ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๔๐๑

    สนทนาธรรม ที่ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ แสวงหาสิ่งที่ต้องการ ในทางสุจริตบ้าง ในทางทุจริตบ้าง เพราะฉะนั้นโลกก็เป็นปัญหาอย่างนี้แหละ เพราะความไม่รู้ ความไม่รู้มีจริงไหม เห็นไหมต้องคิด ธรรมไม่ใช่ให้ฟังเฉยๆ จบแล้วกลับบ้าน แต่ฟังเพื่อเข้าใจ เพราะฉะนั้นการสนทนาแบบกันเอง แบบญาติสนิท แบบผู้หวังดี ที่ประโยชน์ของการฟังก็คือว่าเข้าใจ มิฉะนั้นเราก็จะเสียเวลามากเลย ไม่ว่าเวลานานเท่าไหร่ ก็ไม่เข้าใจ กับการที่ฟังแล้ว เข้าใจบ้าง เริ่มเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อยก็เป็นประโยชน์

    ผู้ฟัง อยากให้อาจารย์ชี้แนะว่าปัญญาในขั้นฟัง หลังจากนั้นก็จะดำเนินการไปอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ปัญญาเป็นคำภาษาบาลี ภาษามคธี ไม่ใช่ภาษาไทย แต่ภาษาไทยเอามาใช้มากเลย แต่ก็เข้าใจความหมายผิด ปัญญาหมายความถึงความเข้าใจถูกต้องในสิ่งที่มีจริง ที่กำลังปรากฏ ถ้ามิฉะนั้นแล้วเป็นความรู้เรื่องอื่นไม่ใช่ปัญญา เพราะว่าไม่ได้รู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ในขณะนี้ ขณะนี้ปรากฏแสนสั้น ดับแล้ว ไม่สามารถที่จะกลับมาอีกเลย และสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น คือไม่ใช่เดี๋ยวนี้ ก็ไม่สามารถที่จะให้ความจริงได้ เพราะฉะนั้นเฉพาะสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้เท่านั้น ที่สามารถที่จะให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

    เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่มีความเข้าใจว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงเป็นสภาพธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีในขณะนี้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เร็วมากแต่คนอื่นไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เช่น ได้ยิน เป็นต้น เกิดได้ยินและก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏฏ์ ก็ตรงกับทุกอย่าง นี่เพียงแต่เป็นตัวอย่าง อย่างหนึ่งว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเดี๋ยวนี้ที่ปรากฏสิ่งนั้นต้องเกิด ไม่เกิดก็ไม่มี แต่ที่ชาวโลกไม่รู้ ก็คือว่าสิ่งที่เกิดมีนั้นดับแล้ว เร็วมากสุดที่จะประมาณได้ ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง มีสิ่งที่มีจริง

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่เกิดจะมีไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ได้ยินมีจริงไหม

    ผู้ฟัง ได้ยินมีจริง

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเกิดได้ยิน ใช่ไหม แล้วได้ยินก็ดับไป ไม่กลับมาอีกเลย เข้าใจอย่างนี้ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ นี่คือปัญญาในภาษาบาลี เพราะฉะนั้นความเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงคือปัญญา เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดจนตาย มีสิ่งที่มีจริง โดยทุกคนไม่คิดถึงเลยว่าเห็นเดี๋ยวนี้ก็ดับ ถ้าเห็นไม่ดับ ได้ยินเกิดไม่ได้ และแค่ได้ยินดับแล้ว ใครรู้บ้างว่าได้ยินเฉพาะเสียง หลังจากที่ได้ยินแล้ว จิตคิดตามเสียง ตามการสะสม จึงเป็นภาษาต่างๆ ถ้าเราไม่คุ้นเคยกับเสียงนั้นในภาษาไทย เพราะเราไม่ใช่คนไทย ได้ยินแล้วก็คิดไม่ออกว่าเสียงนั้นหมายความว่าอะไร แต่ว่าสำหรับคนที่คุ้นเคยกับเสียงนั้น อย่างเด็กที่แรกเกิด พูดไม่ได้แล้วก็ไม่เข้าใจด้วย แต่อยู่ไปๆ ก็คุ้นเคยกับเสียง และก็ค่อยๆ พูดตามได้ ก็แสดงให้เห็นว่าต้องคุ้นเคยจึงสามารถที่จะรู้ว่าได้ยินไม่ใช่คิด หรือเข้าใจคำที่ได้ยิน คนละขณะแล้ว

