ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
ตอนที่ ๑๔๒๗
สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่
วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ คนอื่นยังไม่ได้รู้ และยังไม่ได้ดับกิเลส ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ไปในสังสารวัฏ ไม่มีทางออกไปได้เลย แต่เมื่อพระองค์พบหนทางที่จะให้รู้ความจริง ปัญญานั่นเองไม่ใช่เราเลย แต่ปัญญาที่เกิดจากความเข้าใจค่อยๆ นำไปสู่การรู้ความจริงในขณะนี้
อ.วิชัย เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์กล่าวถึงเรื่องของการศึกษา ซึ่งก็มีข้อความในพระสูตร อย่างเช่น ในอนุตตริยสูตรได้กล่าวถึงสิ่งที่ยอดเยี่ยมไว้ ๖ ประการด้วยกัน ตั้งแต่ทัสสนานุตริยะ สวนานุตริยะ สิกขานุตริยะ ลาภานุตริยะ ปาริจริยานุตริยะ แล้วก็อนุสตานุตริยะ ในส่วนของสิกขานุตริยะข้อความในพระสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสถึงบุคคลที่มีการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นศิลปะ ไม่ว่าช้าง ม้า หรือว่าดาบ หรือว่าธนูก็ตาม แต่ว่าการศึกษานั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมเลย แต่การศึกษาคือบุคคลที่มีศรัทธาที่ตั้งมั่น แล้วก็ศึกษาคือสีลสิกขา จิตตสิกขา แล้วก็ปัญญาสิกขา ในธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศไว้ดีแล้ว ซึ่งจะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์หมดจดของหมู่สัตว์ทั้งหลาย ดังนั้นการที่ศึกษาความเป็นจริง คือเห็นบ้าง ได้ยินบ้าง จะเป็นไปในการศึกษาในไตรสิกขาอย่างไร
ท่านอาจารย์ สิกขาในภาษาบาลี คือศึกษาในภาษาไทย แล้ว ไตร ก็เป็นภาษาบาลีด้วย เพราะฉะนั้นไตรสิกขาคือ สิกขา ๓ ตามลำดับด้วย จนกว่าจะถึงพร้อมกันทั้ง ๓ ความละเอียดลึกซึ้งของเพียงคำเดียว ไตรสิกขา ศึกษาอะไร พระพุทธพจน์ทั้งหมด บางคนก็บอกว่าควรฟังตอนนี้ไหม ควรฟังคำนี้ไหม ทุกคำที่เป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะอะไร ทุกคำกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงโดยนัยประการต่างๆ หลากหลาย สมควรแก่การฟังทั้งสิ้น ไม่เหมือนกับทางโลก ที่จะต้องตั้งต้นตั้งแต่ชั้นนั้น ประถมนี้แล้วก็ค่อยๆ เลื่อนขึ้นไป แต่พระธรรมสามารถที่จะกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงโดยนัยหลากหลาย ฟังเลย เพราะเหตุว่าได้ยินคำนี้อย่างที่คุณวิชัยกล่าวเมื่อสักครู่นี้
