ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๕๖

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมแลนด์มาร์ค

    วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เราจะเห็นก็ได้ ไม่เห็นก็ได้ แต่ต้องเห็น ถึงเวลาเห็นก็ต้องเห็น นอนหลับอยู่แท้ๆ ยังตื่นขึ้นเห็น ไม่มีใครไปทำใช่หรือไม่ เพราะกรรมทำให้เห็นเกิดขึ้น เรารู้กรรมและผลของกรรมว่า กรรมที่ได้ทำแล้วความดีความชั่วทำให้เกิดอะไรขึ้น ทำให้เกิดตา หู จมูก ลิ้น กาย เพื่ออะไร เพื่อรับผลของกรรม เราหารู้ไม่ว่ารับผลของกรรมเมื่อไร ก็ตอนเห็นนี่เอง ถ้าไม่มีการเห็น ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบกาย แล้วเราจะไปรับผลของกรรมเมื่อไร ใช่หรือไม่ เพราะเกิดมาแล้วต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ซึ่งเลือกไม่ได้เลย

    ถึงเวลากรรมให้ผลทางกายก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยสารพัดโรค ทุกส่วนตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นที่ตั้งของทุกข์ทางกายได้ทั้งหมดเลย นี่คือการรับผลของอกุศลกรรม แต่ถ้าเป็นกุศลกรรมเราก็อยู่ในที่อากาศดีสบายดี ไม่เดือดร้อน ไม่เจ็บไข้ นั่นคือได้รับผลของกรรมทางกาย แต่ยังมีทางตาอีก ต้องเห็นสิ่งที่น่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง ต้องได้ยินเสียงน่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง ต้องได้กลิ่น บางกลิ่นก็แย่มาก บางกลิ่นก็ดีแล้วติดข้อง ต้องลิ้มรส เมื่อสักครู่นี้ลิ้มรส ไม่ใช่ไม่มีลิ้น ไม่ใช่ไม่มีรส ไม่ใช่ไม่มีการรู้รส

    ทั้งหมดนั่นคือ สภาพธรรมที่เป็นผลของกรรมที่ต้องเกิดขึ้นลิ้มรส ทางกายก็กระทบสัมผัส นี่คือสิ่งซึ่งน่าพอใจหรือไม่ ในเมื่อหมดแล้ว เมื่อสักครู่นี้รับประทานตั้งมากมาย มือก็หยิบช้อนจับส้อมอะไรทั้งหมด ตักอาหารเข้าปากกลืนกิน อยู่ไหน หมดแล้ว ทุกอย่างไม่เหลือเลย ไม่เหลือเลยของเราคิดว่าหมดจากจานแล้วใช่หรือไม่ แต่ไม่ใช่เท่านั้นเพราะไม่เหลือเลยจริงๆ คือ หมดทุกสิ่งทุกอย่างแล้วมีสิ่งที่เกิดสืบต่อปิดบังสนิท ทำให้สัตว์โลกไม่สามารถที่จะรู้ความจริงซึ่งซ่อนเร้น จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้ และทรงแสดงธรรมว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา สิ่งที่เกิดดับยับยั้งไม่ได้เลย ต้องเกิดดับไปในแสนโกฏิกัปป์ไปอีกตราบใดที่มีเหตุโดยไม่ใช่เรา ไม่ใช่เราเลย อยู่ดีๆ สิ่งนั้นก็เกิดดับไป เกิดดับไป เกิดดับไป สมควรติดข้องพอใจหรือไม่ ถ้าเป็นเราเมื่อไรก็ทนได้ ชอบมาก ขวนขวาย แต่ถ้าไม่ใช่เรา จะไปทำอะไรใช่หรือไม่ ในเมื่อไม่มีเรา แต่เป็นธรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของธรรมนั้น

