ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392


    ตอนที่ ๑๓๙๒

    สนทนาธรรม ที่ โรงแรมไชยแสงพาเลส จ.สิงห์บุรี

    วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ความเป็นเราเพราะไม่รู้ในทุกอย่าง แม้แต่ในรูปซึ่งกำลังเกิดดับก็ไม่เห็น นามธรรมซึ่งเป็นจิตและเจตสิก ซึ่งทรงแสดงโดยนัยของขันธ์ ๕ รูปขันธ์ ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ วิญญาณขันธ์ ๑ รู้ขันธ์ไหนบ้าง แล้วก็ถ้าไม่รู้จะละความเป็นตัวตนได้ไหม

    เพราะพระองค์ตรัสว่าอุปาทานคือความยึดมั่นในขันธ์ทั้ง ๕ ประมาทได้ไหมว่าเดี๋ยวนี้ยึดมั่นในความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นอัตตวาทุปาทาน คล้อยตามความเห็น ยึดมั่นว่ามีตัวตน อุปาทานยึดมั่น บอกอย่างไรว่าไม่ใช่เรา บอกอย่างไรว่าเห็นเกิดดับ บอกอย่างไรว่านั่นเป็นอกุศล ก็ไม่ได้เข้าใจเท่าที่เป็นจริง แค่ฟังเผิน แต่ถ้าใครฟังไม่เผินเริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มเห็นว่าสิ่งที่พระองค์ทรงแสดง เป็นความจริงทุกสมัย ทันสมัยไหม ทันหรือยัง เพราะว่าบางคนบอกว่าคนที่เข้าวัดในสมัยโน้น ไม่ทันสมัย หรือว่าคนที่ฟังธรรมหรืออะไรก็ตาม คร่ำครึโบราณใช่ไหม ไม่ทันสมัย เขาไม่รู้จักคำว่าสมัย และไม่รู้จักคำว่าทัน สมัย สมย เดี๋ยวนี้ใช่ไหม สมัยหนึ่ง หนึ่งขณะจิต ถ้าไม่มีจะเป็นสมัยได้อย่างไร แต่เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น สมัยหนึ่ง ครั้งหนึ่ง และไม่กลับมาอีกเลย

    เพราะฉะนั้นสมัยหนึ่งดับแล้ว ใครทันสมัยบ้าง ปัญญาต่างหากที่จะทันสมัย เพราะฉะนั้นคนที่รู้เรื่องอื่นทั้งหมด และกล่าวหาบุคคลซึ่งศึกษาธรรมฟังธรรมว่าไม่ทันสมัย ผิดหรือถูก เพราะฉะนั้นคำพูดของคนตั้งแต่เกิดจนตายที่ไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่รู้จักอะไรเลย หลงผิด เข้าใจผิดด้วยว่าเป็นเรา ติดตามไปถึงชาติต่อไป ในสังสารวัฎ

    เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลที่เกิดแล้วดับแล้ว สะสมสืบต่ออยู่ในจิต ท่านพระสารีบุตรตอนที่เป็นอุปติสสะมาณพ ฟังคำของท่านพระอัสสชิ ไม่มากใช่ไหม แต่สามารถประจักษ์แจ้งการเกิดดับของสภาพธรรม รู้แจ้งอริยสัจธรรม เป็นพระโสดาบัน ไม่เห็นผิดเลยว่าสิ่งที่ปรากฏเที่ยง แต่รู้ในความไม่เที่ยง ซึ่งถ้าปัญญาไม่ถึงระดับนั้น ก็หาวิธีไปขอร้องคนอื่นมาช่วยแนะนำหน่อย แสดงวิธีง่ายๆ หน่อย ที่จะได้เป็นผู้ที่รู้ธรรมเป็นพระโสดาบัน คิดผิดหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้นปัญญาเท่านั้น ที่จะนำไปในกิจทั้งปวงที่เป็นกุศล เริ่มตั้งแต่ได้ฟังพระธรรม ได้รู้ว่าไม่ใช่เรา ทั้งวัน ทั้งคืน ทั้งเดือน ทั้งปี ทุกชาติ เป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ไม่มีเราเลย เกิดขึ้นและดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก และสามารถจะรู้ได้ แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นเรา แต่ด้วยความเข้าใจจากการฟัง ไตร่ตรอง และผู้นั้นก็รู้เอง ว่าเข้าใจจริงๆ หรือเปล่าว่านี่เป็นธรรม ไม่มีใครเลย แต่ธรรมประเภทนั้นเกิดก็เป็นประเภทนั้น แล้วก็ดับไป แต่เกิดรวมกัน จนกระทั่งเหมือนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ถ้าแยกทุกส่วนในร่างกายออก ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เราอยู่ตรงไหน มีเราไหม ไม่มี นี่คือความมั่นคงแล้ว ต้องเริ่มมั่นคง

