ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440


    ตอนที่ ๑๔๔๐

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒


    ท่านอาจารย์ แม้แต่ข้อความที่จารึกไว้ก็ยังไม่เข้าใจ เมื่อไหร่ที่เข้าใจ เมื่อนั้นคือหนทาง ไม่ใช่ทางอื่นเลย ความเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ตรงตามความเป็นจริง เริ่มตั้งแต่เข้าใจว่าเป็นธรรม มีจริง ไม่มีใครสามารถบังคับบัญชาให้เกิดขึ้นได้เลย และความจริงของทุกอย่างก็คือว่าเพียงแค่เกิดแล้วดับ แต่เร็วมาก ไม่ปรากฏการเกิดดับสืบต่อเลย เพราะฉะนั้นทางสายกลางไม่พ้นจากความเข้าใจถูก คือ ปัญญา คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ทำให้เกิดปัญญา เราอาจจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วดับ ก็ยังมีเราอยู่ แล้วก็ตายไป เกิดอีกก็มีอีก ดูเหมือนว่าไม่สนใจที่จะเข้าใจความจริง ใครก็ตามที่ไม่สนใจ ไม่ฝักใฝ่ที่จะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  คนนั้นก็ไม่สามารถที่จะรู้จักโลก สิ่งที่เกิดขึ้นที่มีจริงๆ ที่เกิดดับอยู่ตลอดเวลา แล้วทุกคนก็ต้องจากไป จากไปเป็นอะไรก็แล้วแต่เหตุปัจจัย ทำไมมีนก ทำไมมีงู ทำไมมีหนู ทำไมมีปลา ต้องมีเหตุที่จะต้องเป็นอย่างนั้น คือสภาพธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ ได้แก่ จิต เจตสิก และสภาพธรรมที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น คือรูปธรรม

    ธรรมจริงๆ ต่างกันเป็นรูปธรรมกับนามธรรม หยุดยั้งไม่ได้เพราะไม่ใช่เรา แต่เมื่อเกิดแล้วความหลงผิดทำให้ยึดถือว่า สภาพที่เกิดดับนั่นแหละเป็นเรา เพราะเร็วมาก จนปรากฏเป็นนิมิต ให้ดูเหมือนกับว่าสิ่งนั้นมีจริงๆ ไม่ได้เกิดไม่ได้ดับเลย เพราะฉะนั้นทางสายกลางก็ตาม หรือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ เป็นความเห็นถูกต้องในสิ่งที่มีจริง ซึ่งเราใช้คำว่า ปัญญา ถ้าไม่รู้จักว่าไม่มีเรา แต่มีธรรม ก็หลงเข้าใจว่าธรรมนั้นเป็นเรา เห็นเป็นเรา ได้ยินเป็นเรา คิดเป็นเรา สุขเป็นเรา ทุกอย่างเป็นเรา แต่ความจริงต่างกันทั้งนั้น เห็นกับสุข ไม่เหมือนกันเลย แล้วใครไปทำให้ต่างกัน เป็นลักษณะของธรรมเท่านั้นแต่ละอย่างซึ่งเกิดขึ้น ใครจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลย แต่ก็สามารถที่จะเข้าใจความเป็นไปของธรรม ต้องเริ่มจากความเข้าใจว่าสิ่งที่มี มีจริงๆ แต่ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา และไม่ใช่ของใครด้วย เป็นธรรมเท่านั้น ไม่มีเจ้าของ เกิดดับอยู่เรื่อยๆ ตามความเป็นจริง

