ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
ตอนที่ ๑๔๓๑
สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่
วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ เราจะรู้ทันทีเมื่อได้เข้าใจถูกต้องแล้วว่า อะไรถูก อะไรผิด แต่ถ้าเรายังไม่มีความเข้าใจธรรม แล้วเราต้องการรูปแบบว่า รูปแบบไหนถูก รูปแบบไหนผิด เราไม่สามารถจะเข้าใจได้ เพียงเขาบอก แต่การที่เราสามารถที่จะเข้าใจธรรม เราสามารถที่จะรู้ได้เลยว่า อะไรถูก อะไรผิด รูปแบบไหนเป็นอย่างไร เมื่อเราเข้าใจธรรม เพราะฉะนั้นก่อนอื่นที่สำคัญที่สุด คือเข้าใจธรรมก่อน ไม่ใช่ไปอยากรู้ว่านั่นถูกหรือนั่นผิด แต่เราไม่รู้ว่าธรรมคืออะไร เพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้นเราไม่สามารถที่จะตัดสินได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่ปัญญาของเราที่จะรู้ว่าผิด ใครจะมาบอกว่าถูกเป็นไปไม่ได้ และสิ่งใดที่ถูก ใครกี่ร้อยล้านคนจะบอกว่าสิ่งที่ถูกเป็นผิด ก็เป็นไปไม่ได้ นั่นคือความเข้าใจที่มั่นคง
ด้วยเหตุนี้ ทั้งหมดปัญหาเยอะ คำถามก็มาก การปฏิบัติก็มีหลายรูปแบบอย่างที่ว่า แล้วเราจะไปรู้ทุกรูปแบบ หรืออยากรู้รูปแบบนั้นรูปแบบนี้โดยไม่เข้าใจธรรม ไม่สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องได้ เพียงคนนี้บอกว่าอันนี้ถูก เหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ คนนี้บอกว่าอันนั้นถูก เหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เรามีความรู้ความเข้าใจที่จะรู้เองไหมว่า อะไรถูก อะไรผิด เพราะฉะนั้นก่อนอื่นสิ่งที่สำคัญที่สุดของแต่ละคนที่เกิดมา มีโอกาสได้เข้าใจธรรม ไม่ใช่ไปรู้รูปแบบนั้นรูปแบบนี้ ไปทำสมาธิอย่างนั้นสมาธิอย่างนี้ อะไรถูก อะไรผิด เพียงแค่ให้เขาบอก แต่คนบอกไม่รู้จักธรรม คนฟังก็ไม่รู้จักธรรม ก่อนอื่นต้องไม่ลืม ฟังธรรมให้เข้าใจ และเมื่อมีโอกาสที่จะได้ฟังธรรม เป็นโอกาสที่หายากในสังสารวัฏ เพราะว่ามีธรรมตลอดเวลา ไม่มีสักขณะเดียวที่ขาดธรรม
การฟังต้องไตร่ตรอง และก็ต้องพิจารณา เป็นการเริ่มต้นที่จะมั่นคงที่จะเข้าใจความจริง ที่สามารถจะทำให้ละความไม่รู้และกิเลสทั้งหลายได้ ดีไหมที่ไม่รู้ และก็มีผู้ที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีทรงตรัสรู้ ดีไหมที่ไม่รู้ และมีผู้ที่บำเพ็ญพระบารมีที่ได้ทรงตรัสรู้ ก็ฟังคำของผู้ที่ทรงตรัสรู้ เพื่อจะได้รู้ ไม่ใช่ไม่รู้ก็ดี เกิดมาชาติหนึ่งจะต้องรู้อะไร ไม่เห็นจำเป็นจะต้องรู้อะไร เกิดมาแล้วก็ตายไปเท่าๆ กัน คิดว่าอย่างนั้นใช่ไหม ทุกคนเกิดแล้วทุกคนก็ตายไปเหมือนกันหมด แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ผู้มีปัญญาต้องรู้ว่าขณะนี้ที่เกิดมาเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏคืออะไร ถ้าอยู่ไปทุกวัน แต่ละวันแต่ละวันด้วยความไม่รู้ ก็ไม่มีทางที่จะรู้ได้เลยว่า แท้ที่จริงแล้วตั้งแต่เกิดจนตายคืออะไร แล้วทำไมเกิด แล้วทำไมตาย แล้วทำไมต้องหมด แต่ละขณะ
เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งซึ่งเมื่อได้มีผู้ที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว โอกาส เวลา ขณะที่ประเสริฐที่สุด คือได้เข้าใจธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ โดยความไม่ประมาท โดยความไม่ประมาทก็เริ่มฟังเดี๋ยวนี้เลย อย่าลืม เริ่มฟังเดี๋ยวนี้ว่า ขณะนี้เป็นธรรม เมื่อวานนี้เราก็ฟังแล้ว ทุกขณะทุกสิ่งทุกอย่างที่มีทั้งหมด ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น ในครัว หม้อข้าวหม้อแกง ที่สนามฟุตบอล ที่ไหนก็ตามแต่ ทั้งหมดเป็นธรรม ธรรมเกิดขึ้น ธรรมมีจริง เพราะเหตุว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง สิ่งที่มีจริงทั้งหมดไม่เว้นเลยทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่มีจริง ถ้าเราจะพูดภาษาไทยซ้ำ 2 ครั้ง ก็คือสิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่มีจริง แค่นี้ ฟังธรรมสิ่งที่มีจริงเป็นสิ่งที่มีจริง ปัญญาแค่ไหน ไม่เป็นอย่างหนึ่งอย่างใดทั้งสิ้น แต่สิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง เป็นอื่นไม่ได้ เป็นสิ่งที่มีจริงเท่านั้น
ถ้าไม่ได้ฟังและไม่คิดไตร่ตรอง ก็ไม่มีโอกาส เดี๋ยวเราก็ไปรับประทานอาหาร ตอนเย็นก็กลับบ้าน สนุกสนานรื่นเริงต่อไป ก็ไม่รู้ว่านั่นแหละเป็นธรรมซึ่งปิดบัง ไม่มีโอกาสจะรู้เลยว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นแต่ละหนึ่งที่เกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา ไม่มีใครยับยั้งได้เลย นี่คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงตรัสรู้และทรงแสดงให้คนอื่นเริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เริ่มมีความเห็นที่ถูกต้องของตนเอง เป็นทรัพย์ที่มีค่าไหม มหาศาลไหม จากการที่ธรรมเตชะ คำของพระพุทธเจ้าทำให้มีความรู้ความเข้าใจเกิดขึ้น จากนานแสนนานในสังสารวัฏ ซึ่งไม่เคยรู้มาก่อน
เพราะฉะนั้นเพียงคำเดียว เข้าใจแค่ไหน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา แต่ละคำ แต่ละคำ แต่ละคำ จากพระปัญญาที่ทรงตรัสรู้ความจริงทั้งหมด ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง แต่เรา สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ มีจริง ไม่ใช่เรา กว่าคำที่ว่าสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้มีจริง เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน จะมาถึงขณะนี้ที่ว่าเดี๋ยวนี้เป็นสิ่งที่มีจริง ที่มีจริงๆ เท่านั้น แต่ละคำแต่ละคำเท่านั้น คือสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นขณะนี้ เดี๋ยวนี้หลับตา ไม่มี แล้วอยู่ไหน พอเห็นคนมากมาย เมื่อสักครู่นี้ก็มีการดูดอกกุหลาบบนโต๊ะ ดอกไหนจริง ดอกไหนปลอม ยาก ให้คนที่ไม่รู้มาจับดู ถ้าเอาผสมกันหมด ตอบไม่ได้ว่าไหนจริง ไหนปลอม แล้วอะไรเป็นธรรม แค่หลับตา ไหนจริงไหนปลอม ไหนดอกกุหลาบมีไหม ไม่มีเลย
เพราะฉะนั้นกว่าเราสามารถที่จะเข้าใจความจริง ซึ่งมีจริง ซึ่งเป็นธรรมได้ ฟังด้วยความเคารพว่าปัญญาอย่างเรา ไม่ใช่อย่างท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ หรือว่าสาวกทั้งหลาย และสามารถจะเข้าใจความลึกซึ้งของธรรมได้โดยรวดเร็วหรือ แล้วก็สามารถที่จะหมดกิเลสได้โดยรวดเร็วหรือ ทุกอย่างต้องไตร่ตรอง ต้องเป็นคนที่ละเอียดมาก และต้องเป็นคนที่มั่นคง จากพระชาติต่างๆ ๔ อสงไขยแสนกัป หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร พระโพธิสัตว์บำเพ็ญพระบารมีเหมือนอย่างนี้ไหม มีเห็น มีได้ยิน มีคิดนึก มีสุขมีทุกข์ ทุกอย่างแต่ละชาติแต่ละชาติ เป็นคนเข็ญใจไร้ทรัพย์ยิ่งกว่าใคร แต่วันหนึ่งก็ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง พูดสั้นๆ แค่นี้ โดยรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง
