ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๒๔
สนทนาธรรม ที่ กนกรัตน์รีสอร์ท อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
วันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ผู้ฟัง ขณะที่เข้าใจว่าขณะนั้นโกรธ ไม่ทราบเหมือนกันว่าเป็นปัญญาหรือเปล่า ในเมื่อโกรธดับไปหมดแล้ว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อจะรู้หรือว่าเข้าใจ
ผู้ฟัง เข้าใจถึงจะถูกต้อง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้ไปรู้ พอฟังแล้วให้ทุกคนไปรู้นั้นไม่ใช่ จะไปรู้ได้อย่างไร ยังไม่มีความเข้าใจอะไรพอที่จะรู้อย่างนั้นได้ แค่ฟังว่าโกรธนี่มีจริงๆ แต่ก่อนเป็นเรา แต่ว่าความจริงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ก็คือว่าความโกรธมีเมื่อเกิดขึ้นปรากฏ ถ้าไม่มีการเกิดขึ้นปรากฏ มีใครจะบอกว่ามีความโกรธไหม เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ไปรู้ และตรงนี้จะรู้อย่างไร ตรงนั้นอย่างไร นี่ดับไปแล้ว นั่นไม่ใช่ หมายความว่าฟังเพื่อเข้าใจว่าไม่ใช่เรา และกว่าจะเข้าใจได้ว่าไม่ใช่เราอีกนานไหม
เพราะฉะนั้นฟังเพื่อค่อยๆ สะสมความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย เพราะเหตุว่าขณะนี้เห็นมี ไม่ใช่ไม่มี เห็นกำลังเกิดดับ ไม่ใช่ไม่เกิดดับ แต่ไม่ปรากฏว่าเห็นเดี๋ยวนี้เกิดแล้วดับ แต่ความจริงก็คือเห็นเดี๋ยวนี้ที่ใครก็ไม่รู้เลย ว่าเห็นกำลังเกิดดับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้มีความเข้าใจว่า กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เราเห็น ก็จะต้องเข้าใจเห็นว่าเห็นเดี๋ยวนี้เกิด ถ้าไม่เกิดไม่มีเห็น และที่คนไม่รู้ก็คือว่าเห็นเดี๋ยวนี้เกิดดับนับไม่ถ้วน แล้วจะให้ไปรู้เห็นตรงไหนอย่างไร ไม่ใช่ให้เป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ให้สงสัยว่า แล้วจะไปรู้เห็นตรงไหนอย่างไร แต่ให้เข้าใจว่าเวลานี้เห็นเท่าไหร่ แต่ไม่มีใครรู้เลย เพราะว่าเป็นเราตลอด เพราะว่าพอเห็นเกิดดับ ก็จะทำให้เกิดสิ่งที่ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ คือฟังให้เข้าใจว่า เดี๋ยวนี้เป็นอย่างที่ได้ฟังใช่ไหม
เพราะฉะนั้นก็เริ่มเข้าใจว่า ใครจะไปเห็นการเกิดดับ อันไหน อันนั้นดับไปแล้ว อันนี้ยังไม่เกิด ไม่ใช่อย่างนั้นเลย นั่นคือความเข้าใจผิดคือฟังเป็นเรา เหมือนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะให้รู้อย่างนั้น จะให้รู้อย่างนี้ แต่ความจริงจะให้รู้ได้อย่างไร ในเมื่อไม่ได้เข้าใจอะไรเลย
เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุดคือไม่ใช่เราจะรู้ แต่ว่าความเข้าใจที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ทำกิจของความเข้าใจ คือค่อยๆ ละความไม่รู้ ไปถามคนที่เขาอยู่นอกห้องนี้ เห็นเกิดดับ เขาไม่รู้เรื่อง เป็นไปไม่ได้ แต่จากการฟังทีละเล็กทีละน้อย เพื่อค่อยๆ คลาย ไม่ใช่ไปเห็นการเกิดดับ แต่ค่อยๆ คลายเพราะเข้าใจจริงๆ ว่าความไม่รู้นี่มากมายมหาศาลแค่ไหน
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าเห็นเกิดดับ แล้วเราพอได้ยินเห็นเกิดดับก็จะรู้เห็นไหนดับไปแล้ว ข้างหน้ายังไม่เกิด นั่นไม่ใช่ ต้องรู้จริงๆ ว่าปัญญาของเรารู้หรือยังว่าไม่มีเรา ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของปัญญา เพราะถ้ารู้ว่าไม่มีเรา ปัญญาก็ต้องไม่ใช่เราด้วย
เพราะฉะนั้นปัญญาเดี๋ยวนี้มีแค่ไหน ที่จะค่อยๆ ฟังไป ค่อยๆ เข้าใจไป แล้วก็ยังรู้ว่าไม่ใช่เห็นอย่างเดียวเลย คิดก็มี ได้ยินก็มี จำก็มี ชอบก็มี ไม่ชอบก็มี ทั้งหมดถูกปกปิดด้วยความรวดเร็ว สิ่งที่ปรากฏเป็นแต่เพียงสิ่งที่ถูกรู้ ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นเห็น จะไม่มีคนในห้องนี้เลยสักคน ไม่มีอะไรทั้งหมดด้วย แต่พอจิตเกิดขึ้นทำกิจการงาน คือเห็น ไม่ได้รู้เลยว่าเห็นต้องเห็นทุกอย่างในห้องนี้ ไม่ใช่เห็นเพียงแค่หนึ่งอย่าง แต่ความเร็วเหมือนพร้อมกันเลย ทุกอย่างหมดเลย ไฟก็เห็น โต๊ะก็เห็น คนก็เห็น ความรวดเร็วของจิตปานนั้นที่ลวงให้เข้าใจว่า มีเรานานแสนนาน แล้วก็จะเป็นเราไปตลอดเวลาที่ไม่มีการฟังเข้าใจธรรม
เพราะฉะนั้นเข้าใจธรรมสำคัญที่สุด ที่จะเป็นคนที่ละเอียดว่าเข้าใจไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นที่กำลังประจักษ์แจ้งการเกิดดับไม่ใช่เรา แล้วเป็นอะไร เป็นความเข้าใจที่ค่อยๆ เข้าใจจนสามารถที่สภาพธรรมจะปรากฏทีละหนึ่ง แค่นี้ก็ต่างกันแล้วใช่ไหม ฟังธรรมนี่เพื่อเข้าใจ สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้กับสิ่งที่ถูกปิดบังไว้ ด้วยการที่มีธาตุรู้เกิดขึ้นรู้นับไม่ถ้วน จนปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานนับไม่ถ้วน จำไว้นับไม่ถ้วน ไม่ลืมเลยว่ามีคน มีอะไรกี่แสนกัปมาแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ใช่หมายความว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้อย่างที่พระองค์ตรัส แต่เริ่มรู้ว่าไม่รู้แค่ไหน แล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง ที่กล่าวกันเสมอว่ารู้ดีกว่าไม่รู้ แล้วคำนี้รู้ขณะไหน
ท่านอาจารย์ รู้คืออะไร
ผู้ฟัง รู้จริงๆ ต้องเป็นปัญญา
ท่านอาจารย์ คืออะไร
ผู้ฟัง ก็จิตรู้
