ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
ตอนที่ ๑๓๔๐
สนทนาธรรม ที่ เวลเนสซิตี้ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา
วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นใช้คำว่าธาตุ หมายความว่าดำรงไว้ซึ่งสภาพนั้น ไม่มีใครเปลี่ยนได้ ตาจะเปลี่ยนเป็นหูได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ จิตจะเปลี่ยนเป็นเจตสิกได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ นี่เราก็ก้าวไปเร็วหน่อย คือจากจิตไปถึงเจตสิก แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเหตุว่าเรารู้แล้วว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดต้องมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น และก็เกิดขึ้นตามลำพังไม่ได้ มองเห็นเป็นสีสันวรรณะ รู้หรือเปล่าถ้าไม่มีธาตุแข็ง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม สิ่งที่กระทบตาไม่มี แต่แข็งกระทบตาไม่ได้ ธาตุไฟร้อนหรือเย็นกระทบตาไม่ได้ เฉพาะสิ่งที่มีอยู่ที่ธาตุแข็ง แต่ไม่ใช่ธาตุแข็ง เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่กระทบตา จะกล่าวว่าไม่มีได้ไหมรูปนั้น ทรงแสดงรูปค่อยๆ ละเอียดขึ้นทีละหนึ่งๆ จนกระทั่งให้รู้ว่ารูปหนึ่งที่เกิดปรากฏเพียงหนึ่ง แท้ที่จริงแล้วต้องมีรูปอื่นรวมอยู่ด้วยอย่างน้อยรวมกันแล้ว ๘ รูป ใครจะรู้ ไหนเรา ค่อยๆ เห็นความไม่ใช่เราทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งเมื่อเข้าใจขึ้นก็สามารถที่จะรอบรู้ว่าธรรมไม่ใช่เรา เป็นอนัตตาไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่ขั้นฟังไม่พอเลย เพียงแต่ฟัง แต่ไม่ได้ประจักษ์ความจริง ยังคงเป็นเราอยู่นั่นแหละ จนกว่าปัญญาที่เข้าใจความเป็นอนัตตาจะมั่นคงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ถึงขั้นที่เราใช้คำว่าสติสัมปชัญญะหรือสติปัฏฐาน สิ่งนี้ปรากฏกับสภาพที่เกิดขึ้นรู้ตรงสิ่งนั้นด้วยความเข้าใจถูกต้องตามที่ได้ฟัง เวลานี้ยังไม่มี เวลานี้แข็งมีแน่ๆ แต่ไม่ได้รู้ตรงแข็ง เห็นมีแน่ๆ แต่ไม่ได้รู้ตรงเห็น รู้ตรงคน ใส่เสื้อสีต่างๆ แต่ไม่ได้รู้ตรงเห็น ไม่รู้ตรงตา กว่าจะถึงปัญญาอีกระดับหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่อาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจขึ้น ไม่มีทางที่การเห็นว่าไม่ใช่เราจะมั่นคง เพียงแต่ได้ฟัง แต่ว่าไม่รู้มานานเท่าไหร่แล้วในสังสารวัฏ ก็คงได้ยินก็ได้ยินไป เห็นเกิดแล้วดับ เดี๋ยวนี้เองฟังแล้วเชื่อไหม ไม่ได้เห็นตลอดเวลา ถ้าเห็นไม่ดับก็ต้องมีเห็นอย่างเดียวตลอดเวลา แต่นี้มีได้ยินด้วย มีคิดนึกด้วย มีอย่างอื่นด้วย แสดงให้เห็นว่าดับแล้วก็ไม่รู้ แล้วก็เกิดอีกก็ไม่รู้ จนกระทั่งเหมือนกับว่าเห็นไม่ดับเลย แต่มีได้ยินคั่น มีคิดนึกคั่น นั่นคือความรวดเร็วอย่างยิ่ง