    เพราะฉะนั้น อนิจจังต้องเป็นทุกข์ เพราะเหตุว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรยินดีเลยและไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย จึงพร้อมที่จะเป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เป็นลักษณะ ๓ ของสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นไม่แยกกันเลย สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นดับเป็นทุกข์ ไม่น่าพอใจและบังคับบัญชาไม่ได้ ตรงกันข้ามกับธรรมที่ไม่เกิด ไม่เกิดแล้วจะดับได้อย่างไร เป็นนิจจังคือไม่มีการเกิดดับ สุขขัง สบายหรือไม่ ลองคิดดู ไม่มีอะไรเกิดดับ ดีหรือไม่ ไม่ต้องมาเห็น ไม่ต้องมาได้ยิน ไม่ต้องมาเดือดร้อน ไม่ต้องมาแต่งตัว ไม่ต้องมาทำอะไรทั้งหมดเลย สงบที่สุด ไม่มีอะไรที่จะกระทบกระเทือนให้หวั่นไหว ให้เดือดร้อน ให้เป็นไปได้เลย ลักษณะที่ไม่เกิดนั้นคือนิจจัง ไม่ดับและสุขด้วย แต่เป็นอนัตตา

    ดังนั้น "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" ที่เราได้ยินว่า "สัพเพ ธัมมา อนัตตา" เพราะฉะนั้น คำที่เราได้ยินชินหู ถ้าเราเข้าใจก็จะมีความลึกซึ้งว่า นี่คือสิ่งซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ซึ่งสามารถฟังเข้าใจได้ ค่อยๆ รู้ได้ ค่อยๆ ละได้ จนกระทั่งสภาพธรรมปรากฏกับปัญญา ที่สามารถละความติดข้องว่าเป็นเรา ทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย สภาพธรรมก็ปรากฏว่าเป็นธรรมตรงตามความเป็นธรรม นี่คือพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคนฟังมีความเข้าใจในขั้นฟัง ชื่อว่าปริยัติ หมายความว่ารอบรู้ในพระพุทธพจน์ คำใดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเพื่อให้คนฟังเข้าใจ ไม่ใช่พูดไปไม่ให้เขารู้เรื่อง ไม่ให้เขาเข้าใจ มีแต่คำยากๆ มากมายแล้วก็ไม่บอกว่าอะไร นั่นไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ รู้ว่าคนฟังเข้าใจได้แล้วก็เข้าใจขึ้นๆ ได้

    เพราะฉะนั้น จึงมีประโยชน์ที่จะต้องเข้าใจตามความเป็นจริงว่า ปัญญาทั้งหมดต้องเริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อย ทีละคำ แต่ถ้าเราจะไปนั่งทำอะไร เดินบ้าง นอนบ้าง ที่เรียกว่าปฏิบัติแต่ไม่รู้อะไรเลย ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะไม่มีอะไรสักอย่างที่ให้เข้าใจ แต่คำของพระองค์ทั้งหมดเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ว่าให้ไปนั่งทำแล้วไม่พูดอะไร ไม่บอกอะไร แล้วคนจะเข้าใจได้อย่างไร

    ด้วยเหตุนี้ ๔๕ พรรษา ทุกคำไม่มีสักคำว่าให้ไปทำอะไร แต่ละคำ ถามคนที่ฟังให้ไตร่ตรอง เห็นเที่ยงหรือไม่ เกิดขึ้นแล้วดับไปหรือไม่ ได้ยินเที่ยงหรือไม่ เกิดขึ้นแล้วดับไปหรือไม่ นี่คือให้คนฟังคิดเอง จนกระทั่งเกิดสิ่งที่มีค่าที่ไม่มีในชีวิตคือ ความเข้าใจของตนเอง มอบให้ใครก็ไม่ได้ อยากจะให้ลูกเข้าใจ ลูกไม่สนใจ ลูกไม่ฟัง ลูกอยากจะให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เข้าใจ แต่พวกท่านไม่สนใจก็ไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นธรรม