    สิ่งที่มีจริงขณะนี้ เกิดขึ้นปรากฏว่าเป็นอย่างนั้น เห็นต้องเป็นเห็น คิดต้องเป็นคิด นี่ก็ต่างกันแล้ว ก็เป็นธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย บังคับบัญชาไม่ได้ หยุดยั้งไม่ได้ เมื่อสักครู่นี้เกิดดับ เดี๋ยวนี้ก็เกิดดับ ต่อไปก็เกิดดับ แต่สืบต่อกันเร็วจนกระทั่งทำให้ไม่รู้ว่าเป็นสิ่งที่เพียงเกิดแล้วดับเท่านั้น หลงเข้าใจว่ายั่งยืน นั่งอยู่ตรงนี้ตั้งนาน เหมือนไม่ได้เป็นธรรมเลย แต่ความจริงเมื่อเข้าใจธรรมตรงยิ่งขึ้น สามารถจะประจักษ์แจ้งการเกิดดับตรงตามที่ได้ฟัง เพราะเป็นการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งรู้ความจริงซึ่งคนอื่นรู้ไม่ได้ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมแล้วค่อยๆ เข้าใจ ซึ่งเราใช้คำว่า ปัญญา ก่อนอื่นต้องมีความเข้าใจมั่นคง ธรรมมีจริงแน่นอน กำลังปรากฏ แต่ไม่ใช่เราและไม่ใช่ของเรา ต้องเริ่มตั้งแต่ต้น

    อ.วิชัย ดังนั้นพอที่จะเข้าใจสัมมาทิฏฐิบ้างหรือไม่ เพราะว่าขณะที่เข้าใจความเป็นธรรมนั่นเอง เพราะว่าก่อนฟังพระธรรมยังมีความยึดถือในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นเรา ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยที่ไม่ได้เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏเลย แต่พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดง ก็เปิดเผยความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ ที่มีจริงๆ โดยอนุสาสนี คือ กล่าวแล้วกล่าวอีก พร่ำสอน ที่จะเป็นเหตุให้บุคคลที่ฟัง ซึ่งเป็นสาวกได้เกิดความเข้าใจให้ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ คุณวิชัยพูดคำหนึ่ง สัมมาทิฏฐิ คือแต่ละคำไม่ใช่ภาษาไทยที่เราใช้ทุกวัน ก็จะต้องเข้าใจด้วยให้ตรง ไม่เช่นนั้นเราก็เข้าใจผิด สัมมาทิฏฐิกับปัญญา ขอเชิญคุณคำปั่น ช่วยให้ความเข้าใจด้วย

    อ.คำปั่น คำว่า สัมมาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นที่ถูกต้อง หรือว่าความเห็นโดยชอบซึ่งก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของปัญญา ปัญญาก็คือสภาพธรรมที่มีจริง ที่เข้าใจถูกเห็นถูกตรงตามความเป็นจริง สัมมาทิฏฐิก็ดี ปัญญาก็ดี ก็คือสภาพธรรมอย่างเดียวกัน เป็นพยัญชนะในภาษาบาลี แต่ว่าในภาษาไทยก็คือความเข้าใจถูกเห็นถูก ซึ่งก็คือสภาพธรรมอย่างเดียวกัน

    ท่านอาจารย์ ทิฏฐิคือความเห็น แล้วแต่ว่าจะเห็นถูกหรือเห็นผิด ถ้าเห็นถูกก็เป็นสัมมาทิฏฐิ เห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ถ้าไม่ใช่สัมมาทิฏฐิก็ผิด ก็เป็นมิจฉาทิฎฐิ ซึ่งก็มีคำสองคำ สัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ เพราะเหตุว่าทิฏฐิ เป็นความเห็น ถ้าถูกก็เป็นสัมมา ถูกต้องตามความเป็นจริง ถ้าผิดก็เป็นมิจฉา ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง  ปัญญาก็เป็นความรู้ความเข้าใจ ความหมายของสัมมาทิฏฐิกับปัญญาก็เช่นเดียวกัน  เมื่อเป็นความเห็นที่ถูก นั่นคือปัญญา การรู้ความจริงของสิ่งที่มีตามความเป็นจริง ก็เป็นคำที่หลายๆ คำ แต่ความหมายก็อย่างเดียวกัน ญาณต่อไปก็เป็นปัญญาที่เข้าใจสภาพธรรม พระธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดงจากผู้ที่ทรงตรัสรู้ เป็นความจริงที่ทำให้มีความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มี ในชีวิตประจำวันทุกขณะเดี๋ยวนี้เพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง ครั้งแรกที่ฟัง ก็คือได้ยินคำนี้ รู้สึกเกิดปีติ ถึงวันนี้ก็ยังเป็นคำนี้อยู่ คือคำว่า ชาวเมืองสาวัตถี ตอนเย็นต่างพากันเดินมาฟังธรรม