เพราะฉะนั้นแม้แต่คำเดียวก็ต้องมั่นคงว่าอนัตตาแค่ฟังไม่พอ ต้องมีปัญญาจนถึงประจักษ์แจ้งตามลำดับ จนสามารถที่จะไม่ใช่เราแน่นอน ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืนที่เที่ยง แต่ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป มีปัญญาหลายขั้นต้องเริ่มจากขั้นฟังก่อน ถ้าไม่ฟังก่อนปัญญาที่มากกว่านี้มั่นคงกว่านี้ก็เกิดไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ได้ยินคำเมื่อครู่นี้กี่คำ ยังสงสัยคำไหนบ้างไหม ถามถึงทางกายใช่ไหม
ผู้ฟัง ทางกายนี้เรารับรู้ทั้งเย็น ร้อน อ่อน แข็ง แล้วก็หย่อน ตึง เวลาเรากระทบ เรารู้พร้อมกันหมดเลยไหม
ท่านอาจารย์ แสดงให้เห็นว่าเราต้องมีความมั่นคงว่าจิตธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งเกิดขึ้นรู้เพียง ๑ เพราะมีเจตสิกที่ชื่อว่าเอกัคคตาเจตสิก ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้นจะไปรู้หลายอารมณ์ไม่ได้ ถ้ารู้เย็นขณะนั้นแข็งไม่ปรากฏใช่ไหม ไม่ใช่ให้เชื่อ แต่ขณะที่กำลังเย็นปรากฏ แข็งปรากฏหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ปรากฎ
ท่านอาจารย์ ไม่ปรากฏ ขณะที่แข็งปรากฏ ร้อนปรากฎหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ปรากฏ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็แสดงว่าทีละ ๑ แต่ว่ามีรูป ๓ รูปที่สามารถกระทบกายได้ ธาตุดิน อ่อนหรือแข็ง ปฐวีธาตุ ธาตุไฟ เย็นหรือร้อน และธาตุลม ตึงหรือไหว มีอีกธาตุหนึ่งซึ่งไม่สามารถกระทบกายได้ เพราะเหตุว่าเป็นธาตุที่เกาะกุมซึมซาบธาตุทั้ง ๓ ให้รวมกันไม่แยกกันเลย ด้วยเหตุนี้ทั้ง ๓ ธาตุ มีอีกชื่อหนึ่งว่ามหาภูตรูปหมายความว่าอะไรก็ตามที่เป็นรูปทั้งหมดที่เราเห็นเป็นกลิ่น เป็นรสต่างๆ ถ้าไม่มีมหาภูตรูปทั้ง ๔ รูปอื่นก็มีไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ว่าจะมีรูปอื่นอีกเช่น จักขุปสาท โสตปสาท กายปสาท รูปอื่นๆ อีก แต่มีมหาภูตรูปเป็นใหญ่เป็นประธาน ถ้ามหาภูตรูป๔ ไม่มี รูปอื่นมีไม่ได้เลย นี่ก็คือการฟังธรรมเพื่อรู้ว่าไม่มีเรา และไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง แต่ทั้งหมดเป็น ๑ ที่ใช้คำว่าปรมัตถธรรม หมายความว่าธรรมนั้นมีอรรถคือลักษณะที่เป็นใหญ่เฉพาะตน ใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แข็งต้องเป็นแข็ง เป็นหวานเป็นเค็มไม่ได้ หวานไม่ใช่แข็ง แต่ถ้าไม่มีแข็ง หวานก็มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นมหาภูตรูป ๔ และรูปอื่นที่เกิดร่วมด้วยอาศัยมหาภูตรูปจึงมีได้ ชื่อว่าอุปาทายรูป เพราะฉะนั้นที่ตัวเราเข้าใจว่าเป็นเรา แต่เป็นรูปหลากหลายมากที่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฎ เป็นคนนี้ได้เพียงชาตินี้ชาติเดียว จะดีหรือชั่วปานใดก็ตามก็แค่ชาตินี้ แต่ไม่ให้เกิดอีกไม่ได้ เพราะมีเหตุที่จะให้เกิด ทันทีที่จิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ดับ เป็นปัจจัยให้จิตขณะแรกของชาติหน้าเกิดต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย ตายแล้วเกิดทันที