ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๗๑
สนทนาธรรม ที่ กรมยุทธบริการทหาร
วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ แต่ถ้ามีความเข้าใจตามลำดับจะเห็นประโยชน์จริงๆ เราข้ามอะไรไม่ได้เลย
ผู้ฟัง เพราะเหตุใดจะต้องรู้ถึงผัสสเจตสิก สัญญาเจตสิก เวทนาเจตสิก
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่รู้ก็เป็นเรา ไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เห็นกับได้ยินห่างกันเท่าไร มีจิตเกิดคั่นเท่าไร มีเจตสิกเกิดดับเท่าไร ไม่ปรากฏเพราะไม่รู้ แต่เพียงฟังปริยัติรู้ว่ามี แต่ยังไม่ถึงปฏิปัตติรู้ไม่ได้ คุณวิชัย เจตสิกต่อไปอะไร
อ. วิชัย เป็นเอกัคคตาเจตสิก เป็นเจตสิกที่เป็นไปในอารมณ์หนึ่งเท่านั้น และเป็นเหตุให้สัมปยุตตธรรม คือธรรมที่ประกอบกับเอกัคคตานั้น เป็นไปในอารมณ์หนึ่งเท่านั้นเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ เมื่อพูดถึงสมาธิ รู้สึกจะสนใจกันมากเลย อาจจะยิ่งกว่าวิตกเจตสิกด้วยซ้ำไปใช่หรือไม่ เพียงเปลี่ยนชื่อ แต่ว่าตามความเป็นจริง สภาพธรรมแต่ละหนึ่งมีลักษณะของตนตั้งแต่น้อยจนกระทั่งถึงมาก ความโกรธนิดหน่อย ชื่อหนึ่ง ความโกรธมากๆ พยาบาท อีกชื่อหนึ่งแล้วใช่หรือไม่ หรือจะใช้ชื่ออะไรก็ได้ตั้งหลายชื่อ ปฏิฆะก็ได้ แสดงความจริงของสภาพธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งความรอบรู้จะค่อยๆ ทำให้เห็นว่าไม่ใช่เรา ประโยชน์จริงๆ ของการฟังธรรมคือ เพื่อรู้ว่าธรรมไม่ใช่เรา แต่ละคนสะสมมาต่างกันมาก ไม่รู้เลยว่านั่นคือเจตสิกซึ่งสะสมมาแต่ละประเภท กลับเป็นเรา หรือเขา คนนั้น คนนี้ สะสมมาเป็นบุคคลนั้น บุคคลนี้ เพราะฉะนั้น ธรรมต้องละเอียดถึงจะละความเป็นเราได้ คุณนิรันดร์จะฟังเพื่อที่จะรู้จักวิตกเจตสิก หรือจะฟังเพื่อจะเข้าใจธรรม
ผู้ฟัง ฟังเพื่อจะเข้าใจธรรม
ท่านอาจารย์ ทุกคำถ้าฟังแล้วก็จะเข้าใจ ไม่ใช่แต่เฉพาะวิตกเท่านั้น เพราะอะไรไปเลือกวิตก
ผู้ฟัง เพราะวันๆ หนึ่งสังเกตตัวเองว่าอยู่ในโลกของความคิดทั้งวัน เพราะความคิดจึงมีเรา มีบุคคลนั้น บุคคลนี้ มีเรื่องราวต่างๆ มากมาย
ท่านอาจารย์ ตอนนี้คุณนิรันดร์เริ่มรู้แล้ว เว้นจากจิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบกาย มีตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยกรรมเป็นปัจจัยที่จะต้องเห็นสิ่งที่น่าพอใจบ้าง ไม่น่าพอใจบ้าง กรรมมีสองอย่าง กุศลกรรมและอกุศลกรรม เพราะฉะนั้น สิ่งที่ถูกเห็นที่เป็นอารมณ์มีทั้งที่น่าพอใจและไม่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย สภาพธรรมไม่ใช่มีแต่นามธรรมคือจิตเจตสิก ยังมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งคือ สภาพธรรมที่เกิดขึ้นหลากหลาย ๒๘ ประเภท ทั้งหมดไม่รู้อะไรเลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่ารูปะธรรมะ คนไทยเรียกว่ารูปธรรม ดังนั้น อะไรก็ตามที่ปรากฏในชีวิตประจำวันที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เป็นรูปธรรม ตาเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม
ผู้ฟัง เป็นรูปธรรม
ท่านอาจารย์ สิ่งที่กระทบตาปรากฏให้เห็นเดี๋ยวนี้ เป็นรูปธรรม หรือนามธรรม
ผู้ฟัง รูปธรรม
ท่านอาจารย์ เสียงเป็นนามธรรม หรือรูปธรรม
ผู้ฟัง เป็นรูปธรรม
ท่านอาจารย์ กลิ่น
ผู้ฟัง เป็นรูปธรรม
ท่านอาจารย์ รส
ผู้ฟัง เป็นรูปธรรม