ท่านอาจารย์ คือเข้าใจ แค่นี้ จะใช้คำว่ารู้ จะใช้คำว่าปัญญา จะใช้คำว่าสัมมาทิฏฐิ ต้องเข้าถึงความจริงว่าเข้าใจในภาษาไทย สัมมาทิฏฐิก็ไม่ใช่ภาษาไทย ปัญญาก็ไม่ใช่ภาษาไทย เพราะฉะนั้นก็ปิดบังความจริง เข้าใจต่างหากในภาษาไทย ถ้าไม่เข้าใจจะเป็นปัญญาได้ไหม จะเป็นสัมมาทิฏฐิได้ไหม
เพราะฉะนั้นฟังธรรมไม่ใช่ไปนั่งจำภาษาบาลี ขณะนี้จิตเกิดขึ้นดับไป มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย มีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วยกี่ประเภท เป็นชื่อภาษาบาลีหมด แต่ไม่ต้องคิดถึงภาษา เราฟังธรรมเข้าใจในภาษาของเรา ไม่เช่นนั้นเราจะเข้าใจไหม ใช้คำว่าจิต ถามใคร ใครก็มีจิต และอธิบายซิว่าจิตคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจในภาษาของเรา จะอธิบายคำว่าจิตได้ไหม
ฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ต้องไม่ลืมเลย ใครจะใช้คำว่าปัญญา ใครจะใช้คำว่าแทงตลอด ใครจะใช้คำว่าอะไรก็ตาม ญาณวิปัสสนาก็คือเข้าใจ และเข้าใจเริ่มได้อย่างไร ถึงจะเข้าใจได้มากขึ้น ไม่ใช่พอฟังแล้วเข้าใจได้เลยทันที ความไม่เข้าใจ ความไม่รู้นานแสนนานไปแล้วอยู่ไหน แล้วก็เข้าใจแค่ไหน
เพราะฉะนั้นรู้ก็คือเข้าใจ ไม่รู้ก็คือไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นฟังธรรมคงจะต้องแปลเป็นภาษาของตนของตน ไม่เช่นนั้นก็หลงไปอีกว่ารู้อะไรใช่ไหม รู้แบบที่เราเรียนทางโลก อ่านออกเขียนได้ นั่นก็รู้หนังสือ ใช้อย่างนั้น แต่ความจริงก็คือว่ามีสิ่งที่มีจริง ใช้คำว่าธรรม เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจสิ่งนั้น จนกว่าจะได้ฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น จึงจะค่อยๆ รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าพระองค์ประจักษ์แจ้งอย่างนั้นแต่ละคำ
เพราะฉะนั้นฟังธรรมปกติ จะไปขวนขวายรู้ไหม จะไปรู้อะไร ก็เดี๋ยวนี้ก็มี ฟังแล้วก็เข้าใจ ความเข้าใจก็ไม่ใช่เรา ตั้งแต่ลืมตาตอนเช้ามาเข้าใจอะไรบ้าง เข้าใจแค่ไหน ถ้าไม่มีการฟัง ไม่มีเลย เห็นก็เห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ได้ยินก็เป็นเรื่องเป็นราว เป็นคนนั้นเป็นคนนี้ ไม่มีความเข้าใจอะไรเลย ไม่รู้ด้วยว่าสิ่งที่มีจริงไม่ใช่อย่างที่ปรากฏ ถูกต้องไหม เห็นคนใช่ไหม
ความจริงคือเห็นเพียงสิ่งที่กระทบตา คนอยู่ไหน ไหนเป็นคน สีขาวๆ ดำๆ เขียวๆ แดงๆ น้ำตาลม่วง นี่หรือเป็นคน คิดไป เป็นเสื้อผ้าก็ได้ เป็นรองเท้าก็ได้ เป็นฝาผนังก็ได้ เป็นโต๊ะก็ได้ แล้วแต่จะคิด แต่สิ่งที่ปรากฏก็คือสิ่งที่กระทบตา และก็ปรากฏเป็นสีสันต่างๆ ทำให้เกิดรูปร่างสัณฐานต่างๆ ค่อยๆ ฟังจนกว่าจะรู้ว่า
