต้องเรียนมากมาย จำเป็นต้องมีอะไรลำดับก่อนหน้าหลังหรือไม่ในการเรียน
ท่านอาจารย์ คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เป็นประโยชน์ที่จะทำให้ผู้ที่ได้เริ่มเข้าใจค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงตรงตามที่ได้ฟัง ว่าจิตเป็นจิต เป็นสภาพรู้ และการที่จะรู้แจ้งจิต ไม่ใช่ว่ามีหลายๆ อย่างรวมกัน แล้วก็จะไปรู้ลักษณะของจิต เช่นเดี๋ยวนี้ สิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็นไม่ใช่จิต และก็ไม่ใช่ใครด้วย แต่เป็นสิ่งที่เป็นสีสันวรรณะที่อยู่ที่ธาตุเย็น ร้อน อ่อน แข็ง มหาภูตรูป ซึ่งสามารถกระทบตาได้แล้วดับ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ใครเลย คิดถึงหนึ่งขณะที่ธาตุนี้เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏไม่ใช่เรา และจิตซึ่งเป็นธาตุรู้เดี๋ยวนี้กำลังเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง ใครรู้ลักษณะของจิตซึ่งเป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดดับ ไม่ใช่เพียงพูดเฉยๆ ให้เข้าใจคร่าวๆ แต่ว่าหมายความว่าสามารถที่จะกล่าวให้คนนั้นได้พิจารณาไตร่ตรอง จนเป็นความเข้าใจละเอียดขึ้น จนประจักษ์แจ้ง ด้วยเหตุนี้ปัญญาจึงมีตั้งแต่ขั้นฟัง ถ้าปัญญาขั้นฟังไม่มีขั้นปฏิ ปัตติไม่มี เพราะเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งเมื่อฟังแล้วว่าขณะนี้มีเห็นไม่ใช่เรา แต่ถ้าไม่บอกว่าเห็นเป็นธาตุรู้ที่กำลังเห็น สามารถรู้จักเห็นไหม ทั้งๆ ที่มีเห็น เพราะฉะนั้นก็ต้องอธิบายว่าเดี๋ยวนี้ถ้าเห็นไม่เกิดไม่มีธาตุรู้ สิ่งต่างๆ ขณะนี้ที่ปรากฏก็ปรากฏไปได้
เพราะฉะนั้นธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นแค่นี้ ขั้นฟังยังไม่ใช่ขั้นปฏิบัติ แต่ขั้นที่ฟังนี้แหละสามารถที่จะทำให้สติสัมปชัญญะและปัญญาที่รู้เฉพาะตรงเห็นด้วยความค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้งเห็นเกิดแล้วดับ จึงจะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงอย่างนี้ด้วยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่บอกไปแล้วไม่มีใครรู้ไม่มีใครประจักษ์แจ้ง แล้วจะหมดความเป็นเราได้อย่างไร เพราะว่าความเป็นเราหนาแน่นมาก เหนียวแน่นหนาแน่นมากมายมหาศาล และจะไม่เป็นเราอีกเลยถึงความเป็นพระโสดาบันดับกิเลสที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่เกิดอีกเลยในสังสารวัฏ ดับความสงสัยว่าขณะนี้เห็นเกิดดับ เพราะไม่ประจักษ์แจ้ง แค่ฟังรู้ว่าเห็นชั่วคราว ขณะได้ยินไม่มีเห็น เมื่อวานนี้เห็นกับวันนี้เห็น คนละเห็นไม่ใช่เห็นเดียวกัน สิ่งใดที่เกิดแล้วดับแล้วสิ่งนั้นไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นขณะนี้เห็นใหม่ทุกขณะที่กำลังเห็นเกิดดับโดยไม่ปรากฏ เพราะปัญญาไม่ถึงระดับขั้นที่จะเป็นปฏิเวธ ประจักษ์แจ้งสภาพธรรมมตรงตามที่ได้ฟัง ผู้ที่ฟังธรรมก็มีความเข้าใจที่มั่นคงว่าเป็นสิ่งที่ปัญญาเท่านั้นที่สามารถจะรู้ได้ ความไม่รู้ไม่สามารถจะรู้เห็นขณะนี้เกิดดับ แต่ความเข้าใจขึ้นๆ ทีละเล็กทีละน้อยเป็นปกติ จะค่อยๆ ทำให้รู้ว่าเดี๋ยวนี้เห็นไม่ใช่ได้ยินทีละหนึ่ง เป็นไปได้ไหม ถ้าความจริงเป็นอย่างนี้ความเข้าใจถูกก็ต้องเข้าใจถูกอย่างนี้
ผู้ฟัง นั่นหมายความว่าถ้าไม่ฟังธรรมเลยก็คิดว่าเป็นเราเห็น เราได้ยิน รายละเอียดของเห็นที่ไม่ใช่เราเป็นอย่างไร อันนั้นก็คือการตั้งต้นแล้วก็ยิ่งเรียนละเอียดมากก็ยิ่งเข้าใจความเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรามากขึ้น