    มีใครในที่นี้ที่ไม่เคยเป็นพี่ เป็นน้อง เป็นญาติ เป็นเพื่อน ในสังสารวัฏฏ์บ้างหรือไม่ ไม่มี สังสารวัฏฏ์ยาวนานมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก็ทรงแสดงอดีตชาติ พระเทวทัตเคยเป็นพ่อของพระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ลูกเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพ่อในชาติหนึ่งคิดที่จะฆ่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้นายธนูไปยิงก็แล้ว จนกระทั่งในที่สุดกลิ้งหินลงมาเพื่อที่จะให้ตายก็แล้ว แล้วชาติก่อนๆ เป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราประมาทไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าคนต่อไปที่มาจากเราที่เข้าใจว่าเป็นเราในชาตินี้ จะไปทำกรรมอะไรที่สาหัสด้วยความไม่รู้หรือไม่ ประมาทกิเลสไม่ได้เลย อันตรายอย่างยิ่ง

    ดังนั้นเป็นโอกาสที่หายาก ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ ก็จะได้ฟังธรรม ไม่ใช่เช่นนั้นเลย แต่ต้องเป็นบุญที่ได้กระทำไว้แต่ปางก่อนจึงมีโอกาสได้ฟัง โดยที่เคยฟังมาแล้วนั้นเข้าใจระดับไหน สนใจระดับไหน เป็นปัจจัยให้ถึงเวลาได้ฟังอีก การที่เคยเข้าใจในประโยชน์ก็ทำให้ฟังด้วยความสนใจ ด้วยการเห็นประโยชน์ โดยการรู้ว่าเป็นผู้ตรงเพราะประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะทำให้เราได้แต่ต้องด้วยตนเองเท่านั้น

    การเชื่อคำคนอื่นซึ่งทำให้เราผิดนั้นจะมีประโยชน์อะไร แต่ละคนเท่านั้นที่เกิดมาคนเดียว เห็นคนเดียว ทำกรรมคนเดียว รับผลของกรรมคนเดียว และชาติต่อไปยังมีอีกมาก เพราะฉะนั้น ขอให้เป็นความสว่างไสวทีละเล็กทีละน้อย ที่จะได้รู้ความจริงเพื่อจะไม่ไปในหนทางที่ผิด เพราะเหตุว่าถ้าผิดชาตินี้ ชาติต่อไปก็ผิดต่อไป เหมือนพวกเดียรถีย์ในสมัยพุทธกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่เขายังไม่มาเฝ้า ใครก็ช่วยไม่ได้เพราะสะสมมา แต่คนที่สะสมมาแล้วเช่น เสนาบดี มหาอำมาตย์ ถูกพวกเดียรถีย์ครูอาจารย์ห้ามไม่ให้มาฟังพระพุทธเจ้า ครั้งที่ ๑ ไม่มาฟัง ครั้งที่ ๒ ก็ไม่มาฟัง ครั้งที่ ๓ ห้ามอย่างไรก็จะฟังเพราะสะสมมา ใครจะกั้นได้

    ดังนั้นแต่ละคนเป็นแต่ละหนึ่ง มีความหวังดีที่จะให้ความจริงความถูกต้องซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่ใช่แต่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว เพราะชาตินี้จะนำไปสู่ชาติต่อๆ ไป ถ้ามีความเห็นผิดมากก็นำไปหาสิ่งที่ผิด คำที่ผิด หลงเชื่อว่าเป็นคำที่ถูก ใครก็ช่วยไม่ได้ เพราะฉะนั้น เป็นเรื่องแต่ละหนึ่งคนซึ่งจะต้องช่วยเหลือตัวเอง ใครก็ทำความเข้าใจถูกหรือความเข้าใจผิดให้ไม่ได้นอกจากตนเอง และต้องเห็นคุณค่าของความจริงซึ่งเป็นประโยชน์และจะทำให้เข้าใจถูกต้องยิ่งขึ้น

    ผู้ฟัง คือความเป็นเรากับความไม่ใช่เรา เคยได้ยินอยู่หลายครั้งว่า เก็บไว้ในหทัยเลยว่าไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ ขอคั่นก่อน เมื่อได้ยินอะไรเหมือนกับว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เราทำเช่นนั้น ไม่ใช่ เช่นบอกว่าเก็บไว้ในหทัย ไม่ใช่พระองค์สั่ง แต่คำที่มีค่าควรที่เราจะไม่ลืมหรือไม่ นี่เป็นความเข้าใจของเราหลังจากที่ได้ฟัง คำของพระพุทธเจ้าทุกคำไม่ใช่สั่งให้เราทำ แต่แสดงความจริงให้เข้าใจ ส่วนใครจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่การสะสมของคนนั้น