    นี่คือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงจิตประเภทต่างๆ ซึ่งเกิดดับสืบต่อแม้เร็วสุดที่จะประมาณได้ ก็ตรัสรู้ว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร มีสภาพธรรมใดเกิดร่วมกัน เข้าใจอย่างนี้ไหม ถ้าเข้าใจอย่างนี้นั่นคือปัญญา เพราะฉะนั้นต้องรู้ว่า ปัญญาคือความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง

    ผู้ฟัง คือเท่าที่อาจารย์อธิบาย หมายถึงว่าเข้าใจตามความเป็นจริง ก็คือเข้าใจตามสิ่งที่กระทบ ไม่ว่าจะเห็น หรือได้ยิน คือเข้าใจ ณ เวลานั้น อันนั้นเรียกว่าปัญญา ซึ่งปัญญานี้ไม่ได้แยกออกไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ ปัญญาคือความเข้าใจถูกต้อง ไม่เรียกว่าปัญญา ก็เข้าใจถูกได้ แต่ถ้าเราไม่ใช้คำ ธรรมมีหลากหลายมาก และเราจะรู้ได้อย่างไรว่าหมายความถึงธรรมไหน เพราะฉะนั้นมีคำว่า "อวิชชา" กับ "วิชา" วิชาคือรู้ อะ ไม่รู้ เพราะฉะนั้นอวิชชาคือไม่รู้ ไม่ใช่เรา มีจริง เป็นธรรมอย่างหนึ่ง วิชาความรู้ก็มีจริง เป็นธรรมอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นทรงแยกทุกสิ่งทุกอย่างละเอียดยิบอย่างยิ่งสุดที่จะประมาณได้ นี่คือพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ทั้งหมดที่ว่าเป็นเราก็คือธรรม ทั้งนามธรรมและรูปธรรม หลากหลายมาก นี่คือปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง

    เพราะฉะนั้นเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเมื่อไหร่ ในความเป็นจริงว่าไม่ใช่เรา นั่นคือปัญญา อีกอย่างหนึ่ง คนไม่รู้ว่าทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นปัญญาทั้งหมด น่าอัศจรรย์ที่ก่อนนั้น ไม่มีใครรู้เลย เต็มไปด้วยความไม่รู้ เราเห็น เราได้ยิน เราเกิด เราตาย แล้วหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ทั้งหมดเป็นธรรม ซึ่งเกิดดับเป็นปกติ จนกว่าจะถึงขณะที่ กรรมที่ทำให้เกิดเป็นคนนี้สิ้นสุด ก็ทำให้จิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้น ทำกิจพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ที่เราเรียกว่าตาย แต่ก็เป็นธรรมดาของจิต ซึ่งเกิดดับอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าเมื่อสิ้นสุดความที่จะเป็นบุคคลนี้ กรรมนั้นแหละ ก็ทำให้จิต ซึ่งเกิดดับสืบต่อเป็นปกติ สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ จะเป็นบุคคลนี้ต่อไปอีกไม่ได้

    เพราะฉะนั้นจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ เกิดขึ้นทำกิจ เคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ ทันทีที่จิตนั้นดับ แต่ต้องมีจิตเกิดสืบต่อทันที ไม่ว่างเว้นเลย จิตหนึ่งขณะดับไป จิตที่ดับนั่นแหละ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น แต่ถ้าจิตนี้ยังไม่ดับ จิตอื่นเกิดสืบต่อไม่ได้ ต้องทันทีที่จิตนี้ดับ เป็นปัจจัยให้จิตต่อไปเกิดขึ้น ที่เราไปฟังสวด นัตถิปัจจัย เมื่อสิ่งนี้ไม่มีแล้ว สิ่งนั้นจึงมี หรือว่าเมื่อปราศไปหมดแล้ว ก็เป็นปัจจัยที่จะให้จิตขณะต่อไปเกิดได้ เป็นบุคคลใหม่ โดยกรรมใหม่ ที่ไม่ใช่กรรม ที่ทำให้เป็นบุคคลนี้ ทำให้เกิดขึ้น ถึงวาระที่กรรมใดจะให้ผล กรรมนั้นก็ให้ผล เพราะฉะนั้นที่เราเกิดเป็นคนนี้ในชาตินี้ ก็คือวาระที่กรรมหนึ่ง ที่จะให้เป็นคนนี้ ทำให้เกิดเป็นคนนี้ จนกว่าจะสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ นี่คือปัญญา

