ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๕๓
สนทนาธรรม ที่ โรงแรมแลนด์มาร์ค
วันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ รูปธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส หมายความถึงสิ่งนั้นมีจริงแต่ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม เดี๋ยวนี้มีรูปธรรมหรือไม่ ฟังเพื่อเข้าใจ ตรงไหนก็มีเมื่อกระทบกาย เมื่อกระทบตา เป็นสิ่งต่างๆ ที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ที่ตัวต้องมีทั้งรูปธรรมและนามธรรมแน่ๆ มีเห็น มีคิด มีจำ มีชอบ รูปธรรมไม่รู้อะไร แต่นามธรรมเป็นสภาพรู้ เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นคน สัตว์หรือสิ่งที่มีชีวิต ความจริงเป็นรูปธรรมและนามธรรมที่เกิดขึ้นหลากหลายต่างๆ นานาเท่านั้น
ทรงแสดงไว้ทั้งรูปธรรมและนามธรรมโดยละเอียดอย่างยิ่งเกินกว่าที่ใครจะคิดได้ แต่สามารถที่จะฟังและรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเข้าใจคำที่พระองค์แสดงความจริงว่า คนอื่นไม่ได้กล่าวเช่นนี้ ไม่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจเช่นนี้ว่า ธรรมทั้งหลายที่เคยเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดยั่งยืนเที่ยง เป็นอัตตา ความจริงเป็นอนัตตา
เราอาจจะได้ยินคำนี้บ่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าอนัตตา หมายความถึงไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน ที่ยึดถือว่าเป็นเราหรือเป็นเขา แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นและดับไป ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเรา เพราะฉะนั้น อนัตตาอยู่ตรงนี้ ธรรมอยู่ตรงนี้ ความเข้าใจก็อยู่ตรงนี้ ละเอียดหรือไม่ นี่เพียงไม่กี่คำ แต่ถ้านับคำในพระไตรปิฎก ใครจะนับไหว ต้องเข้าใจทุกคำทีละคำและตามลำดับด้วย จะเข้าใจอริยสัจจ์ ๔ โดยไม่พูดถึงสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ได้หรือไม่ ไปท่องคำที่อยู่ในหนังสือเรียนกัน แต่กล่าวได้เลยว่าทั้งผู้สอนและผู้เรียนไม่มีใครรู้เลย เพราะว่าต้องศึกษาโดยละเอียด
อริยสัจจธรรม ถ้าไม่เข้าใจคำว่าธรรม จะรู้จักหรือไม่ว่าเป็นความจริงเดี๋ยวนี้ที่มี ความจริงเดี๋ยวนี้เป็นสัจจะ แล้วอริยะ ทำให้ผู้ที่เข้าใจความจริงนั้นถึงการพ้นจากความไม่รู้ และพ้นจากกิเลสเพราะความไม่รู้ เพราะว่ากิเลสทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะไม่รู้ ทุกคนกำลังมีกิเลส รู้เท่านี้แล้วทำอย่างไรถึงจะหมดกิเลส ไม่ใช่โดยหนทางอื่น เพราะเหตุว่ากิเลสเกิดเพราะไม่รู้ หนทางเดียวที่จะค่อยๆ หมดกิเลสก็เพราะรู้ ตอนนี้ถ้าเข้าใจนิดหนึ่งความไม่รู้ก็หมดไปนิดหนึ่ง เหตุที่จะให้เกิดกิเลสก็หมดไปหน่อยหนึ่ง จนกว่าจะหมดเพราะเข้าใจขึ้น