    เพราะฉะนั้น เก็บไว้ในหทัยไม่ใช่ว่าพระพุทธเจ้าสั่ง แต่สมควรหรือไม่ที่เราจะไม่ลืมว่า ขณะนี้ไม่ใช่เรา เป็นธรรม ไม่ใช่มีใครสั่ง แต่เป็นความเข้าใจถูกต้องที่เห็นประโยชน์ แม้เราไม่ต้องพูดเลยว่าเก็บไว้ในหทัย แต่การเห็นประโยชน์และไม่ลืมนั่นคือเก็บไว้แล้ว

    ผู้ฟัง ขณะที่ฟังท่านอาจารย์ ผมมีความรู้สึกปีติ แต่เป็นเราที่ปีติเพราะว่ายังเป็นปุถุชน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จะมีไปตลอดจนกว่าจะถึงความเป็นพระอริยบุคคล โสตาปฏิมรรคจิตรู้แจ้งอริยสัจจธรรมเมื่อใด เมื่อนั้นไม่มีการที่จะเป็นเราอีกต่อไป

    ผู้ฟัง อย่างที่ฟังแล้วเข้าใจว่าไม่ใช่เราแน่ ตั้งแต่เกิดมาแล้วไม่ใช่เรา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น คนที่ฟังมีความเข้าใจถูกต้องว่านี่ขั้นฟัง ใครจะบอกว่าเป็นเรา โดยขั้นฟัง คุณหมอปฏิเสธเลยว่าเป็นเราไม่ได้ แต่ยังเป็นเราเพราะยังไม่ถึงปัญญาอีกระดับหนึ่ง

    ผู้ฟัง ปุถุชนหนีเราไม่พ้นอยู่แล้ว ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เป็นอยู่แล้วเพราะหนาด้วยกิเลส แต่ว่าเป็นกัลยาณปุถุชน ดีงามขึ้นจากความหนาแน่นด้วยกิเลสเพราะมีความเข้าใจบ้าง เพราะฉะนั้น ถ้ามีคำถามก็ถามเดี๋ยวนี้เลยจะได้หายสงสัย ไม่เก็บไว้ ช้าไปแน่ๆ ไม่รู้วันเดือนปีผ่านไปกี่นาที ทุกขณะจะเห็นค่าของแต่ละหนึ่งขณะที่ได้เข้าใจธรรม ทำให้เห็นค่าของแต่ละขณะที่กุศลจิตสิ่งที่ดีงามเกิด ซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อน แต่การเข้าใจธรรม ปัญญาจะมองเห็นว่าขณะใดที่เป็นกุศลแม้เพียงเล็กน้อยก็อย่าข้าม ถ้าทิ้งโอกาสของกุศลก็เป็นโอกาสของอกุศล

    ผู้ฟัง สิ่งหนึ่งที่ผู้ศึกษาธรรมส่วนใหญ่จะมีความคิดว่า เมื่อเรายังอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งคนละฝั่งกับสิ่งที่สมบูรณ์เป็นปัญญาที่ประเสริฐที่สุดและต้องมีบารมี ก็มีความกังวลว่าจะไปถึงฝั่งนั้นได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ที่รู้ว่าห่างไกลคือถูก แต่กังวลไปเพื่ออะไร ในเมื่อไกลแล้วก็ไม่มีเราที่จะไปถึง แต่เป็นความเข้าใจที่จะนำไปถึง เพราะเหตุว่าทะเลของอวิชชากว้างใหญ่มาก กว่าจะข้ามพ้นโดยการเข้าใจขึ้นๆ ไปถึงอีกฝั่งหนึ่ง มีหนทางเดียวคือเข้าใจ กังวลไม่ได้ทำให้เข้าใจขึ้นแต่ก็อดไม่ได้ เพราะเหตุว่ามีปัจจัยที่จะให้เกิดกังวล อะไรก็ตามที่เกิด ไม่มีใครอยากให้เกิด แต่เกิดตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้น ปัญญาสามารถที่จะรู้ว่าสิ่งนั้นมีปัจจัยเกิดแล้วหมดไป ไม่ใช่เราไปทำ ทั้งหมดต้องนำไปสู่ความเข้าใจว่าไม่ใช่เรา เป็นธรรม ซึ่งเป็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้