    ผู้ฟัง คำถามต่อเนื่อง ในเมื่อท่านอาจารย์กล่าวว่า จิต เจตสิก รูป เกิดแล้วดับ แล้วสิ่งที่เราพูดกันว่าสะสมมา หมายถึงว่าจิตดับ แต่ก็ยังมีสิ่งที่สะสมอยู่ในจิตนั้นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าเราพูดคำว่า "จิต" แต่เรายังไม่รู้ความละเอียดของจิต เราแค่รู้ว่า ขณะนี้ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ มีจิตแน่ๆ แต่ถามว่าเดี๋ยวนี้จิตอะไร ก็ตอบไม่ได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงจิต โดยละเอียดยิ่ง โดยประการทั้งปวงเป็น ๘๙ ประเภท แสดงไว้ด้วยว่า จิตที่เป็นกุศลและอกุศล มีเจตสิกที่ดีหรือไม่ดีเกิดร่วมด้วย เช่น จิตที่มีเจตสิกที่โกรธ เกิดร่วมกัน ดับแล้ว แต่ใดยฐานะที่ความโกรธนั้น เกิดขึ้นในจิตนั้น แม้จิตนั้นจะดับไป แต่ก็มีการสะสมสืบต่อเชื้อของความโกรธไว้ในจิต ถ้าไม่โกรธเลยอย่างพระอรหันต์ ไม่มีอะไรที่จะสะสมในจิตได้ เพราะไม่ใช่กุศลและอกุศลอีกต่อไป

    แต่ตราบใดที่เป็นกุศล หรืออกุศลประเภทใดก็ตาม ที่เกิดแล้ว แม้ดับไป ก็สะสมสืบต่อในจิตขณะต่อไป เพราะฉะนั้นแต่ละคนจึงมีอุปนิสัยต่างกันมาก บางคนตระหนี่ บางคนก็ใจดี บางคนก็สนใจธรรม บางคนก็ไม่สนใจเลย ก็แล้วแต่อุปนิสัย แม้แต่คำว่าอุปนิสัยในภาษาไทยที่ใช้กัน ก็ต้องรู้ว่าภาษาบาลีหมายความถึงอะไร ขอเชิญคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น ในภาษาบาลี อุปนิสสยะ ก็คือ ที่อาศัยที่มีกำลัง ก็แสดงถึงความเกิดขึ้นเป็นไปของธรรมจริงๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นฟังธรรม แล้วก็ศึกษาคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้ ซึ่งภาษาไทยเราก็ใช้ตาม แต่ว่าไม่รู้ความจริงว่าหมายความถึงอะไร นิสสยะคือที่อาศัย อุปะแปลว่ามีกำลัง เพราะฉะนั้นอาศัยความโกรธที่เกิดบ่อยๆ คนนั้นก็เลยเป็นคนขี้โกรธ แล้วแต่ ใจน้อยหรือว่าน้อยใจ หรืออะไรก็ตามแต่ ความรู้สึกที่ไม่ดีทั้งหมด รวมเป็นอกุศล ประเภทโทสะ เพราะเหตุไม่ชอบ ไม่พอใจ

    ด้วยเหตุนี้ ธรรมที่ทรงแสดง ทรงแสดงว่า สิ่งที่เกิดขึ้น ต่างกันเป็น ๒ อย่าง ทุกอย่างเป็นธรรม มีจริง แต่ว่าความจริง ๒ อย่างคือ อย่างหนึ่งเกิดมี แต่ว่าไม่รู้อะไร เป็นบุญเป็นกุศลไม่ได้ แต่ถ้ามีแต่สภาพธรรมที่ไม่รู้ โลกก็ไม่ปรากฏ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ อะไร ก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น แต่ว่าใครจะห้ามสภาพธรรม หรือธาตุอีกชนิดหนึ่ง ไม่ให้เกิดไม่ได้ คือธาตุรู้ เกิดขึ้นต้องรู้ สิ่งหนึ่งสิ่งใด ขณะนี้เสียงปรากฏ ถ้าไม่มีธาตุที่กำลังได้ยิน เสียงปรากฏไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเสียงใดปรากฏ หมายความว่ามีธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินเสียง

    เพราะฉะนั้นที่เราเรียกว่าจิต ก็คือธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นธาตุที่เกิดขึ้นรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ ทางตาเดี๋ยวนี้เห็น ไม่ต้องบอกใครเลย สีอะไรก็อธิบายไม่ได้ เยอะแยะไปหมด เพราะเห็นสิ่งนั้น ทางหูได้ยินเสียง เสียงเป็นอย่างไร แค่ได้ยินเสียง รู้เลยว่าใครพูด จำได้อย่างนั้น เพราะว่าจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งเสียง แล้วก็เวลาที่ได้กลิ่น เราก็รู้อีกว่ากลิ่นอะไร เวลาลิ้มรส ชัดเจนที่สุด เวลารับประทานขนม คนอื่นไม่ได้รับประทานด้วย เขาถามคนที่รับประทานว่าหวานไหม คนนั้นตอบว่าหวาน คนที่ไม่รับประทาน จะรู้ไหม ว่าหวานแค่ไหน ไม่รู้เลย เพราะฉะนั้นถ้าจะรู้ว่าหวานแค่ไหน ก็คือให้เขารับประทานเมื่อไหร่ ขณะนั้นมีธาตุรู้ คือจิตที่เกิดขึ้น โดยอาศัยลิ้น เป็นรูปพิเศษ ที่กระทบรส ทำให้จิตเกิดขึ้น รู้รส หวานบ้าง เผ็ดบ้าง เข้มบ้าง เปรี้ยวบ้าง ไม่ใช่เราเลย

    แต่เป็นธรรมซึ่งเป็นธาตุรู้ มีปัจจัยเกิดขึ้น ก็เกิดขึ้นทำกิจของสภาพธรรมนั้นแล้วก็ดับไป โดยไม่มีใครรู้เลยว่า ไม่มีเรา แต่เป็นธรรมทั้งหมด คือเป็นนามธรรมและรูปธรรม สำหรับนามธรรม ก็ต่างกันเป็น ๒ ประเภท คือจิตกับเจตสิก จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง จิตไม่โกรธ จิตไม่รัก จิตไม่ริษยา จิตไม่มีความสำคัญตน สภาพธรรมเหล่านี้ อาศัยเกิดกับจิต แต่ไม่ใช่จิต ไม่ว่าจิตรู้อะไร เช่น ได้ยินบางเสียง สำคัญตน ใครไม่รู้จักความสำคัญตนบ้าง ทุกคนมีความสำคัญตน แต่รู้ไหมว่าความสำคัญตนนี่ ระดับไหน ตั้งแต่น้อยที่สุดจนถึงแสดงออกมาทางกายทางวาจา ซึ่งจะดับได้ด้วยอรหัตมรรค ต้องถึงความเป็นพระอรหันต์เท่านั้น จึงสามารถที่จะดับความสำคัญตนได้

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงกิเลสทั้งหมดโดยประเภทต่างๆ ว่า กิเลสประเภทไหนดับได้ด้วยปัญญาระดับไหน เพราะฉะนั้นการรู้แจ้งอริยสัจจธรรมที่ดับกิเลส จึงต่างกันตามลำดับ ขั้นแรกคือพระโสดาบัน ไม่ใช่พระอรหันต์ ยังมีกิเลสอีกที่จะต้องดับ แสดงว่ากิเลสมากดับทันทีไม่ได้เลย และถ้าไม่รู้อะไรก็ดับไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะไปสู่ที่หนึ่งที่ใด สัก ๕ วัน ๗ วัน ๑๐ วัน เดือนหนึ่ง ไม่มีทางที่จะเข้าใจธรรมที่กำลังปรากฏเลย เพราะฉะนั้นทุกคนต้องตรง แล้วก็รู้ว่าพระสัมมาส้มพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้เข้าใจ พระองค์ไม่ได้ไปสำนักไหน ไม่ได้อยู่ที่นั่น ๕ วัน ๗ วัน แล้วเราไปทำเองใช่ไหม เคารพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า มีพระองค์เป็นที่พึ่งหรือเปล่า