    เพราะฉะนั้นทำวิปัสสนาได้ไหม ได้ไหม ไม่มีเรา แล้วเราจะไปทำวิปัสสนาได้อย่างไร วิปัสสนาคือการรู้เพื่อละ ถ้าไม่รู้อย่างนั้นก็ละไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าไปถามหาคนที่เขาแสดงหนทางย่อ หนทางผิดทั้งหมด เพราะไม่ใช่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และคนนั้นไม่ได้เอ่ยคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสักคำ ได้แต่พูดคำในภาษาบาลี เช่น อานาปานสติ ก็บอกว่าให้ทำอานาปานสติ ทำอานาปานสติ ทำอย่างไร ไม่รู้จักลมหายใจใช่ไหม ว่าลมหายใจเกิดตามเหตุตามปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะให้ลมหายใจเกิด ก็ไม่มีลมหายใจ แล้วรู้ไหม ว่าอะไรเป็นปัจจัยให้ลมหายใจเกิด ความเย็น ความร้อน อ่อนแข็ง หน้าร้อน หน้าหนาว หน้าฝน ทำให้ลมหายใจเกิดได้ไหม ไม่ได้ใช่ไหม

    ตอนนี้ทราบไหม ว่าขณะนี้ลมหายใจเกิดจากอะไร มีจริงๆ กำลังมี แต่ไม่รู้ แล้วก็จะไปทำลมหายใจ หรือให้สติรู้ที่ลมหายใจ ก็ลืมว่าสติก็เป็นธรรม สติก็เป็นอนัตตา ใครจะไปทำได้ หลงตั้งแต่แรก เพราะไม่รู้ และอยากทางลัด แต่ไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ ที่รู้ว่ากว่าจะเข้าใจถูก เห็นถูก ต้องขึ้นตามลำดับ ต้องอาศัยการฟัง การไตร่ตรอง นานเท่าไหร่ สาวกคือใคร

    อ.คำปั่น สาวกก็คือผู้ฟัง เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือเป็นผู้ที่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคำจริง เพราะฉะนั้นปัญญา มีปัจจัยจึงเกิดได้ ไม่ใช่ว่าเขาบอกเราแล้วปัญญาเราเกิด เป็นไปไม่ได้เลย แต่คำนั้นๆ ทำให้เกิดความเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ใช่ปัญญา ต่อเมื่อใดเข้าใจ ไม่เรียกว่าปัญญาก็ได้ เรียกสัมมาทิฏฐิก็ได้ เรียกญาณก็ได้ แต่หมายความถึงความเข้าใจตามลำดับขั้น

    เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความเข้าใจแล้วทำอะไรจะผิดหรือถูก ทำไมไม่ไตร่ตรองว่า ถ้าไม่กล่าวถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ พิสูจน์ได้ เข้าใจได้ คำนั้นจะเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้บอกให้ใครไปนั่งที่ไหน ทำอะไร ในครั้งพุทธกาลไม่มีสำนักปฏิบัติ แต่ว่าท่านอนาถบิณฑกฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโสดาบัน เพราะเข้าใจ

    ด้วยเหตุนี้วิกฤตที่จะทำให้พุทธศาสนาลบเลือนเสื่อมสูญ ก็คือความไม่เข้าใจ และความหลงผิด เพราะความติดข้อง ต้องการอะไรหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ละ เพราะไม่รู้ ก็ยิ่งเพิ่มความติดข้องมากขึ้น เพราะฉะนั้นหนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำไม่ใช่เพื่อความติดข้อง แต่เพื่อความเข้าใจถูก เพื่อที่จะละความติดข้อง

    อ.คำปั่น ก็เป็นไปเพื่อความเข้าใจถูก เห็นถูก ในสิ่งที่มีจริง ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งในพระไตรปิฎก ในธรรมสวนสูตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ว่าผลจากการได้ยินได้ฟังคำจริงนั้นมีอะไรบ้าง ประการแรก ก็คือได้ฟังสิ่งที่ไม่เคยฟัง ประการต่อมาก็คือสิ่งใดก็ตามที่ได้ฟังแล้ว ได้ฟังอีก ความเข้าใจก็จะค่อยๆ เจริญขึ้น

