ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1328


    ตอนที่ ๑๓๒๘

    สนทนาธรรม ที่ โรงเรียนสอนดนตรีสุรนา

    วันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ผู้ฟัง ในขณะที่เราจะศึกษาพิจารณาถึงลักษณะของสภาพธรรมที่ว่าเป็นกุศลเป็นอกุศล คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ได้ยินชื่อเต็มไปหมดเลย กุศล อกุศล ก็เป็นชื่อ แต่ว่าสภาพธรรมมีจริงๆ คือยากยิ่งที่สิ่งที่มี แล้วก็ถูกปิดบังไว้ด้วยชื่อต่างๆ อย่างคำเดียวว่าจิต ทุกคนเหมือนกับไม่สงสัยเลย ทุกคนก็มีจิต นกก็มีจิต แมวก็มีจิต จิตทั้งวัน และจิตก็กำลังเกิดดับ แต่ไม่ได้ปรากฏความเป็นจริง ใช่ไหม ก็แสดงว่ามีสิ่งที่มี และเราก็เหมือนกับว่าไม่สงสัยเลย ถามว่าใครมีจิตไหม ก็ต้องตอบทุกคนว่ามีจิต แต่ว่าลักษณะของจิตไม่ได้ปรากฏว่าเป็นจิต แต่เป็นเรา หรือว่าเป็นเขา หรือว่าเป็นคนนั้นคนนี้ เพราะฉะนั้นทั้งหมดก็คือว่าไม่ว่าจะเป็นคำใดๆ ก็ตาม ให้ทราบว่าเป็นสิ่งซึ่งยากที่จะรู้ได้เพียงขั้นต้นที่เข้าใจ ถ้าไตร่ตรองจริงๆ ก็ต้องยาก อย่างเห็นบอกว่าเป็นจิต เราก็เอาชื่อมาใส่เห็น ว่าเห็นเป็นจิต แต่จิตจริงๆ เกิดขึ้นรู้แล้วดับ ลองคิดถึง และสิ่งนี้จะปรากฏไหมในชีวิตประจำวันจริงๆ แม้ว่าจะได้ฟังสักเท่าไหร่ และก็เป็นความจริงด้วย ไม่มีใครคัดค้านเลย ว่าต้องมีธาตุรู้จึงมีการเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่มีชีวิตเพราะมีสภาพรู้เกิดขึ้น แต่สภาพรู้ก็ไม่ได้ปรากฎ ปรากฎแต่เพียงสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นทั้งวันเราก็คิดถึงสิ่งที่เรามองเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น แม้แต่รับประทานอาหารก็มีรสต่างๆ เราก็เพลิดเพลินไป ไม่รู้ว่าจิตต่างหากที่กำลังลิ้มรส ลืมจิตทั้งวัน แต่ว่ารู้ว่ามีจิตทั้งวัน และก็เรียกชื่อจิตได้ประเภทต่างๆ ด้วย เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุดก็คือว่าเราจะไม่ไปแบบที่ว่ามีแต่ชื่อ แต่ว่าความเข้าใจไม่ได้ตามลำดับ เราไปคิดว่าเราลำดับได้ จิตมีเท่าไหร่ เจตสิกมีอะไรบ้าง นั่นก็เป็นชื่ออีก แล้วเดี๋ยวนี้ก็เป็นทั้งหมดที่เราเรียนมาจากตำรับตำราหรือที่ได้ฟัง แต่ลืมว่าทั้งหมดเพื่อเข้าใจถูกในสิ่งที่มีจริง จนกระทั่งสิ่งนั้นปรากฏความเป็นธรรมนั้นๆ ไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้นการที่จะไม่เป็นเราได้ ก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจลักษณะของแต่ละหนึ่ง ไม่ปะปนกัน และค่อยๆ เข้าใจขึ้นในขั้นการฟัง แต่ไม่ลืมพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ๒๕๐๐ กว่าปี แล้วก็เพิ่มขึ้นบวกกันไป เติมไปทุกปีๆ กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ๔๕ พรรษา เห็นทุกคนเห็น แม้แต่คนที่ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็ตรัสถามว่าเห็นเที่ยงไหม ก็แสดงว่าไม่มีใครไม่รู้จักเห็น เพราะว่าเห็นกันทั้งนั้น