    บางทีเหตุการณ์บางอย่างก็กังวลกันไป แต่ถ้าเข้าใจนิดเดียวก็เลิกกังวลแล้ว นี่คือถ้ามีปัญญาก็จะรู้ได้ว่า เราจะตัดความวุ่นวายโดยใช่เหตุไปมาก แต่เพราะว่าเป็นความไม่รู้ ความไม่รู้เกิดขึ้นก็ต้องเป็นไปตามความไม่รู้ เพราะฉะนั้น เล็กๆ น้อยๆ เรื่องละเอียดยิบส่องถึงประโยชน์และไม่ใช่ประโยชน์ เพราะความเข้าใจหรือไม่เข้าใจ การที่เราจะเข้าใจธรรมเป็นชีวิตประจำวันทั้งหมดเลยที่ละเอียดขึ้นเพราะปัญญา ถ้าไม่ละเอียดก็ไม่เข้าใจธรรม เราจะเป็นคนหยาบ ไม่ละเอียด ไม่ลึกซึ้ง แต่ธรรมลึกซึ้งมาก บางคนมีอุปนิสัยที่กังวลแล้วก็คิดว่า ไม่ควรจะทำอย่างนี้เลย อย่างนั้นดีกว่าอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนั้น จบ ไม่ต้องมีอกุศล กุศลก็เกิดได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละคนแล้วแต่ว่า ขณะนั้นจะเกิดปัญญาหรือไม่เกิด ถ้าไม่เกิดก็พูดไปแล้ว โพล่งไปแล้ว หลุดปากไปแล้ว อะไรเช่นนี้ ซึ่งเป็นเรื่องของอนัตตาจริงๆ

    ดังนั้นสิ่งใดที่หมดแล้ว ข้อความในพระไตรปิฎก "ไม่กังวลถึงสิ่งที่ล่วงแล้วและสิ่งที่ยังไม่มาถึง" เพราะปัญญารู้ว่าอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด และอะไรที่เกิดแล้วก็หมดแล้ว ใช่หรือไม่ จะไปเรียกร้องกลับมาเปลี่ยนแปลงปรับปรุงทำใหม่ไม่ได้ จะไปพยายามสร้างให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดก็ไม่ได้ นี่คือความไม่เข้าใจ แต่ถ้ามีความเข้าใจ ปัญญานำไปในกิจทั้งปวง แม้เล็กๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ เราก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า อะไรเป็นประโยชน์เพราะอะไร แต่ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด ห้ามไม่ได้เลยใช่หรือไม่ ยังมีโมหะความไม่รู้ ยังมีอวิชชา ยังมีความติดข้องโลภะ ยังมีโทสะความขุ่นเคือง แต่ปัญญาสามารถรู้ตรงนั้นเมื่อได้สะสมแล้ว

    เพราะฉะนั้น ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปปราบอกุศลทั้งหลาย หน้าที่นั้นคือให้ปัญญาปราบ หรือ ละ แต่เมื่อไม่มีปัญญา ก็ต้องให้มีปัญญาก่อน และปัญญาก็ทำหน้าที่ของปัญญา ไม่ใช่ว่าเราจะไปทำหน้าที่ของปัญญาได้ สภาพธรรมใดก็ทำหน้าที่ของสภาพธรรมนั้น ไม่ก้าวก่ายกันเลย จิต ๘๙ ประเภท เจตสิก ๕๒ อกุศลเจตสิกจะเป็นกุศลไม่ได้ โสภณเจตสิกฝ่ายดีจะไปเป็นอกุศลไม่ได้ และอกุศลแต่ละหนึ่งก็ไปยุ่งเกี่ยวกับอกุศลอื่นไม่ได้ เกิดมาทำหน้าที่แล้วก็ดับทั้งหมด ไม่มีเราเลยทั้งจิตและเจตสิก