ที่เกิดก็คือจิตธาตุรู้และเจตสิกที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อมกับรูป ซึ่งกรรมหนึ่งที่ได้กระทำแล้วเป็นปัจจัยให้เกิดขึ้น สิ้นสุดความเป็นบุคคลก่อน จะกลับไปเป็นบุคคลนั้นอีกไม่ได้เลย จำยังไม่ได้เลย มาจากไหน ชาติไหน เกิดเป็นอะไร และตราบใดที่ยังไม่ตาย ก็ไม่รู้ด้วยว่าหลังจากที่สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้แล้วจะเป็นอะไรต่อไป แต่ก็ต้องเป็นเพราะมีเหตุที่ได้กระทำแล้ว และสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือจิต เจตสิกและรูป ซึ่งเป็นผลของกรรม
เพราะฉะนั้นแม้แต่จิตเดี๋ยวนี้หลากหลายมากเลย แต่ละหนึ่งดับไปไม่มีใครรู้เลยว่าจิตไหนเป็นเหตุ และจิตไหนเป็นผลของกรรม แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเมื่อเป็นธรรมไม่ใช่เรา ก็ทรงแสดงละเอียดยิ่งว่าแต่ละหนึ่งเป็นธรรมอะไร จากการที่ได้ทรงตรัสรู้ มีโอกาสได้ฟังคำซึ่งกล่าวถึงสิ่งที่มีจริง โดยเฉพาะที่เคยยึดถือว่าเป็นเราหรือว่าของเรา ซึ่งความจริงชั่วขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่พอจากไปรูปนี้ไม่ได้ไปด้วยเลย และไม่เป็นอย่างนี้ด้วย ลุกนั่งยืนเดินพูดอะไรไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะว่าไม่มีจิตซึ่งเป็นปัจจัยให้รูปนี้เคลื่อนไหวไป แม้แต่คำพูดก็เกิดจากจิต การไหวไป จะกะพริบตา จะยกมือทั้งหมด เพราะจิตประเภทนั้นๆ ซึ่งหลากหลายมากเป็นประเภทต่างๆ ตามเจตสิกซึ่งปรุงแต่งให้เกิดขึ้น ก็เป็นสิ่งซึ่งฟังไป แต่ไม่ประมาทว่าเราไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเอง ต้องอาศัยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสิ่งซึ่งไม่มีใครจะไปเปลี่ยนคำของพระองค์ได้ เพราะว่ากว่าจะได้ตรัสรู้อย่างนี้ทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ สัตว์คือผู้ข้อง โพธิคือปัญญา ผู้ข้องในปัญญาที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง เวลานี้มีสิ่งที่มีจริง รู้ได้แต่ไม่ต้องบำเพ็ญบารมีถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงเป็นสาวกโพธิสัตว์ คือผู้ที่ข้องที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อที่จะได้รู้ความจริงเพราะเป็นสิ่งที่รู้ยากมาก เพียงเท่านี้ฟังไม่กี่คำ เพิ่งค่อยๆ รู้บ้างว่าสิ่งที่มีไม่มีใครไปทำขึ้นมาได้เลย นอกจากเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น และก็ต่างกันเป็นนามธรรมกับรูปธรรม และก็เกิดด้วยดับด้วยไม่เหลือเลย จำได้แล้วใช่ไหมว่าทางกายรู้ได้ทีละหนึ่งรูป