ถ้าเรารีบร้อนจะไปรู้โน่น รู้นี่ รู้นั่น กางตำราออกมา แต่รู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม เพราะฉะนั้นฟังไป อ่านไป คิดไป จำไป ถ้าเป็นผู้ที่เผิน ไม่เข้าใจจุดประสงค์ว่าฟังทำไม ไตร่ตรองทำไม คิดทำไม เพื่ออย่างเดียวคือเพื่อรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงว่า เป็นเพียงสิ่งที่มีจริงชั่วขณะที่ปรากฏ เวลานี้อะไรมีจริง สิ่งที่ไม่ได้ปรากฏ ไม่รู้ไม่ปรากฏ เกิดแล้วดับแล้วหมด ถ้ามีปัจจัยที่จะให้สิ่งนั้นเกิด อย่างต้นไม้ในป่า มีไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ ไม่เกิดมีไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ เกิดแล้วดับไหม ไม่มีใครรู้ แต่ความจริงนี่คือพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เหนือใครทั้งหมด เพราะขณะนี้ไม่มีใครรู้ว่าสภาพธรรมเดี๋ยวนี้กำลังเกิดดับ แต่พระองค์ทรงแสดงหนทางให้สัตว์โลก ได้เริ่มมีความเข้าใจที่ถูกต้องทีละเล็กทีละน้อย แล้วเราจะอยากไปรู้โน้น อยากจะไปรู้นี่ อยากจะไปทำอย่างนั้น อยากจะไปทำอย่างนี้ เราไม่ได้เข้าใจแม้แต่คำว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม จำคำนี้แล้ว แต่เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริงเป็นธรรมหรือยัง หรือยังเป็นดอกกุหลาบ ยังเป็นโต๊ะ ยังเป็นคนนั้น ยังเป็นคนนี้ การที่ฟังธรรมต้องฟังด้วยความอดทนที่จะเข้าใจให้ถูกต้อง มิฉะนั้นก็หลงทาง
เพราะฉะนั้นได้ฟังว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ทุกคนไม่เปลี่ยน ถามตอบได้ เดี๋ยวนี้สิ่งที่มีจริงเป็นธรรมแล้วหรือยัง หรือยังเป็นเรา ยังเป็นดอกกุหลาบ ยังเป็นโต๊ะ ยังเป็นไมโครโฟน เพียงเท่านี้ ความคิดของเราค่อยๆ ละเอียดขึ้น มั่นคงขึ้นว่าได้ฟังแล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม แล้วเดี๋ยวนี้สิ่งที่กำลังมีจริงๆ เดี๋ยวนี้เป็นธรรมแล้วหรือยัง ต้องฟังต่อไปอีก เพราะว่าแค่ตอบว่าเป็นธรรม ไม่มีปัญญาที่สามารถที่จะเกินกว่านั้นที่จะเข้าใจความจริง เพราะเพียงแค่จำแล้วตอบ แต่เป็นผู้ตรง สัจจะ สิ่งที่ปรากฏเดี๋ยวนี้เป็นดอกกุหลาบ ยังไม่ได้เป็นธรรม เป็นโต๊ะ ยังไม่ได้เป็นธรรม เป็นเก้าอี้ ยังไม่ได้เป็นธรรม
เพราะฉะนั้นเป็นธรรมคือเป็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ได้ยินได้ไหม ไม่ได้ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาต้องปรากฏให้เห็นได้อย่างเดียว ไม่สามารถที่จะอาศัยหู อาศัยจมูก อาศัยลิ้น ไปกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏ เดี๋ยวนี้ให้ปรากฏตรงกายได้ไหม ให้ปรากฏตรงหูได้ไหม ไม่ได้ แต่กำลังปรากฏตรงขณะที่มีการเกิดเห็น สภาพธรรมนี้จึงสามารถปรากฏได้ว่ามี ฉันใด ธรรมอื่นทั้งหมดที่ละเอียดอย่างยิ่งก็ฉันนั้น คือจะปรากฏให้รู้ว่ามีได้ ก็ต่อเมื่อมีสภาพรู้เกิดขึ้น ภาษาบาลีจะมีคำว่า ญา ธาตุ แต่ละคำมีธาตุเดียวกัน หรือว่าต่างกันประการใด มีคำว่า วิญญาณ มีคำว่าสัญญา มีคำว่าปัญญา ญาทั้งนั้นเป็นสภาพรู้ แต่ต่างกัน วิญญาณคือสภาพรู้ เป็นผีหรือเปล่า