ไตรสิกขา ใครจะนึกถึงบ้าง คำนี้ แต่ได้ยินแล้วเป็นอย่างไร ไม่เห็นสนใจอะไร ไตรสิกขาก็ไตรสิกขา หารู้ไม่ว่าทุกคำควรค่าอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจให้ถูกต้อง ไม่เว้น เพราะว่าทั้งหมดที่พระองค์ทรงแสดงเป็นปัญญาทั้งหมด เพราะฉะนั้นคนที่ฟังเริ่มสะสมปัญญาเก็บเล็กผสมน้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดทั้งสิ้น เพื่อเป็นสังขารขันธ์ปรุงแต่ง ที่จะให้กิเลสซึ่งมีอยู่มาก ไม่มีโอกาสที่จะเกิดบ่อยมากเหมือนเดิม เพราะเหตุว่าจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ ถ้าขณะใดไม่เป็นกุศลขณะนั้นเป็นอกุศลแล้ว
ถ้าไม่ละเอียดจะไม่รู้เลยว่า ค่าของกุศลหนึ่งขณะ ถ้าเพียงขาดขณะนั้นไป ก็ยากที่จะนำไปสู่การรู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นผู้ที่ไม่ประมาทเลยในกุศลทุกประเภทไม่เลือก ไม่ต้องบอก อะไรที่เป็นสิ่งที่ดีงาม ก็คือว่าถ้าไม่ทำขณะนั้นก็พลาดโอกาส โอกาสนั้นก็เป็นของอกุศลไป ก็สะสมไป
อ.วิชัย หมายความว่าการที่ได้ศึกษาพระพุทธพจน์หรือพระธรรมคำสอน ก็เป็นเหตุให้มีความเห็นถูก เข้าใจถูกในกุศลคุณความดี แล้วก็เห็นตามความเป็นจริงว่า ไม่ว่าจะเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็นธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ แต่เห็นไหม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราพูดคำว่าศีล ปัญญาเราแค่ไหน กับปัญญาที่พระองค์ตรัสคำว่าสีละ ปัญญาแค่ไหน เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมต้องเป็นไปด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ในพระปัญญาคุณ ในพระบริสุทธิคุณ ในพระมหากรุณาคุณ มีค่าจริงๆ ที่ทำให้ความไม่รู้ซึ่งมีมากมายสะสมมา สามารถค่อยๆ ลดละลงไปได้ ซึ่งไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย ถ้าไม่ได้เข้าใจธรรม ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคำต้องละเอียดอย่างยิ่ง ศีลพูดกันทุกวัน ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ถามว่าศีลคืออะไร ศึกษาหรือเปล่า แต่ละคำไม่ใช่เพียงแค่เราคิดว่าเรารู้ แต่ต้องคืออะไรก่อน
การฟังธรรม คือตั้งต้นด้วยคำว่าพอได้ยินคำว่าอะไร คืออะไร เช่น สิกขา เพราะไม่รู้ แล้วถ้าสามารถจะรู้ได้โดยการไตร่ตรองพิจารณา ตัวเองไม่สามารถที่จะรู้ได้แน่ ต้องคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นพอบอกว่าสิกขาไม่ใช่ศึกษาทางโลก แต่ต้องสิกขา ศึกษาคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ไม่ว่าจะเรื่องใดทั้งสิ้น อย่างละเอียดด้วย อย่างไม่ประมาทด้วย ถ้าไม่ประมาท มีคนถามว่าศีลคืออะไร ต้องตอบได้ และศีล ๕ คืออะไรก็ต้องตอบได้ ศีล ๘ คืออะไรก็ต้องตอบได้ ศีล ๒๒๗ ก็คือต้องรู้ จะมากจะน้อยก็ยังรู้ว่าคืออะไร
