ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1334


    ตอนที่ ๑๓๓๔

    สนทนาธรรม ที่ เวลเนสซิตี้ บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา

    วันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ จิตเป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ แต่ว่ามีหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นจิตนี้อาศัยตา ธาตุรู้คือวิญญาณ ไม่ใช่ผี แต่เป็นธาตุรู้ มีคำว่าวิญญาณในภาษาบาลี จักขุวิญญาณคือสภาพรู้ที่อาศัยตาคือเห็น โสตคือหู โสตวิญญาณคือธาตุรู้ไม่ใช่หู แต่โสตวิญญาณเป็นธาตุได้ยินเสียงซึ่งต้องอาศัยหูกับเสียง อาศัยอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นธาตุรู้คือจิต ซึ่งมีตั้งแต่เกิดหลากหลายมากตลอดชีวิตหลายประเภท ถ้ามีเพียงอย่างเดียวที่เกิดขึ้น และไม่ดับไป จะมีจิตหลากหลายได้ไหมแต่ละขณะไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นขณะนี้เรากำลังกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงในห้องนี้ สิ่งที่มีจริงแต่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยก็มี เช่น ดอกไม้ โต๊ะ เก้าอี้เป็นต้น ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ กระทบสัมผัสก็เพียงแข็ง แสดงว่าแข็งมี แต่เราไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่มีนั่นแหละเป็นธรรม ต่อไปนี้ได้ยินคำว่าธรรม ให้ทราบว่าหมายความถึงสิ่งที่มีจริงๆ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งนั้นแต่ละหนึ่งถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง เช่น ตา ก็แสดงไปจนกระทั่งว่าประกอบด้วยรูปกี่รูป เกิดจากอะไร และตาเองก็ไม่เที่ยง วันหนึ่งตาบอดก็ได้ ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้ตาเกิด ตาก็เกิดไม่ได้ นี่คือคำสอนไม่ใช่จำกัดแต่เฉพาะคนไทย หรือคนอินเดียในครั้งโน้น แต่สากลจักรวาลทั้งหมด ไม่ว่ามนุษย์หรือพรหมโลก หรือสัตว์เดรัจฉาน หรือนรก หรือที่ไหนก็ตาม พูดถึงความจริงซึ่งเป็นจริงซึ่งเปลี่ยนแปลงเลยไม่ได้เลยทุกขณะ ให้ทราบว่าสิ่งที่มีจริงหลากหลายมาก เพียงเกิดขึ้นไม่ยั่งยืนเลย ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ขณะเกิดขณะแรกให้กลับมาเป็นขณะนี้ได้ไหม หาอีกก็ไม่ได้เลยทุกๆ ขณะ เมื่อวานนี้เห็นอะไรบ้าง จำอะไรบ้าง คิดอะไรบ้าง ไม่ใช่เดียวนี้วันนี้ แต่เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว วันนี้คือเมื่อวานของพรุ่งนี้ พอถึงวันนี้จะไม่มีอะไรอย่างที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เลย แสดงว่าขณะนี้กำลังเกิดดับ จนกว่าจะถึงพรุ่งนี้