    ท่านอาจารย์ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องฟังบ่อยๆ เพราะว่าคำอื่นเราได้ยินมากกว่าคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในวันหนึ่งวันหนึ่งตั้งแต่เช้าถึงค่ำ เราก็ได้ยินเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ว่าคนที่ได้มีโอกาสที่จะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาก ก็เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่ทำให้รู้ตามความเป็นจริงว่า ความเป็นจริงต้องเป็นจริงอย่างนั้น แต่ปัญญาที่จะเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้น จากการที่ได้ฟังบ่อยๆ ลองคิดถึงร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าที่ว่าเป็นเรา แตกย่อยได้ละเอียดยิบเพราะอากาศธาตุแทรกคั่น จะเอาตรงไหนออกก็ได้ ตัดเล็บ ถ้าไม่มีอากาศแทรกคั่น จะหลุดออกมาเป็นเล็บที่ถูกตัดได้ไหม ทั้งหมดเลยตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าตัดออกได้ทุกอย่างหมด และเมื่อตัดออกแล้วเป็นเราหรือไม่ ตัดผม ผมที่ตัดไปแล้วเป็นผมของเราหรือไม่ แต่ถ้าอยู่บนศีรษะเป็นผมของเรา

    เพราะฉะนั้นก็กว่าจะรู้ตามความเป็นจริงว่า ความจริงแล้วก็คือว่า สิ่งที่เป็นรูปธรรม เกิดดับสืบต่อรวมกันเร็วมากมายหลากหลาย จนปรากฏเป็นนิมิตต่างๆ แต่ถ้าไม่ฟังบ่อยๆ นี่ยังคงเป็นเราอยู่ แต่ลองคิดถึงความจริงว่า แตกย่อยได้ละเอียดยิบเลย ใครจะทำให้แตกแยกได้ก็มี สับให้ละเอียดก็ได้ และยังคงเป็นเราหรือไม่ ความจริงเป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งนั้นสามารถที่จะแตกย่อยจนกระทั่งละเอียด แต่ว่าความจริงยิ่งกว่านั้น ก็คือว่าแม้รวมกันอยู่ก็ยังเกิดแล้วดับ ไม่มีอะไรที่เกิดแล้วไม่ดับเลย นี่คือพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงบำเพ็ญพระบารมี แสดงให้เราได้รู้ว่าความจริงสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นเรา ก็คือรูปธรรม ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้ามีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ จริงไหม จริง

    เพราะฉะนั้นไม่ต้องเอาร่างกายนี้ไปสับ แต่ว่าปัญญาสามารถเริ่มเข้าใจถูก ปัญญาเหมือนสับสิ่งที่รวมกันให้ละเอียดแตกย่อยออกไปเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดเป็นธรรม ไม่มีใครสามารถที่จะไปบังคับบัญชาได้เลย ทำอะไรก็ไม่ได้เพราะไม่มีเรา สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีความเกิดขึ้น สิ่งนั้นมีปัจจัย ธรรมที่อาศัยกันและกันทำให้เกิดขึ้น ใครก็ไม่สามารถไปทำได้ เพราะแต่ละหนึ่งธรรม เกิดขึ้นทำกิจของธรรมนั้นๆ อย่างเห็น ถ้าไม่มีตา ไม่เห็นแน่นอน และถึงแม้มีตา แต่นอนหลับสนิท ก็ไม่เห็น พอตื่นขึ้น มีสิ่งที่กระทบตาต่างหาก ถ้าไม่มากระทบตา จะไม่สามารถเป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้น แล้วดับไป