ธรรมเป็นธรรมดาหรือไม่ ไม่ต้องไปซื้อสมุดหนังสืออะไรเลยทั้งสิ้นเพราะมีอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ เพียงแต่ว่าฟังแล้วจริงหรือไม่ ถ้าจริง ใครรู้ความจริงนี้และสอนเพื่ออะไร สอนให้พ้นจากความไม่รู้ ความไม่รู้ภาษาบาลีว่า อวิชชา วิชชาแปลว่ารู้ อวิชชาแปลว่าไม่รู้ คนไทยพูดอีกคำหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ชอบเลยแต่จริงๆ ก็คือโง่ จะหายโง่ จะพ้นโง่ บางคนบอกว่าต้องไปทำอย่างนั้นอย่างนี้ ซื้อโง่ ไม่ต้อง ฟังแล้วเข้าใจ หายโง่เมื่อเข้าใจ
ผู้ฟัง ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงตรัสรู้ มีแต่ความมืด ถึงแม้ว่าจะตรัสรู้แล้วแต่ว่าผู้ที่ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้มีความเข้าใจในเรื่องของความเป็นจริงมากขึ้นก็ยังมืดอยู่ ตรงนี้มีความละเอียดอย่างไร
ท่านอาจารย์ เรารู้จักความมืดที่เราเห็นด้วยตา เมื่อหลับตาเราบอกว่าไม่เห็นอะไร ในห้องที่ไม่มีแสงสว่างจะไม่เห็นสีต่างๆ เห็นแต่เพียงบางสี แต่ถ้าดับไฟหมด มืด ในความมืดมีอะไร เราหลับแล้วเราก็ฝัน ในฝันมีอะไร กำลังฝันรู้หรือไม่ว่าถ้าขณะนั้นไม่ฝันจะยิ่งกว่ามืดอีก คือไม่มีอะไรปรากฏเลยทั้งสิ้น นี่คือชีวิตจริงของเรา แต่เราไม่เคยรู้เลยตามลำดับ
แม้แต่คำว่ามืดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริง เราก็ต้องรู้ว่ามืดมีกี่อย่าง มืดที่มองเห็นด้วยตา ปิดไฟให้หมด มีตายังเห็นว่ามืด หรือเวลาที่เราหลับ ปิดไฟ ไม่มีอะไรปรากฏ แต่ยังมีจิต มีสภาพรู้ และสภาพรู้นั้นอยู่ไหน อยู่ในความมืดใช่หรือไม่เพราะขณะนั้นดับไฟหมด แต่มีเรา มีสภาพรู้อยู่ ขณะนั้นมืด แต่ว่าถ้าหลับสนิทเลย ไม่มีอะไรปรากฏเลยแม้มืดก็ไม่ปรากฏ เป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน มีพี่น้องกี่คน มีวงศาคณาญาติหรือไม่ ไม่มีทางรู้เลยขณะที่หลับสนิท คิดดูว่านี่คือชีวิตจริง ใช่หรือไม่
เมื่อหลับสนิทแล้วตื่นขึ้นมาเห็น ได้ยิน ทำทุกสิ่งทุกอย่างวันหนึ่งแล้วก็หลับอีก วันนั้นทั้งวันหายไปหมดไม่เหลือเลย ใช่หรือไม่ แต่ก็ต้องตื่นอีก มีวันใหม่อีก มีเรื่องราวต่างๆ อีกต่อไป แล้วในที่สุดทุกคนก็ต้องหลับสนิทอีกไม่เหลืออะไรเลย นี่เพียงคร่าวๆ แต่ถ้าความจริงที่ลึกซึ้งกว่านั้นถึงความมืดของความไม่รู้คือ ความมืดที่ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วไม่มีเรา แต่ธรรมต้องเป็นเช่นนี้ มีการเกิดขึ้นเป็นธาตุรู้ เป็นคน เป็นสัตว์ ระหว่างที่ยังไม่มีการเห็นได้ยินเลยทั้งสิ้น ขณะนั้นโลกนี้ไม่ได้ปรากฏ นานเท่าไรใครจะรู้ ตอนนั้นไม่มีใครรู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจนถึงว่า วาระจิตแรกที่คิดคิดถึงอะไร นี่คือผู้ที่ทรงตรัสรู้แต่เราก็ห่างมานาน