แต่สภาพเห็นตัวเห็นซึ่งไม่ใช่เรา ถ้ารู้ว่าเห็นขณะนี้ไม่เที่ยง ก็เพียงแต่ยังไม่ได้ประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของสภาพเห็น เพราะฉะนั้นคำตอบก็บ่งถึงความเข้าใจของแต่ละคน ถ้าถามว่าธรรมคืออะไร ก็ตอบว่าคือสิ่งที่มีจริง ทุกคนตอบอย่างเดียวกันหมด แล้วให้หาหรือว่าให้บอกมาว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้คืออะไร กว่าจะรู้ความจริงแท้ของสิ่งซึ่งปรากฏเพียงชั่วคราวทั้งหมด ไม่มีอะไรที่ปรากฏได้นานเลย เพราะว่าปรากฎแล้วก็ดับไปปรากฎแล้วก็ดับไป แต่การสืบต่อไม่เปิดเผยเลยว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้แหละกำลังเกิดดับทั้งหมดไม่เหลือเลย แล้วไม่กลับไปอีกด้วย เพราะฉะนั้นกว่าจะได้ฟังความจริง และมีความเข้าใจจากการที่ได้ฟัง แล้วก็มีความเป็นปกติ เพราะว่าธรรมไม่ใช่เรา ทุกคำต้องสอดคล้องกันหมด ธรรมไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของเราด้วย แต่ทั้งหมดยังไม่ได้ปรากฏความเป็นธรรมที่ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่พอปรากฏก็รวมกันหมดเลย ก็ฟัง ไม่ใช่ว่าให้เราไปทำอะไรทั้งหมดเลย ฟังเพื่ออะไร เพื่อเข้าใจตามความเป็นจริง ว่าแม้เข้าใจก็ไม่ใช่เรา

    เพราะฉะนั้นจะต้องฟังอีกนานเท่าไหร่ เห็นไม่ใช่เรา คิดไม่ใช่เรา แล้วก็สามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจความต่างของเห็นกับคิด ได้ยินกับคิด เพราะถ้าไม่คิดจะไม่มีอะไรปรากฏเลยใช่ไหม มีแต่สีสันวรรณะ แต่นี่มีคน มีไวโอลิน มีรูปภาพ มีทุกสิ่งทุกอย่าง มีโต๊ะ มีดอกไม้ ก็แสดงว่าคิดมากแค่ไหน แล้วก็เร็วแค่ไหนด้วย จึงสามารถที่จะปกปิดความจริงให้ไม่มีใครรู้ได้เลยในสังสารวัฏ จนกว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะค่อยๆ เปิดสิ่งที่ปกปิดไว้นาน ขณะนี้ทุกคนตอบได้ว่ามีจิต เจตสิก เกิดดับไม่ปรากฏ แต่ก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นทางตา ทางหูก็ได้ยินเสียง ก็แสดงว่าจิตเกิดดับ จากเห็นเป็นได้ยินสืบเนื่องติดต่อ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้เลยว่าไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นไม่มีหนทางอื่นเลยทั้งสิ้นที่จะละความเป็นเราด้วยความไปเป็นตัวตนพยายามสักเท่าไหร่ก็ตาม แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างหาก ที่เป็นคำที่เราไม่เคยได้ยินมาก่อนในสังสารวัฏ และทุกคำเป็นคำจริงถึงที่สุด เปลี่ยนไม่ได้เลย เช่น ขณะนี้มีธาตุรู้ กว่าจะเป็นธาตุรู้ซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ต้องทำอะไร อย่าไปทำเป็นอันขาด เพราะเหตุว่าทำเมื่อไหร่ก็คือว่าเป็นเราที่คงจะเก่งกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปหาทางอื่นมาที่จะรู้ได้ แต่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นแต่ละคำมาจากพระปัญญา ซึ่งรู้ว่าสัตว์โลกไม่รู้ ความรู้จะไม่มีเลยถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรม แต่ละคำฟังไว้เพื่อจะค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงได้ตามลำดับ เพราะฉะนั้นขณะนี้ก็เป็นแต่เพียงการฟังเรื่องราวของธรรม ฟังคำเดียวไม่สามารถที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา ต้องฟังนานเท่าไหร่ แต่ก็ยังเป็นเรา ยังไม่หมดความเป็นเราไปได้ แต่เริ่มได้ยินได้ฟัง และเริ่มมีสิ่งที่จะเตือนให้คิดถึง เช่น ขณะนี้ความจริงอยู่ที่ไหน อยู่ที่สิ่งที่กำลังปรากฏ นี่คือสิ่งที่จะทำให้คิดถึงว่าอะไรทั้งหมดไม่จริงเลย เพราะเหตุว่าสิ่งที่เราคิดว่าจริงไม่ปรากฏดับแล้ว ถ้าไม่คิดไม่มี บ้าน เพื่อน เงินทอง ทรัพย์สมบัติ ชื่อเสียง ลาภยศ ไม่คิดไม่มีใช่ไหม แต่มีความจริงขณะนี้ว่าใครก็บังคับให้เกิดไม่ได้ และจะให้เป็นอย่างที่ต้องการก็ไม่ได้ จะให้คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ไม่ได้ ทั้งหมดแสดงความไม่ใช่เรา และก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับของเรา ชัดเจนมากว่าเกิดแล้วทุกอย่าง ไม่ว่าใครจะคิดอะไรเดี๋ยวนี้ เกิดแล้วทั้งนั้น ขณะนี้เห็นตลอดตั้งแต่เข้ามาในห้องนี้ เกิดแล้วทั้งนั้น ไม่มีใครไปทำให้เห็นเกิดขึ้นเลย แต่ไม่รู้ความจริงซึ่งปิดบัง ว่าถ้าไม่มีธาตุรู้อะไรๆ ก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละคำไม่ประมาทจริงๆ ว่าฟังเพื่อที่จะให้สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังปรากฏอย่างที่เริ่มเข้าใจ

    อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงเรื่องของจิต จากการที่ได้ฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ก็แสดงถึงว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ และพระธรรมเทศนาของพระองค์ก็แสดงเรื่องของจิตเป็นอันมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จิตวิจิตรด้วยสัมปยุตตธรรม มีการประกอบกับเจตสิกประเภทต่างๆ เป็นเหตุให้จิตมีความหลากหลาย เป็นจิตประเภทต่างๆ ซึ่งขณะที่มีความรู้ความเข้าใจในขั้นการฟังอย่างนี้ ที่จะค่อยๆ ที่จะพิจารณาถึงนามธาตุ ที่กำลังรู้สิ่งที่กำลังปรากฎในขณะนี้ ความเข้าใจที่จะมั่นคง อย่างเช่นเราฟังดูเหมือนกับเป็นเรื่องของจิต ว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ จิตสะสมกรรมกิเลส จิตสะสมสันดานด้วยอำนาจของชวนวิถี ก็ดูเหมือนกับเป็นสิ่งที่พอพิจารณาให้เห็นถึงความเข้าใจถึงว่าความหลากหลายของจิตที่เกิดขึ้นตามการสะสมของแต่ละคน แต่ว่าความเข้าใจที่จะค่อยๆ น้อมไปที่จะรู้จักสภาพของจิต คืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ ได้ยินคำมากมาย แต่ทุกคำยังไม่ถึงความที่จะปรากฏให้รู้ว่าเป็นจริงอย่างที่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นกี่คำ ก็แสดงว่าต้องรู้อย่างนั้นใช่ไหม มิเช่นนั้นแล้วเราก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ทั้งๆ ที่มี