เพราะฉะนั้นรูปที่มีมากแต่ปรากฏทั้งวันกี่รูป ทุกคนฟังแล้วนับได้เลย ทางตา ๑ รูปสีสันวรรณะกำลังปรากฏว่ามีจริงๆ เสียงทางหู ๑ เป็น ๒ กลิ่นทางจมูก ๑ เป็น ๓ รสทางลิ้น ๑ เป็น ๔ และทางกาย ๓ รูปเป็น ๗ ตั้งแต่เกิดจนตายไม่พ้นจากรูปเหล่านี้ปรากฏทีละ ๑ แต่เมื่อไม่รู้ความจริงก็ปรากฏเหมือนนางยักษ์สินีแปลงกาย สามารถที่จะให้เกิดเหมือนรูปที่น่าพอใจ แล้วคนอื่นก็ติดข้องหลอกลวง แต่ความจริงก็คือแค่แข็ง ซึ่งมองไม่เห็น แต่สิ่งที่มีที่แข็งกระทบตาได้ ปรากฏเป็นสีสันวรรณะต่างๆ แล้วก็จำมั่นคงว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งหารู้ไม่ว่าถ้าหลับตาก็ไม่มีแล้ว พิสูจน์ได้เลย คนตาบอดไม่มีทางที่จะเห็นอย่างคนตาดี และเห็นแล้วเป็นอย่างไร นำมาซึ่งความติดข้องต้องการแสวงหายึดมั่นทุกชาติ มีใครบ้างไม่ชอบสิ่งที่สวย มีใครบ้างไม่ชอบเสียงที่เพราะ มีใครบ้างที่ไม่ชอบกลิ่นที่หอม ก็วนเวียนอยู่ด้วยความต้องการแสวงหา ถ้าไม่ได้ในทางสุจริตก็ทุจริต แล้วอยู่ไหนธรรม ฟังมาตั้งนานรู้ว่าธรรมมีจริงๆ แน่ๆ เดี๋ยวนี้ก็มีด้วย ทุกอย่างเป็นธรรมที่กล่าวว่าเดี๋ยวนี้ก็มี เพราะเหตุว่าทุกอย่างเป็นธรรม เดี๋ยวนี้ธรรมอยู่ไหน
ผู้ฟัง ธรรมคือความจริงสิ่งที่ปรากฏในโลกนี้
ท่านอาจารย์ อยู่ไหน
ผู้ฟัง อยู่รอบๆ ตัวเรา ความจริงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่แปรผัน
ท่านอาจารย์ รอบตัวไม่ใช่ที่ตัวหรือ กว่าเราจะคิดตรงเราฟังมามาก แต่เพราะเหตุว่าเราไม่รู้มานาน และไม่รู้มามากมายด้วยในสังสารวัฏ อย่าคิดว่าพูดแล้วคนฟังไม่ว่าเมื่อไรก็ตามที่ไหนก็ตามจะสามารถเข้าใจจริงๆ อย่างแจ่มแจ้ง วิธีที่จะช่วยให้คนอื่นได้รับประโยชน์จริงๆ จากการฟังคือสนทนา สอบถาม เป็นคนที่ตรง เพื่อที่จะได้เข้าใจ ถ้าถามใครก็ได้ที่เขาสนใจธรรม เข้าไปศึกษาธรรมที่ไหนก็ตามแต่ ถามว่าธรรมอยู่ไหน อยู่ที่นี่เห็น อยู่ที่นี่ได้ยิน เพราะฉะนั้นได้ยินเมื่อไหร่ นั่นแหละมีจริงๆ เป็นธรรม เดี๋ยวนี้ได้ยินหรือเปล่า
ผู้ฟัง ได้ยิน
ท่านอาจารย์ ธรรมอยู่ไหน
ผู้ฟัง อยู่ที่ตรงนี้
ท่านอาจารย์ อยู่ที่ขณะนั้นกำลังปรากฏ และเคยเข้าใจว่าเราได้ยินใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่เดี๋ยวนี้ทราบแล้วว่าได้ยินไม่ใช่เรา ได้ยินเกิดเมื่อเสียงกระทบกับรูปที่กระทบเสียงได้คือหู ทั้งหูและเสียงไม่ใช่ได้ยิน แต่เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินๆ เสียงอะไร
ผู้ฟัง เสียงพูด
ท่านอาจารย์ ยังไม่ตรง ได้ยินเสียงที่กระทบหู ต้องเสียงนั้นเสียงเดียว เสียงอื่นไม่ได้ เมื่อเข้าใจธรรมแล้วต้องชัดเจนที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าเสียงไม่ใช่เรา หูไม่ใช่เรา ได้ยินไม่ใช่เรา เกิดแล้วดับ ดับไหม
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ เสียงดับไหม
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ ได้ยินดับไหม
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ หูดับหรือเปล่า
ผู้ฟัง ดับ ได้ยินแล้วก็ดับแล้ว
ท่านอาจารย์ แต่ไม่ประจักษ์ว่าหูดับ หูก็กำลังเกิดดับเช่นเดียวกับเสียง แต่ว่าไม่ประจักษ์แจ้ง แต่ว่าสามารถเข้าใจได้ว่าหูคืออะไร หูไม่ใช่แข็ง ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่นไม่ใช่รส แต่เป็นรูปอีกรูปหนึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ มีจริงๆ เพราะเหตุว่ากระทบกับเสียงได้ เสียงไม่ใช่ใบหู ทั้งใบหู หรือข้างในด้วย แต่เฉพาะส่วนที่กระทบเสียงเท่านั้น มองไม่เห็นเลย เป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ อยู่ไหน