เพราะฉะนั้นนี่คือการศึกษาธรรมจริงๆ ไม่ใช่ว่า เราศึกษาธรรมปนกับเรื่องที่เราคิด พอได้ยินคำไหน เราคิดว่าวันนั้นเราเดินไปที่นี้ พบนี่ นี่อย่างนั้นอย่างนี้ เป็นเรื่องเป็นราวไปใหญ่โต แต่ขณะนั้นเป็นธรรม ต่างกับเรื่องที่คิดด้วยความเป็นเรา การศึกษาธรรมต้องรู้จริงๆ ต้องไม่มีอื่นนอกจากสิ่งที่ปรากฏ เป็นจริงที่กำลังฟังให้เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ นั่นคือศึกษาธรรมตามระดับขั้นของการเริ่มจากการฟัง ฟังแล้วไตร่ตรองไม่มีเรื่องอื่นมาปนเลย เรื่องอื่นคือขณะอื่น ไม่ใช่ขณะที่ศึกษาธรรม เรื่องกีฬา เรื่องการแข่งขันฟุตบอล เรื่องอะไรต่างๆ ก็ตามแต่ นั่นเรื่องอื่น ไม่ใช่ขณะที่กำลังศึกษาธรรม
เพราะฉะนั้นศึกษาธรรม ถ้าเราพูดว่าเมื่อวานนี้เราไปดูฟุตบอล สนุกมาก เป็นอะไร อย่างนั้นหรือศึกษาธรรม กลายเป็นศึกษาเรื่องเราไปดูฟุตบอล สนุกมาก เป็นอะไร ศึกษาธรรม ต้องไม่ลืมธรรม คือเดี๋ยวนี้กำลังเป็นธรรม ศึกษาธรรมคือฟังให้เข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ คนที่บอกว่าเมื่อวานนี้ไปดูฟุตบอล สนุกมากเลย เป็นอะไรอย่างนี้ แปลว่าเขาไม่ได้ศึกษาธรรม ที่ฟังมาแล้วทั้งหมดโมฆะไหม เพราะไม่เข้าใจว่าศึกษาต้องธรรมเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องอื่น เรื่องอื่นทั้งหมดเป็นธรรมจริงแต่ไม่รู้ เวลาที่สิ่งนั้นมีจริงแต่ไม่รู้ ก็เป็นเรื่องเป็นเรา เป็นอัตตา
แต่พอศึกษาธรรม เริ่มเข้าใจถูกต้องว่าต้องไม่ใช่เรา ใครจะมาบอกให้เราทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ แล้วจะเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ก็คือว่าเขาไม่ได้ให้เราเข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจแม้แต่คำว่าศึกษาธรรม ก็คือศึกษาธรรมให้เข้าใจสิ่งที่มี แล้วก็ตั้งต้นด้วยคำว่าธรรมทั้งหลายทั้งหมด ไม่ว่าอะไรไม่เลือกเลย เป็นอนัตตาไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงยั่งยืน แต่มีปัจจัยจึงเกิดได้ และต้องอาศัยความเป็นปัจจัยด้วยดีด้วย ปฏิจจสมุปบาทต้องด้วยดี ที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นไม่เป็นอย่างอื่น
เดี๋ยวนี้กำลังเป็นอย่างนี้ ไม่มีใครทำเลย ใครจะคิดก็ไม่มีใครทำ ใครจะเบื่อก็ไม่มีใครทำ ใครจะง่วงก็ไม่มีใครทำ ใครจะชอบก็ไม่มีใครทำ ทั้งหมดอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นด้วยดีที่จะเป็นอย่างนี้เท่านั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้ นี่คือฟังธรรมเพื่อที่จะได้เข้าใจธรรม แล้วถ้าเข้าใจอย่างนี้ ฟังต่อไปก็เข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้น ด้วยความเป็นผู้ที่ละเอียดอย่างยิ่ง
ผู้ฟัง ก็น่าแปลกใจมากๆ เลย เราเรียนสิ่งอื่นอะไรอย่างนี้ เราจำไม่ลืม ยังคิดถึงได้อยู่เสมอ แต่คำว่าทุกอย่างเป็นธรรม ไม่เคยคิด เช้ามานี้ก็ยังไม่ได้คิดเลยว่านี่เป็นธรรม
ท่านอาจารย์ ความไม่รู้กับความรู้ อะไรยาก
ผู้ฟัง ความรู้ยาก