    ผู้ฟัง การทำบุญทำทาน เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าให้ทำทาน ขอความเมตตาท่านอาจารย์อธิบายในความละเอียดในเรื่องของทานที่ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่นี้คุณจักรกฤษณ์พูดถึงเรื่องพระพุทธเจ้า พูดถึงเรื่องทานเป็นสิ่งที่ดีแน่ คือการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คนอื่น ต้องไม่ลืมทุกคำ ให้คือให้ ไม่ใช่หวังได้ ไม่ใช่ซื้อขาย ให้แล้วจะได้ไปสวรรค์ ให้แล้วจะร่ำรวย ให้แล้วจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ นั่นคือไม่ใช่ให้ แต่หวังที่จะได้จากการให้ เหมือนการซื้อขายหรือไม่

    เพราะฉะนั้น ให้คือให้ ขณะนั้นจิตที่เห็นประโยชน์ของคนอื่นที่จะได้รับจากสิ่งที่เราให้ ทำให้มีการให้เกิดขึ้น ไม่ใช่หวังบุญก็เลยให้ ใครจะนำไปทำอะไรก็ไม่รู้ ฉันให้เพราะว่าจะได้บุญ นั่นไม่ใช่บุญ เพราะบุญหมายความถึงจิตที่ดีงาม จิตที่ดีงามต้องงาม ไม่ใช่ว่าอกุศลมาปะปน ธรรมเป็นเรื่องตรง ธรรมที่เป็นอกุศลเป็นกุศลไม่ได้เลย แม้เล็กน้อยสักปานใด ธรรมที่เป็นกุศลก็จะเป็นอกุศลไม่ได้ กุศลต้องเป็นกุศล และปัญญาเท่านั้นที่สามารถจะรู้ตรงว่า ขณะใด อะไรเป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล

    วันหนึ่งๆ เรามีการให้เมื่อกุศลจิตเกิดและต้องให้ด้วย การให้ มีการให้อามิสคือ สิ่งของที่จะเป็นประโยชน์แก่คนอื่น เพื่อเขา ไม่ใช่เพื่อเราจะได้บุญ คำว่าบุญ ไม่ใช่เกิดจากการที่เราให้เขาแล้วเราได้ แต่บุญคือจิตที่เป็นกุศลดีงาม ขณะนั้นสามารถสละสิ่งที่เรามีเพื่อประโยชน์แก่คนอื่น อะไรก็ได้ทั้งหมดแม้เล็กน้อยสักปานใดก็ได้ การช่วยเหลือคนอื่นก็สละเวลาเหมือนกัน ใช่หรือไม่ สละความเห็นแก่ตัว สละความลำบาก บางคนคิดว่าช่วยคนอื่นแล้วตัวเราจะลำบาก แต่เขากำลังลำบาก แล้วถ้าเราช่วยเขาให้พ้นจากความลำบากสักนิดสักหน่อย ขณะนั้นจิตก็เป็นกุศล

    กุศลจิตเกิดเมื่อใด ภาษาไทยใช้คำว่าบุญ หรือกุศล คือสภาพธรรมที่ดีงามซึ่งไม่เป็นโทษเลยและให้ผลเป็นสุขด้วย บุญก็คือการชำระจิต ชำระกิเลสให้หมดไปทีละเล็กทีละน้อย เพราะเหตุว่าบุญคือกุศล อกุศลเป็นบุญไม่ได้ แต่ว่ากุศลที่ดีงามมีหลายระดับขั้น ที่ชำระจิตก็มี ที่ไม่ได้ชำระขัดเกลาจิตก็มี แต่บุญเกิดขึ้นขณะใด ขณะนั้นเป็นสภาพที่ดีงาม