    ฟังคำของพระสัมมาสัมเจ้าต้องไตร่ตรอง เพราะว่าพระองค์ตรัสต่อไปว่า สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่เว้นเลยไม่ใช่อัตตา อัตตาคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้วยแก้ว โต๊ะ ดินสอ ปากกาพวกนี้เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ธรรมไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย เป็นแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเกิดรวมกัน ทำให้ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐานต่างๆ โดยที่ว่าถ้าเป็นรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้จะมีอากาศธาตุแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ ไม่ว่ารูปอะไรที่ไหน ธรรมมีมากพูดถึงสิ่งที่มีจริงในห้องนี้ก็กว่าจะจบไปได้ ซึ่งจบจริงๆ ไม่ได้ เพียงแต่กล่าวถึงบางส่วนให้พอที่จะเข้าใจได้ถึงคำว่าธรรมหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงไม่เว้นเลย และสิ่งที่มีจริงที่ปรากฏว่ามีต้องเกิดขึ้นด้วย ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี และไม่มีใครไปทำให้เกิดได้เลย เป็นอนัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เราคิดว่าเที่ยงยั่งยืน แต่สิ่งที่เราคิดว่ายั่งยืน เช่น จะเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้หรือแม้แต่เป็นคน ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าสามารถที่จะแตกย่อยทำลายได้ในพริบตาก็ยังได้ ถ้ามีปัจจัยที่จะเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุว่าไม่ว่ารูปใดที่ควบคุมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด มีอากาศธาตุแทรกคั่นละเอียดยิบ จนหาความเป็นเราไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่าอนัตตา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลยทั้งสิ้น มีปัจจัยที่จะให้เกิดเป็นเสียง จะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากเสียง มีปัจจัยให้เกิดเป็นกลิ่น ก็เป็นอื่นไม่ได้นอกจากกลิ่น เกิดแล้วเป็นอย่างนั้นแล้วก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับไปอีกเลยทุกขณะ ซึ่งรวดเร็วเกินที่ใครจะประมาณได้

    เพราะฉะนั้นขณะนี้กำลังเริ่มเห็นพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทรงแสดงความจริง ให้รู้ความจริงว่าไม่มีอะไรที่ยั่งยืนที่เป็นของเรา เพราะอะไร ทุกคนเกิดแล้วก็ต้องตายแน่นอน มีใครไม่ตายบ้าง แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีก็แล้วแต่ว่าจะเป็นสิ่งนั้นนานเท่าไหร่ แต่ตามความจริงก็คือไม่นานเลย เพียงแค่เกิดแล้วก็ดับไป เราเห็นพระอาทิตย์ทุกวันเลย สมัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งพระอาทิตย์ทั้งพระจันทร์ กับขณะนี้ เป็นดวงเดียวกันหรือเปล่า ในวันที่ตรัสรู้ ในวันที่ทรงแสดงธรรม ในวันที่ปรินิพพาน นานเท่าไหร่แล้ว รูปเกิดดับอยู่ตลอดเวลา มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ตลอด ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริงได้อย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะทุกอย่างต่อให้นักวิทยาศาสตร์จะพยายามศึกษาสักเท่าไหร่ก็ตาม ความรู้ที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น และเปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่คำที่พระองค์ได้ตรัสไว้ที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว แม้พระจันทร์ แม้โลก วันหนึ่งก็ต้องแตกทำลาย แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาก็ยังคงปรากฏการเกิดดับสืบต่อไป แต่ให้เข้าใจว่าแม้เดี๋ยวนี้เองก็มีแต่ธรรม ซึ่งเกิดดับต่างกันเป็นสองอย่าง คือธรรมอย่างหนึ่งเกิดจริง มีจริง แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ เช่นแข็งกระทบแข็ง ชินมากเลยทั้งวันกระทบตรงไหน จับมือใครก็แข็ง จับช้อนซ่อมก็แข็ง จับอะไรก็แข็งบ้าง อ่อนบ้าง เย็นบ้าง ร้อนบ้าง ตึงบ้าง ไหวบ้าง ถ้าไม่เกิดไม่มี แต่ที่คนไม่รู้ก็คือว่าเกิดแล้วดับ แล้วก็มีสภาพธรรมที่เกิดจากปัจจัยสืบต่อทันทีมากมายจนไม่ปรากฏการดับไปเลย เห็นเมื่อครู่นี้ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ เห็นเมื่อปีก่อนที่ได้ฟังเรื่องเห็น เป็นเห็นเดี๋ยวนี้หรือไม่

    ผู้ฟัง เห็นเหมือนเดิมเลย

    ท่านอาจารย์ ไม่เหมือน ปีก่อนนี้เห็นอะไร

    ผู้ฟัง ก็เห็นทุกอย่างที่มากระทบตา

    ท่านอาจารย์ แต่รู้ไหมว่าไม่เหมือนเดิม สิ่งที่ปรากฏก็ไม่เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นปีที่แล้วมีกี่วัน