ผู้ฟัง วิญญาณ ก็ยังคิดว่าเป็นผี
ท่านอาจารย์ ความไม่รู้มากมายมหาศาล ทั้งโลกก็มีผีทั้งนั้นเลย ไม่ว่าประเทศไหน เพราะเขาไม่รู้ว่าคำว่า วิญญาณหรือสภาพรู้ เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็รู้ แต่เพราะเราไม่ชินหู เราได้ยินคำว่าจิต ชินหู จิตใจเราชิน แต่พอคำว่าวิญญาณ คงจะไม่ใช่จิต คงจะเป็นประเภทคนตายแล้ว มีรูปร่างอย่างนั้นอย่างนี้มา นั่นคือเข้าใจว่าวิญญาณ เพราะไม่รู้ความจริงว่า ความจริงมี ๒ อย่าง สิ่งที่เกิดมาอย่างหนึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนของตน แข็งต้องเป็นแข็ง ขมต้องเป็นขม เสียงต้องเป็นเสียง เปลี่ยนไม่ได้ แต่สภาพธรรมเหล่านี้ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เป็นวิญญาณหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคนไม่รู้ก็บอกว่า เมื่อคืนนี้เห็นวิญญาณ หรือวิญญาณมาหา เขาก็ไม่รู้เลยว่า ๒ คำนี้ต่างกัน พูดไป หารู้ไม่ว่าไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ตั้งแต่เกิดจนตายเข้าใจผิดหมดว่ามีเรา และมีสิ่งต่างๆ ซึ่งเที่ยง และสิ่งต่างๆ เดี๋ยวนี้ปรากฏอย่างนี้ได้อย่างไร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ทรงแสดงความจริงโดยละเอียดอย่างยิ่ง ก่อนอื่นต้องรู้ว่าสิ่งที่มี ใครไม่ให้มีได้ไหม เกิดแล้ว ไม่ให้เกิดได้ไหม แล้วก็ดับด้วย ไม่สามารถที่จะไม่ให้ดับไป ในเมื่อสิ่งนั้นดับ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่ใครสักคนเดียว แต่เป็นธรรม อย่าลืม แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่งปนกันไม่ได้ สับสนกันไม่ได้ แม้แต่รูปธรรม แข็งก็ไม่ใช่หวาน ต้องแต่ละหนึ่ง จะเอาแข็งไปเห็นอะไรได้ไหม จะเอาแข็งไปจำอะไรได้ไหม ไม่ได้ แข็งเป็นได้อย่างเดียวคือแข็ง เดี๋ยวนี้มีไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ รู้ว่าไม่ใช่เรา หรือรู้ว่าเป็นดอกไม้ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ กว่าจะมีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ เพราะมีแข็งปรากฏ แต่ความไม่รู้มากแค่ไหน เวลาที่มีแข็งปรากฏ เด็กก็รู้ ผู้ใหญ่ก็รู้ คนที่ไม่ได้ฟังธรรมก็รู้ คนฟังธรรมก็รู้ว่าแข็งมีจริง แข็งไม่รู้อะไร แต่เดี๋ยวนี้แข็งกำลังมี ความรู้อะไรตรงแข็งมีไหม หรือแข็งก็ดับแล้ว ไม่รู้เหมือนเดิม กว่าจะมีความเข้าใจว่าสิ่งที่มี กว่าจะสามารถค่อยๆ เข้าใจขึ้น ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องไปทำอะไรทั้งสิ้น คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะทำให้สามารถค่อยๆ เข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ได้ ต้องไปทำอะไรไหม รูปแบบ
ผู้ฟัง ตามที่ผมเข้าใจมีอยู่หลายๆ แบบ
ท่านอาจารย์ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ตอบได้เองเลย ไม่ว่ารูปแบบไหนก็ไม่ถูก
ผู้ฟัง ก็เพียงสงสัยว่าจะต้องมีรูปแบบไหม ที่จะต้องไปทำ