    เห็นเดี๋ยวนี้ เพียงนิดเดียวดับแล้ว เดี๋ยวนี้เห็นตั้งเยอะนานมาก แสดงว่าสภาพธรรมเกิดดับเร็วแค่ไหน จึงทำให้ดูเหมือนเห็นไม่ได้ดับไปเลย และสิ่งต่างๆ ก็ดูเหมือนเดิม แต่เพียงแค่หลับตา ปรากฏชัดเจนว่าไม่มีอะไรเหลือเลย เพราะขณะนั้นไม่มีอะไรกระทบ แต่ถ้าอยู่ข้างนอกหรือว่ามีแสงสว่างพอสมควร แสงสว่างนั้นก็สามารถที่จะปรากฏเป็นสี แล้วแต่ว่าสีอะไร อย่างเช่น เวลานี้ลองหลับตา ไม่ใช่ดำมืดไปเลยใช่ไหม  เพราะที่ตาก็มีอากาศธาตุแทรกคั่น ที่จะทำให้สิ่งนั้นกระทบตา แต่ว่าความสว่างไม่พอที่จะปรากฏว่ารูปร่างสัณฐานเป็นอย่างไร แต่พอลืมตา ทันทีมาหมดเลย เร็วปานนั้น

    เพราะฉะนั้นให้เข้าใจว่า การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพราะพระองค์ต้องการที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่มี และกว่าจะรู้ความจริงนี้ได้ ต้องบำเพ็ญพระบารมี หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ทีปังกร ได้รับคำพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน ในอีก ๔ อสงไขยแสนกัป ธรรมที่พระองค์ตรัส กว่าจะได้มา ไม่ใช่ว่าง่ายๆ เลย แต่ต้องบำเพ็ญบารมี คุณความดีที่จะค่อยๆ ให้กิเลส ซึ่งหนาแน่นไม่เกิดพอกพูนขึ้น เพราะเหตุว่าที่เราหลงอยู่ในโลก ก็เพราะเหตุว่าไม่รู้ ความไม่รู้ก็ทำให้เห็นสิ่งที่ปรากฏ เหมือนกับว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และเป็นตัวเราด้วย

    การเห็นว่าสิ่งที่มีเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั่นคือ อัตตานุทิฏฐิ อัตตาคือสิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งที่มีขณะนี้ที่เราเห็นเป็นสิ่งหนึ่งขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เห็นว่าเป็นสิ่งนั้น ซึ่งความจริงเป็นเพียงสิ่งที่กระทบตา ถูกต้องไหม เพราะไม่กระทบตา ไม่เห็น แต่พอกระทบตา แล้วกลายเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ด้วยความรวดเร็วของการเกิดดับของธรรม การเกิดดับของธรรมก็ลวงมาตลอด ให้เข้าใจผิดว่ามีเราจริงๆ และเราสามารถที่จะทำได้ แต่เมื่อฟังพระธรรมแล้ว ค่อยๆ ละคลายความที่คิดว่าเป็นเราอย่างมั่นคง ให้รู้ว่าเป็นสภาพธรรมสองอย่าง คือนามธรรมกับรูปธรรม รูปธรรมคือไม่รู้อะไร อยู่ที่ไหน ก็ไม่สามารถจะรู้ได้ รวมกันแล้วก็ปรากฏเป็นเก้าอี้ เป็นโต๊ะ เป็นบ้าน เป็นอะไรทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ แต่ว่าขณะที่เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น จำ พวกนี้เป็นธรรมทั้งหมดแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่เรา เป็นสภาพรู้