ท่านอาจารย์ ความไม่รู้ไม่ยากเลย ไม่รู้อยู่ตลอดเวลา แต่ความรู้กว่าจะรู้ แล้วได้ยินคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โอกาสในแต่ละชาติที่จะได้ฟัง มีมากไหม แต่ละชาติ
ผู้ฟัง ไม่มากเลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นชาตินี้จะมีโอกาสได้ฟังอีกนานเท่าไหร่ เห็นคุณค่าที่จะรู้ว่า ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ในเบื้องต้น ไม่มีการที่จะได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อีกกี่พระองค์ นี่คือการเตรียมที่จะฟังธรรมให้เข้าใจขึ้น โดยการที่ว่าเริ่มฟังด้วยความละเอียดตั้งแต่ต้น แล้วก่อนอื่นต้องไม่ลืม ต้องเป็นผู้ที่เคารพในแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงศึกษาด้วยการรู้ตัวเองว่า เข้าใจหรือยังเข้าใจแค่ไหน เข้าใจกว่านี้อีกได้อย่างไร หรือจะพอใจเพียงแค่ได้ยินคำว่า ทุกอย่างเป็นธรรม อย่างนั้นก็ไม่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ไม่ใช่ปัญญาด้วย เพราะเหตุว่าเราต่างหากที่เข้าใจธรรม
ฟังทุกวัน ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แต่ก็ลืมไม่ได้ผุดขึ้นมาเลย เราไปทำให้ผุดไม่ได้ ไม่มีเรา แต่เมื่อไหร่มีปัจจัยก็ผุด เหมือนเดี๋ยวนี้ ใครจะคิดอะไร เมื่อ ๒๐ ปีก่อนก็ผุดขึ้นมาคิดเอง โดยอาศัยไม่ใช่เราไปคิด ไปเรียกร้องมาว่าให้ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่ทุกอย่างแสดงความเป็นธรรม สำหรับคนที่เข้าใจ ชัดเจน แต่สำหรับคนที่ไม่เข้าใจก็ถูกปิดกั้นไว้ เปิดออกมานิดเดียวแค่ได้ฟัง ต้องฟังอีกเท่าไหร่ กว่าจะเป็นความชัดเจนขึ้น ในความเป็นอนัตตาของธรรมทุกขณะ ไม่ลืมเลย เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ก็คือว่าไม่ใช่เรา กว่าจะหมดจริงๆ จากใจ ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงกิเลสที่ละเอียดคืออนุสยะ หรืออนุสัยกิเลส ติดอยู่ในจิตเลย นอนเนื่องไม่เกิด แต่เป็นปัจจัยให้พอกระทบแล้วกิเลสเกิดขึ้น อกุศลเกิดขึ้นเพราะมีอยู่เพียบ เต็มที่
เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาก็พอใจ ได้ยินเสียงก็พอใจ ได้กลิ่นก็พอใจ ลิ้มรสก็พอใจ กระทบสัมผัสก็พอใจ คิดนึกก็พอใจ แล้วจะให้หมดจากความพอใจได้อย่างไร เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่าเป็นเรื่องยาก ไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะไปทำให้หมดกิเลส เหมือนผู้ที่ได้สะสมมาแล้วในครั้งอดีต มีปัจจัยที่จะได้เฝ้าได้ฟังพระธรรมจากพระโอษฐ์ แม้องคุลิมาลสะสมมาหรือเปล่า ถ้าไม่สะสมมาจะสามารถถึงความเป็นพระอรหันต์หรือ ทั้งหมดต้องตามเหตุตามปัจจัยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นวันหนึ่งชีวิตของแต่ละคนจะเป็นอะไรไป เกิดขึ้นดับไป อย่างไรก็ตามแต่ ก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะเป็นธรรมทั้งหมด
