ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1380


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๓๘๐

    สนทนาธรรม ที่ โรงเรียนรักษาความปลอดภัย

    วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ดับแล้ว หมดแล้ว อยู่ไหน ตามหาในสังสารวัฏฏ์ที่ไหนๆ ในโลกไหนก็ไม่มี เพราะฉะนั้นให้รู้ความจริงว่า สิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้เป็นความจริงแท้ ซึ่งเกิดขึ้นแล้วดับไปและไม่กลับมาอีก รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ นั่นเป็นปัญญา การรู้อย่างอื่นไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีเลย เพราะฉะนั้น คนอื่นทั้งหมดโลกจึงไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าเขาจะคิดอะไร จะรู้อะไรก็ตาม เขาไม่สามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังมีจริงเดี๋ยวนี้ตามความเป็นจริงได้ ให้เข้าใจความหมายของปัญญาด้วย ปัญญาคือความเห็นถูกต้อง ในอะไร ในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีปัญญาระดับไหน ที่เราเคารพนับถือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระปัญญาคุณ ซึ่งทำให้บริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสเพราะเกิดจากความไม่รู้ ดับได้ทั้งหมดเลย และทรงพระมหากรุณาคุณซึ่งถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงพระธรรม เราไม่มีโอกาสจะได้ฟังคำนี้เลย สิ่งที่มีจริงมีจริง ไม่ว่าในภาษาใดทั้งสิ้น สิ่งนั้นต้องเกิด เกิดแล้วก็ต้องดับไปจึงมีคำว่าธรรมคือ สิ่งที่มีจริงทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา มีใครอยากจะจากโลกนี้ไปวันนี้บ้าง แต่เป็นไปได้หรือไม่ เป็นไปได้ เพราะบังคับบัญชาไม่ได้แล้วแต่เหตุปัจจัย

    เพราะฉะนั้น ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงความจริง ซึ่งพิสูจน์ได้ทุกกาลสมัยว่า "สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา" อะไรก็ตามที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย ได้ยินเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ได้ยินเมื่อครู่นี้ เห็นเดี๋ยวนี้ไม่ใช่เห็นเมื่อครู่นี้ เห็นเมื่อวานนี้ก็ไม่ใช่เห็นวันนี้ แต่ละหนึ่งขณะที่ผ่านไปจนกระทั่งปรากฏเป็นวันคืนต่างๆ เป็นวันนี้ เมื่อวานนี้ เป็นพรุ่งนี้

    วันนี้คือเมื่อวานนี้ของพรุ่งนี้ใช่หรือไม่ ชาตินี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้าใช่หรือไม่ ชาติหน้ามีหรือไม่ เข้าใจว่าไม่มี แต่จิตขณะนี้มีหรือไม่ เกิดหรือไม่ ดับหรือไม่ เกิดต่อหรือไม่ เพราะฉะนั้น ไม่มีใครไปหยุดยั้งการเกิดดับสืบต่อของจิตได้เลย เพียงแต่กำหนดว่าชาตินี้เป็นคนนี้ แล้วเมื่อหมดเหตุที่จะให้เป็นคนนี้ คือหมดสิ้นกรรมที่เราใช้คำว่าถึงแก่กรรม คือต้องจากโลกนี้ไป ใครก็ยับยั้งไม่ได้

    จากคืออะไร จิตขณะสุดท้ายที่ทำให้เป็นคนนี้ดับ ไม่กลับมาอีกเลย สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ จะไปขอร้องสักหนึ่งขณะให้เป็นคนนี้ต่อไปอีกก็ไม่ได้ แต่ใครจะยับยั้งให้จิตขณะต่อไปไม่เกิดไม่ได้ เหมือนเดี๋ยวนี้เลย เพราะเราไม่รู้ว่าจิตเดี๋ยวนี้เกิดเพราะอะไรและเราก็ไม่รู้ว่า จิตขณะสุดท้ายที่ดับไปเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปต้องเกิดแน่นอนเพราะอะไร เพราะฉะนั้นเราใช้คำเรียกให้รู้ว่า แต่ละหนึ่งบุคคล แต่ละหนึ่งชาติ ความต่างกันก็คือเป็นคนนี้ได้ชาตินี้ชาติเดียว แต่จิตไม่หยุดยั้งการเกิดจะต้องเกิดดับสืบต่อไป