    ผู้ฟัง ปีที่แล้วก็ ๓๐๐ กว่าวัน

    ท่านอาจารย์ ๓๐๐ กว่าวัน มีกี่นาที

    ผู้ฟัง มากมาย

    ท่านอาจารย์ แล้วมีกี่วินาที แต่ละหนึ่งเปลี่ยนตลอด เมื่อปีก่อน ก็เป็นปีนี้ไม่ได้ ไม่ใช่ไม่เปลี่ยน

    ผู้ฟัง แค่เมื่อวานกับวันนี้ก็ไม่เหมือนกันแล้ว

    ท่านอาจารย์ เห็นเมื่อวานนี้เป็นเห็นเดี๋ยวนี้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เห็นเมื่อเช้านี้เป็นเห็นเดี๋ยวนี้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ก็ไม่ใช่อีก

    ท่านอาจารย์ เห็นเมื่อครู่นี้กับเห็นเดี๋ยวนี้ เป็นเห็นเดียวกันหรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าเห็นตรงนี้ตรงหน้าก็เห็นเดียวกัน ยังเหมือนเดิม

    ท่านอาจารย์ ไม่เหมือน เมื่อครู่นี้ยังไม่มีเดี๋ยวนี้เลย

    ผู้ฟัง เสียง อาจจะคำพูดอะไรยังไม่เหมือนเดิม เพราะเราพูดกันมามากมาย แต่ว่าภาพอะไรที่เราเห็นยังเหมือนเดิม

    ท่านอาจารย์ ไม่เหมือน ต้องคิด เราเข้าใจว่าเหมือนเดิมเพราะเราไม่รู้ว่าไม่เหมือนเดิม เมื่อครู่ไม่มี เห็นใหม่ ไม่ใช่เมื่อครู่นี้แล้ว เพราะมีสิ่งนี้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่เห็นอย่างเมื่อครู่นี้แล้ว เพราะฉะนั้นแม้แต่เห็นไม่มีใครรู้ ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกสิ่งเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ถ้าเกิดดับช้าเรารู้ อย่างนี้รู้ แต่นี่เร็วกว่านั้นอีก เพราะฉะนั้นถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมจริงๆ จะไม่รู้ว่าจิตซึ่งเป็นสภาพรู้เกิดดับสืบต่อทำกิจหน้าที่แต่ละหนึ่งไม่ซ้ำกันเลย

    ผู้ฟัง หมายถึงเวลามันเดินเร็วไปอย่างนั้นใช่ไหม ที่ว่าไม่เหมือนเดิม

    ท่านอาจารย์ เวลาคืออะไร คือพอศึกษาธรรมพูดคำซึ่งพอฟังแล้วจะรู้เลยว่าเราไม่เคยคิดเลยว่าคืออะไร เพราะฉะนั้นเราไม่รู้จักคำที่เราพูด เวลาคืออะไรอยู่ไหนหามาสิ

    ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็คือเวลาเหมือนกัน

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ต้องรู้เวลาพูดแล้ว ถ้าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิด และดับทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง ยังไม่เห็นดับ