เรากำลังพูดถึงว่าไม่รู้นั้นมืดหรือไม่ แต่ว่ามืดคนละอย่าง ในทางที่เราคิดว่าแสงสว่างสว่าง และความมืดมืด เราคิดเพียงแต่สิ่งที่ตามองเห็นได้ หรือว่าตอนที่หลับสนิทไม่มีอะไรปรากฏยิ่งกว่ามืด เพราะมืดก็ไม่ปรากฏ เมื่อตื่นมายังไม่สว่างก็รู้ว่ามืดเพียงเท่านั้น แต่ที่ไม่รู้ว่าไม่มีเราที่หลับและตื่น มืดหรือไม่ มืดด้วยความไม่รู้ หลับ ไม่มีอะไรปรากฏแล้วฝัน มีอะไรตั้งหลายอย่างในฝัน เห็นนี่ เห็นนั่น ตื่นมาที่ฝันอยู่ไหน บางคนดีใจว่าตื่นสักทีเพราะฝันร้ายมาก ตกใจมาก เมื่อตื่นขึ้นก็พ้นจากเหตุการณ์นั้นที่ฝันแล้ว
แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ขณะที่ฝันก็ไม่รู้ ขณะที่ฝันใครรู้บ้างว่ากำลังฝัน ไม่รู้เลย แต่เมื่อตื่นมารู้ว่าฝัน เพราะฉะนั้น เราอยู่ในความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่มีตั้งแต่เกิด ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร สุขทุกข์อย่างไร เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไร เหมือนกันทั้งหมดเลยคือไม่รู้เลยว่า สิ่งนั้นหมดแล้วๆ ๆ และไม่กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียวแต่คิดว่ามี ถูกหรือไม่ที่คิดว่ายังมีอยู่ เพียงแค่เมื่อครู่นี้ก็ไม่เหลือแล้ว ไม่มีอะไรเลย เห็นเมื่อครู่นี้ดับแล้วไม่กลับมาอีก ได้ยินแท้ๆ แต่ละคำเมื่อครู่นี้ก็หมดแล้วไม่กลับมาอีก เหมือนไฟดับ ใครจะไปให้ไฟนั้นกลับมาไม่ได้ แต่ไฟที่จุดใหม่ก็สว่างใหม่
เพราะฉะนั้น ความไม่รู้ความจริงทุกภพชาติตั้งแต่เกิด เราเกิดมาแล้วกำลังจะตายโดยที่เราไม่รู้อะไรเลย เหมือนมืดหรือไม่ ชาตินี้ไม่เหลือทั้งหมดเลยและก็ไม่รู้ด้วย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงอวิชชาว่า มืดและหลงเพราะไม่รู้ความจริงคืออวิชชา อวิชชาความไม่รู้มีจริงหรือไม่ จริง เป็นธรรม นี่คือเริ่มรู้จักพระพุทธศาสนาซึ่งชาวพุทธไม่รู้จักถ้าไม่ฟัง ทุกอย่างที่มีจริงแม้แต่คิด แม้แต่จำ อะไรก็ตามที่ปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ เป็นธรรมทั้งหมด
ดังนั้น ธรรมที่เกิดทุกอย่างดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ กำลังอยู่ในความมืดเพราะไม่เห็นตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น เมื่อใดเห็นเช่นนั้นก็พ้นจากความมืดเพราะรู้ตามความเป็นจริงว่า แท้ที่จริงแล้วคือสิ่งที่เราไม่เคยรู้เลยในสังสารวัฏฏ์ คำว่าสังสารวัฏฏ์คืออะไร วัฏฏะ คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดับ ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย จะมีวัฏฏะหรือไม่ ก็ไม่มี