    ถ้าทุกคนเกิดการให้ก็ต้องพิจารณาจิตของแต่ละคนว่า ขณะให้คิดอย่างไร และเป็นอย่างไร ถ้าเป็นกุศลหรือบุญจริงๆ คือไม่ได้หวังอะไรเลยทั้งสิ้น แม้แต่ในพระไตรปิฎกท่านจะพูดถึงการคบหาสมาคมว่าเพียงเพื่อที่จะได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน เท่านั้นก็หวังแล้วจากการคบ ดูกิเลส คบเพื่ออะไร เหตุใดคบคนนี้ ไม่คบคนนั้น คบคนนี้ก็จะได้ไปไหนมาไหนด้วยกันกับคนนี้ เท่านั้นก็หวัง เพราะฉะนั้นตรงหวังนั่นไม่ใช่บุญ แต่บุญจริงๆ ก็คือขณะนั้นเป็นจิตที่ประกอบด้วยโสภณเจตสิกซึ่งมีถึง ๒๕ เจตสิก แต่จิตที่เป็นกุศลเกิดขึ้นเมื่อไร จะประกอบด้วยโสภณเจตสิกอย่างน้อยที่สุด ๑๙ ประเภท จึงจะเป็นกุศลได้ แสดงให้เห็นว่าเราไม่ได้รู้เลย เกิดมาก็ไม่รู้ สัตว์โลกก็เป็นไปตามการสะสม ตามกรรม ดังนั้น การให้ ไม่ต้องเป็นความเข้าใจพระพุทธศาสนาหรือเข้าใจอะไร เขาก็ให้ตามการสะสมได้ น้องให้พี่ พี่ให้น้องก็มี ใช่หรือไม่

    จะเห็นได้ว่า ต้องพิจารณาละเอียดมากว่าต่างๆ กันไปแม้แต่การให้ ต้องเป็นผู้ที่ตรง ถ้าให้นั้นประกอบด้วยปัญญา รู้เหตุ รู้ผล รู้ว่าไม่ใช่เรา ยิ่งขัดเกลากิเลส คนที่ให้ส่วนใหญ่เป็นเราให้ แต่มีหรือไม่ที่ขณะที่ให้เป็นธรรมเพราะเป็นธรรม และปัญญาจะเกิดเมื่อไรไม่มีใครรู้ได้เลย ขอให้มี ขอให้สะสมไป เหมือนการสะสมของเราแต่ละชาติที่แล้วมา เราพูดอย่างนั้นบ้าง พูดอย่างนี้บ้างตามการสะสม ทำอย่างนั้นบ้าง ทำอย่างนี้บ้างตามการสะสม ดังนั้นเวลาที่ให้ก็ให้ตามการสะสม แต่ถ้ามีปัญญา ปัญญาจะเกิดเมื่อไร ในขณะที่กำลังให้ก็ได้ ขณะนั้นไม่ใช่เราเลย ดีกว่าเราให้หรือไม่

    เพราะฉะนั้น ความดีมีเป็นลำดับ ดีที่สุดคือมีปัญญาที่รู้ว่า ขณะนั้นไม่ใช่เรา ซึ่งปัญญาที่จะรู้ว่าไม่ใช่เราไม่จำกัดกาลเวลาเลย เรื่องที่ผ่านไปแล้ว ๓๐ ปียังนึกออกเลย แต่เกิดนึกขึ้นมาอย่างไรไม่ได้คิดเลย ตั้งหลายสิบปีแล้วเกิดนึกถึงขึ้นมาวันหนึ่ง ฉันใด ปัญญาที่สะสมไว้แล้วไม่ไปไหน ขึ้นอยู่กับกำลังของปัญญาว่ามากน้อยเพียงใด ท่านพระสารีบุตรไม่ได้รู้เลยว่าท่านจะได้พบท่านพระอัสสชิ ท่านยังไม่ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย แต่พบพระเถระซึ่งเป็นพระอัสสชิ เห็นกิริยาอาการที่สงบน่าเลื่อมใส ท่านก็คอยจนกระทั่งถึงเวลาที่จะถามปัญหาได้ เมื่อท่านถามปัญหา ท่านพระอัสสชิตอบสั้นๆ ท่านพระสารีบุตรซึ่งคือปัญญาที่สะสมมา สามารถเข้าใจแทงตลอดประจักษ์แจ้งในอริยสัจจธรรมเป็นพระโสดาบัน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    13 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