    ท่านอาจารย์ ถ้าเห็นเป็นปัญญาระดับที่ใช้คำว่าวิปัสสนาญาณ มีหนังสือหนาๆ เล่มหนึ่ง มีตัวหนังสือมากมาย แต่ไม่เคยเรียนแต่ละตัวเลย จะอ่านหนังสือออกไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่ออก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ซึ่งคนอื่นรู้ไม่ได้ก่อนนั้น แต่เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมแล้วผู้ฟังที่มีความเข้าใจเพราะได้สะสมความเข้าใจมาก่อนมากมายสามารถที่จะรู้ความจริงรู้แจ้งตามที่พระองค์ได้ตรัสรู้ แต่ความรู้นั้นไม่เทียบเท่ากับพระองค์ เพราะฉะนั้นจึงมีรัตน สิ่งที่ประเสริฐสุด ๓ อย่าง รัตนตรัย ตรัยคือ ๓ พระพุทธเจ้าเป็นพระพุทธรัตนะ พุทธะคือผู้รู้ๆ จริงๆ รู้ทุกอย่าง ไม่มีใครยิ่งใหญ่เท่าพระพุทธเจ้าได้เลย ไม่ว่าพรหมโลก เทวโลก เทวดาก็ยังมาเฝ้ากราบทูลถามปัญหา แล้วเราเป็นใคร ไม่เคยได้ยินสักคำ ไม่เคยคิดสักคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร คิดเอาเองหมดว่าพระองค์ตรัสรู้อย่างนี้พระองค์ให้ทำอย่างนั้น แต่ไม่ได้เข้าใจทุกคำของพระองค์ เพราะฉะนั้นไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพียงแต่ได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่ได้เข้าไปนั่งใกล้คำของพระองค์แต่ละคำ จึงมีคำว่าอุบาสก อุบาสิกา คือใคร ผู้นั่งใกล้พระธรรม นั่งใกล้ทำไม ฟังคำที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย น่าอัศจรรย์ ธรรมเตชะ ใครก็พูดคำที่พระองค์ตรัสไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ แต่เมื่อทรงตรัสรู้แล้วทุกคำจากพระปัญญาที่พูดถึงทุกคำให้คนอื่นค่อยๆ เข้าใจว่าเห็นมี เห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ และเห็นไม่ใช่ตา และถ้าไม่มีตาก็ไม่เห็น และใครไปทำให้เห็นเกิดขึ้นก็ไม่ได้ แต่ถ้ามีเหตุปัจจัยที่จะให้เห็นเกิด ใครก็ไปยับยั้งเห็นไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ และเมื่อเห็นเกิดแล้วใครไปยับยั้งให้เห็นดับก็ไม่ได้ แต่ความไม่รู้ปิดบัง ไม่รู้ว่าขณะนี้กี่เห็นแล้ว ตั้งแต่อยู่ในห้องนี้ ถ้าไม่ดับไป ไม่มีพรุ่งนี้ ไม่มีเย็นนี้ แต่เพราะมีสิ่งที่มีที่เกิดดับก็สามารถที่จะรู้ว่าขณะไหนไม่ใช่ขณะไหน ขณะตื่นไม่ใช่ขณะนี้ ขณะนี้ไม่ใช่ขณะต่อไปข้างหน้า

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเข้าใจว่าพระองค์ตรัสว่าสิ่งที่มีจริงมีจริงๆ ซึ่งพระองค์ได้ตรัสรู้ทั้งหมดทุกอย่างโดยสิ้นเชิง โดยประการทั้งปวง ซึ่งคนอื่นรู้ไม่ได้ แต่เมื่อฟังธรรมแล้วค่อยๆ พิจารณา เห็นไม่ใช่ได้ยิน ได้ยินเป็นสภาพรู้เสียง ขณะนี้ถ้าไม่มีได้ยินเสียงก็ไม่ปรากฏ แต่เสียงก็ไม่ใช่ได้ยิน เพราะฉะนั้นได้ยินไม่ใช่เห็น รู้เป็นธาตุรู้แต่รู้คนละอย่าง อาศัยเหตุปัจจัยคนละอย่าง ถ้าอย่างหนึ่งยังมีอยู่อีกอย่างหนึ่งมีไม่ได้ ต้องปรากฏทีละหนึ่ง ขณะใดที่เสียงปรากฏ หลับตาก็ยังได้ยินเสียง ลืมตาก็ได้ยินเสียง หมายความว่าอย่างไร เข้าใจว่าเกิดพร้อมกัน ลองหยุดไม่พูด เสียงอยู่ที่ไหน เสียงที่จะมาเกิดพร้อม ได้ยินที่จะมาเกิดพร้อมก็ไม่มี แสดงว่าพร้อมไม่ได้ ไม่ได้พร้อมกัน แต่ความรวดเร็วของการเกิดดับทำให้เข้าใจว่าพร้อมกัน คนที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรมไม่รู้ใช่ไหม หรือว่าไม่ต้องฟังพระธรรมก็รู้ ฟังแล้วค่อยๆ คิด เห็นกับได้ยิน คนละขณะแล้วใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นได้ยินเมื่อครู่นี้กับได้ยินเดี๋ยวนี้ ก็ไม่ใช่ได้ยินเดียวกัน เห็นเมื่อครู่นี้กับเห็นเดี๋ยวนี้ก็ไม่ใช่เห็นเดียวกัน มีได้ยินสลับด้วยจะเป็นเห็นเดียวกันได้อย่างไร ค่อยๆ เข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงและยั่งยืนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุต่างๆ แต่เป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะของตน ซึ่งใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจว่าธรรมมีสองอย่าง อย่างหนึ่งมี แต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติว่า รูป-ธรรม คนไทยก็พูดเร็ว รูปธรรม แต่พูดแล้วก็ไม่รู้ว่าอะไร จนกว่าจะได้ฟังว่าสิ่งนั้นมี แต่ไม่สามารถรู้ สิ่งใดก็ตามจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม สิ่งที่มีแต่รู้อะไรไม่ได้เลยเป็นรูปธรรม พอจะรู้จักรูปธรรมไหม