ได้ยินได้ฟังด้วยเรื่องนั้น แต่ก็ยังไม่ปรากฏ จิตนี้มีใครบ้าง เมื่อครู่นี้ที่คุณวิชัยกล่าวถึงก็มาก ทำให้ค่อยๆ เข้าใจว่าจิตหลากหลายเป็นประเภทต่างๆ เพราะอะไรฟังไปแต่ก็ยังไม่สามารถที่จะให้สภาพนั้นปรากฏว่าไม่ใช่เรา ทั้งๆ ที่กำลังมีอย่างที่พูดทุกอย่าง อย่างขณะนี้ถ้าคุณวิชัยจะกล่าวบอกว่าธาตุรู้ที่กำลังเกิดขึ้นเห็น เกิดเองไม่ได้ ต้องอาศัยสิ่งที่ปรุงแต่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้นซึ่งเป็นสภาพรู้คือเจตสิต ถ้าไม่มีเจตสิกจิตก็เกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีจิตเจตสิกก็เกิดไม่ได้ ก็แค่นี้ที่ได้ฟังเหมือนเข้าใจหมด แต่ความจริงเดี๋ยวนี้ไม่ได้เข้าใจในธาตุรู้ แม้แต่จิตเป็นสภาพรู้ เป็นอาการรู้ เป็นธาตุรู้ กำลังรู้จริงๆ แต่ไหนล่ะ เต็มไปหมดทีละหนึ่งดับไปแล้ว เพราะฉะนั้นการเกิดดับอย่างรวดเร็ว และก็เปลี่ยนแปลง ปิดบังด้วยเรื่องราวที่ฟังแล้วก็คิด ไม่ได้รู้ตรงลักษณะที่แต่ละหนึ่งซึ่งต่างกัน เพราะฉะนั้นจึงไม่มีการที่จะปรากฏว่าเกิดขึ้นและดับไป หรือว่ายังไม่พอที่จะให้รู้ว่าอาศัยกันเกิดขึ้น เช่นขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏทางตา ถ้าไม่มีสิ่งนี้ที่สามารถกระทบตา เห็นเกิดขึ้นไม่ได้ เราก็ลืมไปเลยว่านี่ต้องกระทบตา และเป็นเพียงสิ่งเดียวที่มีจริงๆ ที่สามารถกระทบตาได้ ซึ่งตาก็มีจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่กำลังกระทบตา ทั้งหมดฟังแล้วฟังอีกๆ ก็คือว่าแม้สิ่งที่กำลังกระทบตาก็ไม่ได้ปรากฏว่าเป็นธรรมอย่างหนึ่งที่กระทบตาได้ ไม่คิดเลยเห็นก็เห็น แต่ความจริงถ้าไม่ใช่สิ่งที่กระทบตาได้ อย่างเช่นเสียง การเห็นก็เกิดไม่ได้ ต้องมีสิ่งที่กระทบตาได้ แล้วก็ถ้าเราจะคิดถึงว่าคำแรกที่เราได้ฟังว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่สามารถที่จะเกิดได้เองตามลำพัง

    เราค่อยๆ พิจารณาอย่างหยาบๆ หยาบมากเลย ที่ว่าถ้าไม่มีตาเห็นก็เกิดไม่ได้ ถ้าไม่มีสิ่งที่กระทบตาเห็นก็เกิดไม่ได้ และยังถ้าไม่มีเจตสิกถ้าฟังมานานพอจะรู้ว่าเจตสิกคืออะไร ถ้าไม่มีเจตสิกจิตก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะนี้ใครทำ ไม่มีเลยสักคน ไม่มีคนที่จะทำ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่คนด้วย เป็นแต่เพียงธาตุต่างๆ ที่มีลักษณะต่างๆ กันไปแต่ละหนึ่งๆ เราฟังความละเอียดอย่างนี้คนอื่นอาจจะเบื่อแล้วก็รำคาญไม่ไปถึงไหน แต่รู้ไหมว่าเพียงแค่เห็นอย่างนี้ กว่าจะรู้จริงๆ อย่างนี้ได้ ถ้าไม่เข้าใจมั่นคงจริงๆ ไม่มีทางที่จะรู้ตรงเห็น หรือรู้ตรงสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ตานี่ก็ยากที่ใครจะไปรู้ตรงตาได้ เพราะเหตุว่าไม่ได้ปรากฏ พอกระทบจิตเห็นก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็ฟังไว้ เพราะเหตุว่าใครจะรู้ว่าชั่วหนึ่งขณะข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น ฟังจนกระทั่งท่านพระสารีบุตรท่านก็ไม่รู้ ว่าท่านจะเกิดได้พบท่านพระอัสชิ ก็เห็นท่านพระอัสชิเดินบิณฑบาต เห็นกริยาอาการท่านก็ไม่รู้ว่าท่านสะสมมาที่จะมีศรัทธาในอากัปกิริยาอย่างนั้น ว่าท่านผู้นี้เป็นผู้ที่สามารถที่จะมีอากัปกิริยาอย่างนี้ได้ เพราะฉะนั้นมีความเลื่อมใสก็สนทนาด้วย ก็ไม่รู้ว่าจะได้ฟังคำอะไร เพราะฉะนั้นข้างหน้าหนึ่งขณะเราไม่รู้ และหนึ่งขณะนี้มาจากแสนโกฏกัปก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าขณะนี้จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ จากแสนโกฏกัป หรือแม้เมื่อวานนี้ก็ไม่รู้วันนี้จะเกิดขึ้นตรงนี้ได้ยินคำนี้ ใครจะรู้ว่าจะได้ยินเสียงอะไร ได้ยินคำอะไร เพราะฉะนั้นทุกอย่างแสดงความเป็นอนัตตาชัดเจน แต่ถ้าไม่มีใครบอก ไม่มีใครชี้ ไม่มีใครเตือน ไม่มีใครให้รู้ว่านี่คือสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุดในสังสารวัฎ มีค่ากว่าสิ่งอื่นซึ่งเงินทอง ลาภยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งหน้าที่การงาน หรืออะไรทั้งหมด เทียบไม่ได้เลย เพราะว่าสิ่งนั้นมีชั่วคราวให้ไม่รู้แล้วก็หลงติด ปิดบังสิ่งที่สมควรรู้ ซึ่งยากที่จะรู้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าฟังแล้วรู้จริงๆ ว่าการที่สามารถจะเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ก็สามารถที่จะเข้าใจขณะอื่นต่อๆ ไป เพราะฉะนั้นก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงได้ แล้วก็รู้ว่าแท้ที่จริงก็คือว่าไม่มีเรา

    อ.วิชัย ท่านอาจารย์กล่าวถึงว่าความเป็นจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงก็เป็นจริงอย่างนั้น ความรู้คือปัญญาที่จะเกิดขึ้นเข้าใจ ก็ต้องรู้ตามลำดับแล้วก็ทีละหนึ่งโดยที่จะอาศัยคำของพระองค์ แล้วก็สามารถที่จะพิจารณาที่พระองค์แสดงถึงธรรมแต่ละหนึ่งๆ จนมีความเข้าใจมั่นคงในสิ่งนั้น อย่างเช่นถ้ากล่าวถึงจิตที่เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏ ก็จากความเข้าใจก็รู้ว่าถ้าเห็นแล้วก็รู้ว่าเป็นดอกไม้นั่นไม่ใช่ขณะเห็นแล้ว แต่ในระหว่างของเห็นกับคิดถึงว่าดอกไม้ไม่ได้ปรากฏของการที่จิตเขาจะเป็นเพียงเห็นหรือว่าคิดถึงที่ปรากฏ

    ท่านอาจารย์ แล้วจะปรากฏอย่างนี้ได้อย่างไร จะปรากฏอย่างที่ฟังแล้วเข้าใจได้อย่างไร อนัตตา เลือกไม่ได้เลยว่าวันไหนจะรู้อะไร แต่ความเข้าใจมีแล้วว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาเพียงแค่ปรากฏ ไม่มีใครเลยสักคนเดียว นั่นคือสิ่งที่ฟังไว้ๆ เข้าใจไว้ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่สิ่งนี้จะปรากฏอย่างนั้น และสิ่งนี้ที่ปรากฏ เดือนไหน ปีไหน ชาติไหน ลักษณะไหน ก็ไม่รู้ เพราะเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏ ซึ่งก่อนนี้สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแสนโกฏกัปมาแล้วไม่มีสิ่งนี้ปรากฏ แต่จากการฟังไว้ๆ ไม่ว่าสิ่งใดจะปรากฏ สิ่งที่ได้ฟังไว้ก็สามารถที่จะเข้าใจความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่นานไหมกว่าที่ฟังแล้วไม่มีใครสักคน ไม่มีจริงๆ มีแต่ธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับสืบต่อสุดที่จะประมาณได้แล้วก็รวมกัน ฆนสัญญา สัญญาคือความจำในสิ่งที่ร่วมกันว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะเหตุว่าถ้าแตกย่อยกระจัดกระจายออก เล็กที่สุดสำหรับรูปธรรมไม่สามารถจะเป็นอะไรได้เลย จะเป็นดอกไม้สักกลีบก็ไม่ได้ จะเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง เศษกระดาษแผ่นหนึ่งก็ยังไม่ได้เลย เพราะเหตุว่าแยกออกละเอียดยิบ จะเป็นอะไรได้ เดี๋ยวนี้กำลังรวมกัน แต่ความจริงคือแยกจากกันโดยอากาศธาตุ ซึ่งแทรกคั่นอยู่ทุกส่วนที่ละเอียดที่สุดที่แยกแล้ว ที่ใช้คำว่ากลาป เล็กที่สุดก็ยังมีรูปที่รวมกัน ๘ รูป ไม่ใช่อย่างที่เขาจะเอากล้องขยายมาส่องดู ใครล่ะกำลังดูก็คือตัวเขา และสิ่งที่ปรากฏก็ยังเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด

    เพราะฉะนั้นพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงซึ่งใครจะรู้อย่างนี้ได้ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวงทุกอย่างยิ่งกว่านี้ ซึ่งเปรียบเหมือนใบไม้สองสามใบในกำมือ แต่ว่าพระปัญญาของพระองค์เท่ากับใบไม้ในป่า เพราะฉะนั้นการฟังคือฟังด้วยความเคารพว่าฟัง ไม่ได้คิดเอง ไม่ได้ไปต่อไปแต่งไปเติม เพราะเหตุว่าสาวกคือผู้ฟัง ฟังอะไร ฟังคำที่ได้ยินให้เข้าใจ สังเกตได้จากคำถาม ถามคำหนึ่งตอบยาว ถามว่าเห็นเดี๋ยวนี้มีไหม แทนที่จะตอบว่ามี ก็บอกเพราะมีตา อะไรๆ ก็พูดไปทุกอย่างตามความเข้าใจ ถ้าตอบตรง ความเข้าใจจะค่อยๆ สนทนากันต่อไปให้ชัดเจนให้ละเอียด ไม่แตกเป็นเรื่องอื่น แต่ส่วนใหญ่ก็จะมีความเห็นแทรกเข้ามาเยอะมาก เพราะฉะนั้นกว่าเราจะรู้ว่าเราฟังธรรมที่จะเข้าใจแต่ละคำที่หมายความถึงสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งให้เข้าใจละเอียดขึ้น เราก็กลายเป็นตัวเรา ทำไมถึงจะเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างนั้นทำไมเรื่องนั้นเป็นอย่างนี้ ทำไมเรื่องนี้เป็นอย่างนั้น ก็คือไม่ใช่ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นผู้ฟังคือผู้ที่ฟังคำที่ได้ฟัง แล้วก็มีความเข้าใจ แล้วก็การเข้าใจนี้แหละสะสมไป วันหนึ่งสิ่งที่ได้ฟังทั้งหมดสามารถเข้าใจสิ่งที่ปรากฏ โดยไม่เลือกว่าอะไรขณะไหนก็รู้ไม่ได้

    อ.วิชัย กล่าวถึงเรื่องของฆนสัญญา คือจากการได้ฟังธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดง ก็รู้ว่าการที่สำคัญว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด อย่างเช่นเป็นดอกไม้ เป็นใบไม้ จากความเข้าใจหมายถึงว่าต้องมีรูปที่ประชุมรวมกัน แล้วก็มีอากาศธาตุคั่นอยู่ นี่คือเหมือนกับการคิดไตร่ตรองในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา ซึ่งความจริงเป็นอย่างนั้น ดังนั้นการที่จะรู้ตามความเป็นจริง คือไม่ใช่เหมือนกับว่าไปคิดอย่างนี้ หมายถึงว่าต้องมีสภาพที่สามารถปรากฏจนสามารถที่จะละความสำคัญที่เคยเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้