นี่คือชีวิตที่เกิดมาแต่ละทางด้วย ซึ่งปกปิดมาตลอด มีแต่ความสนใจในสิ่งที่ถูกรู้ที่ปรากฏ ซึ่งปรากฏไม่ได้เลย ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นรู้ สิ่งต่างๆ ในห้องนี้ปรากฏไม่ได้ ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นเห็นเพราะฉะนั้นก็ไม่รู้เลย เป็นเราเห็น แล้วก็เห็นอะไรตั้งมากมาย แล้วก็สนใจในสิ่งที่เห็นเรื่อยมาในสังสารวัฏ จนกว่าจะรู้ความจริง
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ให้ไปรู้อย่างที่ฟัง จิตเกิดดับให้ไปรู้ ไม่ใช่ เริ่มเข้าใจถูกต้องว่าทุกอย่างมีจริงชั่วคราว คำว่าชั่วคราวประมาณไม่ได้เลย ชั่วคราวของเรายาวมากเลย แต่ว่าชั่วคราวจริงๆ ของธรรม แสนสั้นเกิดแล้วดับทันที แต่ละหนึ่ง นี่คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ แล้วก็ทรงประกาศความจริงให้คนอื่นได้เข้าใจถูก
สะสมไปจนกว่าสามารถที่จะรู้ว่า ทุกคำที่ได้ฟังเป็นจริงอย่างนั้น คิดมี ไม่ใช่เรา แล้วอย่างไรถึงคิดจะไม่ใช่เราได้ เพราะฉะนั้นต้องฟังจนกว่าพอคิดก็รู้ว่าเป็นธรรมอะไร ไม่ไช่ไปเรียกชื่อ แต่ที่คิดไม่ใช่เห็น ที่คิดนี่ไม่ใช่ได้ยิน แต่คิดมีจริงๆ
เพราะฉะนั้นทุกอย่างทั้งหมดไม่เว้นเลย ถ้ายังมีความสงสัย ความไม่รู้ไม่ถึงการดับกิเลสเป็นสมุจเฉท ใช้คำว่าดับ แล้วที่มีมาตลอด สะสมมามากๆ จะดับหมดไหม ดับอะไร ก็ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น และดับก็ไม่ใช่เราด้วย เพราะฉะนั้นใครจะไปหวังที่จะไม่มีกิเลสโดยไม่เข้าใจสิ่งที่มี ที่กำลังปรากฏ เป็นไปไม่ได้
ผู้ฟัง คือฟังให้เข้าใจเท่านั้น
ท่านอาจารย์ ทำได้ไหม
ผู้ฟัง ทำอะไรก็ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ก็ต้องมั่นคง ถ้าชาตินี้ไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้กำลังได้ฟัง ชาติหน้าจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไหม ก็ไม่มีทาง เพราะฉะนั้นเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้ว่าปรินิพพานแล้ว แต่พระปัญญาคุณปรากฏกับผู้ที่เข้าใจธรรมว่า ปัญญาอย่างนี้ต้องไม่ใช่ของคนอื่นเลย นอกจากผู้ที่ได้บำเพ็ญบารมี แล้วก็ได้รู้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง แล้วก็ทรงพระมหากรุณาให้คนอื่นได้ยินได้ฟัง คำซึ่งไม่ใช่คำของคนอื่น
คนอื่นพูดอย่างนี้ไม่ได้เลย ไปเอาปัญญาที่ไหนมาพูดใช่ไหม แม้แต่จะฟังยังต้องไตร่ตรองด้วยความละเอียด เพื่อละไม่ใช่เพื่อจะไปรู้ แล้วทำอย่างไรจะรู้ แล้วจะรู้อันไหน นั่นไม่ใช่ความเข้าใจธรรม
เพราะฉะนั้นจะรู้ได้ ว่าคำถามแสดงความต้องการแอบแฝงอยู่ตลอด ไม่เคยรู้จักเขาเลย มีทุกวันอยู่ด้วยกันตลอด ไม่เคยพลัดพรากจากไปเลย ไม่เจอตัว แล้วจะละได้อย่างไร จะละต่อเมื่อรู้ จะเป็นทหารไปรบข้าศึก ไม่รู้ว่าข้าศึกอยู่ไหน แล้วจะทำอย่างไร ก็ไม่มีทาง