    ชา-ติ คือการเกิด การเกิดของสภาพธรรมซึ่งเป็นสัตว์เป็นบุคคล จากโลกนี้ไปแล้วเกิดอีกหรือไม่ เดี๋ยวนี้มีจิตหรือไม่ จิตดับหรือไม่ จิตเห็นไม่ได้ดับหรือ เห็นตลอดเลยหรืออย่างไร เพราะว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ นี่คือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มฟังคำของพระองค์ เริ่มพิสูจน์ความจริงในขณะที่ฟังและจะรู้ว่า ทุกอย่างถ้าไม่ได้ฟังจะไม่มีการรู้เลยว่า ขณะนี้ไม่มีเรา แต่มีเห็น มีได้ยิน ซึ่งเป็นสภาพรู้ ธาตุรู้ จะใช้คำว่าจิตก็ได้เกิดขึ้นแล้วดับไป การดับไปของจิตเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดได้ ถ้าจิตขณะนี้ยังไม่ดับ จิตอื่นเกิดไม่ได้เลย

    ดังนั้นจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ จิตเห็นดับแล้วยังนั่งกันอยู่ตรงนี้เลยเพราะมีจิตอื่นเกิดดับสืบต่อ จากตรงนี้ไปก็กลับบ้านเพราะเหตุว่าจิตเกิดดับสืบต่อ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง ต่อไป ขณะสุดท้ายของชาตินี้หนึ่งขณะที่ทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แต่จะห้ามจิตไม่ให้เกิดต่อไม่ได้ เพราะจิตเป็นธาตุหรือธรรมอย่างหนึ่งซึ่งใครจะหยุดไม่ให้เกิดไม่ได้เลย โดยปัจจัยของจิตแต่ละขณะ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียด ไม่ใช่เพียงแต่กล่าวลอยๆ ว่าเกิด แต่เกิดเพราะอะไร และเมื่อดับแล้วก็เป็นปัจจัยให้เกิดต่อไปอีก

    ถ้าเดี๋ยวนี้จิตเห็นดับ จิตอื่นเกิดสืบต่อ จิตขณะสุดท้ายที่ตายดับ จิตขณะต่อไปก็เกิดสืบต่อ ใช้คำว่าปฏิสันธิ เกิดสืบต่อจากจุติจิตเฉพาะในขณะนั้น จิตอื่นจะเกิดไม่ได้เลยนอกจากผลของกรรมหนึ่ง ซึ่งทำให้เปลี่ยนจากความเป็นบุคคลนี้ พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้เป็นบุคคลใหม่ เหมือนที่เกิดมานี้ต้องมาจากชาติก่อน ชาติก่อนทำอะไรไว้ไม่สูญหายไปเลย เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้กำลังนั่งที่นี่ ตายเดี๋ยวนี้ เกิดเดี๋ยวนี้ แน่นอน ยับยั้งการเกิดสืบต่อของจิตไม่ได้แต่ให้รู้ไว้ว่า เดี๋ยวนี้ ขณะนี้เป็นชาติก่อนของชาติหน้า ต้องไปถามใครหรือไม่ว่าชาติก่อนทำอะไร เดี๋ยวนี้เลยรู้เองว่า จะเป็นชาติก่อนของชาติหน้า ถ้าทำดีชาตินี้ก็คือชาติก่อนได้ทำดีไว้ คือกำลังทำดี ถ้าทำชั่ว ชาติก่อนของชาติหน้าที่ได้ทำเช่นนี้ผลก็ติดตามไป

    ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรมคือ เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ พร้อมทั้งเหตุที่ทำให้เกิดและผลที่จะเกิดต่อไปด้วย เชื่อหรือยังว่ามีชาติหน้า ยังไม่เชื่อใช่หรือไม่ แล้วเดี๋ยวนี้จิตเกิดขึ้นได้อย่างไร มีจิตหรือไม่ นั่งอยู่ตรงนี้มีสภาพรู้ ธาตุรู้หรือไม่ หรือมีแต่แข็งอ่อน เย็นร้อน ไม่รู้อะไรเลย ที่ตัวกระทบตรงไหนก็แข็งบ้าง อ่อนบ้าง ไม่รู้อะไร แต่มีธาตุรู้ซึ่งรู้แข็ง รู้เสียง รู้กลิ่น รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่เรา ดังนั้น แต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องฟังไว้ไตร่ตรองเพื่อเข้าใจขึ้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งขณะนี้เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัย สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นต้องดับไปเป็นธรรมดา จริงหรือไม่ พิสูจน์ทีละคำ เข้าใจทีละคำ