อ.คำปั่น สำหรับคำถามเรื่องตั้งต้นนี้ ว่าตั้งต้นตรงไหนทุกครั้งที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังคำจริง เป็นการตั้งต้น เป็นการเริ่มต้นเริ่มใหม่อยู่ตลอดในการเริ่มสะสมความเข้าใจโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือตั้งต้นที่คำว่าธรรม สิ่งที่มีจริงๆ เป็นธรรมจะเป็นการเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้น โดยที่ไม่ลืม โดยที่ไม่หลงเข้าใจผิด เพราะเหตุคำนี้คำเดียว ธรรมคืออะไร ธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ จะนำไปสู่ความเข้าใจธรรมยิ่งขึ้นอย่างไร นี่คือสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพราะว่าไม่ว่าจะกล่าวเรื่องใดไม่พ้นไปจากเรื่องของสิ่งที่มีจริงๆ และมีจริงในขณะนี้ด้วย ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน เพราะฉะนั้นทุกครั้งที่มีโอกาสได้ยินได้ฟัง ก็ตั้งต้นด้วยความเข้าใจ ด้วยความรู้ที่มั่นคงต่อไป ในการที่จะเห็นประโยชน์ว่าเมื่อมีโอกาสได้ยินได้ฟังความเข้าใจก็จะค่อยๆ เจริญขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจริงๆ
ผู้ฟัง ดิฉันชื่อเดือน อยากทราบว่าคำว่ารู้เพื่อละ
ท่านอาจารย์ ก็ต้องพิจารณาให้เข้าใจ ละอะไร
ผู้ฟัง จะละความไม่รู้
ท่านอาจารย์ รู้เพื่ออะไร
ผู้ฟัง รู้เพื่อละความไม่รู้
ท่านอาจารย์ ก็ถูกต้องแล้ว ไม่รู้อะไร
ผู้ฟัง ยังไม่รู้อะไรอีกเยอะ ก็คือบางครั้งฟังแล้วก็ยังไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ แล้วจะละความไม่รู้ใช่ไหม ด้วยความรู้ความเข้าใจ ความรู้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ความเข้าใจเกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็ละความไม่รู้ในสิ่งที่ไม่เข้าใจแล้วเข้าใจ และก็ละ เพราะเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจไม่มีทางจะละได้เลย ความรู้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ละความไม่รู้นั้นๆ ตอนนี้ไม่รู้เรื่องอะไร ไม่รู้เรื่องตา ตาก็มีจริง แต่ตาไม่เห็นอะไร ละความไม่รู้ใช่ไหม และตาก็ไม่ใช่ตาเราด้วย เราก็ไปทำให้ตาเกิดไม่ได้ นี่ก็ละความไม่รู้ว่าตามีจริง เป็นธาตุรู้หรือเปล่า ตาไม่เห็น เห็นไม่ใช่ตา แต่ถ้าไม่มีตาก็ไม่เห็น ต้องละเอียดจนกระทั่งรู้ว่าตาไม่เห็น แต่เห็นไม่ใช่ตา แต่ถ้าไม่มีตาก็ไม่มีเห็น ถูกต้องไหม เพียงเท่านี้ก็ยังต้องไตร่ตรอง จนกระทั่งเข้าใจจริงๆ ว่าไม่รู้เลยคิดว่าตาเป็นเรา ไม่รู้แล้วก็คิดว่าตาเห็น ความจริงตาไม่เห็น แต่เห็นเป็นเห็น เห็นเป็นตาไม่ได้ สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง เกิดเป็นอย่างนั้นแล้วดับไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แข็งกำลังปรากฏเมื่อกระทบสัมผัส จะเปลี่ยนแข็งที่ปรากฏให้เป็นหวานไม่ได้ ให้เป็นเสียงไม่ได้ เพราะฉะนั้น ธา ตุ หรือคำธาตุเป็นอีกคำหนึ่งของธรรม หมายความว่าธรรมแต่ละหนึ่งเราไม่ได้พูดลอยๆ มีลักษณะของธรรมนั้นๆ ให้รู้ว่ามีจริงๆ แล้วก็เป็นธรรมนั้นเท่านั้นเปลี่ยนไม่ได้ เช่นแข็งมีจริงเป็นธรรม แข็งเปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นแข็งเป็นลักษณะของธรรมที่แข็ง ไม่ใช่ธรรมอื่น ธรรมมีเยอะไหม
ผู้ฟัง มีเยอะ