ท่านอาจารย์ และเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว ที่รู้ได้ทางกายเป็นรูปธรรม จริงๆ แล้วรูปธรรมที่ปรากฏให้รู้ได้ในชีวิตประจำวัน ๗ รูป ทางตาหนึ่งคือรูปกำลังปรากฏ ตื่นมาก็เห็นแล้วไม่รู้เลยว่าเป็นรูป คือสิ่งที่กำลังกระทบตาปรากฏแล้วดับไป กลายเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นบ้าน เป็นเพื่อน เป็นอาหาร เป็นทุกอย่างทั้งหมดเพราะสัญญาเจตสิกจำ เพราะฉะนั้น รูปนี้ปรากฏในวันหนึ่งๆ ตลอดชีวิต ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายอ่อนหรือแข็งหนึ่งรูปคือ ปฐวีธาตุ เย็นหรือร้อนหนึ่งรูปคือ เตโชธาตุ ตึงหรือไหวหนึ่งรูปคือ วาโยธาตุ อีกรูปหนึ่งไม่ปรากฏแม้ว่าเป็นรูปที่เกิดรวมกัน ๔ รูป คือธาตุน้ำ เพราะธาตุน้ำเกาะกุมซึมซาบรูปที่เกิดร่วมกันไม่ให้แตกแยกออกจากกัน กระทบเมื่อไรปรากฏแต่อ่อนหรือแข็งธาตุดิน เย็นหรือร้อนธาตุไฟ ตึงหรือไหวธาตุลม ๗ รูป รวมทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย อีกกี่รูป
ผู้ฟัง ๕ รูป
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเป็นรูปหยาบ ๑๒ รูป ต่อไปจะรู้ว่าในบรรดารูปทั้งหมด ๒๘ รูป มีรูปหยาบ ๑๒ แต่ปรากฏในชีวิตประจำวัน ๗ แต่เป็นเหตุให้รู้ว่ามีอีก ๕ สามารถที่จะคิดได้ รู้ได้ เข้าใจได้ เป็นรูปหยาบ แต่รูปอื่นจากนี้เป็นรูปละเอียด ไม่ใช่ไม่มี มีแต่ไม่ใช่รู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น หรือการกระทบทางกาย เพราะฉะนั้น ถ้าคุณนิรันดร์จะฟังดีๆ ไตร่ตรอง มั่นคง ให้เป็นความเข้าใจของตัวเองว่า จิตที่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ มีเพียง ๑๐ ซึ่งได้แก่ จิตเห็น กุศลวิบาก ทำให้เห็นสิ่งที่ดีเป็นผลของกรรมดี กรรมทำให้เห็น ถ้ายังไม่ถึงกาลโอกาสเวลาที่กรรมจะทำให้เห็น เห็นไม่ได้เลย ไม่เห็น
ดังนั้น การเห็นเป็นผลของกรรมว่าต้องเห็น ขณะใดก็ตามเลือกเห็นไม่ได้เลย เห็นสิ่งที่น่าพอใจก็มี เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจก็มี ถ้าเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ เป็นเพราะอกุศลกรรมที่ทำไว้ถึงเวลาที่จะต้องเห็น เพราะไม่มีใครไปทำให้เห็นเกิดได้ นอกจากกรรมที่ทำให้เห็นเกิดขึ้น เห็นสิ่งที่ไม่ดีเป็นอกุศลวิบากประเภทหนึ่ง และขณะใดก็ตามที่เห็นสิ่งที่น่าพอใจเป็นกุศลวิบากอีกประเภทหนึ่ง เพราะฉะนั้น จิตเห็นมีสองประเภท จะใช้คำว่าสองดวงก็ได้ เป็นผลของกรรมที่ต่างกันคือ ถ้าเป็นผลของกุศลกรรมต้องเห็นสิ่งที่น่าพอใจ จะไปเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจไม่ได้ นี่คือเป็นไปตามปัจจัย จิตเห็นมี ๒ ได้ยินมี ๒ ได้กลิ่นมี ๒ ลิ้มรสมี ๒ กระทบกายมี ๒ รวมเป็นเท่าไร
ผู้ฟัง เป็น ๑๐
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จิตที่อาศัยตา หู จมูก ลิ้น กาย เกิดขึ้นรู้อารมณ์คือ สิ่งที่ปรากฏเฉพาะแต่ละทาง ๑๐ ดวง เป็นผลของกรรมที่เป็นกุศลกรรม ๕ อกุศลกรรม ๕ มีมากกว่านี้หรือไม่
ผู้ฟัง ไม่มากกว่านี้
ท่านอาจารย์ จิตได้ยิน
ผู้ฟัง ไม่มากกว่านี้
ท่านอาจารย์ ถ้าใครคิดว่ามีมากกว่านี้ต้องทรงแสดง แต่ไม่สามารถที่จะแสดงได้เลย เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ถึงแม้เหตุที่ให้เกิด แม้เจตสิกที่เกิดร่วมด้วย ถ้าคุณนิรันดร์ฟังเช่นนี้รู้เลยใช่หรือไม่ว่า จิตอื่นมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยเป็นส่วนใหญ่ เว้นบางส่วนที่ละเอียดกว่านี้ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในตอนต้น เพราะฉะนั้น ทันทีที่จิตเห็นดับ จิตที่เกิดต่อเห็นหรือไม่