    ประการต่อมาก็คือคลายความสงสัยเสียได้ แน่นอนว่าเต็มไปด้วยความสงสัย มากไปด้วยความไม่รู้ แต่พอเริ่มฟัง เริ่มศึกษา ก็ค่อยๆ ขัดเกลาความไม่รู้ ความสงสัยไปตามลำดับ เมื่อความเข้าใจถูก เห็นถูก เจริญขึ้น ประการต่อมา ก็คือทำความเห็นให้ตรง ตรงด้วยปัญญา ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง

    และประกาศสุดท้าย จิตของผู้ฟังธรรม ผู้ฟังคำจริงนั้นย่อมผ่องใส เพราะว่าไม่ขุ่นมัว ไม่เป็นไปกับอกุศล เพราะว่าได้เริ่มสะสมความเข้าใจในความจริง จากคำแต่ละคำที่ได้ยินได้ฟัง เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟังตรงไปตรงมา เป็นเหตุเป็นผล เพราะว่าเป็นการกล่าวถึงสิ่งที่มีจริงโดยตลอด

    คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ผิดเลย เป็นคำที่เกิดจากพระปัญญาตรัสรู้ ซึ่งไม่มีใครที่จะมีปัญญาเทียบเท่ากับพระองค์เลย เพราะฉะนั้นทุกคำที่พระองค์ตรัส เป็นคำจริงทั้งหมด เป็นประโยชน์เกื้อกูลโดยตลอด ซึ่งแน่นอนว่าถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์ ไม่มีทางที่ปัญญาจะเกิดขึ้นได้

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้ทรงมอบปัญญาของพระองค์ให้แก่พุทธบริษัท แต่ว่าพระองค์ทรงแสดงธรรมโดยละเอียด โดยนัยประการต่างๆ เพื่อเกื้อกูลแก่ผู้ฟัง ปัญญาของผู้ฟังเกิดขึ้น ผู้นั้นแหละคือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากพระธรรมแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ท่านอาจารย์ ก็น่าถาม แล้วจะแก้วิกฤตไหม ไม่ได้ถามใคร ถามตัวเอง เพราะเหตุว่าไม่รู้จึงวิกฤต หนทางแก้ความวิกฤต ความทุจริต ความเสียหายล่มจมทั้งหมด ก็มาจากความเข้าใจถูกต้อง ตามความเป็นจริงว่าไม่มีเรา แต่มีกุศลธรรม และอกุศลธรรม ซึ่งเป็นโทษทั้งตนเองและผู้อื่น ยังคงจะต้องอยู่ไปในสังสารวัฏอีกนานแสนนาน ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริง แล้วก็เพิ่มอกุศล เพราะเหตุแม้ขณะนี้ การฟัง และการเข้าใจธรรมยังเป็นท่ามกลางอกุศล เพราะมีเห็น ก็ต้องมีความไม่รู้ในเห็น มีได้ยิน ก็ต้องมีความไม่รู้ในได้ยิน

    เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเข้าใจถูกต้อง จะแก้ปัญหาไหม จะกล้าที่จะกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง แทนความไม่รู้ซึ่งเป็นการแก้วิกฤตไหม แต่รู้ไหมว่าอะไรทำให้ทำไม่ได้ หรือทำ ถ้ามีปัญญา ปัญญาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ได้กลัวอะไรเลย เพราะเหตุว่าความถูกต้องน่ากลัวหรือ ความจริงน่ากลัวหรือ เป็นธรรมทั้งหมด แล้วก็ถ้ามีความไม่รู้ ก็ยังคงไม่รู้ และก็ยังไม่กล้าที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง

    เพราะฉะนั้นใครก็ตาม ที่กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์กับโลก ไม่ว่าใครทั้งสิ้น เป็นสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ที่สุด ในชาติหนึ่งๆ แต่ทำไม่ได้ บางคนไม่ทำ บางคนบอกไม่ต้องทำหรอก อย่าไปทำเลย เพราะอะไร เพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่กิจของปัญญา ที่จะไม่ทำสิ่งที่ควร แต่เมื่อปัญญาเกิดขึ้น ตามกำลังของปัญญา ใครจะกล้าทำอะไรแค่ไหน ก็เพราะปัญญาที่เห็นประโยชน์เท่านั้น เห็นว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง จะมีโทษอะไร ไม่ว่าโทษอะไรๆ ที่จะเกิดกับใคร ไม่ใช่เพราะปัญญา แต่เพราะกรรมที่ได้กระทำแล้ว