ท่านอาจารย์ จำแนกเป็นธาตุรู้เป็นจิต เป็นใหญ่เป็นประธาน และเจตสิกคำใหม่อีกคำหนึ่ง เป็นธาตุรู้ที่เกิดกับจิต ดับพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต แต่ไม่ใช่จิต อย่างเช่นความโกรธบางครั้งก็เกิดบางครั้งก็ไม่เกิด แต่จิตเกิดดับตลอดเวลาไม่หยุดเลย แล้วแต่ว่าจะมีเจตสิกสภาพธรรมที่เป็นธาตุรู้หลากหลายมากจะเกิดร่วมด้วย จำแนกให้จิตเป็นประเภทที่เป็นกุศลดีงาม หรือว่าเป็นประเภทที่ไม่ดีงามเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นจิตก็ไม่ใช่เรา อาศัยเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยทำกิจการงานต่างๆ แล้วก็ดับไปพร้อมกัน
ผู้ฟัง อย่างนี้ก็คือถ้าเกิดว่าเรารู้แล้วว่าเป็นจิต เป็นเจตสิก ก็คือไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ แต่ว่า รู้แล้วหรือยัง
ผู้ฟัง ค่อยๆ รู้
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ค่อยๆ รู้ถ้าไม่ฟังรู้ไหม
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ แล้วพอฟังแล้วรู้เลยทันทีไหมว่าไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง ไม่รู้
ท่านอาจารย์ เพียงแต่เริ่มเข้าใจความจริง
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่ตรงต่อความจริงก็รู้ว่าไม่มีเรา แต่มีจิตมีรูป ธาตุรู้มี ๒ อย่างคือจิตกับเจตสิก เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งคนก็คือจิต เจตสิก รูป เราอยู่ไหน ในเมื่อจิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก รูปเป็นรูป ไหนเรา แม้แต่ขั้นฟังก็เริ่มไตร่ตรองแล้วว่าไม่มี แต่มีธรรม
ผู้ฟัง เราก็ต้องยึด
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นการติดข้องยึดถือว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นเรามีจริงๆ ไหม
ผู้ฟัง มีมาก
ท่านอาจารย์ มีมาก เป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมอะไร ตอนนี้มีใช่ไหม จิต เจตสิก รูป
ผู้ฟัง เป็นนามธรรม
ท่านอาจารย์ นามธรรมถ้าจิตแล้วเป็นใหญ่เป็นประธาน วันหนึ่งๆ ที่จะรู้ได้ว่ามีจิตก็คือขณะที่เห็น ขณะที่ได้ยิน ขณะที่ได้กลิ่น ขณะที่ลิ้มรส ขณะที่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ขณะที่คิดนึก นอกจากนั้นในวันหนึ่งเป็นเจตสิกหมด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเอ่ยถึงธรรมอะไรก็สามารถที่จะค่อยๆ รู้ว่าไม่ใช่เราแล้วเป็นอะไร
ผู้ฟัง เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ แล้วก็อยากจะรู้ว่าเป็นธรรมอะไร
ผู้ฟัง เรารู้แล้วอย่างนี้เราก็ละความไม่รู้ คือเราก็ไม่ได้ไปยึดใช่ไหม
ท่านอาจารย์ มีเราไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจว่ามีเราผิดหรือถูก
ผู้ฟัง ผิด
ท่านอาจารย์ ความเห็นผิดมีไหม
ผู้ฟัง มีมาก
ท่านอาจารย์ นั่นแหละเป็นนามธรรม เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ใช้คำว่ามิจฉาทิฎฐิ เพราะเหตุว่าทิฏฐิคือความเห็น แต่ถ้ามีคำว่ามิจฉาคือผิด ถ้ามีคำว่าสัมมาคือถูก แต่ว่าทิฏฐิเป็นคำกลางๆ เพราะฉะนั้นถ้าเรากำลังพูดกันเรื่องกุศลธรรม และเราบอกว่าทิฏฐิเราหมายความถึงสัมมาทิฏฐิหรือกุศล ถ้าเวลาเราพูดถึงอกุศลทั้งหลาย แล้วเราพูดถึงทิฏฐิก็ต้องหมายความถึงมิจฉาที่ผิด ซึ่งความเห็นมีสองอย่าง เห็นถูกกับเห็นผิด ความเห็นถูกไม่ใช่เรา เห็นถูกเมื่อไหร่ความเห็นผิดก็ลดน้อยลงไป จนกว่าจะไม่เหลือเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380