    เพราะฉะนั้นการเข้าใจธรรม ทำให้เป็นผู้ที่ตรง นั่นคือสัจจบารมีที่จะสามารถทำให้ตรงต่อความจริง ที่จะเห็นถูกต้องในสิ่งที่กำลังปรากฏได้ ด้วยเหตุนี้ฟังธรรมต้องละเอียด ธรรมคือสิ่งที่มีจริง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ไม่ใช่สภาพรู้ เป็นรูปธรรม แต่นามธรรมมี ๒ อย่าง คือจิต เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง ส่วนเจตสิก มีทั้งหมด ๕๒ ประเภท ไม่ใช่เราเลย ทั้งวันๆ ที่โกรธก็เป็นเจตสิก ทั้งวันที่ชอบก็เป็นเจตสิก ทั้งวันที่ริษยาสำคัญตนก็เป็นเจตสิก เพราะฉะนั้นเจตสิกทั้งหมด มี ๕๒ ประเภท เพราะฉะนั้นดีหรือชั่วเป็นธรรมที่เป็นเจตสิก ซึ่งเกิดกับจิตขณะใด ก็ทำให้จิตนั้น ต่างออกไปเป็นประเภท ถึง ๘๙ หรือ ๑๒๑ประเภท

    นี่คือสิ่งที่มีอยู่ทุกวัน แต่ถ้าไม่ฟังธรรม ตั้งแต่เกิดจนตายก็จากโลกนี้ไป โดยไม่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่รู้คุณว่าทำไมจึงเกิดหลากหลายต่างกัน และความเป็นไปในชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ก็ไม่เหมือนกันเลย ที่เราใช้ภาษาไทย นี่เราใช้ถูก ตามบุญตามกรรม แต่พูดไปอย่างนั้นแหละ ยังไม่รู้เลยว่า บุญขณะไหน และกรรมจริงๆ มี ๒ อย่าง คือมีทั้งกุศลกรรม และอกุศลกรรม เพราะเหตุว่า กรรมเป็นเจตสิก เจตนาเจตสิก จงใจที่จะกระทำสิ่งที่ดี หรือว่าจงใจกระทำสิ่งที่ไม่ดี ก็ปรุงแต่งให้จิตขณะนั้น เป็นไปตามสภาพของเจตสิก เพราะฉะนั้นขณะนี้ คือจิต เจตสิก รูป ชื่อต่างๆ แต่เอาชื่อออกหมด ก็คือ จิต เจตสิก รูป

    เห็นก็เป็นเห็น นกเห็นไหม ปลาเห็นไหม งูเห็นไหม เพราะฉะนั้นเห็นไม่ใช่นก เห็นไม่ใช่ปลา เห็นไม่ใช่งู แต่เห็นเป็นธรรมที่มีจริง เอารูปร่างออกหมด บอกได้ไหมว่าอะไรเห็น ไม่มีรูปคน ไม่มีรูปนก ไม่มีรูปงู ไม่มีรูปร่าง แต่มีเห็น เพราะฉะนั้นเห็นเป็นธรรม ซึ่งเกิดขึ้น เพราะกรรมเป็นปัจจัย ถ้าใครก็ตามในอดีตชาติ มีเจตนาที่จะให้คนอื่นตาบอด อย่างคนที่เป็นหมอตารักษาโรค แล้วก็เขาก็ไม่ให้เงิน ก็เลยทำให้เขาตาบอด เอายาที่ทำให้ตาบอดไปให้เขายอด เขาก็ตาบอด ผลคือใคร ขอเชิญคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น ก็เป็นอดีตชาติ ของพระเถระรูปหนึ่ง ก็คือพระจักขุบาล ในชาติสุดท้าย ท่านตาบอด แล้วก็พร้อมกับได้บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ แต่ว่าในอดีต ท่านก็เคยได้กระทำกรรม ที่จะเป็นเหตุให้ท่านถึงกับเป็นผู้ที่ตาบอด ก็คืออกุศลกรรม หรือว่าอกุศลเจตนา ที่เกิดขึ้นเป็นไป ที่เกิดแล้วไม่สูญหายไปไหน ยังสะสมสืบต่ออยู่ในจิต