    ธรรมทั้งหมดต่างกันจริงๆ โดยสภาพธรรมที่ไม่รู้ ก็จะรู้ไม่ได้ แต่มีลักษณะของตน เช่น แข็ง หรือเสียง หรือกลิ่น หรือรส เป็นต้น ส่วนธรรมอื่นนอกจากรูปธรรม ที่เป็นใหญ่เป็นประธาน เช่น เห็น ได้ยิน เหล่านี้เป็นจิต แต่ว่าสภาพธรรมที่เกิดกับจิต คือ ชอบ ไม่ชอบ หรือว่าโกรธ หรืออะไร ก็เป็นเจตสิก เพราะฉะนั้นจิตที่เกิดหนึ่งขณะ ก็จะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แสดงอย่างนี้ให้รู้ว่าไม่ใช่เราสักอย่างเดียว ไม่ว่าจะเห็น ไม่ว่าจะได้ยิน ไม่ว่าจะคิด ทั้งหมดเป็นธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ซึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงไว้โดยละเอียดว่า อะไรเป็นปัจจัยให้สิ่งใดเกิดขึ้น แต่การศึกษาธรรมก็ต้องเป็นไปตามลำดับ คือให้รู้ความจริงก่อนว่า ไม่ใช่เราแน่นอน

    เวลาที่จากโลกนี้ไปแล้ว รูปนี้ก็ไม่ใช่เรา แต่ก่อนจากไปเป็นเรา ก่อนตายร่างกายเป็นเรา แต่พอตายแล้วร่างกายนี้ไม่เป็นเรา ซึ่งความจริงไม่เป็นเราตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะตอนที่จากไปเท่านั้นเอง แม้แต่จิตก็เป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดดับ เห็นเมื่อสักครู่นี้ ไม่ใช่เห็นเดี๋ยวนี้ เสียงเมื่อสักครู่นี้ ไม่ใช่เสียงเดี๋ยวนี้ ได้ยินเดี๋ยวนี้ไม่ใช่ได้ยินก่อนนี้ ทุกอย่างผ่านไปเร็ว แต่ติดกันสืบต่อแน่นจนไม่ปรากฏการเกิดดับ มีความเข้าใจขั้นต้นอย่างนี้ แล้วค่อยๆ ฟังทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง ที่เป็นธรรม ก็จะค่อยๆ เข้าใจเพิ่มขึ้นว่าไม่มีเรา ความเข้าใจที่มั่นคงที่รอบรู้ คือสอดคล้องกันทั้งหมดของพระไตรปิฎก จะทำให้เกิดปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งคือปฏิปัตติ เพราะว่าการฟังธรรม ด้วยความเข้าใจธรรม ต้องเริ่มตั้งแต่ปริยัติ เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิปัตติ เป็นปัจจัยให้เกิดปฏิเวธ การรู้แจ้งประจักษ์แจ้งจริงๆ ว่า ขณะที่สภาพธรรมหนึ่งปรากฏ เพราะสติสัมปชัญญะ และปัญญา อย่างอื่นไม่มี จึงจะรู้ชัดในสิ่งนั้นว่าเป็นอะไร ซึ่งไม่ใช่เรา ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจไปเรื่อยๆ

    ผู้ฟัง สิ่งหนึ่งที่ยังแก้ไม่ได้ ก็คือกิจวัตรประจำวัน เช่น ได้ยินแต่สิ่งที่ดีๆ ก็จะลืมเลย  สิ่งไหนที่ติดข้อง ไม่ดี รู้สึกจำไว้ สิ่งไหนที่เป็นโทสะ จะเก็บไว้ได้นานขึ้น