สิ่งที่เกิดแล้วดับไป แล้วเกิด แล้วดับไป สืบต่ออยู่ตลอดเวลาเป็นสังสาระ คือท่องเที่ยวทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ ไม่สิ้นสุดและไม่หยุดเลย นั่นคือสังสารวัฏฏ์ ยังมีคำอีกมากที่จะอธิบายวัฏฏะว่ามีกี่อย่าง อะไรบ้าง ทั้งหมดต้องทีละคำ แต่ก่อนอื่นต้องเข้าใจธรรมก่อน สิ่งที่มีจริงทุกอย่างที่เกิดขึ้นปรากฏเป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดแล้วดับ ต่อไปนี้ใครจะพูดหรือไม่พูด ที่ไหนก็ตามแต่ ผู้ที่ฟังแล้วเข้าใจรู้ว่ากำลังมีสิ่งที่เกิดดับ ไม่ลืม ได้ยินดับแล้ว เกิดแล้ว ดับอีก เห็นเกิดแล้ว ดับแล้ว เกิดอีก เพราะฉะนั้น จึงมีเห็นเหมือนไม่ได้ดับไปเลยเพราะเร็วสุดที่จะประมาณได้
ตอนนี้เริ่มคิดว่า เป็นพระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่เคยรู้จักมาก่อนถ้าไม่ได้ฟังหรือไม่ เพราะไปเข้าใจว่าพุทธศาสนาคือพิธีกรรม พุทธศาสนาคือสวดมนต์ พุทธศาสนาคือบวช พระพุทธศาสนาคือสำนักปฏิบัติ แต่ถามว่าคืออะไรที่เป็นธรรม เพราะไม่ได้พูดถึงคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ไม่ใช่ว่าทุกคนจะได้ฟังธรรม คนที่ได้ฟังธรรมต้องไม่ใช่บังเอิญแต่ว่ามีเหตุปัจจัย ทุกอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่ง ไม่ว่าจะเห็นอะไร ได้ยินอะไร ทั้งหมดมีเหตุที่ได้กระทำแล้ว ซึ่งถ้าได้ฟังแล้วเข้าใจขึ้นก็จะสะสมสืบต่อไป
ในบรรดาสิ่งทั้งปวงเลย ลาภ มีการเสื่อมลาภ ยศ มีการเสื่อมยศ สรรเสริญ มีการนินทา สุขก็ต้องเสื่อมไปเป็นทุกข์ แล้วแต่อะไรจะเกิดก่อนเกิดหลังเมื่อไร อย่างไร แสดงความไม่เที่ยงใช่หรือไม่ แต่เพราะไม่รู้ก็โศกเศร้า แต่ว่าตามความเป็นจริงคือ ทุกอย่างหาเป็นของใครไม่ เพียงปรากฏให้เห็น ดอกไม้บนโต๊ะเป็นของใคร ของโรงแรม หรือว่าของห้องนี้ หรือเดี๋ยวใครจะนำกลับบ้าน ไม่ใช่เลย เพียงแค่เห็นแล้วดับไป ไม่เป็นของใครเลย ไม่ใช่แต่เฉพาะดอกไม้ที่วางอยู่ที่นั่น ทุกอย่างทั้งหมด เสื้อผ้า สิ่งของที่มี ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง ทุกอย่างมากมายไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นมีเมื่อปรากฏ
เวลานี้ใครจะรู้บ้างว่าสมบัติหมดไปแล้วถ้าเกิดจะมีเหตุอันเป็น นั่งอยู่ตรงนี้ไม่รู้เลยใช่หรือไม่ เพราะมีแต่เฉพาะสิ่งที่ปรากฏซึ่งไม่ใช่ของใครเลยทั้งสิ้น ถ้าคิดให้ลึกต่อไปอีกว่า จะเป็นของใครได้อย่างไรในเมื่อสิ่งนั้นเกิดแล้วดับไป ไม่กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียว จะเป็นของใครไม่ได้เลย แสดงให้เห็นจริงๆ ว่าการที่ได้ฟังแล้วเข้าใจมีค่ากว่าอย่างอื่น เพราะเหตุว่าบุญและบาป ดีหรือชั่วเท่านั้นที่สะสมอยู่ในจิตที่จะติดตามไป เพราะว่าจิตที่เกิดดับสืบต่อจนถึงตาย