ผู้ฟัง อยู่ที่หู
ท่านอาจารย์ ถูกต้องอยู่ที่หูแต่ไม่ใช่หู เริ่มเข้าใจธรรมต้องเป็นเรื่องเข้าใจ ไม่ใช่เป็นเรื่องจำ ไม่ใช่เป็นเรื่องพยายามหาส่วนประกอบมาใคร่ครวญ แต่ตรงต่อแต่ละคำ ซึ่งเป็นความจริงซึ่งพระสัมสัมพุทธเจ้าทรงแสดง มีเราไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ มีอะไร
ผู้ฟัง มีมหาภูตรูป ๔
ท่านอาจารย์ และอะไรอีก
ผู้ฟัง มีจิต เจตสิก
ท่านอาจารย์ อะไรอีก
ผู้ฟัง รูป
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง มีรูปธรรมกับนามธรรม ก็มั่นคงขึ้นจากการที่ได้ฟังแล้ว ไม่ใช่เขาบอก ไตร่ตรองด้วยตัวเอง ใครจะพูดอย่างไรนั่นคือเขา แต่เมื่อฟังแล้วคือเรา ได้ฟังแล้วไตร่ตรอง ความเข้าใจเกิดไหม
ผู้ฟัง เกิด
ท่านอาจารย์ ดับไหม
ผู้ฟัง ดับ
ท่านอาจารย์ สะสมสืบต่อไปแต่ละขณะจิต เพราะเหตุว่าถ้าจิตขณะนี้ไม่ดับจิตต่อไปเกิดไม่ได้ จิตแต่ละหนึ่งขณะมีปัจจัยหนึ่ง อำนาจหนึ่งคือทันทีที่จิตนั้นดับสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดได้สืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น อำนาจหรือปัจจัยนั้นคืออนันตรปัจจัย หมายความว่าจิตทันทีที่ดับก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อ เพราะฉะนั้นนานเท่าไหร่แล้วอายุ แสนโกฏกัปไม่ขาดเลย แต่หารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงจิตเดี๋ยวนี้ก็สืบต่อมาจากจิตเมื่อครู่นี้ จิตเมื่อครู่นี้ก็สืบต่อมาจากจิตก่อนนี้ ตลอดไปนับไม่ถ้วน แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ต่อไปอีก แล้วก็สุขบ้างทุกข์บ้าง ซึ่งเป็นเจตสิกก็เกิดกับจิต เป็นเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ใช่
ท่านอาจารย์ ชั่วคราวแสนสั้น เกิดแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก ถ้ามีความเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ดีกว่าหลงยึดถือสิ่งที่เกิดดับว่าเป็นเราทั้งๆ ที่ไม่ใช่เราเลยใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นกว่าจะรู้ความจริงอย่างนี้ ก็จะต้องมีการหลงเข้าใจผิดยึดถือ จนกว่าความเข้าใจจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ถ้าศึกษาพระธรรมหรือว่าได้ฟังพระธรรมเพิ่มขึ้นก็จะค่อยๆ เข้าใจ คุณสุมณฑากำลังเห็น อยู่คนเดียวหรือเปล่า
ผู้ฟัง เห็นแล้วก็จบไปแล้ว
ท่านอาจารย์ แต่ว่าจริงๆ เราต้องเข้าใจว่าที่เราเคยเข้าใจว่ามีคนมากมาย แต่จิตเห็นเกิดขึ้น เห็นสิ่งที่เพียงกระทบตาปรากฏแล้วดับ ไม่ใช่คนมากมายเลย เราค่อยๆ เข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อย จากเดิมที่เข้าใจว่าเราอยู่ตรงนี้มีคนตั้งมากมาย แต่ความจริงชั่วขณะเห็นเหมือนอยู่คนเดียว แต่ความจริงแม้เห็นก็ไม่ใช่เราเมื่อประจักษ์ว่าดับ กว่าเราจะรู้ความจริงว่าไม่มีใครแม้แต่เรา