ความจริงต้องเป็นความจริง
ผู้ฟัง หนูเคยคิดว่าคือถ้าเราเกิดมาแล้วนาทีแรก สิ่งต่อไปก็คือเราก็จะต้องมุ่งหน้าไปสู่ความตาย ความพลัดพราก เวลาป่วย ขนาดป่วยไม่มากก็รู้สึกทรมานมาก พอจะอยู่กับทุกขเวทนาอย่างนี้อย่างไรดี
ท่านอาจารย์ รู้สึกว่าทุกคนมีทุกข์แต่ละรูปแบบ แต่ว่าคนที่มีทุกข์แล้วเข้าใจธรรม ก็มี และคนมีทุกข์ที่ไม่เข้าใจธรรม ก็มี ในระหว่างสองคน คนหนึ่งมีทุกข์เท่าๆ กัน แต่เขาเข้าใจธรรม คือสิ่งที่มีจริงตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น เราพูดคำไหน แต่ก่อนเราพูดคำที่เราไม่รู้จัก แล้วพูดตามๆ กันไป หรือพูดเข้าใจครึ่งๆ กลางๆ ไม่เต็มที่
แต่ต่อไปนี้เราจะรู้ว่านั่นไม่ใช่เข้าใจจริงๆ ถ้าเข้าใจจริงๆ คือคำนั้นเปลี่ยนไม่ได้ ความจริงต้องเป็นความจริง สิ่งที่เป็นจริงมีจริงเป็นสัจจะ คำพูดตามความเป็นจริงของสิ่งนั้น ก็เปลี่ยนไม่ได้เหมือนกัน จนกระทั่งไม่ต้องคิดว่าแล้วเราจะพูดอย่างไรดี พูดอย่างนั้นหรือพูดอย่างนี้ ไม่ใช่ แต่ว่าความเข้าใจจริงๆ เปลี่ยนไม่ได้
เราไม่ได้ไปยืมคำใครเขามา รูปธรรมนามธรรม ธรรมไม่เอาเลย ตั้งต้นใหม่หมดเลย ใครจะคิดยังไงก็เรื่องของเขา เขาจะเข้าใจมากน้อยเท่าไร เขาฟังเท่าไหร่ ก็เรื่องของเขา แต่เรื่องของเราคือความเป็นคนตรง ที่ต่อไปนี้พูดคำที่รู้จักเพิ่มขึ้น เข้าใจขึ้น
พอได้ยินคำว่า ธรรม ไม่ชัดเลย แต่ก่อนนี้ว่าหมายความถึงอะไร แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเราพูดภาษาไทย สิ่งที่มีจริงๆ มีไหม ที่มีจริงๆ คือธรรม ถ้าเราไปนั่งบอกใครเขาๆ ก็จำๆ ๆ ไป แต่ไม่ใช่ความคิดความเข้าใจของเขา แค่จำคำที่ได้ฟัง แต่ถ้าเราไม่ไปให้เขาจำๆ ๆ แต่เริ่มให้เขาคิดตั้งแต่ต้น จะเป็นความเข้าใจของเขาเอง มั่นคงขึ้นตั้งแต่ต้น เช่น สิ่งที่มีจริงๆ มีหรือเปล่า ลองคิด แค่นี้เป็นการฝึกความคิดในเหตุในผล ที่จะต้องเป็นคนตรง สิ่งที่มีจริง มีจริงๆ หรือเปล่าคำตอบคือ
ผู้ฟัง สิ่งที่มีจริงก็มีจริง
ท่านอาจารย์ มีจริง ไม่เปลี่ยน ต้องมีสิ่งที่มีจริง เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ อะไร
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ เห็นมีจริง ถ้าเห็นไม่เกิดขึ้น จะมีเห็นไหม
ผู้ฟัง ไม่เห็น
ท่านอาจารย์ ไม่มีเห็นใช่ไหม แล้วใครไปทำให้เห็นเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ คือเริ่มค่อยๆ เข้าใจความหมายของคำว่า ธรรม มีจริงเมื่อเกิดขึ้น มีลักษณะต่างกันหลากหลายแต่ละอย่าง ได้ยินมีจริงไหม
ผู้ฟัง ได้ยินมีจริง
ท่านอาจารย์ เห็นกับได้ยินเหมือนกันไหม
ผู้ฟัง ไม่เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะว่าเห็นก็คือเห็นจากตา ได้ยินได้ยินจากหู
ท่านอาจารย์ มีสิ่งที่ปรากฏไม่เหมือนกันใช่ไหม ได้ยินต้องมีเสียงปรากฏใช่ไหม ถ้าไม่มีเสียงจะมีได้ยินได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ใครไปทำให้ได้ยินเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าเสียงไม่มากระทบหูได้ยินเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ แต่พอเสียงกระทบหู ไม่ให้ได้ยินเกิดได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่มีใครทำเลย นี่คือธรรม ธรรมที่เกิดโดยที่ว่าไม่มีใครไปทำ ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้มั่นคงว่า ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่เกิดไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้นได้เลย นอกจากอาศัยสิ่งที่เกื้อกูลกัน อาศัยกันและกันปรุงแต่ง ทำให้เกิดขึ้น เช่น ถ้าไม่มีตา เห็นก็เกิดไม่ได้ ชัดเจนอยู่แล้ว แสดงว่าใครก็ไปทำให้เห็นเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีตา แต่เมื่อมีตาแล้ว ก็มีสิ่งที่กระทบได้เฉพาะตา กระทบกัน ก็ทำให้ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น เพราะเห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้รู้ ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ตาก็ไม่เห็น แต่มีธาตุรู้คือเห็น เราบอกว่าเห็น
พอบอกว่าเป็นธาตุรู้ ไม่ชินกับคำนี้เลย ธาตุคืออะไร รู้คืออะไร ธาตุคือสิ่งที่มีจริงแน่นอน และธรรมก็มีจริง ธรรมนั่นแหละเป็นธาตุ เพราะว่ามีลักษณะเฉพาะของตน ซึ่งใครเปลี่ยนไม่ได้ ทรงไว้ซึ่งลักษณะ เพราะฉะนั้นเรา จะบอกว่าอะไรมีจริง หมายความว่าสิ่งนั้นต้องมีลักษณะปรากฏว่ามี ไม่ใช่ไม่มี แล้วเราไปนั่งวาดภาพ มันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่มีลักษณะปรากฏให้รู้ว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ ได้ยินก็มีจริงๆ เสียงก็มีจริงๆ แข็งก็มีจริงๆ ร้อนก็มีจริงๆ ก็เป็นธรรมทั้งหมดที่ทรงไว้ซึ่งลักษณะของตน เปลี่ยนแข็งให้เป็นหวานได้ไหม