    ท่านอาจารย์ ได้ยินแต่ละคำต้องเข้าใจชัดเจน สัญญาคือความจำ ฆนสัญญาก็สะกดด้วย ฆอระฆัง นอหนู ไม่ใช่คณะ คอ และณอเณร สระอะ ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นแต่ละคำเราก็ไม่คุ้นเคยกับคำที่ได้ยิน ไม่คุ้นเคยกับตัวสะกดด้วย เราก็คิดเองก็ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันเราก็เรียนไปแต่ละคำว่าสัญญาคือความจำแล้วพอเกิดมาก็สิ่งที่จำได้ก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะเดี๋ยวนี้เราฟังแล้วเข้าใจว่าถ้าสภาพธรรมไม่รวมกันก็จะไม่เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นฆนสัญญาคือการจำสิ่งที่รวมกันว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเป็นเรา นี่คือฆนสัญญา ใบหูแค่นั้นก็ฆนสัญญาแล้ว อะไรก็ตามที่รวมกันแล้วปรากฎเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ก็ทำให้จำได้ว่าเป็นเรา เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีคำที่บอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างประกอบด้วยหรือรวมกันจากสิ่งที่เล็กที่สุดยิ่งกว่าฝุ่น แล้วก็มารวมกันเป็นก้อนเป็นแท่ง ทำให้สีสันวรรณะหลากหลายต่างๆ ตามส่วนสัดของสิ่งที่มารวมกัน ยังทำให้รสต่างกันด้วย ความละเอียดของธรรมซึ่งไม่มีใครคิดถึงเลยว่าเป็นธรรม เกิดมาก็เป็นขนม เป็นอาหาร เป็นดอกไม้ เป็นคนนั้นคนนี้หมดเลย กว่าจะมีการฟังเข้าใจ ในขั้นฟังก็ต้องรอบรู้ สอดคล้องกันทั้งหมดคือสิ่งที่มีๆ จริงๆ ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้น เป็นอนัตตา ไม่ใช่ของใคร เพราะมีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นไปตามปัจจัย เกิดขึ้นแล้วก็ไม่เที่ยงดับไป และไม่เหลือเลยด้วย คือฟังอย่างนี้ถ้าไม่ได้ประจักษ์แจ้งจริงๆ ยังไม่ถึงขั้นที่จะละอะไรได้เลยทั้งสิ้น อย่าไปคิดที่จะละโลภะ โทสะ หรืออะไรต่างๆ เลย เพราะเหตุว่าที่จะต้องละก่อนคือความเห็นผิด ที่ไม่รู้ความจริงของสภาพธรรมอันเป็นเหตุให้กิเลสอื่นๆ ทั้งหมดเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็เป็นปกติเพราะว่าธรรมเกิดเองไม่ใช่หรือ มีปัจจัยจึงเกิดขึ้นไม่ใช่หรือ แล้วไปทำอะไรให้ผิดปกติใช่ไหม ถ้าโทสะความโกรธอย่างแรงเกิดขึ้น ถ้าไม่รู้ก็ไม่ชอบ ไม่อยากจะมี ไปเที่ยวถามใครๆ เขา ทำยังไงถึงจะไม่มีโทสะ ไปถามเขาให้เขาบอก แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ไหนที่ชัดเจนกว่าและสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งสามารถที่จะถึงขณะที่ไม่มีโทสะจริงๆ คือดับหมด


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    4 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