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ไม่เห็น แต่เดี๋ยวนี้เหมือนเห็นใช่หรือไม่ เหมือนมีเห็นตลอดเลยใช่หรือไม่ แสดงว่ามีการที่จิตเกิดดับโดยไม่รู้มากเพียงใด กว่าเห็นอีกครั้งหนึ่งจะเกิดขึ้นเห็น แต่ดูเหมือนว่าพร้อมกัน ไม่ขาดไปเลยสักขณะเดียว นี่คือการเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณของธรรม ซึ่งถ้าไม่ใช่ปัญญาการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใครก็รู้ไม่ได้ ทรงบำเพ็ญพระบารมีความเพียรมากกว่าคนอื่นทั้งหมด เพื่อถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งไม่ตรัสรู้เฉพาะพระองค์แต่ทรงประกอบด้วยพระญาณ ที่สามารถจะอนุเคราะห์คนอื่นโดยประการทั้งปวงให้เขาสามารถเข้าใจได้
ใครจะเข้าใจได้โดยง่าย โดยไม่ฟัง โดยไปปฏิบัติ โดยมีสำนักปฏิบัติ ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น คำไม่จริงทำลายคำจริง ถ้ามีคำไม่จริงมากๆ คำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็อันตรธาน สิ่งใดถูกคือถูก สิ่งใดผิดคือผิด และเพื่อหวังดีให้คนอื่นได้เข้าใจสิ่งที่ถูก จะกล่าวสิ่งที่ผิดได้หรือไม่ หรือจะไม่กล่าวดีหรือไม่ ถ้าหวังดีแล้วไม่กล่าว นั่นหวังดีหรือไม่ ก็รู้ผิดๆ กันหรือเข้าใจผิดกันต่อไป นั่นคือผู้ไม่หวังดี แต่ถ้าหวังดีจริงๆ ให้เขาเข้าใจถูกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น จะไม่พอใจ จะเกลียดชัง หรือจะอะไรก็ตามแต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อให้ใครรัก ไม่ให้ใครชัง แต่จุดประสงค์เพื่อหวังดีให้เขาเข้าใจถูกตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จิตที่เกิดต่อจากจักขุวิญญาณ ภาษาบาลี ภาษาไทยคือจิตเห็น มีเจตสิกมากกว่า ๗ คือต้องมีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วยทันทีที่เกิดต่อจากจิตเห็น เพราะไม่เห็น แต่ตรึกหรือจรดในอารมณ์ คือ สิ่งที่จิตเห็นรู้ เพราะต้องรู้อารมณ์เดียวกัน สิ่งเดียวกัน โดยอนันตรปัจจัยและสมนันตรปัจจัย อนันตรปัจจัยชื่อนี้ฟังดูเหมือนไม่เคยรู้มาก่อนเลย แต่ที่พูดมาทั้งหมดโดยไม่ได้กล่าวชื่อเท่านั้นเอง จิตเกิดแล้วดับ จิตที่ดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดทันที ไม่มีระหว่างคั่นและไม่สิ้นสุด เพราะฉะนั้น จิตขณะนี้เกิดต่อจากจิตขณะก่อน และจิตขณะต่อไปก็เกิดต่อจากจิตขณะนี้ เป็นอดีต เป็นปัจจุบัน เป็นอนาคต แสดงให้เห็นตามความเป็นจริงว่า ใครยับยั้งจิตไม่ให้เกิดได้หรือไม่ ไม่ได้ เพราะอนันตรปัจจัย
จิตทุกดวง เว้นจุติจิตขณะสุดท้ายของพระอรหันต์ที่ใช้คำว่าปรินิพพานเท่านั้น ที่ไม่มีปัจจัยที่จะให้จิตเกิดต่อได้เลย ตราบใดที่ยังไม่ถึงขณะนั้นจิตใดก็ตามที่เกิดแล้วดับไป ทุกขณะของจิตที่เกิดเป็นปัจจัยโดยเป็นอนันตรปัจจัย ให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีไม่มีระหว่างคั่น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังทรงแสดงไม่ให้เข้าใจผิด โดยทรงแสดงสมนันตรปัจจัยว่า จิตที่เกิดต่อเป็นจิตอื่นไม่ได้ โลภะจะเกิดทันที โทสะจะเกิดทันที ต่อจากจิตเห็นไม่ได้เลย ใครรู้บ้างว่า ต้องมีจิตอื่นเกิดคั่นโดยเป็นสมนันตรปัจจัยว่า จิตอื่นจะเกิดนอกจากจิตนั้นไม่ได้ ต้องเกิดตามลำดับด้วยดี แสดงความเป็นอนัตตามั่นคงขึ้นๆ ในขั้นการฟัง กว่าจะเป็นปัจจัยให้ปฏิปัตติคือ สติสัมปชัญญะเกิดขึ้นเพราะรอบรู้ในปริยัติ จึงเป็นปัจจัยให้ปฏิปัตติเกิดขึ้นเป็นสติปัฏฐาน ที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ด้วยความเข้าใจซึ่งได้เข้าใจมาแล้ว มิฉะนั้นจะไม่มีความเข้าใจใดๆ เลยทั้งสิ้นและกล่าวว่าทำสติ ซึ่งทำไม่ได้