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดแล้วดับไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมแต่ละหนึ่งๆ ๆ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ละเอียดยิ่งกว่านี้มาก ใครจะไม่ให้จิตเกิดได้หรือไม่ จิตขณะสุดท้ายดับเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดใช่หรือไม่ เหมือนเดี๋ยวนี้เลย จิตเดี๋ยวนี้ดับ แต่ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิด จึงนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งนาน เกิดดับสืบต่ออยู่ตรงนี้ ถ้าใครตายเดี๋ยวนี้ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ จิตขณะที่ตายนั่นเองเป็นปัจจัยให้จิตต่อไปเกิดได้ โดยกรรมหนึ่งซึ่งทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แต่เป็นคนที่กรรมหนึ่งทำให้เกิดขึ้น รูปร่างก็ไม่ใช่รูปร่างนี้ อะไรๆ ทั้งหมดเปลี่ยนหมดเลย จะเป็นคนนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลยเป็นคนนี้ได้ชาตินี้ชาติเดียว

    ตายแล้วเกิดหรือไม่ ต้องเกิดเพราะไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมจิตต้องเกิดต่อไปตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียด ถ้าใครอยากรู้เหตุก็ศึกษาให้ละเอียดกว่านี้จะเข้าใจว่า เพราะอะไรจึงต้องเกิด ขณะนี้ไม่รู้เลยใช่หรือไม่ แต่ถ้าฟังแล้วศึกษาไตร่ตรองก็จะเข้าใจว่า ยับยั้งธรรมไม่ได้เลย เมื่อไรที่จิตจะไม่เกิดอีกเลย

    ผู้ฟัง เมื่อเราตายใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ เราตายก็เกิดอีกเหมือนเดี๋ยวนี้เลย ไม่มีเรา แต่มีจิตซึ่งเกิดดับตามเหตุตามปัจจัย แต่คำถามว่า เมื่อไรจิตดับแล้วไม่เกิดอีก

    ผู้ฟัง เมื่อจิตไม่มีเหตุหรือปัจจัยที่จะนำเกิด

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เป็นจิตของใคร พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้คำว่า ปรินิพพาน พูดคำนี้แต่ไม่รู้เลยว่าหมายความว่าอะไร ใช่หรือไม่ ปรินิพพานคือ ดับโดยรอบ ไม่มีการเกิดอีกเลย ถ้าตราบใดที่ยังมีเหตุที่จะให้เกิดคือกิเลส ไม่มีใครที่จะไปยับยั้งได้เลยจึงเกิดกันมานาน แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเองได้ทรงแสดงอดีตชาติของพระองค์ แล้วเราจะไม่เชื่อหรือว่าชาติก่อนมี และชาติก่อนก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะให้มีการเกิดขึ้นของจิตซึ่งเกิดดับสืบต่อ แล้วยังมีสภาพธรรมที่เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต ที่ใช้คำว่าเจตสิก ปรุงแต่งให้จิตหลากหลายมาก เพราะว่าจิตเป็นสภาพที่เพียงรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏเท่านั้น แต่เจตสิกคือสภาพนามธรรม สภาพรู้ ธาตุรู้ที่เกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต แต่ไม่ใช่จิต อาศัยกันและกันเกิดขึ้นโดยปัจจัยต่างๆ คือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้โดยละเอียดยิ่ง สามารถที่จะฟังแล้วเข้าใจรู้ว่าคำไหนเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำไหนไม่ใช่ เป็นคำที่พูดเองคิดเองให้คนเข้าใจผิดๆ ถูกๆ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำไม่ผิด และทำให้เข้าใจในเหตุในผลชัดเจน

    ต่อไปนี้ เราตายเป็นปรินิพพานหรือไม่ ไม่ใช่ เพราะมีจิตเกิดสืบต่อใช่หรือไม่ แต่ผู้ที่ดับกิเลสหมด แล้วกิเลสจะดับได้อย่างไร ต้องมีเหตุทั้งนั้น กิเลสมีทุกวัน อยู่ดีๆ แล้วจะดับหมดไม่เหลือเลยได้อย่างไร อะไรดับกิเลสได้ ก็ต้องรู้ว่ากิเลสเกิดจากอะไร กิเลสเกิดจากความไม่รู้ เพราะฉะนั้น ปัญญาที่รู้จึงสามารถที่จะดับกิเลสได้ แต่กิเลสมีมาก ถ้าดับยังไม่หมดก็ยังต้องเกิด จนกว่าเมื่อใดดับหมดไม่มีเหลือเลยสักนิดหน่อย นั่นคือไม่มีทางที่จะให้จิตหลังจากที่ตายแล้วเกิดอีกต่อไปได้ จึงเป็นปรินิพพาน นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระอรหันต์ทุกท่านที่เราใช้คำว่าดับกิเลสหมด ก็ไม่เกิดอีก แต่คนที่ยังมีกิเลสต้องเกิดอีกแน่นอนเพราะว่ากิเลสเป็นเหตุ ไม่ใช่มีเราไปเป็นเหตุ

    ไม่ทราบว่ามีคำถามอะไรบ้างหรือไม่ นอกจากเรื่องพระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่า พระพุทธศาสนาสอนให้คนรู้จักความจริงถึงที่สุด สิ่งใดที่ถูกคือถูก สิ่งใดที่ดีคือดี สิ่งใดที่เลวคือเลว ไม่ปะปนกัน ถ้ามีความเข้าใจในโทษของความไม่ดี มีหรือที่คนที่รู้ความจริงแล้วจะทำชั่ว ที่ประเทศชาติกำลังเป็นเช่นนี้ทุกหัวระแหง ทั้งโลก เพราะไม่รู้ความจริง

    ดังนั้นสมควรอย่างยิ่งที่ต้องรู้ว่า ปัญหาใดๆ ทั้งหมดถ้านำความไม่รู้ไปแก้ไม่มีทางสำเร็จ มีอะไรที่พยายามแก้กันสำเร็จบ้าง แต่ถ้าแต่ละคนก็คือแต่ละหนึ่งซึ่งเป็นชาติ มีความเข้าใจที่ถูกต้องมากขึ้น นั่นคือทางที่จะแก้ไขจากความไม่รู้เป็นความรู้ ซึ่งเมื่อคนในชาติเข้าใจมากขึ้น ทำความดีมากขึ้น ประเทศชาติจึงมั่นคงได้

    ผู้ฟัง อยากทราบว่าวิกฤตของศาสนาพุทธในปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้นับถือหลายศาสนา และบางศาสนาชักชวนให้เปลี่ยน มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่ เราควรทำอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เราควรเข้าใจพระพุทธศาสนา ถ้าเราไม่เข้าใจ วิกฤตแน่นอน เพราะเหตุว่าพระพุทธศาสนาไม่ใช่พิธีกรรม ถ้าเราไม่รู้จักพระพุทธศาสนาแล้วมีพิธีกรรมมากมาย แต่ไม่ได้ทำให้เข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในขณะนั้น หมายความว่าคนนั้นไม่รู้จักพระพุทธศาสนา จึงเป็นการทำลายพระพุทธศาสนา เมื่อเข้าใจว่าพิธีกรรมเป็นพระพุทธศาสนา

    ศาสนาคือคำสอน พุทธะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาเหนือบุคคลใดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้น คำสอนของพระองค์ทุกคำเพื่อประโยชน์คือความเข้าใจ ซึ่งคนอื่นไม่สามารถที่จะทำให้มีความเข้าใจตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้เลย ด้วยเหตุนี้คำหนึ่งในภาษาบาลีจะใช้คำว่า ธรรมเตชะ ภาษาไทยได้ยินบ่อยๆ ว่า เดช คือ กำลัง เผา มีพลัง จากความไม่รู้ในสังสารวัฏฏ์เลย คำของพระองค์ทุกคำทำให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง เป็นเดชปาฏิหาริย์อย่างยิ่งเพราะว่าพระองค์ตรัสรู้แล้ว ทรงแสดงความจริงที่พระองค์ได้ตรัสรู้ทุกคำให้คนอื่นได้เข้าใจขึ้น เช่น ธรรม แต่ก่อนนี้เราไม่เคยรู้เลย เราคิดว่าธรรมเป็นเรื่องอื่น แต่ธรรมในภาษาบาลีคือสิ่งที่มีจริงๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสรู้ ถ้าไม่มีจะตรัสรู้ได้อย่างไรในเมื่อสิ่งนั้นไม่มี เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่เว้นเลย พระองค์ตรัสว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา"