    เพราะฉะนั้นเรื่องของความตายไม่น่ากลัวเลย เพราะเหตุว่าเป็นจิตหนึ่งขณะ แล้วเดี๋ยวนี้ใครรู้จิตหนึ่งขณะ ไม่มีใครรู้เลย เพราะฉะนั้นความตายจะเกิดเมื่อไหร่ เพียงหนึ่งขณะจิต เกิดและดับ จิตนั้นทำหน้าที่เคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง จะกลับมาเป็นคนนี้อีกไม่ได้เลยแม้หนึ่งขณะ จะเอาเงินมากมายมหาศาลที่จะต่อไปอีกหนึ่งขณะก็ไม่ได้ เพราะกรรมที่ได้กระทำแล้ว ถึงวาระถึงโอกาสที่จะเกิดก็ต้องเกิด หนึ่งขณะจิตทำจุติกิจ คือจิตที่พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ดับ เป็นปัจจัยให้ขณะต่อไปเกิดขึ้น ใช้คำว่าปฏิสันธิจิต ตามกิจคือเกิดสืบต่อจากจุติจิต ซึ่งดับไป ไม่มีระหว่างคั่นเลย

    ทันทีที่พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ก็เป็นบุคคลใหม่ เร็วแค่จิตสองขณะ ไม่เห็นจะต้องตกใจ หรือหวาดกลัวอะไร เพราะไม่รู้ เดี๋ยวนี้จิตกี่ขณะเกิดไปแล้วก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นความตายหนึ่งขณะจะรู้อะไร เพราะฉะนั้นเมื่อเกิด ก็เป็นอีกบุคคลหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว ที่ได้สะสมมา เพราะฉะนั้นเมื่อต้องตาย อาจจะเป็นวันนี้ หรือพรุ่งนี้ หรือเดือนหน้า หรือปีหน้าก็ได้ ทำไมไม่ทำความดี หรือว่าไม่เริ่มฟังธรรมให้เข้าใจให้ถูกต้อง เพราะจะเป็นที่พึ่งต่อไป เหมือนสาวกในอดีตกาล ท่านได้ฟังธรรม ท่านได้สะสมความเข้าใจธรรม จนในที่สุดท่านก็รู้แจ้งอริยสัจธรรม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ก็คือไม่รู้ต่อไป ซึ่งจะเป็นเหตุให้เป็นอกุศลต่อไป กับถ้าเริ่มรู้ เริ่มเข้าใจ กุศลเพิ่มขึ้น เป็นการแก้ความวิกฤต ทั้งของพระศาสนาและของประเทศชาติ

    ผู้ฟัง มีอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือว่าเราจะบริหารจัดการที่จะธำรงพระพุทธศาสนาสืบทอดต่อไปยังลูกหลานเรา ให้อยู่กันนานๆ ได้อย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ขอเรียนให้ทราบว่ามูลนิธิ ฯ ทำทุกทางเท่าที่มูลนิธิ ฯ และผู้ฟัง ซึ่งถ้าปราศจากคนหนึ่งคนใด ก็คงจะไม่เป็นอย่างวันนี้ เพราะทุกคนเมื่อได้เข้าใจพระธรรมแล้ว ก็ทำทุกอย่างตามกำลังความสามารถเต็มกำลัง เพื่อที่ว่าจะให้พระศาสนาดำรงอยู่ และก็ให้พ้นจากความวิกฤต ซึ่งเราก็รู้ว่ายาก เพราะเหตุว่าคนที่จะศึกษาธรรมมีน้อย แต่ถึงอย่างไรไม่ท้อถอย เป็นบารมีใช่ไหม ขันติบารมี วิริยบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี ทุกอย่างเพื่อคนอื่น ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงกระทำแล้ว และผู้ใดก็ตาม ที่ได้รับประโยชน์คือความเข้าใจถูก จากพระธรรมที่ทรงแสดง ก็เห็นคุณอย่างยิ่งของพระธรรม คือความถูกต้อง ที่เมื่อพระองค์ทรงพระมหากรุณาแสดงธรรม ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง เราก็ไม่ท้อถอย เพราะเหตุว่าทำเต็มกำลังอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ได้กล่าวให้ทราบแล้วว่ามิฉะนั้นก็ไม่มีวันนี้ ซึ่งผู้ที่จัดก็คือคุณหมอวิภากร ทุกคนก็ร่วมกันจัดที่โน่นบ้าง จัดที่นี่บ้าง ไม่ใช่อยู่เฉพาะที่มูลนิธิฯ เพราะเหตุว่าการออกไปสู่ที่ต่างๆ ก็จะทำให้คนในท้องถิ่นนั้นๆ ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพราะเขาคงจะไม่สะดวกที่จะไปที่มูลนิธิฯ เราก็มีทั้งหนังสือ โทรทัศน์ สื่อเสียง MP ๓ ทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องประกอบ ซึ่งเมื่อมีปัญญาแล้ว ปัญญานำไปในกิจทั้งปวง ตามกำลังของปัญญา เพราะฉะนั้นอย่างวันนี้ เราก็เห็นสิ่งที่ได้รับ ทำอย่างเต็มที่