จิตไม่เคยหยุดการสืบต่อเลย ทันทีที่จิตนี้ดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดทันที ไม่มีใครรู้เลย เวลานี้นับไม่ถ้วนเลยว่าจิตอะไรเกิดบ้าง เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวได้ยิน เดี๋ยวคิด ทั้งหมดนี้เป็นจิต ตายแล้วเกิดทันที แต่สิ่งที่มีในชาตินี้ที่อยู่ในจิตนั้นติดตามไป เราใช้คำว่ากรรม ทุกคนเคยได้ยินบ่อยๆ และรู้ว่าเป็นธรรมที่มีจริง เป็นจิต เป็นเจตสิกอีกมากมายที่เรายังไม่ได้พูดถึง แต่ให้ทราบพอคร่าวๆ ว่ากรรมมี และการที่เกิดมาถ้าไม่มีกรรมที่ได้ทำแล้วก็จะไม่ได้เกิดเป็นคนนี้ ลองคิดถึงคำ ๒ คำ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตายหรือไม่ ใช้คำธรรมดาว่าตายแล้ว ถ้าไม่ตายก็ต้องยังอยู่ การตายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กับการตายของคนอื่น เหมือนกันหรือไม่
ผู้ฟัง เหมือนกัน ถ้ากล่าวในความหมายการตายของมนุษย์
ท่านอาจารย์ แล้วมีความต่างกันบ้างหรือไม่ ต่างกันที่จิตขณะสุดท้าย สำหรับทุกคนจิตขณะสุดท้ายเกิดแล้วดับ ทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ จะเป็นคนนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลยแม้แต่หนึ่งขณะจิต จะขอร้องนำเงินท่วมหัวมาซื้อ สมบัติมากมายมหาศาลมาขออีกชั่วสักหนึ่งขณะก็ไม่ได้ ภาษาไทยเราใช้คำว่าถึงแก่กรรมหมายความว่า ถึงแก่กรรมที่ทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ กรรมนั้นถึงการสิ้นสุดที่จะให้เป็นบุคคลนี้ จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลย แต่ไม่ลืมว่าจิต สภาพรู้ ธาตุรู้เดี๋ยวนี้ที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน เกิดแล้วดับ การที่จิตหนึ่งดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันที ไม่มีระหว่างคั่นเลย จะรวดเร็วสักปานใด
ดังนั้น จิตแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง ไม่มีจิตซ้อนกัน คนหนึ่งจะมี ๒ จิตพร้อมกันไม่ได้ เพราะจิตหนึ่งเกิดแล้วยังไม่ดับ จิตอื่นเกิดสืบต่อไม่ได้ ต้องจิตนั้นดับไปก่อน การดับไปของจิตนั้นเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดทันที เพราะฉะนั้นคนที่ยังมีกิเลส จิตที่ทำกิจสุดท้ายคือพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ทันทีที่ดับแต่ยังมีกิเลสอยู่ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดพร้อมกิเลสที่สะสมไว้ในจิตก่อน ทุกอย่างที่สะสมไว้ไม่หายไปไหนเลย เหมือนเมื่อวานนี้หลับไปแล้วตื่นขึ้นมา คนที่มีกิเลสเมื่อวานนี้ก็มานั่งอยู่ตรงนี้ บุญบาปเมื่อวานนี้ทำอะไรมาก็ยังอยู่ตรงนี้ แล้วคืนนี้ก็หลับอีก ไม่มีคนนี้วันนี้ แต่หลับแล้วตื่น ใช่หรือไม่ ไม่ใช่คนที่หลับเมื่อวานนี้ แต่ตื่นแล้วมีทุกอย่างเหมือนเมื่อวานนี้ฉันใด การตายก็ฉันนั้น แต่ยิ่งกว่านั้นเพราะเปลี่ยนสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง แต่กรรมหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ที่ได้กระทำแล้ว แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองก่อนที่จะปรินิพพานก็ยังต้องรับผลของกรรมที่ทำมาแล้วแสนนาน