    ผู้ฟัง รูปไม่รู้อะไร

    ท่านอาจารย์ ถ้ารู้จักแล้ว เข้าใจแล้วสิ่งที่มีจริง เกิดจริงๆ มีจริงๆ แต่รู้อะไรไม่ได้เลยมีอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง อย่างที่ได้ยินได้ฟังมา ก็มีแข็ง

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องไหมว่าแข็งมีจริง แข็งเกิดแต่แข็งไม่รู้ เพราะฉะนั้นแข็งเป็นธรรมซึ่งเป็นรูปธรรม อะไรอีก

    ผู้ฟัง ถ้าไม่ใช่แข็ง อย่างนิ่มอย่างนี้ ก็ไม่รู้อะไร

    ท่านอาจารย์ แต่มีจริงๆ ใช่ไหม เพราะมีจริงๆ

    ผู้ฟัง ก็มีจริง สามารถนำมาพูดอย่างนี้ได้ถูกไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่สามารถจะนำมา ต้องเป็นคนตรงเมื่อมีจริงจะกล่าวว่าไม่จริงไม่ได้ สิ่งที่มีจริงมีลักษณะ เช่น บอกว่านิ่ม มีจริงเป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เป็นนิ้วของเราหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเริ่มเข้าใจความจริงว่าไม่ใช่ของใคร มีปัจจัยเกิดขึ้นทรงไว้ซึ่งลักษณะนั้นใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แล้วเกิดแล้วดับด้วยอย่างเร็วที่สุดๆ ที่จะประมาณได้ เริ่มเห็นความต่างของปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับคนอื่น ซึ่งไม่รู้เลยว่าขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ทรงแสดงความจริง มีผู้ฟังจนสามารถเข้าใจ ดับความไม่รู้ถึงความเป็นพระอรหันต์อย่างพระองค์ได้แต่เป็นสาวก เป็นรัตนะ ๑ ใน ๓ รัตนะ เพราะฉะนั้นรัตนที่สำคัญที่สุดซึ่งถ้าไม่มีแล้วรัตนะอื่นก็มีไม่ได้ รัตนะแรกคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มเห็นพระปัญญาหรือยัง ค่อยๆ ทำให้เราเกิดความเข้าใจถูกต้องใช่ไหมว่าไม่มีเราแต่มีธรรมแต่ละหนึ่ง ธรรมหนึ่งเกิดแต่ไม่รู้เป็นรูปธรรม ธรรมหนึ่งก็คือว่าเกิดขึ้นต้องรู้ ไม่รู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีแต่เพียงรูปธรรม ไม่มีนามธรรมเลย โลกก็ไม่ปรากฏ อะไรก็ปรากฏไม่ได้ เพราะไม่มีธาตุรู้ ที่ว่าเห็นเป็นธรรมหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ ธรรมที่เกิดแล้วไม่รู้อะไรเป็นรูปธรรม แต่ธรรมอีกอย่างหนึ่งเกิดแล้วต้องรู้ไม่รู้ไม่ได้เลยเป็นนามธรรม มีสองคำที่เพิ่มขึ้น จากคำเดียวคือธรรมคือรูปธรรมมีจริง แต่ไม่รู้อะไร นามธรรมเป็นสภาพที่เกิดขึ้นแล้วต้องรู้ เช่น เห็นเกิดขึ้นบอกว่าไม่เห็นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเกิดขึ้นบอกว่าไม่ได้ยินได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นได้ยินเกิดขึ้นได้ยิน