    ไม่ว่าที่ไหนก็เป็นประโยชน์ แม้เล็กน้อยทีละหนึ่งคน หนึ่งคน รวมกำลังก็มาก เหมือนกับที่ว่าจะยกเสาใหญ่ต้นหนึ่งร่วมๆ กันยก ถามว่าใครยก ก็ทุกคนนั่นแหละยก เพราะฉะนั้นคนที่มีปัญญาแล้ว ปัญญาจะนำไปในการที่เห็นประโยชน์ของการที่มีชีวิตอยู่เพื่อความดี แต่ไม่พอ ต้องเข้าใจพระธรรม และความดีนั้นก็จะเพิ่มขึ้น นำมาซึ่งประโยชน์ทั้งในชาตินี้และชาติต่อไป


    สนทนาธรรม ที่สมาคมแม่บ้านตำรวจ

    วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าสนใจที่จะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงทุกขณะ แม้ขณะนี้ แต่ว่าเป็นคำที่คนอื่นไม่สามารถที่จะคิดเอง หรือเข้าใจเองได้ แล้วก็เมื่อฟังแล้วเราก็เริ่มที่จะรู้ว่า ถ้าไม่ได้ฟังคำเหล่านี้ ไม่มีโอกาสที่จะรู้จักผู้ที่เรากราบไหว้ตั้งแต่เล็กแต่น้อย ถูกสอนมาให้ตื่นเช้ามา หรือว่าก่อนนอนก็กราบพระ เราใช้คำนี้ เป็นการระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    แต่ไม่ว่าจะตั้งแต่เด็กต่อมานานเท่าไหร่ ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระองค์ แค่ได้ยินชื่อ เราก็ไม่มีทางที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลย รู้จักเพียงแต่ว่าเป็นผู้ที่ทุกคนกราบไหว้ เพราะเหตุว่าเป็นผู้ที่ไม่มีใครเปรียบได้เลย ไม่ใช่ในโลกมนุษย์เท่านั้น ในสากลจักรวาล ในครั้งโน้นที่พระองค์ตรัสรู้ แล้วก็ทรงแสดงพระธรรม ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวันบ้าง พระวิหารเวฬุวันบ้าง

    ไม่ใช่แต่เฉพาะมนุษย์ที่มาฟัง แม้เทวดาและพรหม ถึงเวลาที่ยามดึก ท่านก็ตามกาลโอกาสที่ได้มาเฝ้าไม่ปะปนกับมนุษย์ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งซึ่งใครก็ตาม ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้าไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไม่รู้จักพระองค์ ถ้าถามว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคือใคร จะตอบได้เพียงแค่เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ แล้วก็ออกบวช แล้วก็ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ก็จบแล้ว แล้วก็ปรินิพพานที่ไหน ทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา แต่สักคำหนึ่งใน ๔๕ พรรษา พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วถ้าเราได้ฟัง เราจะเข้าใจแค่ไหน ส่วนใหญ่เรารู้จักคนในโลกนี้ เขาพูดอะไรเราก็รู้เรื่องใช่ไหม ภาษาเดียวกัน พูดเรื่องเดียวกัน แต่เขาไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสคำไหน คิดหรือว่าเราจะเข้าใจได้ เพราะเหตุว่า คำที่พระองค์ตรัสมาจากปัญญาที่ทรงตรัสรู้ แล้วเราไม่เคยรู้อะไรเลยทั้งสิ้น เมื่อพระองค์ตรัสก็จะให้เราเข้าใจทันที เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเข้าใจคำที่พระองค์ตรัส เช่น คำว่าธรรม ใครก็พูดได้ แต่ลองถามดูสิว่าธรรมคืออะไร คนที่ฟังแล้วตอบได้ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นถามอีกคำ เดี๋ยวนี้มีธรรมไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ฟังเหมือนจะงงๆ ไม่รู้แน่ ธรรมคืออะไร เดี๋ยวนี้มีธรรมหรือเปล่า ก็ไม่รู้ทั้งสิ้น แต่นี่เป็นการเริ่มต้นเท่านั้น ที่จะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำว่าธรรมในภาษาบาลี แล้วคนไทยก็ใช้คำภาษาบาลีหลายคำ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่าหมายความว่าอะไร เพราะฉะนั้นธรรมในภาษาบาลีคือสิ่งที่มีจริง