ดังนั้นไม่ใช่ว่าใครจะระลึกอะไรก็เป็นสติ ไม่ใช่ ต้องเป็นไปในกุศล แต่สติก็มีหลายขั้น สติขั้นฟังไม่ใช่ขั้นปฏิปัตติ ขณะนี้ที่ฟังเข้าใจเพราะระลึกในทุกคำที่ได้ฟังด้วยความเข้าใจและการไตร่ตรอง คือเจตสิกอื่นที่ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีทางที่จะเข้าใจอะไรได้
ผู้ฟัง หลังจิตเห็นแล้ว วิตกเจตสิกก็เริ่มทำกิจที่จะจรดในอารมณ์แล้ว
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จิตอื่นๆ ก็ต้องมีวิตกทั้งนั้น เริ่มเป็นเท้าของโลกเพราะอะไร เห็นอย่างเดียวไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ไม่ทำอะไร แต่เพราะเห็นแล้วจำ แล้วจรด และรู้นิมิตคือ สิ่งที่เกิดดับสืบต่อรวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด จึงมีเรื่องราวของสิ่งที่ปรากฏหลากหลายมาก ดังนั้น เท้าของโลกก็เริ่มเกิดตั้งแต่ต่อจากจิต ๑๐ ดวงที่เพียงเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ถ้าไม่มีจิตต่างๆ เหล่านี้ จะมีเรื่องราวต่างๆ หรือไม่ จะมีการกระทำต่างๆ จะมีวิชาการต่างๆ หลากหลายมากมายหรือไม่ ก็ไม่มีใช่หรือไม่ แต่เพราะเหตุว่าวิตกเจตสิกนี่เองเกิดกับจิตทุกประเภท เว้นจิต ๑๐ ดวง ก็เริ่มเป็นเท้าของโลก จากการเห็นนี่เองก้าวไป ก้าวไป ก้าวไปไม่หยุด เห็นความละเอียดหรือไม่ ผัสสะเพียงกระทบ มีหน้าที่อย่างเดียวคือกระทบ แต่จิตอื่นนอกจากจิต ๑๐ ดวง วิตกเจตสิกต้องจรดในอารมณ์นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ผัสสะ
ผู้ฟัง จรดในอารมณ์ที่กำลังเห็นนั้น
ท่านอาจารย์ แน่นอน ทุกอย่างที่ไม่ใช่จิตเห็น จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย ต่างกับผัสสเจตสิก ผัสสะกระทบแต่วิตกจรดในอารมณ์นั้น แล้วยังถึงเอกัคคตาเจตสิกอีก เห็นหรือไม่ว่ากว่าเราจะรู้อะไรๆ ไม่มีทางเลยถ้าไม่ได้ฟังธรรมด้วยความเข้าใจในความละเอียดอย่างมั่นคง จึงสามารถที่จะละความเป็นตัวตนได้ มิฉะนั้นเมื่อฟังแล้วไปปฏิบัติได้อย่างไร นั่นคือความไม่ละเอียด นั่นคือความไม่เข้าใจธรรม เวลานี้จิตเห็นตั้งมั่นในอะไร
ผู้ฟัง ตั้งมั่นในสิ่งที่เห็น
ท่านอาจารย์ จิตได้ยินตั้งมั่นในอะไร
ผู้ฟัง ตั้งมั่นในสิ่งที่ได้ยิน
ท่านอาจารย์ ถ้าคุณนิรันดร์สนใจอย่างหนึ่งอย่างใดมาก ไม่สนใจอย่างอื่นเลย ความปรากฏของอาการที่ตั้งมั่นในอารมณ์นั้นนานหรือไม่
ผู้ฟัง นาน
ท่านอาจารย์ จนกระทั่งบางคนบอกว่าสมาธิ บางคนอ่านหนังสืออยู่บอกอย่ามาเรียก อย่ามาพูดเดี๋ยวไม่รู้เรื่อง จะเสียสมาธิ ใช่หรือไม่ แสดงให้เห็นว่าจากการตั้งมั่นหนึ่งขณะบ่อยๆ ซ้ำๆ ไม่เปลี่ยนอารมณ์เลยก็จะใช้คำว่า ขณะนั้นเป็นสมาธิ ไม่ใช่ว่าเมื่อได้ยินคำว่าสมาธิ ทุกคนอยากทำสมาธิ ผิดแล้วเพราะไม่ได้เข้าใจธรรม ใช่หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ พระธรรมที่ทรงแสดงด้วยพระมหากรุณา เพื่อไม่ให้มีความเข้าใจผิดแม้เพียงเล็กน้อย เพราะเหตุว่าถ้าเข้าใจผิด ทำผิดแน่นอนและยิ่งผิดมากขึ้นเพราะไม่รู้ แต่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องจะทำให้ละสิ่งที่ผิด เพราะฉะนั้นทุกคำต้องไตร่ตรอง