    ผู้ฟัง นอกจากคนนั้นหูเขาพิการ

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ได้ยิน

    ผู้ฟัง ก็จะไม่ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ แต่ได้ยินแล้วจะบอกว่าไม่ได้ยินได้หรือ

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นได้ยินมีจริงไหม

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือเป็นเรา

    ผู้ฟัง เป็นธรรม

    ท่านอาจารย์ แล้วก็เป็นธรรมอะไร

    ผู้ฟัง เป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นที่ว่าเป็นเราก็คือทั้งรูปธรรม และนามธรรม ซึ่งเกิดขึ้น ต่อไปจะค่อยๆ เข้าใจละเอียดขึ้นว่ารูปเกิดจากสมุฏฐานที่ก่อตั้งให้รูปนั้นคืออะไรบ้าง กรรมทำให้รูปเกิดก็ได้ จิตทำให้รูปเกิดก็ได้ อุตุความเย็นความร้อนทำให้รูปเกิดก็ได้ อาหารที่เราบริโภคเข้าไปก็ทำให้รูปเกิดได้ เพราะฉะนั้นสมุฏฐานที่ทำให้เกิดรูปไม่ใช่เราไปทำ แต่รูปนั้นๆ ไม่ว่ารูปไหนทั้งสิ้นสามารถที่จะรู้ได้ว่ารูปนี้เกิดจากกรรม หรือรูปนี้เกิดจากจิต หรือรูปนี้เกิดจากอุตุ ความเย็นความร้อน หรือว่ารูปนี้เกิดจากอาหาร

    ได้เห็นข่าวเด็ก ๑๓ คนติดในถ้ำ ไม่มีอาหารไหม รูปเป็นอย่างไร พอกลับมารับประทานอาหาร รูปเป็นอย่างไร รูปที่เกิดจากอาหารก็มี แต่ระหว่างที่ไม่มีอาหาร รูปที่เกิดจากจิตก็มี เดินไป วิ่งไป พูดไป และก็รูปที่เกิดจากกรรมก็มี รูปที่เกิดจากอุตุก็มี ถ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ตรัสรู้ไม่ทรงแสดงใครรู้ มีแต่เราแต่ความจริงไม่ใช่เราเกิดมาเป็นเราหรือ อะไรเกิด แล้วทำไมต้องตาย ถ้ามีเราจะต้องตายหรือ ก็ยังมีเรา แต่แม้เราก็ไม่มี เป็นแต่เพียงนามธรรม ซึ่งถึงเวลาที่จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลยสักขณะจิตเดียว อะไรก็ซื้อไม่ได้ จะเป็นอาหารจะเป็นเงินทองจะเป็นอะไรก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงธรรมได้ เพราะธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา พอจะเข้าใจมั่นคงหรือยังว่าทุกอย่างเป็นธรรม ที่เคยเข้าใจว่าเป็นเราเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ต้องเป็นธรรมอย่างหนึ่งอย่างใดคือเป็นรูปธรรม หรือเป็นนามธรรมเท่านั้น มีเราไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ มีอะไร

    ผู้ฟัง มีแต่รูปกับนาม

    ท่านอาจารย์ มีธรรมซึ่งเป็นรูปธรรมกับนามธรรม คิดเป็นอะไร

    ผู้ฟัง คิดเป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ต่อไปจะรู้ว่านามธรรมมีสองอย่าง วิชชาไหนก็ไม่สามารถที่จะกล่าวถึงสองอย่างนี้ได้เลย นอกจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เห็นมีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ได้ยินมีไหม

    ผู้ฟัง ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เป็นธาตุรู้ อะไรอีกที่เป็นนามธรรมวันนี้ มีเห็นแล้ว มีได้ยินแล้ว