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม เพราะฉะนั้นธรรมมีจริง ถ้าธรรมไม่ใช่สิ่งที่กำลังมีจริงๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร ก็ไม่มีอะไรจะตรัสรู้ แค่นี้ยังต้องคิดเลย ว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้มีจริง แล้วคืออะไร ตรัสว่าธรรมในภาษาบาลี คือทุกอย่างที่มีจริง ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ละเอียดอย่างยิ่ง ลึกซึ้งอย่างยิ่ง

    แต่คนที่ไม่รู้ทั้งๆ ที่สิ่งนั้นปรากฏทุกวัน ก็ไม่รู้ว่านั่นคือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และโดยมากคนที่เริ่มฟังธรรมก็ จะคิดว่าธรรมเป็นเรื่องที่ต้องเป็นคำยากๆ ปฏิจจสมุปบาท อริยสัจ ๔ โพฌชงค์ ๗ คำอะไรก็ไม่รู้ พูดชื่อออกมาก็ไม่รู้ แต่แปลกก็คงจะเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ แต่ว่าคำทั้งหมดไม่ใช่สำหรับให้คิดว่าอัศจรรย์ แต่ต้องรู้ว่าคืออะไร จึงน่าอัศจรรย์อย่างยิ่ง

    เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มี ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ไม่รู้ จนตายก็ไม่รู้ จะรู้ต่อเมื่อได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่น ขณะนี้ เห็นเป็นธรรมดา มีใครบ้างไม่เห็น กำลังเห็น เป็นธรรมหรือเปล่า ถ้าไม่เคยฟังเลยก็งง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำไมตรัสเรื่องสิ่งที่เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ทำไมไม่พูดเรื่องอายตนะ อริยสัจจ มาฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ต้องฟังคำยากๆ แต่ไม่ใช่เลย ฟังให้เข้าใจสิ่งที่มี และไม่เคยรู้ มีเห็นกันทุกคน แต่ไม่รู้ว่าก่อนเห็นไม่มีเห็น กำลังหลับสนิท ไม่เห็น ไม่ได้ยิน เพราะฉะนั้นเวลาที่ตื่นขึ้น มีเห็น หมายความว่าอะไร เห็นต้องเกิด ถ้าเห็นไม่เกิด ไม่มีเห็น แม้เดี๋ยวนี้ ได้ยินต้องเกิด ถ้าไม่เกิด ก็ไม่มีได้ยิน ใช่ไหม ขณะนี้ใครก็ตามที่กำลังคิด คิดเกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีคิด

    เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา พระองค์ตรัสว่าสิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เห็นเมื่อวานนี้ไม่มีแล้ว เห็นที่เกิดเมื่อครู่นี้ก็ไม่มีแล้ว เป็นเห็นใหม่ ถ้ามีใครเดินเข้ามาสักคน เห็นใหม่แล้วใช่ไหม ถ้าใครออกไปจากห้องนี้สักคน ก็เห็นใหม่อีกแล้ว เห็นสิ่งนั้นหายไปแล้ว เมื่อมีธาตุรู้ คือเห็นเกิดขึ้น ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้

    เพราะฉะนั้นได้ยิน เรารู้ไหมว่าขณะนั้นกำลังรู้เสียง ไม่ใช่รู้อย่างอื่นเลย ตั้งแต่ลืมตา ก็มีการรู้ทั้งวัน เป็นสภาพที่เกิดขึ้นรู้ รู้ รู้ เดี๋ยวทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส อ่อน แข็ง เย็น ร้อน เป็นธรรมดา จนไม่มีใครคิดว่าความจริงของสิ่งที่เป็นธรรมดาเป็นอย่างไร

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    21 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