    ท่านอาจารย์ ก็เราทั้งนั้น ถ้าเป็นธรรมขณะนั้น ก็จะรู้ว่ามีปัจจัยเกิดและดับ แล้วจึงไม่ใช่เรา โกรธเกิดขึ้นแน่ๆ จะบ่อยหรือไม่บ่อยก็ตามแต่ แต่ว่ามีปัจจัยให้เกิดต้องเกิด  และถ้าไม่มีปัจจัยไม่เกิด ก็เกิดไม่ได้ ไม่มีใครไปทำได้เลย เช่น จะไปทำปัญญา ไม่มีทางเลย ทำอะไรไม่ได้ แต่ว่าสิ่งนั้นมีปัจจัยเกิดขึ้น ก็ต้องรู้ว่าสิ่งนั้นเกิดจากอะไร เมื่อมีความรู้ว่าสิ่งนั้นเกิดจากอะไร จึงรู้ว่าไม่ใช่เรา เราไม่ได้ทำ วันนี้ทำอะไรบ้าง ตั้งแต่เช้ามาก็ทำกันทั้งนั้นเลย ด้วยความเป็นเรา แต่เมื่อฟังธรรมก็รู้ว่า ไม่ว่าขณะใดก็ตาม จะโกรธ จะชอบ หรือจะอย่างไรทั้งหมดก็เป็นธรรม ซึ่งเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย นี่คือความจริง แต่ถ้าไม่รู้คือเราตื่นแต่เช้า ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง เพราะว่าชอบหรือไม่ชอบต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย แต่ไม่ใช่เรา ไม่รู้การเกิดขึ้นของชอบ ซึ่งเกิดแล้วก็ดับไป  ไม่เกิดการรู้ว่า ขณะที่ไม่พอใจก็เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ยับยั้งไม่ได้ เพราะเกิดแล้ว

    สภาพธรรมทั้งหมด ใครก็ทำไม่ได้ เพราะเกิดแล้ว จึงเป็นอย่างนั้น เมื่อมีความเข้าใจในความเกิดขึ้นว่าเป็นธรรม แล้วบังคับบัญชาไม่ได้ ค่อยๆ สะสมความเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่ตัวตน เป็นธรรมไม่ใช่เรา กว่าจะละความเห็นผิด ซึ่งอยู่ในจิตเป็นอนุสัยกิเลส กิเลสมีหลายระดับ อย่างบางเบาที่สุดเพียงแค่นิดหน่อย ไม่ถึงกับพยาบาท เช่น เห็นฝุ่นนิดหนึ่งในที่ๆ ไม่ควรมี ขณะนั้นไม่พอใจเกิดแล้ว แต่ไม่ถึงกับพยาบาท แต่ละสิ่งที่เป็นธรรมมีระดับขั้น ตั้งแต่น้อยอ่อนที่สุดจนกระทั่งถึงมีกำลังกล้า โลภะ ความติดข้อง ก็เช่นเดียวกัน เรามีความชอบในหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ว่าไม่ได้ทำให้เราถึงกับต้องไปซื้อหามา ถ้าเราต้องถึงกับไปซื้อหามา ก็แสดงว่าโลภะในสิ่งนั้นมีกำลัง

    เพราะฉะนั้นมีคำว่า ราคา เวลาไปซื้อของ ราคาเท่าไหร่ ราคาก็มาจากคำว่า ราคะ  ราคะ ก็คือ โลภะ แสดงว่าความต้องการของเราที่ติดข้องในสิ่งนั้นแค่ไหน เป็นสิ่งที่อาจจะไม่มีค่า ไม่มีราคา สำหรับคนอื่น แต่สำหรับคนที่ถูกใจชอบมาก ก็ไปซื้อหามา  ด้วยเหตุนี้ของขายทุกอย่างมีราคาสูงต่ำตามความพอใจของผู้ที่ซื้อ กำหนดไม่ได้เลย  ให้ทราบว่าธรรมทั้งหมดเลยตลอดทั้งวัน แต่พอไม่รู้เมื่อไหร่ ก็เป็นเราเมื่อนั้น ด้วยเหตุนี้วันหนึ่งวันหนึ่งจึงมีการฟังธรรม เพื่อที่จะรู้ความจริง แต่เมื่อออกจากห้องนี้ก็เป็นเราหมดเลยทันที เป็นธรรมดา ให้รู้ว่าธรรมดา ก็คือความไม่รู้และความติดข้อง แต่ปัญญาก็คือความรู้ความเข้าใจ ซึ่งละคลายความติดข้อง สองอย่างก็แล้วแต่ว่าอย่างไหนจะมีมากมีน้อย และอย่างไหนจะมีกำลัง