แล้วจะมีคนอื่นไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ คือศึกษาธรรมแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจ ค่อยๆ ไตร่ตรองในแต่ละคำจนกระทั่งรู้ประโยชน์อย่างยิ่งของการที่ไม่หลงเข้าใจว่ามีเรา แล้วก็มีวงศาคณาญาติ มีเพื่อนร่วมโลกมีอะไรก็ตาม แต่ความจริงเริ่มเข้าใจทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส เช่น คำว่าโลก ถ้ายังไม่เคยฟังพระธรรมเลย ลองคิดสิว่าโลกคืออะไร ก็อยู่ในโลก แล้วก็เข้าใจว่ารู้จักโลก ลองตอบสิว่าโลกคืออะไร
ผู้ฟัง ตอบว่าโลกคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ท่านอาจารย์ คนอื่นจะตอบอย่างอื่นไหม ลองคิดอีกแบบหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็ได้ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้น มีโลกไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นนั่นแหละโลก ทั้งหมดที่เรามองเห็นเกิดทั้งนั้นเลย ถ้าไม่เกิดไม่มี แต่เกิดเร็วมากเพราะมีปัจจัยที่จะให้เกิดพร้อมๆ กันหมดเลยก็ดูเหมือนมีทั้งภูเขา มีต้นไม้ มีอะไรทุกอย่าง แต่ๆ ละหนึ่งต้องมีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น ตามคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า โลกะคือสิ่งที่เกิดดับ ธรรมที่ไม่เกิดดับ พ้นจากการเกิดดับคือโลกุตระ จิต เจตสิก รูป เป็นโลกเกิดดับ นิพพานไม่เกิดดับ เป็นโลกุตระ ใครอยากไปนิพพานบ้าง ไม่ตอบก็ดีแล้ว เพราะยังไม่รู้ว่านิพพานคืออะไร อยู่ดีๆ ไม่รู้ว่านิพพานคืออะไรแล้วมาถามว่าจะไปนิพพานไหม อยากไปนิพพานไหม ก็ผิด ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ อะไร
ผู้ฟัง เสียง
ท่านอาจารย์ ถ้าเสียงไม่เกิดจะมีเสียงไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ ถ้ามีปัจจัยที่จะให้เสียงเกิดขึ้น เสียงไม่เกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้เพราะว่ามีปัจจัยแล้ว
ท่านอาจารย์ และเมื่อเสียงเกิดแล้ว เปลี่ยนเสียงให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้ถ้าไม่มีปัจจัยอื่นมาทำให้เสียงเปลี่ยน
ท่านอาจารย์ นี่ก็เป็นคำตอบที่ถาม นี่คือคำตอบ จิตหลากหลายเป็นประเภทต่างๆ ตามสิ่งที่ปรุงแต่งเป็นปัจจัย
ผู้ฟัง แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องมีปัจจัยมาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นตามนั้น
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ถ้าไม่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดไม่ได้เลย
ผู้ฟัง ถ้าสมมติว่าเรามีความเข้าใจในเหตุ และปัจจัยปรุงแต่งมากขึ้น บางครั้งเราปล่อยหรือเราหลวมตัวนิดหนึ่ง
ท่านอาจารย์ ไม่อยากหลวมตัวใช่ไหม แต่หลวมตัวเพราะอะไร
ผู้ฟัง บางทีเหมือนกับจิตกลับมามีตัวตนเหมือนเดิม
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุปัจจัย ไม่ว่าจะหลวมตัว ไม่หลวมตัว ก็เพราะเหตุปัจจัยทั้งนั้น ต้องมีความมั่นคง