แต่ตราบใดที่ยังไม่เห็นว่าเป็นธรรม ตัวตนทั้งหมดทุกชาติ แต่เอาความเป็นตัวตนออก ธรรมทั้งหมดเลยที่จะต้องเป็นไปอย่างนั้นทุกขณะ แล้วก็ไม่เดือดร้อนด้วย เพราะไม่ใช่เรา แต่ความเป็นไปของธรรมซึ่งเป็นธรรมดาที่จะต้องเป็นอย่างนั้น ตามเหตุตามปัจจัยจนกว่าจะถึงปรินิพพาน
ผู้ฟัง ถ้ากล่าวถึงองคุลิมาล ถ้าได้ยินชื่อ ทุกคนก็จะคิดว่าเป็นคนที่โหดร้ายมาก ยังได้ฟังคำจากพระพุทธองค์แล้วสามารถที่จะบรรลุธรรมได้
อ.วิชัย คือชีวิตของแต่ละคนก็ต่างกัน เราจะเห็นถึงอุปนิสัยของแต่ละบุคคล จากการที่เราได้ศึกษาชีวิตความเป็นไปที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดง เรื่องของชาดกเอาไว้ แล้วจะเห็นถึงว่าแต่ละท่านก็ได้สะสมความดีไว้ในกาลก่อนๆ แต่ในเมื่ออกุศลที่ยังไม่ดับ ก็ยังมีปัจจัยให้อกุศลเกิดขึ้น และมีการกระทำในการที่จะประทุษร้ายเบียดเบียนบุคคลอื่น อย่างท่านพระองคุลิมาล ก่อนนั้นที่ท่านเป็นโจร แล้วก็มีเหตุที่จะให้ท่านได้ไปฆ่าเบียดเบียนบุคคลอื่น
แต่ว่าเมื่อมีโอกาสได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ฟังพระธรรมเห็นคุณของพระธรรม แล้วก็ได้ละจากความประพฤติที่ไม่ดีนั้นได้ แล้วก็บวชเป็นบรรพชิต ดังนั้นก็เห็นถึงชีวิตที่ต่างกัน เมื่อเทียบกับแต่ละบุคคลว่า ก่อนฟังธรรม อกุศลมากหรือเปล่า แต่เมื่อได้ฟังธรรมเริ่มที่จะรู้จัก หรือว่าเข้าใจความเป็นอกุศลไหม ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ใครเลยคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นสภาพธรรมที่เมื่อมีเหตุได้สะสมมา อกุศลนั้นก็เกิดขึ้นทำกิจหน้าที่ของอกุศลธรรม เมื่อเข้าใจอย่างนี้ แต่ละบุคคลก็รู้ว่าอกุศลมีมาก
ดังนั้นก็มีหนทางเดียว ก็คือการอบรมปัญญาที่จะค่อยๆ เกิดขึ้นที่จะเข้าใจความเป็นจริงของสภาพธรรม เมื่อเข้าใจความเป็นอกุศลจริงๆ เห็นโทษของอกุศลจริงๆ มีหรือที่จะไม่ละอกุศล และความเป็นจริงก็ไม่ใช่เราละด้วย แต่ว่าเป็นสภาพธรรมฝ่ายดีงามที่มีปัจจัยค่อยๆ เกิดขึ้นจากการที่ได้เข้าใจพระธรรม
ท่านอาจารย์ ฟังเรื่องท่านพระองคุลิมาลแล้ว ประมาทกิเลสไหมว่า ขนาดฆ่าคนยังรู้แจ้งได้ เราก็ทำอกุศลต่างๆ ก็ไม่เห็นเป็นไร สักวันหนึ่งเราก็รู้แจ้งได้ นั่นคือประมาท ประมาทปัญญา คิดว่าไม่ต้องมีปัญญา ไปฆ่าคนมากมาย ก็จะได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมถึงความเป็นพระอรหันต์อย่างท่านพระองคุลิมาล เพราะฉะนั้นคิดหลากหลายมาก แต่ที่ตรงจริงๆ ก็คือว่าธรรมมีสองอย่าง ถ้าเราจะกล่าวโดยนัยสอง ฝ่ายกุศลธรรม และอกุศลธรรม ถ้าไม่ได้ฟังธรรม ความประมาทมากมายจนกระทั่งคิดได้สารพัดอย่าง แม้แต่ว่าท่านพระองคุลิมาลยังฆ่าคนได้ตั้งอย่างนั้น และยังรู้แจ้งได้ แต่เขารู้ไหมว่าท่านพระองคุลิมาล ถ้าไม่มีปัญญาอย่างเราอย่างนี้ ฆ่าไป ยิ่งกว่าพันอีก แล้วจะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ไหม