    อนัตตาคือ ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงยั่งยืน เราจะเห็นได้ว่ามีการเกิด มีการแก่ มีการเจ็บ มีการตาย อาหารก็มีบูด มีเน่า มีเสีย ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปแต่ช้า เพราะเหตุว่าเราไม่ได้ประจักษ์การเกิดดับสืบต่อ จนถึงเวลาที่สิ่งนั้นเปลี่ยนให้รู้ว่าไม่คงสภาพนั้นอีกต่อไป ดังนั้นจะเห็นความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่งว่า คำของพระองค์ทุกคำทำให้ค่อยๆ มีความเห็นที่ถูกต้อง เกิดปัญญามีความเห็นที่รู้ว่า อะไรถูกอะไรผิด อะไรควรหรือไม่ควร ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเพราะถ้าหลงเข้าใจว่าสิ่งที่ไม่ดี ดี คนนั้นก็ทำชั่ว ไม่เป็นประโยชน์ใดๆ เลย เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่า พระพุทธศาสนาคือคำสอนที่ประโยชน์สูงสุดเพื่อให้คนเข้าใจธรรม ไม่ใช่ให้ทำพิธีกรรมใดๆ ทั้งสิ้น จริงหรือไม่

    ผู้ฟัง แต่ว่าทุกศาสนาก็สอนให้ทุกคน

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ทุกศาสนาสอนให้ทุกคนทำความดี ผู้สอนเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกศาสนาหรือไม่ ต่างกันแล้วใช่หรือไม่ คนอื่นไม่ได้สอนให้เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ เพียงแต่กล่าวถึงว่าให้ทำดีโดยไม่รู้ว่า ดีคืออะไร และใครทำ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงความจริงซึ่งสามารถเข้าใจได้เพราะสิ่งนั้นกำลังปรากฏ

    ในศาสนาอื่นจะไม่มีคำว่า "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" มีแต่เราเป็นคนดี เราต้องนับถือเช่นนั้น เราต้องทำเช่นนี้ แสดงว่าไม่รู้ว่ามีเราหรือไม่ และที่ว่าเราเป็นอะไร เพราะไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น จะเห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเหนือศาสดาใดๆ ทั้งสิ้นเพราะให้ความจริง ใครจะปฏิเสธ ไม่ว่าศาสนาไหนทั้งสิ้น เพราะว่าให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมี ในเมื่อศาสนาอื่นพูดให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีหรือไม่ นี่คือความต่างกัน เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่าที่ศาสนาหลากหลาย เพราะผู้ที่แสดงธรรมคือคำสอนของตนเองหลากหลายมาก แต่ทั้งหมดตามความคิดเท่านั้น เขารู้หรือไม่ว่า ขณะนั้นคิดเกิดขึ้นเพราะอะไร แล้วคิดก็ดับไปด้วย และคิดก็ไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าขณะใดที่ไม่ได้คิดและเกิดคิดขึ้น เมื่อเกิดคิดแล้วไม่รู้ก็เข้าใจว่าเราคิด ทั้งหมดเมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่รู้ก็หลงเข้าใจว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ความจริงสิ่งนั้นดับแล้วไม่เหลือด้วย พิสูจน์ได้ทุกขณะ

    ผู้ฟัง พุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ หรือหลายๆ ศาสนาที่คิดอยู่ในทางเดียวกันคือ ต้องการให้ทุกคนเป็นคนดี คนดีคือปกครองประเทศเพื่อที่จะมาบริหารแผ่นดิน