อ.วิชัย อย่างที่พระองค์แสดงถึงความติดข้องพอใจ เหมือนกับทั้งเป็นลูกศิษย์และก็อาจารย์ ลูกศิษย์ก็หมายถึงผู้อยู่ภายในโอวาทหรือคำสอนของอาจารย์
โลภะคือความติดข้องก็อยู่ภายในจิตของแต่ละบุคคลใกล้ชิดสนิทเลย แล้วก็ติดตามไปตลอดเวลา วันๆ หนึ่ง จะเห็นว่าเดี๋ยวพอใจสิ่งนั้นบ้าง พอใจสิ่งนี้บ้าง เกิดกับอะไร ทั้งๆ ที่มีจิต แต่มีธรรมอย่างหนึ่งที่ติดตามจิตอยู่ตลอดเวลา และเป็นทั้งอาจารย์ด้วย ลูกศิษย์ทั้งหลายต้องอยู่ในโอวาท อยู่ในคำของอาจารย์
โลภะเมื่อมีเหตุก็เป็นไปตามอำนาจของโลภะ ไปทำสิ่งโน้น ไปทำสิ่งนี้ แสวงหาสิ่งนั้นสิ่งนี้ ก็ตามอำนาจของโลภะ โลภะติดตามอยู่ที่จิตนานแสนนาน แล้วก็มีกำลังก็เป็นเหตุให้ไปตามอำนาจของโลภะด้วย
ท่านอาจารย์ เหลียวไปทางซ้าย อาจารย์บอกหรือเปล่าใช่ไหม ไม่พ้นเลย ไม่ว่าจะทำอะไรทั้งสิ้น
ผู้ฟัง เข้าใจจากการฟัง ก็ยังเป็นเรื่องราวทั้งหมด
ท่านอาจารย์ ถูกต้องไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นปัญญาไม่ทำให้ผิด เข้าใจแค่ไหน ตรง ก็เข้าใจแค่นี้ จะไปรู้การเกิดดับไหม
ผู้ฟัง ยาก
ท่านอาจารย์ ขณะนี้อะไรเป็นธรรม ชื่อเรียกได้ แล้วแค่คำว่าธรรม และยังมีคำว่ากุศล กุศลทั้งหลาย กุสลา ธัมมา เดี๋ยวนี้ไหนธรรม ที่พูดเมื่อสักครู่นี้ ชื่อเรื่อง แต่สามารถเข้าใจในความเป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง ยังไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจธรรมถึงความเป็นอรหันต์ได้
ผู้ฟัง คือฟังศึกษาเข้าใจคำที่กำลังฟัง
ท่านอาจารย์ ลองคิดถึงตอนไม่ฟังเลย มืดไหม ตอนมืดรู้สึกอย่างไร แต่พอมีแสงสว่างนิดหนึ่ง เปลี่ยนจากความรู้สึกนั้นแล้วใช่ไหม แม้เล็กน้อย และถ้ามากกว่านี้พอที่จะรู้สึกได้ไหม ปลาบปลื้มยินดีที่มีโอกาสได้เข้าใจสิ่งที่ถูกปกปิดซ่อนเร้น ไม่มีใครรู้ ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงธรรม
เพราะฉะนั้นคนที่มีโอกาสได้ฟังได้เข้าใจ แม้เพียงเล็กน้อย แต่เป็นคนตรงก็จะเข้าใจขึ้น ทั้งหมดต้องมาสู่ความเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา เพื่อได้เข้าใจละเอียดขึ้น เพราะกว่าจะละความเป็นเรา เพียงแค่ฟังนิดๆ หน่อยๆ ไม่สามารถที่จะละได้
ผู้ฟัง ขั้นแรกก็ส่วนใหญ่ก็ต้องจำชื่อก่อน
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ เห็นอย่างนี้ไปจำชื่ออะไร ไม่ใช่บอกให้ว่าเห็นเป็นธรรม แต่รู้ว่าธรรมคืออะไร เพราะฉะนั้นพูดคำที่รู้จัก การศึกษาเพื่อเข้าใจสิ่งที่มี แต่ว่าถ้าไม่อาศัยคำ เราจะรู้ได้ไหมว่าเราหมายความถึงอะไร แม้แต่เห็นอย่างนี้ นั่งอยู่อย่างนี้ แล้วจะพูดถึงตัวนี้ แล้วจะพูดว่าอะไร ถ้าไม่ใช้คำว่าเห็นซึ่งไม่ใช่ได้ยิน