เพราะฉะนั้นธรรมต้องไตร่ตรองว่า แสดงให้เห็นปัญญาว่าระดับไหน แต่ต้องสะสมให้ถึงระดับนั้น ไม่ใช่ไม่มีปัญญาแล้วจะไปเอาตัวอย่างท่านพระองคุลีมาลมาเพลิดเพลิน เป็นกิเลสมากมายทั้งกุศลและอกุศล คิดว่าก็ท่านพระองคุลิมาลยังเป็นอย่างนี้ได้ หรือท่านวิสาขามิคารมารดา ท่านอนาถบิณฑิกะ ท่านไม่ได้บวช ท่านก็มีชีวิตธรรมดา แต่ท่านเข้าใจธรรมระดับไหน ระดับที่ว่าท่านฟังมานานเท่าไหร่แล้ว อย่างของเราขณะนี้ ถ้าจะแสดงความละเอียดของการสะสมอกุศล คิดไม่ถึงและก็ประมาทมาก เพราะว่าทันทีที่จิตเห็นขณะนี้ดับ เห็นหนึ่งขณะจิต ไม่ใช่มากมายอย่างที่ปรากฏ เป็นคน เป็นดอกไม้ เป็นอะไรเลย
แค่เกิดขึ้นเห็นสิ่งที่ปรากฏแล้วดับหนึ่งขณะ จะไม่เป็นอะไรเลยทั้งสิ้น หลังจากนั้นอีก ๓ ขณะจิตที่เกิดดับ อกุศลเกิดแล้ว ไม่รู้ตัว ประเภทอาสวะ พร้อมที่จะไหลออกไปทันที ไหนใครจะยับยั้ง พอถึงเป็นพระอรหันต์ อีกคำหนึ่งก็คือว่า ผู้ที่ดับกิเลสแล้ว ผู้ที่สิ้นอาสวะแล้ว ขีณาสพหมายความว่า ขีณะ ดับอาสวะ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เห็น จะต่างกับเราเห็นมากเลย อย่างเราเห็น จิตเห็นดับไป ๓ ขณะ อกุศลเกิดแล้ว พระอรหันต์ไม่มีอกุศลใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเหตุว่าที่อยู่ในจิตทั้งหมดได้ถูกดับหมด ด้วยกำลังของปัญญา
เพราะฉะนั้นไม่ใช่ผู้ประมาท แต่ต้องเป็นผู้ที่เห็นโทษจริงๆ ว่า อกุศลอย่างนี้ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณาแสดงให้เราไม่ประมาท ก็คือว่ามากเหลือเกินในวันหนึ่งๆ และเกิดมากี่วันแล้ว และก็ต่อไปจะเป็นอีกกี่ชาติ ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรมด้วยความเคารพที่จะเข้าใจที่เป็นปัญญาไม่ใช่เรา ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงจนกระทั่งสามารถที่จะดับกิเลส ซึ่งนอนนิ่งเป็นเชื้ออนุสัยที่จะทำให้กิเลสอื่นเกิดได้ ด้วยเหตุนี้ฟังพระธรรมเพื่อเข้าใจ คำนี้ ไม่ใช่เพื่อต่อไปเราจะเป็นอย่างนั้น เราจะเป็นอย่างนี้ เราจะไม่เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพื่อเข้าใจ และเข้าใจก็ไม่ใช่เราด้วย
เพราะฉะนั้นหนทางนี้ยากเกินที่จะประมาณได้เพราะอะไร กำลังฟังขณะนี้ก็ไม่ใช่เรา ขณะที่กำลังเข้าใจ ปัญญาเกิดตามลำดับขั้น ก็ต้องไม่ใช่เราที่ไปทำให้เกิด พอได้ยินคำว่าเพียร เมื่อวานนี้ ความแยบคาย การพิจารณาไตร่ตรองความลึกซึ้ง ก็คือว่าไม่ใช่เรา หรือใครจะเพียร ถ้าเราเพียรผิดทันที เพราะเป็นเรา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าจิตกี่ประเภท มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย ยกมือขึ้น มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วยแค่นี้ ลืมตา มีวิริยเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วอย่างไร ความไม่รู้ของเรามากมายมหาศาล อย่าหวังอะไรที่จะไปรู้แจ้งอะไรเลย