กรรมหนึ่งที่ทำไว้สะสมอยู่ในจิตจะหายไปได้อย่างไร จะมีใครขโมยไป ลักไป นำไปได้หรือไม่ ไม่มีทางเลย ที่เก็บที่ปลอดภัยที่สุด แดดลมก็ไม่ต้อง ไม่กระทบกระเทือนใดๆ ทั้งสิ้น คือสิ่งที่สะสมอยู่ในจิต บุญ บาป กุศล อกุศล ดี ชั่ว ที่สะสมมาไม่มีทางหายไปไหนเลย แต่กรรมเดียวในสังสารวัฏฏ์ เท่าไรที่จะทำให้ขณะต่อไปเกิดต่อจากจิตขณะสุดท้ายทันที เป็นบุคคลใหม่โดยกรรมนั้นเอง คนนี้เป็นมนุษย์ จิตขณะสุดท้ายทำให้สิ้นสุดความเป็นคนนี้โดยสิ้นเชิง แต่กรรมหนึ่งที่ได้ทำแล้วในสังสารวัฏฏ์ซึ่งเราไม่รู้เลยว่ากรรมไหน จะเป็นกรรมดีในชาตินี้ หรือว่าเป็นกรรมไม่ดีในชาตินี้ หรือว่ากรรมดีในแสนโกฏิกัปป์มาแล้ว หรือกรรมไม่ดีที่ทำมานานแล้ว ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ กรรมนั้นเองจะทำให้จิตที่เกิดสืบต่อเป็นบุคคลใหม่ กรรมนั้นประมวลมาซึ่งกรรมทั้งหลายที่สามารถจะให้ผลได้ในชาตินั้น
เพราะฉะนั้น การเกิดจึงต่างกัน เช่น เกิดเป็นสุนัขเป็นผลของอกุศลกรรม สุนัขบางตัวนอนเตียงทอง สะสมกรรมที่ประมวลมาที่สามารถจะให้ผลได้ในชาตินั้น แต่อย่างมากก็ได้เท่านั้น ไปโรงเรียนไม่ได้ เรียนหนังสือไม่ได้ รู้อะไรไม่ได้ พูดไม่ได้ คิดมากไม่ได้ ฟังธรรมก็ไม่รู้เรื่อง นั่นคือผลของอกุศลกรรม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งโลก ที่เราสวดมนต์กันว่า โลกะวิทู หมายความว่าอย่างไรไม่รู้ แจ้งอย่างไรก็ไม่รู้ โลกเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ โลกนี้ก็ไม่รู้ โลกก่อนก็ไม่รู้ โลกหน้าก็ไม่รู้ แต่สวดมนต์ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลก พระองค์ทรงพระมหากรุณาแสดงธรรม ๔๕ พรรษาให้ผู้ฟังเข้าใจ เป็นสมบัติที่ติดตามตัวไปได้ ทรัพย์สมบัติก็ติดตามตัวไปไม่ได้ รูปสมบัติก็ติดตามตัวไปไม่ได้ ความรู้อะไรทั้งหมดในชาตินี้ไม่สามารถจะติดตามไปได้ แต่กุศล อกุศล และเมื่อใดที่เข้าใจก็สะสมไว้ สามารถที่จะเกิดแล้วมีโอกาสได้ฟังแล้วเข้าใจขึ้นจนเป็นสาวกโพธิสัตว์