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าเรายังไม่ได้เข้าใจธรรม เราจึงสงสัย ต้นตอมาจากความไม่รู้และไม่เข้าใจ ถ้ามีความรู้ความเข้าใจ รูปแบบไหนมาก็รู้หมด เพราะมีความเข้าใจถูกต้องว่า อะไรเป็นอะไร ธรรมเป็นธรรมแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ฟังธรรม ถ้าความเข้าใจยังไม่ถึงระดับนี้ ฟังต่อไป จนกระทั่งรู้ว่าขณะนี้เป็นธรรม สิ่งที่มีจริงเป็นธรรม แต่ทั้งๆ ที่ได้ยิน เสียงก็ยังไม่ได้เป็นธรรมเลย ได้ยินก็ยังไม่ได้เป็นธรรมเลย นี่ก็แสดงว่าเรายังต้องอาศัยการเข้าใจอีกมาก กว่าจะเข้าถึงพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งตรัสคำสั้นๆ ธรรม สิ่งที่มีจริง แต่กว่าสิ่งที่ปรากฏจะเป็นธรรมจริงๆ ได้ ก็ต้องอาศัยความเข้าใจที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
ก่อนอื่นก็คือว่า เราก็พูดไปแล้วเรื่องของสภาพธรรม ๒ อย่าง คือสภาพที่ไม่รู้อะไรเลย เป็นรูปธรรม และสภาพรู้ ถ้าไม่เกิดขึ้น โลกไม่ปรากฏ อะไรก็ไม่ปรากฏทั้งนั้น เพราะไม่มีใครรู้ ใครเห็น ใครได้ยิน ใครเข้าใจ แต่ว่าเมื่อมีสภาพรู้เกิดขึ้น เปลี่ยนสภาพรู้ให้ไม่รู้ไม่ได้ ไปทำให้เกิดขึ้นก็ไม่ได้ เดี๋ยวนี้ใครจะทำอะไรให้เกิดขึ้นไม่ได้เลยทั้งสิ้น เพราะอะไร เกิดแล้วทั้งหมด แค่คิดขึ้นมาหนึ่งคำ คิดแล้ว ไม่ได้ทำเลย ใครบอกว่าใครทำคิดบ้าง ไม่ว่าเมื่อไหร่ขณะไหน ผู้ไตร่ตรอง ผู้มีความเห็นถูก ผู้มีปัญญาก็รู้ว่าคิดเกิดแล้วไม่ได้ทำ เหมือนเห็นเดี๋ยวนี้เกิดแล้วก็ไม่ได้ทำ ได้ยินเดี๋ยวนี้เกิดแล้วก็ไม่ได้ทำ ชอบเกิดแล้วก็ไม่ได้ทำ โกรธเกิดขึ้นก็ไม่ได้ทำ
นี่คือความหมายของธรรม ซึ่งเป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง ยั่งยืน ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เพราะความจริงเพียงแค่ปรากฏก็ดับแล้ว แต่ทำไมไม่เป็นอย่างนั้นเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้เป็นคนนั่งอยู่ เป็นดอกไม้ตั้งกี่ดอก นับไป เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณ เห็นกี่คน แค่นี้รู้แล้ว แล้วแต่ละคนมีคิ้ว มีตา ต่างกันใช่ไหม เพราะฉะนั้นการเกิดดับของจิตซึ่งสืบเนื่องติดต่อกันแน่นสนิท รวดเร็ว ไม่ขาดสาย ก็ทำให้เกิดปรากฏเป็นนิมิต รูปร่างสัณฐานต่างๆ ลืมตาขึ้นมาเห็นอะไร
ผู้ฟัง เห็นที่นอน
ท่านอาจารย์ เห็นอะไรก็ได้ เป็นนิมิตหมด เพราะฉะนั้นให้เข้าใจคำว่านิมิต ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่มีจริง คือ ปรมัตถธรรม ซึ่งเป็นจิตและเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพรู้ และรูป ไม่ใช่สภาพรู้ ทุกวันที่เกิดดับ ก็แค่นี้ หมายความว่าเป็นจิต เจตสิก ที่เกิดขึ้นรู้ และก็มีสภาพธรรมที่ไม่รู้ ทางตาปรากฏว่าสีสันวรรณะต่างๆ เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะเหตุว่าจิตเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ ไม่ว่าทางไหนทั้งสิ้น แล้วเดี๋ยวนี้ เราก็ยังนั่งอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นเป็นผู้ที่ตรง สัจจบารมี จะเข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพิ่มขึ้น จนกระทั่งเป็นปัญญาของตนเอง จากพระปัญญาคุณที่ได้ทรงตรัสรู้และทรงแสดง สามารถที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจได้ เหมือนทรัพย์ที่ประเสริฐมีค่าที่สุด วางไว้หน้าประตู ตอนนี้อยู่ไหน ประตูแน่ๆ ทุกประตูตรงนี้ที่มีธรรม จะรับหรือไม่รับ แล้วแต่ บางคนก็ไม่รับเลย