ผู้ฟัง เราจะมีวิธีไหนในการสร้างความมั่นคงตรงนี้ไม่ให้หลวมตัว เพื่อไม่ให้ปัจจัยเหล่านั้นก่อให้เกิดสิ่งนี้
ท่านอาจารย์ จะมั่นคงในเรื่องอะไร
ผู้ฟัง มั่นคงในการเข้าใจเหตุและปัจจัย
ท่านอาจารย์ ฟังแล้วไตร่ตรอง เมื่อรู้ว่าจริง ก็จริงใช่ไหม ไม่เปลี่ยน
ผู้ฟัง ไม่เปลี่ยน
ท่านอาจารย์ นั่นคือค่อยๆ มั่นคงขึ้น
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นก็คือเราต้องไตร่ตรอง
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไตร่ตรองเป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม
ผู้ฟัง ต้องเป็นนามธรรม
ท่านอาจารย์ เป็นจิตหรือเจตสิก
ผู้ฟัง เจตสิก
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง จิตหลากหลายเพราะเจตสิกเกิดร่วมด้วยหลากหลายต่างกันจิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ก่อนเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่า ๗ พอจิตเห็นดับจิตที่เกิดต่อมีเจตสิกมากกว่า ๗ ใครรู้ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงเหตุโดยละเอียดอย่างยิ่ง ว่าแต่ละหนึ่งเจตสิกเป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นโดยสถานใด หรือโดยปัจจัยประเภทใด เพราะฉะนั้นฟังผู้ที่ได้ตรัสรู้แล้ว และก็รู้ว่าถ้าไม่มีคำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว สัตว์โลกไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ได้เลย แม้แต่ฟังแล้วก็ยังต้องรอบรู้ในพระพุทธพจน์ รอบรู้หมายความว่าอะไร หมายความว่ามั่นคงต้องสอดคล้องกันทั้งหมด ถ้ากล่าวว่าธรรมก็ต้องเป็นธรรมเป็นเราไม่ได้ เพราะอะไร ธรรมก็คือเป็นจิตต้องเป็นจิต เป็นเจตสิกก็ต้องเป็นเจตสิก เป็นรูปก็ต้องเป็นรูป ไม่มีทางที่จะให้เป็นเราหรือเป็นอะไรได้เลยทั้งสิ้น นี่คือรอบรู้ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แน่นอนที่สุดเป็นอัตตาไม่ได้เลยสักอย่างเดียว ถ้าสงสัยก็ฟังต่อไปที่พระองค์ทรงแสดงไว้อีกมากมาย เพื่อให้มีความมั่นคงว่าไม่ใช่เราแน่นอน นี่คือได้เริ่มมีศรัทธา สภาพจิตที่ผ่องใสไม่มีโลภะ โทสะและโมหะ เพราะเริ่มเข้าใจถูกต้อง
ผู้ฟังขอให้อาจารย์คำปั่นได้กล่าวถึงว่าปัญญาจากการศึกษาพระธรรมนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร
อ.คำปั่น เมื่อได้ฟังก็ได้เริ่มสะสมความเข้าใจ ปัญญาเป็นธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริงประการหนึ่ง เป็นความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง แต่ปัญญาก็เป็นอนัตตา เพราะว่าไม่มีใครที่จะบังคับบัญชาให้ปัญญาเกิดขึ้นเป็นไปได้ ที่ปัญญาจะเกิดขึ้นจะเจริญขึ้นก็ต้องมีเหตุมีปัจจัย ซึ่งข้อความในพระไตรปิฎกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงเหตุให้ปัญญาเกิดขึ้นเจริญขึ้นด้วยเหตุ ๒ ประการ ประการแรกก็คือได้ฟังเสียงจากผู้อื่น เสียงจากผู้อื่นเป็นเสียงของผู้ที่มีปัญญา ผู้ที่มีปัญญาสูงสุดก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380