เพราะฉะนั้นแต่ละคำ เป็นคำที่บ่งถึงลักษณะของสิ่งที่มีจริง เพราะธรรมคือสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงหลากหลายมาก และจะพูดถึงอะไรถ้าไม่มีชื่อ อย่างเห็นก็ต้องบอกว่าเห็นใช่ไหม เมื่อจะพูดถึงเดี๋ยวนี้ที่เห็น ได้ยินก็ต้องใช้คำว่าได้ยิน แสดงว่าไม่ใช่เห็น
เพราะฉะนั้นอยู่ที่ความเข้าใจ ไม่ไปเน้นมุ่งที่จะให้จำชื่อ พูดชื่อได้หมดเลย แต่ไม่รู้เรื่องเลยก็ได้ สวดมนต์ใช่ไหม สวดกันหมดเลย แล้วแต่ละคำคืออะไรก็ไม่รู้ นั่นคือมุ่งหมายจำชื่อ แต่นี่ไม่ใช่
ศึกษาคือให้เข้าใจถูกต้อง ซึ่งต้องใช้คำ เพื่อให้รู้ว่าบ่งถึง หมายถึงลักษณะของสภาพธรรมใด เพราะว่าสิ่งที่มีจริงทั้งหมด เราก็ใช้คำว่าธรรม จะได้รวมไปหมดเลย ใช่ไหม ไม่ต้องมานั่งพูดนี่จริงไหม นั่นจริงไหม นี่จริงนั่นจริง สิ่งที่มีจริงทั้งหมดก็รวมเรียกว่าธรรม
พอพูดถึงธรรมก็คือเรากำลังจะพูดถึงสิ่งที่มีจริงๆ แต่สิ่งที่มีจริงไม่ใช่มีอย่างเดียว หลายหลากมาก และถ้าเราไม่ใช้ชื่อจะรู้ได้อย่างไรว่าหมายความถึงอะไร เช่น เห็น เราก็ต้องใช้คำนี้ใช่ไหม แล้วถามว่าเห็นเป็นอย่างไร เริ่มจะเข้าใจแล้ว ไม่ใช่ให้ไปจำชื่อ เรียกได้ ประกอบด้วยเจตสิกเท่าไหร่ ไม่ใช่ แต่เห็นคืออะไร
ก่อนอื่นไม่ใช่ไปนั่งจำชื่อจักขุวิญญาณ ไม่ใช่อย่างนั้น แต่เห็นเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร คืออะไร ถ้าไม่เข้าใจตอนนี้ก็คือว่าไม่ได้ศึกษาธรรม ฟังเฉยๆ จำชื่อเยอะๆ แต่ศึกษาไม่ใช่อย่างนั้น แต่ละคำต้องรู้ตัวว่าเข้าใจแค่ไหน จริงหรือเปล่า ทุกอย่างเป็นธรรม
ถ้ารอบรู้ รู้แจ้งรู้จริงสามารถถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะจะไปเป็นการรู้อย่างอื่นได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่รู้สิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำเพื่อเข้าใจ แล้วก็ต้องเปลี่ยนไปตามภาษาของตนของตนด้วย เราจะพูดอย่างนี้กับคนที่ไม่ใช้ภาษาไทย เขาก็ไม่รู้เรื่อง
เพราะฉะนั้นพระองค์ตรัสเป็นภาษามคธี ภาษาบาลี จึงต้องเรียนให้รู้ว่าแต่ละคำหมายความถึงธรรมอะไรในภาษาของตนของตน เพื่อเข้าใจ
พอเราเข้าใจแล้ว เราพูดภาษาบาลีกันหรือเปล่า ก็พูดภาษาไทยเหมือนเดิม ไม่ใช่ว่าเราพอเข้าใจแล้ว เราไปพูดภาษาบาลีได้ ไม่ใช่ แต่ละคำเพียงให้รู้ว่าหมายความถึงอะไร
ผู้ฟัง ฟังแต่ละคำเพื่อความเข้าใจ ขอความเข้าใจ
ท่านอาจารย์ เพื่อความเข้าใจความจริงของสิ่งที่มี เพราะธรรมคือสิ่งที่มี จะพูดถึงธรรมอะไรที่มีจริงๆ ฟังเพื่อเข้าใจสิ่งนั้น ยกตัวอย่างมาได้
ผู้ฟัง ความโกรธ
ท่านอาจารย์ ความโกรธ ถ้าไม่เกิดมีไหม
ผู้ฟัง ไม่เกิดก็ไม่มี
ท่านอาจารย์ แล้วพอโกรธแล้วไม่เรียกชื่อก็รู้ ใครบ้างต้องไปเรียกชื่อแล้วถึงจะรู้ ไม่ต้องเรียกก็รู้ ลักษณะนั้นเป็นอย่างนั้น แต่เวลาที่ไม่โกรธก็มีธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง ก็มี