พระโพธิสัตว์มี ๓ อย่าง สัตว์คือผู้ข้อง พวกเราข้องอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เพราะอะไร เกิดมาทุกคนมีตา เหตุใดจะได้เห็นก็ต้องเห็น และเห็นแล้วก็ทำกรรม แล้วแต่ว่าจะทำกรรมดีหรือชั่วเพราะความติดข้อง ใช่หรือไม่ มีใครบ้างไม่ติดข้องในสิ่งที่เห็น ไม่มี ตอนแรกกล่าวแล้วว่า ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ไม่มีโลก แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นนั่นคือโลก ทันทีที่สิ่งนั้นปรากฏก็ติดข้อง นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ติดข้องเพราะไม่รู้ เมื่อมีธาตุรู้เกิดขึ้น สำคัญว่าเราเกิด ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น สำคัญว่าเราเห็น ธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยิน สำคัญว่าเราได้ยิน ธาตุรู้เกิดขึ้นโกรธ สำคัญว่าเราโกรธ เป็นธรรมทั้งหมด เป็นนามธรรมและรูปธรรม เพราะธรรมที่ไม่รู้อะไรทุกอย่างเป็นรูปธรรม แต่สภาพรู้ทั้งหมดโดยรวมใช้คำว่านามธรรม ทั้ง ๒ อย่างเป็นธรรม ทุกอย่างเป็นธรรมไม่ใช่เรา ไม่มีเรา แต่มีธรรม
ตื่นหรือยัง หรือว่ายังหลับอยู่ มืดแล้วสว่างขึ้นบ้างหรือไม่ ต่อให้จะจุดเทียนกี่ร้อยเล่ม เปิดไฟสว่างไสว แต่ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้ความจริงหรือไม่ เมื่อไม่รู้ก็มืด ไม่รู้เลยว่าเพียงแค่เห็นแล้วเดี๋ยวก็เป็นอย่างอื่น แล้วเดี๋ยวก็ตาย แล้วเดี๋ยวก็เกิดอีกแล้วเป็นอย่างอื่น เลือกไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่ว่าปัญญาที่ได้ฟังสามารถที่จะมีธรรมที่ตรงกันข้ามกับความไม่รู้ ความไม่รู้ทำให้เกิดความติดข้อง ทำให้เกิดอกุศล ทำให้เกิดกิเลสมากมาย ความเห็นแก่ตัวอะไรทุกอย่าง แต่ความรู้ตรงกันข้าม เริ่มละความติดข้อง บุญกุศลทั้งหลายก็เจริญขึ้นเพราะไม่ติดข้อง เพราะรู้ความจริงว่าแต่ละอย่างเป็นเพียงธรรม ซึ่งดีหรือชั่วติดตามไปได้เท่านั้นเอง แต่ทรัพย์สมบัติหรืออย่างอื่นไม่สามารถจะติดตามไปได้เลย มีใครบ้างเกิดแล้วไม่ตาย ทั้งๆ รู้แล้วจะอยู่ไปโดยไม่รู้ต่อไป หรือว่ามีชีวิตอยู่เป็นประโยชน์เมื่อรู้ เมื่อเข้าใจความจริง ไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ในบรรดาสิ่งที่เกิดทั้งหมด ปัญญาประเสริฐสุด เพราะถ้ามีปัญญาไม่มีทุกข์เพราะรู้ความจริงว่าไม่มีเรา เพียงเกิดขึ้นแล้วดับไป เป็นแต่ละขณะที่มีค่า โอกาสที่จะได้พบกันและเป็นมิตร มิตรคือเพื่อน ผู้ที่หวังดีพร้อมที่จะทำประโยชน์เกื้อกูล ถ้าขณะใดไม่เป็นเช่นนี้ ขณะนั้นไม่ใช่มิตร มิตรต้องให้สิ่งที่ดีที่สุด ให้ความจริง ไม่ใช่ให้สิ่งที่ลวงหรือว่าให้เข้าใจผิด
เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตรสูงสุด ใครที่รู้จักพระองค์แล้วมีคุณความดีที่ได้เข้าใจธรรม และกล่าวคำของพระองค์เพื่อที่จะให้คนอื่นได้ประโยชน์ด้วย ไม่ทำให้คนอื่นเข้าใจผิด หรือช่วยกันทำลายพระพุทธศาสนา นั่นเป็นสิ่งที่เป็นโทษอย่างยิ่งเพราะทำลายประโยชน์สูงสุด
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380