    ท่านอาจารย์ มั่นคง ต้องหมายความว่าในความดีใช่หรือไม่ และถ้าไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว จะทำความดีหรือไม่ อาจจะหลงเข้าใจว่าชั่วเป็นดี แล้วก็ทำชั่ว แล้วเข้าใจว่าทำดีก็ได้ ดังนั้นต้องเป็นผู้ตรง ก่อนอื่นคนที่จะเข้าใจความจริงต้องเป็นผู้ตรงเพราะว่าความจริงตรง ความจริงเปลี่ยนไม่ได้ ดีคือดี ชั่วคือชั่ว เหตุใดบอกว่าคนไทยนับถือพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ แล้วเหตุใดเต็มไปด้วยความทุจริต นั่นหรือคือการนับถือ เพราะฉะนั้นหมายความว่า เรากล่าวว่าเรานับถือ แต่ความจริงเราไม่รู้จักพระพุทธศาสนา ถ้าไม่ศึกษาธรรม ไม่ฟังพระธรรม คิดเอง จะเป็นการรู้จักพระพุทธศาสนาหรือ จริงๆ แล้วไม่มีใครที่สามารถที่จะรู้ว่าดีคืออะไร ชั่วคืออะไร โดยละเอียดยิ่ง ชั่วนิดหน่อยไม่เป็นไร ไม่ได้ เพราะไม่ว่าน้อยหรือมาก ชั่วเป็นชั่ว เปลี่ยนไม่ได้

    ถ้ายังคงเข้าใจผิดเช่นนี้ก็จะชั่วคนละนิดคนละหน่อย แล้วก็คนละนิดคนละหน่อยไปเรื่อยๆ จนชั่วมาก เพราะเข้าใจว่านิดๆ หน่อยๆ ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นผู้ที่ตรงจริงๆ เท่านั้น จึงจะทำให้มั่นคงในคุณความดีว่า ชั่วแม้เพียงเล็กน้อยก็ชั่ว และถ้าชั่วบ่อยๆ ที่ว่าน้อยก็มาก ถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้นหนทางเดียวก็คือเมื่อมีความเข้าใจร่วมกันว่า ไม่มีผู้ใดที่จะรู้ความจริงเท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีผู้ใดที่จะมีความเมตตากรุณาเท่าพระองค์ คำสอนทุกคำของพระองค์เป็นไปเพื่อประโยชน์ ควรฟังหรือไม่ ควรศึกษาหรือไม่ ควรเข้าใจหรือไม่ ควรประพฤติปฏิบัติตามหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเป็นคนตรง

    ถ้าจะให้ประเทศชาติมั่นคง แต่ตัวเองไม่รู้จักว่าอะไรดีอะไรชั่ว ประเทศชาติจะมั่นคงได้หรือไม่ แต่ละหนึ่งคนที่รวมกันเป็นชาติ ไม่ใช่ว่าเราจะไปให้คนนั้นศึกษาธรรมแล้วเราไม่ศึกษา ใช่หรือไม่ เช่น ผู้ใหญ่มักจะพูดว่าให้เด็กเรียน ให้เด็กเข้าใจ แต่ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจแล้วมีประโยชน์อะไร ที่จริงผู้ใหญ่ต้องเข้าใจก่อน มิฉะนั้นแล้วเด็กจะไปเรียนจากใคร เด็กเรียนจากเด็กหรือ หรือเด็กเรียนจากใคร ดังนั้นต้องเป็นเรื่องที่ละเอียด ทุกปัญหาต้องตรงที่จะไตร่ตรอง พูดเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่ มีตรงไหนที่ผิดก็ช่วยกันพิจารณาเพื่อจะได้แก้ไข เพราะจริงๆ แล้วเมื่อปัญหาเกิดขึ้นอยู่ที่แต่ละคนว่า จะแก้ไขหรือจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น ถ้าจะแก้ไข จะอาศัยอะไรแก้ไข นำความไม่รู้มาแก้ไขไม่ได้ นำความเห็นผิดมาแก้ไขไม่ได้ คนที่เป็นเพื่อนที่ดีต้องพร้อมที่จะให้สิ่งที่ดีกับคนอื่น พร้อมที่จะให้ความเห็นถูกความเข้าใจถูก เราจะไม่ให้สิ่งที่ผิดเลย