    ผู้ฟัง มีเห็น มีได้ยิน ก็มีกลิ่น

    ท่านอาจารย์ มีกลิ่นเป็นรูปธรรม แต่นามธรรมคือขณะที่กำลังรู้กลิ่น เพียงกลิ่นเฉยๆ ไม่มีใครรู้ กลิ่นไม่ได้ปรากฏเลย แต่เมื่อมีคนเข้ามาในห้องที่มีกลิ่นหอม กลิ่นหอมปรากฏกับจิตที่รู้เฉพาะกลิ่น ขณะนั้นไม่ได้รู้เสียง ขณะนั้นไม่ได้รู้สิ่งที่ปรากฏทางตา เพราะฉะนั้นธาตุรู้เกิดขึ้นรู้ทีละหนึ่ง กลิ่นเป็นรูปธรรม สิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่รู้อะไรเลย ใช้คำว่าสีสันวรรณะก็ได้ ภาษาบาลีจะใช้คำหลายคำวรรณะ วรรโณ นิภา ก็ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องจำคำเหล่านั้น แต่เมื่อได้ยินและเข้าใจก็หมายความว่าต้องเป็นหนึ่งคือนามธรรมหรือรูปธรรม เพราะฉะนั้นมีสีสันวรรณะที่ปรากฏเป็นรูปธรรม มีเสียงเป็นรูปธรรม มีกลิ่นเป็นรูปธรรม นี่คือปัญญาของเราเอง ไม่ใช่ใครต้องมาบอก แต่ไตร่ตรอง คิดเมื่อไหร่ รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อนั้น มีอะไรอีกที่เป็นรูปธรรม

    ผู้ฟัง รส

    ท่านอาจารย์ รสหวาน เค็ม เปรี้ยว จืด ทั้งหมด ใครก็รู้ไม่ได้ถ้าขณะนั้นจิตไม่เกิดขึ้นลิ้มรสที่กระทบลิ้น ธาตุรู้รสเกิดขึ้นรู้รสที่กระทบลิ้น ถ้าเอามือจับน้ำตาล มีหวานไหม

    ผู้ฟัง ไม่หวาน

    ท่านอาจารย์ แต่พอแตะที่ลิ้น ที่รู้รสเดิมเข้าใจว่าเรา แต่คือธาตุรู้ที่เกิดขึ้นลิ้มรสแล้วดับไป ไม่ใช่เห็น ไม่ใช่ได้ยิน แต่ละหนึ่งเกิดขึ้นเหมือนพร้อมกัน เร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่ก็คือทีละหนึ่ง เกิดดับอย่างเร็ว ไม่มีใครสามารถจะรู้ความเร็วของการเกิดดับได้ จึงมีอีกคำหนึ่งว่านิมิต

    ค่อยๆ ฟังธรรมไปไม่มีวันจบ แต่ว่าค่อยๆ เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเพิ่มขึ้น ตอนนี้เรามีสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นรูป เสียงเป็นรูป กลิ่นเป็นรูป รสเป็นรูป แม้สิ่งนั้นมี เราก็อยู่ในโลกของความไม่รู้มานานแสนนาน เดี๋ยวนี้มี ถ้าเราไม่คิด คนอื่นบอกดีไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่ดี แต่พยายามจะคิด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าเราคิดเองเราจำได้เลย ถ้าเราลืมก็นับไป

    ผู้ฟัง ถ้าคนอื่นบอกก็จะจำไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นประโยชน์ที่สุดคืออย่าใจดีไปบอกใคร เป็นเพื่อนที่ดีหวังดีก็คือว่าต้องไตร่ตรอง แล้วก็ค่อยๆ คิด แล้วก็จะรู้ แล้วจะจำได้ แล้วจะนึกออก ในห้องนี้มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น หนึ่งอย่างแล้วที่ไม่รู้อะไร เสียงก็มี กลิ่นก็มี รสก็มี แยกออกไปต้องเป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ ซึ่งจะรู้ว่าไม่ใช่เรา เพราะแยกออกไปแล้ว เกิดแล้ว ดับแล้ว หมดแล้ว อยู่ทุกขณะ

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 189
    20 เม.ย. 2569