อย่างเมื่อวานนี้ ก็จะต้องมีคนที่พยายามให้อีกคนหนึ่งฟังจนได้ ก็แล้วแต่ แต่ละหนึ่งคน แต่สำเร็จ ก็เป็นบุญ ถ้าไม่สำเร็จก็ช่วยไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นที่สำเร็จเพราะสะสมมา เมื่อถึงเวลาเท่านั้นที่สามารถที่จะเห็นประโยชน์ สนใจรู้ความจริงได้ แต่ถ้ายังไม่ถึงเวลา กำลังรับประทานอาหาร ปิดธรรมเสีย เดี๋ยวการรับประทานอาหารจะไม่อร่อย ก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นทั้งนั้น ถ้าเป็นผู้ที่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีความเป็นมิตร เพราะจริงๆ แล้วเป็นธรรมทั้งหมด ไม่มีใครสักคนหนึ่ง อกุศลเกิดขึ้น คนที่เกิดอกุศลก็ไม่ได้อยากจะมี แต่เขาก็ไม่รู้ และใครก็ตามที่อกุศลเกิดก็ยับยั้งไม่ได้ เพราะอกุศลเป็นธรรม แต่เข้าใจว่าคนนี้โกรธ คนนั้นดี คนนั้นเป็นอย่างนี้อย่างนั้น เพราะถ้าเป็นปรมัตถธรรม ธรรมที่มีจริงจะเป็นใครไม่ได้เลย แต่เป็นการสะสมของแต่ละหนึ่งจิต ซึ่งเกิดดับสืบต่อสะสมทุกอย่าง ทำให้ปรากฏเป็นรูปร่างสัณฐาน เพราะกรรมทำให้มีทั้งรูปธรรมและนามธรรมเกิดขึ้น เป็นผลของกรรม
ฟังธรรม ๔๕ พรรษา ไม่มีทางจบ เพราะไม่ใช่แค่ฟัง แต่รู้ว่าถ้าไม่มีความเข้าใจมั่นคงอย่างนี้ ใครไปตั้งสำนักปฏิบัติ ถูกไหม ไม่มีทางที่จะทำให้ใครมีปัญญาหรือเข้าใจอะไรได้เลยทั้งสิ้น ความเป็นมิตรที่หวังดี ก็คือให้คนอื่นได้ฟังคำ ซึ่งเขาจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่เป็นปัญหา ไม่เกี่ยว ถ้าหวังดีที่จะให้เขาเข้าใจ ก็คือว่าไม่สนใจเลยว่าใครจะรักจะชัง ใครจะทำอะไร ขอให้เขาได้เข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง
พระธรรมวางไว้แล้วหน้าประตู เปิดออกมาขณะนี้ฟัง แล้วก็เข้าใจ ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด แต่ละคำธรรม ทุกอย่างเป็นธรรม แต่สัจจะความจริง เดี๋ยวนี้สิ่งที่กำลังปรากฏเป็นธรรมหรือยัง ถ้ายังจะไปที่ไหนไหม ที่จะให้เป็น ไม่มีทาง นอกจากคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ฟังแล้วฟังอีก เมื่อวานนี้ก็ฟังแล้ว ลืมบ้าง จำได้บ้าง ไม่สำคัญเลย สำคัญที่เข้าใจ เพราะเข้าใจเป็นสภาพธรรมที่มีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง ไม่เปลี่ยน เข้าใจแค่ไหนก็แค่นั้น เข้าใจแค่นี้ จะให้มากกว่านี้ได้ไหม ถ้าเข้าใจมาก บอกให้น้อยกว่านี้ได้ไหม ก็ไม่ได้
ทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมด ถ้ามีความเข้าใจที่มั่นคงอย่างนี้ ชีวิตเป็นปกติ เพราะมีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นให้เห็นว่าไม่ใช่เรา ต่างกันแล้วกับการไปพยายามทำ ที่จะให้รู้ว่าไม่ใช่เรา แต่ว่าผู้ที่มีความเข้าใจมั่นคงจริงๆ มีชีวิตเป็นปกติ และมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นว่า สิ่งที่เกิดแล้วนั่นแหละมีปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ ถ้าไม่มีปัจจัยเกิดไม่ได้เลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440