เมื่อสักครู่นี้เราพูดครั้งหนึ่งแล้ว จิตเห็นเกิดเพราะกรรม เมื่อกรรมคือเหตุมีก็ต้องมีผลซึ่งเกิดจากกรรมนั้น ที่ใช้คำว่าเมื่อเหตุมี ผลก็มี ด้วยเหตุนี้ กรรมคือการกระทำที่ได้กระทำแล้ว เป็นปัจจัยหนึ่งชื่อว่ากัมมปัจจัยต้องให้ผลแน่นอน เมื่อกรรมเป็นจิตและเจตสิก ผลของกรรมคือ มีจิตและเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นรับผลของกรรมโดยการเห็น ขณะแรกในชาตินี้ที่รับผลของกรรมคือขณะเกิด เลือกเกิดไม่ได้ เลือกให้เป็นคนเก่ง คนฉลาด มีความสามารถไม่ได้เลย เลือกอย่างนั้น เลือกอย่างนี้ไม่ได้เลย มาจากไหน เรากำลังจะค่อยๆ พูดไปให้เข้าใจถูกต้องที่แม้แต่จะรู้ว่าสมาธิ หรือกุศล อกุศล เกิดเมื่อไร อย่างไร
ขณะเห็นเป็นผลของกรรมแสดงว่ามีกรรมที่ได้กระทำแล้ว แต่กรรมเป็นสภาพที่ปกปิด ขณะนี้เป็นกุศลกรรมแน่นอน เป็นกุศลกรรมที่ไม่ใช่เพียงขั้นทาน เพียงให้วัตถุสิ่งของเพื่อประโยชน์สุขของคนอื่น แต่เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา ซึ่งกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาไม่ง่าย เพราะเหตุว่าส่วนใหญ่ก็ทำกุศลประเภทอื่นกัน มีการให้วัตถุสิ่งของช่วยเหลือกันต่างๆ แต่ที่จะให้เกิดปัญญาน้อยคนที่จะเห็นประโยชน์ เห็นเพียงแค่ว่าเกิดมามีความสุขพอแล้ว ไม่เดือดร้อนก็ไม่เป็นไร ใช่หรือไม่ แต่คนที่สะสมมาที่จะรู้ว่า ถ้ามีโอกาสที่จะได้เข้าใจความจริง จึงได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือคำของพระองค์ ไม่ใช่ว่าใครจะได้พบทุกคน ไม่ใช่ว่าใครจะสนใจฟังทุกคน แต่เป็นผู้ที่ได้เคยสะสมมาแล้วที่จะเห็นประโยชน์
เพราะฉะนั้น กรรมที่ประกอบด้วยปัญญาก็มี ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี ถ้ากรรมนี้ให้ผลทำให้เกิดขึ้น จะเป็นผู้ที่ประกอบด้วยปัญญา มีปัญญาเจตสิกเกิดร่วมกับปฏิสนธิจิต ใช้คำว่าปฏิสนธิหมายความว่า สืบต่อจากจุติจิตเท่านั้น ไม่เกิดสืบต่อจากจิตอื่นเลย จิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนชื่อว่าจุติดับ ปฏิสนธิ จิตนี้จะต้องเกิดเฉพาะต่อจากจุติจิตเท่านั้น เป็นปฏิสนธิ เป็นผลของกรรมหนึ่ง ถ้ากรรมนี้ให้ผล เช่นที่เรากำลังฟังธรรมเข้าใจ ก็จะต้องเป็นจิตที่เป็นผลของกรรมที่ประกอบด้วยปัญญา แสดงให้เห็นว่าจิตเกิดที่เป็นเหตุคือ เป็นกุศลกรรมและอกุศลกรรมมี เป็นเหตุให้เกิดผล ซึ่งไม่ใช่ตัวเหตุ
ภาษาบาลีใช้คำว่า วิปากะ กุศลวิบากจิต เป็นจิตที่เกิดขึ้นเป็นผลของกรรม ทำให้จิตนี้เกิดขึ้นเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง เหล่านี้ ถ้าเป็นผลของกุศลก็เห็นสิ่งที่น่าพอใจ เพราะฉะนั้น จิตมี ๔ ชาติ หรือชา-ติ การเกิดขึ้นต่างกัน เกิดเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี ซึ่งเป็นเหตุแต่สองเหตุนี้ต่างกัน ใช่หรือไม่ กุศลกับอกุศลไม่ปะปนกัน แต่วิบากเป็นผลเท่านั้น จิตที่เกิดเป็นเหตุที่ดีเป็นกุศลหนึ่ง จิตที่เกิดขึ้นเป็นอกุศลเป็นเหตุที่ไม่ดีหนึ่ง เป็นปัจจัยให้เกิดวิบากตามประเภทของตนของตน
ดังนั้นต้องเข้าใจว่า เกิดเป็นผลของกรรม เห็นเป็นผลของกรรม ได้ยินเป็นผลของกรรม ได้กลิ่นเป็นผลของกรรม ลิ้มรสเป็นผลของกรรม และมีจิตอื่นด้วยซึ่งเป็นผลของกรรม ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียด แต่ตอนนี้ก็กล่าวคร่าวๆ เพียงแค่เหตุกับผล เหตุคือกุศลและอกุศล และจิตที่เกิดเป็นวิบากไม่ใช่กุศลและอกุศลก็มี และจิตของผู้ที่ดับกิเลสแล้วไม่มีทั้งกุศลและอกุศลคือพระอรหันต์ จึงไม่เป็นปัจจัยให้เกิดผลคือวิบากหลังจากที่ท่านปรินิพพานแล้ว เพราะฉะนั้น แต่ละคนมีจิตที่เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง และมีจิตที่เป็นผลของกุศลบ้าง อกุศลบ้าง แม้กิริยาจิตก็มี แต่มีเพียงสอง เพราะเหตุว่าไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่วิบาก จึงเป็นกิริยา
ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงจะรู้หรือไม่ จะเห็นความไม่ใช่เราละเอียดขึ้นหรือไม่ แต่เมื่อทรงแสดงแล้วประโยชน์คือ ได้เข้าใจละเอียดขึ้นว่า ขณะไหนเป็นกุศลคือเหตุ ขณะไหนเป็นผลของกุศล ขณะไหนเป็นอกุศลซึ่งเป็นเหตุไม่ดี และขณะไหนเป็นผลของอกุศล ไม่ใช่เราเลย ทั้งหมดเป็นธรรม เพราะฉะนั้น ขณะนี้กำลังเห็นเป็นผลของกรรมชาติไหน
ผู้ฟัง ไม่ทราบชาติไหน
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยใช่หรือไม่ ด้วยเหตุนี้กรรมจึงเป็นสภาพที่ปกปิด ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลย ได้ยิน กำลังได้ยินเป็นผลของกรรมชาติไหน เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยก็ไม่รู้ว่าเป็นผลของกรรมชาติไหน แม้แต่ขณะที่กำลังกระทำกรรมนั้นก็ไม่รู้ว่าจะให้ผลเมื่อไร จะชาตินี้ หรือชาติหน้า หรือชาติต่อๆ ไป ไม่มีใครรู้ได้ และเวลาที่ให้ผลกรรมก็เป็นสภาพที่ปกปิด ไม่รู้ว่าผลนี้เกิดจากกรรมไหน
ดังนั้นเท่าที่จะรู้ได้ก็คือว่า ถ้าเป็นการเห็นดีเป็นผลของกรรมดี ได้ยินดีเป็นผลของกรรมดี ได้รสดีเป็นผลของกรรมดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกายดีเป็นผลของกรรมดี ได้กลิ่นดีก็เป็นผลของกรรมดี เพราะฉะนั้นไม่มีเรา มีแต่จิตและเจตสิกซึ่งเป็นเหตุ จิตและเจตสิกซึ่งเป็นผล และ จิตและเจตสิกซึ่งไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ไม่ใช่วิบาก แต่เป็นกิริยา
ผู้ฟัง แล้วพระธรรมที่จะศึกษาอย่างละเอียดลึกซึ้งโดยละเอียดอย่างนี้ จุดประสงค์เพื่ออะไร
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ฟังเพื่ออะไร
ผู้ฟัง เพื่อจะรู้ความจริง
ท่านอาจารย์ ก็คือฟังเช่นนี้นี่เอง เท่านั้นด้วย ไม่ใช่หวังอะไรทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้น ฟังเพื่อเข้าใจใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เพื่อรู้ความจริงใช่หรือไม่
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ ดีกว่าเกิดมากี่ชาติก็ไม่รู้ความจริง หลงเข้าใจว่าเป็นเรา เพียงแค่เกิดแล้วตาย ตายแล้วเป็นอะไรก็ไม่รู้ เกิดอีกก็ไม่รู้อีกว่ามาจากไหนและเหตุใดเป็นเช่นนี้ เพราะว่าความจริงจิตสะสมกุศลและอกุศล วิบาก กิริยา สะสมกรรมคือกุศลและอกุศล เหตุใดเขาโกรธง่าย เหตุใดเขาใจบุญ ถ้าไม่มีการสะสมมาเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อย จะเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1321
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1322
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1323
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1324
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1325
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1326
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1327
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1329
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1330
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1331
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1332
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1333
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1335
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1336
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1337
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1338
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1339
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1340
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1341
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1342
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1343
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1344
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1345
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1346
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1347
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1348
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1349
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1350
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1351
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1352
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1353
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1354
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1355
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1356
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1357
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1358
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1359
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1360
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1361
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1362
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1363
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1364
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1365
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1366
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1367
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1368
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1369
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1370
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1371
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1372
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1373
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1374
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1375
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1376
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1377
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1378
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1379
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380