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ต่างกับขณะที่โกรธ ก็ต้องมีคำแสดงให้รู้ว่าเราหมายความถึงอะไร ก็เป็นธรรมทั้งนั้นสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นบอกว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงแค่นี้พอไหม รู้ธรรมหรือยัง เข้าใจหรือยัง
ผู้ฟัง ยังไม่พอ
ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะโกรธใครก็รู้จักใช่ไหม แต่ไม่รู้ว่าถ้าไม่มีปัจจัยที่เหมาะที่ควรที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น สิ่งนั้นเกิดไม่ได้ กำลังอาหารอร่อย ดอกไม้ก็สวย ดนตรีก็เพราะ ให้โกรธเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็แสดงความจริงว่า เราไม่เคยคิดเลย ไม่เคยเลย ที่จะรู้ว่าสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้เกิดตามเหตุตามปัจจัย ไม่มีใครสามารถไปทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น และไม่มีเราด้วย ทุกอย่างเกิดเมื่อมีปัจจัย เกิดหลากหลายเป็นแต่ละคน แต่ละเชื้อชาติ แต่ละความเป็นอยู่ แต่ละเรื่องราวในชีวิตตามเหตุตามปัจจัย ใครก็ไปทำไม่ได้ เพื่อให้รู้ความจริงว่าไม่มีเรา แต่มีสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย
ผู้ฟัง ต้องเป็นไปเพื่อความเข้าใจความจริง
ท่านอาจารย์ จากการที่ได้ฟังความจริง เห็นเดี๋ยวนี้เกิดแล้วดับ จริงหรือเปล่า
ผู้ฟัง จริง
ท่านอาจารย์ เปลี่ยนได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ รู้ได้ไหม
ผู้ฟัง รู้ได้ แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้
ท่านอาจารย์ แน่นอน เพราะฉะนั้นก็ฟังไป ไม่ใช่เรารู้ ความเข้าใจก็ค่อยๆ ทำหน้าที่ น้อยมากไหมในสังสารวัฏ ถ้าเทียบกับที่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน ก็รู้เลยไม่มีใครทำอะไรได้ แม้แต่เดี๋ยวนี้ ลืมว่าเป็นจิต เจตสิก ทั้งหมดเกิดขึ้นทำกิจการงานตลอดเวลา ไม่มีใคร
ผู้ฟัง ถ้าเราเพียงแต่ฟัง เช่น เรื่องของปัจจัย แล้วเราก็รู้ชื่อ จำได้ บอกได้ อันนี้ก็จะไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไหร่
ท่านอาจารย์ เรายังไม่รู้อะไร และจะไปเรียนปัจจัยได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่มีเห็น ถ้าเห็นไม่เกิดไม่มีใช่ไหม แล้วถ้าไม่มีตาเห็นไหม