    ถ้าเห็นถูกต้องว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าใจขึ้น เพราะมีค่า ไม่มีใครที่จะซื้อได้เลย ไม่มีเงินจำนวนไหนมากมายมหาศาลที่จะไปซื้อความเข้าใจถูกแม้เพียงนิดหน่อย นอกจากบุคคลนั้นได้ฟังคำของพระองค์ และก็ไตร่ตรอง  จนกระทั่งรู้ว่าพระรัตนตรัยไม่สามารถที่จะมีใครไปซื้อหามาได้ แต่มีค่าสูงสุดเหนือราคาใดๆ ทั้งสิ้น ก็เป็นสิ่งที่ฟังและได้ฟังแล้วสะสมอยู่ในจิต ทำให้สามารถที่จะเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นเมื่อฟังบ่อยๆ เช่นเดียวกับอกุศล มีตั้งแต่อย่างไม่รู้ตัวเลย นอนหลับสนิท จิตเกิดเมื่อไหร่ก็มีอกุศลติดอยู่ในจิต ตามที่สะสมมาเป็นอนุสัยกิเลส นอนเนื่องอยู่ในจิตไม่ปรากฏเลย

    คนหลับจะรู้ไหมว่ากิเลสเขาแค่ไหน ตื่นขึ้นมาถึงจะรู้ แต่พอหลับคนนอนหลับจะไม่มีใครรู้เลยว่า มีกิเลสมากหรือน้อยอย่างไร จนกว่าพอตื่นขึ้นก็เริ่มเห็นกิเลส ถ้ามีปัญญาก็จะรู้ว่ากิเลสระดับไหน แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ทันทีที่จิตเห็นดับ ต้องมีจิตอื่นเกิดสืบต่อแน่นอนหนึ่งขณะ และจิตที่เกิดสืบต่อนั้นรับรู้สิ่งที่จิตเห็น เห็น แต่ไม่เห็น นี่คือความต่างกันอย่างเร็วมากของจิต ซึ่งแสดงอย่างละเอียด จิตเห็นเห็นจริงๆ เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งว่า สิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ เท่านั้นแล้วดับ แต่จิตที่เกิดสืบต่อไม่เห็น แต่รับรู้อารมณ์ คือสิ่งที่จิตเห็น เห็นแล้ว และก็ดับไป อีกจิตหนึ่งก็เกิดสืบต่อ ภาษาบาลีก็จะใช้คำว่าพิจารณา แต่หมายความว่ารู้ในสิ่งที่จิตก่อนนั้นรู้เพิ่มขึ้นและก็ดับไป เป็นปัจจัยให้จิตอีกหนึ่งขณะเกิดขึ้น เป็นทางที่จะทำให้กุศลและอกุศลเกิดขึ้น จิต ๓ ขณะ คิดดูเร็วแค่ไหน

    เพียงแค่ลืมตา ไม่มีใครรู้เลย เห็นของคนธรรมดากับเห็นของพระอรหันต์ พระอรหันต์ใช้คำว่า สิ้นอาสวะ เพราะเหตุว่าอาสวะเป็นกิเลสที่ทันทีที่เห็นก็ไหลไปแล้ว  เพราะเหมือนกับต้นยางซึ่งมียางเต็ม เพียงแค่ถูกกรีดนิดเดียวยางก็ไหลมา เพียงแค่มีสิ่งใดกระทบตา เพียงแค่ ๓ ขณะที่เห็นแล้วดับไป อกุศลนั้นเกิดแล้วเป็นอาสวะ ใครจะรู้ พระอรหันต์ดับอาสวะ


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    7 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