ตราบใดที่เป็นเรา ยังไม่เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ที่ฟังแล้วมีความเข้าใจขึ้น แล้วความเข้าใจนั่นไม่ใช่เราเลย เป็นปัญญาระดับฟัง ลองคิดดู แค่ขั้นฟัง รอบรู้ในพระไตรปิฎก สอดคล้องกันทั้งหมด ไม่ใช่เราเลย แต่ยังไม่ถึงขั้นปฏิปัตติ ยังไม่ถึงขั้นปฏิเวธ แล้วคิดดู ไม่ต้องไปหวังอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าเข้าใจเมื่อไหร่ ขณะนั้นไม่ใช่เรา และเป็นบุญอย่างยิ่งสูงสุด เพราะเหตุว่าบุญอื่นไม่สามารถที่จะนำปัญญามาให้ได้เลย แต่ว่าการฟังนี่แหละ เข้าใจเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็คือปัญญา เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ละเอียด ไม่รีบร้อนเลย แต่ว่าพื้นฐานต้องมั่นคงอย่างยิ่งว่า ฟังเพื่อเข้าใจถูกต้อง เพื่อละความไม่รู้
ผู้ฟั พอดีมีเพื่อนเขาป่วยมาก คือนอนแบบไม่รู้สึกตัวเลย แล้วก็มีคนเคยแนะนำว่าให้ไปทำสังฆทานอย่างนี้ แล้วผู้ป่วยก็จะได้ไปสวรรค์อย่างนี้ ไม่ทราบว่าเป็นคำแนะนำที่ดีไหม
อ.วิชัย ต้องเป็นผู้ที่มีความเข้าใจ โดยมากคนก็จะแนะนำ โดยคิดว่าสิ่งนั้นเป็นประโยชน์หรือเป็นคุณแก่คนนั้น โดยที่อาจจะยังไม่เข้าใจว่า คำที่กล่าวอย่างเช่นสังฆทานคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจธรรมเลย ไม่มีทางจะเข้าใจได้ ดังนั้นทานะคือการให้ ขณะที่มีจิตใจที่ดีงามที่คิดจะให้ของแก่บุคคลอื่น ก็เป็นกุศลเป็นคุณความดี แต่ว่าขณะนั้น ถ้าบุคคลนั้นไม่ได้เข้าใจธรรม ก็ไม่รู้จักเลยว่า นั่นเป็นธรรมที่ดีงามที่เขาเกิดขึ้นต่างหาก แต่ว่าสังฆะก็หมายถึงหมู่สงฆ์ สูงสุดก็คือเป็นอริยสงฆ์ เพราะเห็นคุณของหมู่ผู้ประเสริฐ ก็คือการที่จะให้ปัจจัย ๔ ที่เป็นประโยชน์แก่หมู่สงฆ์ภิกษุทั้งหมด โดยไม่เจาะจง นี่เป็นเบื้องต้น
ถ้าคิดถึงว่าประโยชน์สูงสุดของบุคคลทุกๆ คน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าอย่างไร พระองค์ตรัสว่าในบรรดาสังขารธรรมทั้งหมด สิ่งที่มีค่าประเสริฐที่สุดก็คือปัญญา ดังนั้นควรที่จะให้เขาเข้าใจความเป็นจริงให้ถูกต้อง จะประเสริฐกว่าหรือเปล่า เพราะว่าจะให้เขาทำ เขาก็ทำ แต่ว่าเขาไม่มีความเข้าใจว่าสิ่งนั้นคืออะไร สิ่งที่มีค่าที่สุดก็คือได้เข้าใจความเป็นจริง แต่ถ้าไม่ได้ฟังธรรม ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจความเป็นจริงของธรรมได้เลย
ท่านอาจารย์ คุณชื่นจิตฟังคุณวิชัยแล้ว จะเอาสังฆทานไปถวายกับการเข้าใจ สิ่งใดมีประโยชน์กว่า
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440