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นยอดกัลยาณมิตร ไม่มีใครที่จะเป็นผู้หวังดีเกินกว่าพระองค์ เพราะฉะนั้น ความหวังดีของพระองค์ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา เราหวังดี เมื่อเราเห็นคนที่อาจจะเข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจ ก็ให้เขาได้เข้าใจถูกต้องว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด ต้องเป็นคนตรง ถ้าไม่ตรง แก้ปัญหาไม่ได้ และไม่มีทางที่ประเทศจะมั่นคง

    ผู้ฟัง แล้วจะเริ่มปฏิบัติอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เริ่มปฏิบัติคือเป็นคนตรง

    ผู้ฟัง กับตัวเรา แล้วครอบครัวของเรา หรือว่าสังคมกับเรา

    ท่านอาจารย์ ถ้าทุกคนตรง แก้ไขปัญหาได้ มั่นคงขึ้นได้

    ผู้ฟัง พระพุทธศาสนากับความมั่นคงของชาติ ที่ท่านอาจารย์บอกว่าเริ่มจากตัวเราเองกับผู้นำประเทศ ทั้งๆ ที่เราเป็นข้าราชการตัวเล็กๆ จะเปลี่ยนแปลงชาติได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ เราแก้ความคิดของคนอื่นได้หรือไม่ คนหนึ่งคิดเช่นนี้ เราจะไปเปลี่ยนเขาว่าอย่าคิดเช่นนี้ ได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น หนทางที่ดีก่อนที่จะคิดถึงคนอื่น คิดถึงตัวเอง เขาก็เหมือนกัน เขามัวแต่จะไปคิดแก้ปัญหาอื่น แต่เขาไม่คิดถึงตัวเอง จะแก้ได้หรือไม่ ทั้งหมดต้องแก้ที่ตัวเอง ถ้าทุกคนแก้หมดก็แก้ปัญหาได้ แต่ถ้าเราจะไปบอกว่าผู้นำของประเทศคิดเช่นนั้นเช่นนี้ เราจะแก้อย่างไร เราแก้ไม่ได้ แก้ใครก็ไม่ได้ แต่สามารถที่จะแก้ตัวเองก่อน เมื่อแก้ตัวเองแล้วมีหนทางใดที่จะช่วยให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้อง ก็แล้วแต่บุคคลนั้นจะคิดอย่างไร จะเห็นประโยชน์ หรือไม่เห็นประโยชน์ จะทำ หรือไม่ทำ หรือว่าจะเข้าใจผิด เราแก้คนอื่นไม่ได้เลย แต่ถ้าทุกคนทั้งประเทศแก้ถูกก็จะสามารถที่จะทำให้ประเทศมั่นคงขึ้นได้ โดยไม่หวังคนอื่นแต่ต้องที่ตัวเองก่อน ก่อนอื่นจะแก้หรือไม่ ยังไม่ต้องไปถามคนอื่น ผู้นำประเทศหรือใครก็ไม่ต้องถาม ถามเฉพาะเราว่า จะแก้หรือไม่

    ผู้ฟัง แก้

    ท่านอาจารย์ ก็ถูกต้อง ถ้าเริ่มแก้ทั้งประเทศสำเร็จหรือไม่ เพราะฉะนั้น ยังไม่สามารถที่จะแก้ทั้งประเทศได้ แต่ก็ไม่หมดความพยายามและเห็นประโยชน์ว่า ถ้าเราไม่ดีคนหนึ่ง และคนอื่นก็ไม่ดีคนหนึ่ง ไม่ดีคนหนึ่ง ทั้งประเทศก็ไม่ดี ถ้าเราเริ่มมีความเข้าใจธรรมและเป็นคนดี ค่อยๆ เพิ่มขึ้นก็ยังดีกว่าไม่แก้เลยใช่หรือไม่ จะฟังธรรมต่อไปหรือไม่

    ผู้ฟัง ฟัง

    ท่านอาจารย์ ขออนุโมทนาเพราะไม่มีอะไรจะช่วยได้เลย นอกจากพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นที่พึ่งให้เป็นคนดี รับรองได้ มั่นคงได้ ไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียว ยังชาติต่อๆ ไปอีกในสังสารวัฏฏ์ เพราะว่าส่วนใหญ่เราคิดง่ายคิดสั้นเฉพาะชาตินี้ เหตุใดไม่คิดถึงโครงการสังสารวัฏฏ์ที่จะต้องเป็นคนดีต่อไป


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    8 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