ผู้ฟัง ก็ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ต้องอาศัยตาใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ นี่คือปัจจัย ถ้าไม่มีสิ่งที่กระทบตา เห็นจะเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ก็ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขาดสิ่งที่กระทบตาได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ นี่คือปัจจัยของการเห็น เราฟังเรื่องปัจจัยโดยเราไม่ได้ต้องไปเอ่ยชื่อ แต่ให้รู้จริงๆ ก่อน ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้น ไม่มีใครไปทำให้เกิดได้เลย นอกจากปัจจัยเฉพาะที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น หมายความว่าเห็นเกิดขึ้นเห็น เห็นไม่สามารถที่จะรู้ว่า สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเป็นอะไร เพราะเกิดขึ้นเพียงเห็น เพื่อเห็นแล้วก็ดับ
เพราะฉะนั้นจิตที่เกิดต่อก็มีปัจจัย ไม่ว่าอะไรทั้งหมดเลย สภาพธรรมใดที่เกิด สภาพธรรมนั้นต้องอาศัยปัจจัย เพราะฉะนั้นขณะเมื่อสักครู่นี้ ถ้าตาไม่เกิดจะมีสิ่งกระทบตาได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นตาต้องเกิดก่อน ใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แล้วสิ่งที่กระทบตาต้องเกิดด้วยหรือเปล่า
ผู้ฟัง ต้องเกิดด้วย
ท่านอาจารย์ ก็ต้องเกิด เพราะฉะนั้นเกิดแล้วกระทบกัน ภายหลังจิตจึงเกิดขึ้นเห็น เมื่อตาเกิดแล้ว สิ่งที่กระทบตาก็เกิดแล้วกระทบกัน เป็นปัจจัยหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็นปัจจัย
ท่านอาจารย์ เกิดก่อนหรือเกิดพร้อมกับเห็น
ผู้ฟัง เกิดก่อน
ท่านอาจารย์ ก็เกิดก่อน เราก็ใช้คำว่าปุเรชาตะเท่านั้นเอง แล้วแต่แต่ละคำของปัจจัยก็ส่องถึงคำแปลอีกภาษาหนึ่ง อย่างนิสสยะก็เป็นที่อาศัย จิตเห็นเดี๋ยวนี้อาศัยอะไร
ผู้ฟัง อาศัยตา
ท่านอาจารย์ อาศัยตา นิสสยปัจจัย และก็เกิดที่ไหน
ผู้ฟัง เกิดที่จักขุปสาท
ท่านอาจารย์ ก็เกิดที่ตา เพราะฉะนั้นเราจะเข้าใจในภาษาของตนก่อน และชื่อตามมาทีหลัง อย่างจิตกับเจตสิก ถ้าไม่มีเจตสิก จิตเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ก็ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ต้องเกิดพร้อมกันใช่ไหม
ผู้ฟัง เกิดพร้อมกัน
ท่านอาจารย์ ภาษาบาลี ก็สหะ พร้อมกัน ชาตะ แปลว่าเกิด ก็เป็นปัจจัยโดยต้องเกิดพร้อมกัน จิตนี้ประกอบด้วยเจตสิกนี้ ดับไปแล้ว จิตต่อไป ไปอาศัยเจตสิกที่ดับไปแล้วเกิดหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เห็นไหม ธรรมนี่สำหรับไตร่ตรอง คิดเพื่อจะได้เข้าใจมั่นคงขึ้น ถ้าตามๆ ไปเรื่อยๆ ก็เหมือนเข้าใจ แต่ถ้าลองให้คิด ถ้าเข้าใจจริงๆ ก็ต้องถูก คิดถูก ถ้าไม่เข้าใจก็คิดผิด
เพราะฉะนั้นจึงมีการสนทนาธรรม เพื่อความเจริญขึ้นความมั่นคงขึ้นของความเข้าใจ ที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งความจริงดับกิเลสได้ ไม่เช่นนั้นเราจะมานั่งที่นี่ทำไม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380