    ในชาตินั้นท่านเกิดเป็นหมอ ที่สามารถรักษาคนป่วย ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ วันหนึ่งก็มีสตรีท่านหนึ่ง ตามองไม่ค่อยเห็นพร่ามัว ก็ไปขอความช่วยเหลือจากหมอท่านนี้ หมอท่านนี้ก็บอกว่า การที่จะรักษาก็ต้องมีค่าตอบแทน ท่านจะให้อะไรเป็นค่าตอบแทนแก่เรา ผู้หญิงท่านนี้ก็บอกว่า ถ้าท่านสามารถรักษาตาของข้าพเจ้าให้หายได้ ข้าพเจ้ากับลูกจะเป็นทาสรับใช้ของท่าน นี้คือคำตกลงคำบอกกล่าว แล้วหมอท่านนี้ก็ปรุงยาสำหรับรักษาตา ยอดเพียงครั้งเดียว ตาของผู้หญิงท่านนี้หายเป็นปกติเลย

    แต่ด้วยไม่อยากจะให้ตนเองเป็นทาสรับใช้ ก็ไปบอกกับหมอว่า ตอนแรกก่อนที่จะได้รับยาจากท่าน ก็พอจะมองเห็นอยู่ พอจะมองเห็นบ้าง แต่พอได้รับยาจากท่านแล้ว ตาของข้าพเจ้าบอดสนิทเลย ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ ซึ่งหมอก็รู้แล้วว่า นี่คือคำโกหกของผู้หญิงคนนี้ ที่กล่าวเพื่อที่จะไม่ต้องการ ให้ตนเองมาเป็นทาสรับใช้ ทีนี้หมอก็เลยบอกว่า เอาเถอะเราจะทำให้นางสมความปรารถนา ก็คือปรุงยาชนิดใหม่ให้ แต่เป็นยาที่ทำให้ตาบอด ก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น ก็เอายาเช่นนี้ไปหยอดก็แล้วกัน ผู้หญิงท่านนี้ก็นำยาไปหยอด ตาบอดทันที

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นประวัติของท่านผู้หนึ่งซึ่งตาบอด ซึ่งแต่ละท่านที่ตาบอด ก็ต้องมีประวัติ มีกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นเราจะเอากรรมของเรา ที่ได้ทำแล้วไปให้คนอื่นรับผล เป็นไปไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้คำพูดที่มักจะมีผู้กล่าวทำไมต้องเป็นเรา สงสัยเหลือเกินแต่คำตอบก็คือว่า เพราะต้องเป็นเราตามกรรมที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เหตุและผล ซึ่งเป็นสภาพธรรมทั้งหมดตามความเป็นจริง โดยละเอียดยิ่ง ได้ฟังแล้วก็รู้ว่าไม่มีเรา แต่ทั้งหมดเป็นธรรมซึ่งเป็นเหตุและเป็นผล

    เวลาที่ลูกป่วย มารดาอยากจะป่วยแทนลูก ได้ไหม ไม่ว่าสมัยไหน เวลาที่มารดาป่วย ลูกอยากจะป่วยแทน ได้ไหม ไม่ว่าในสมัยไหน ก็ไม่ได้เลย นี่ก็แสดงให้เห็นความจริง ว่าธรรมเป็นธรรม ละเอียดมากหลากหลายมาก ทรงแสดง ๔๕ พรรษา เพื่อที่จะให้เข้าใจสิ่งที่มีในชีวิตประจำวัน ตามความเป็นจริง ซึ่งก่อนนั้นที่ไม่ได้ฟังธรรม ไม่รู้เลยจริงๆ สภาพไม่รู้มีจริงเป็นเจตสิก เป็นอวิชชา โมหะเจตสิก หลงอยู่ในโลกด้วยความไม่รู้ อีกนานมากไม่กำหนดได้เลย ว่านานเท่าไหร่ ถ้าไม่มีการฟังพระธรรมและเข้าใจ ก็ไม่สามารถที่จะพ้นจากสังสารวัฏฏ์ได้

    เพราะเหตุว่ามีความติดข้องในความเป็นเรา ตายแล้วก็เกิดอีก แล้วก็หวังจะเกิดดีๆ แต่เป็นไปได้ไหม ถ้าเป็นผลของกรรมที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผลของกรรมที่ไม่ดี เห็นนกไหม เห็นงูไหม เห็นปลาไหม ก่อนนั้นก็เป็นคนได้ เพราะฉะนั้นจะจากโลกนี้ไปเดี๋ยวนี้ก็ได้ ไปไหน ก็แล้วแต่กรรมหนึ่ง เป็นปัจจัย พร้อมที่จะให้ผลเกิดขึ้นก็จะเป็นไปตามกรรม เพราะฉะนั้นที่เราใช้คำว่า ตามบุญตามกรรมนี้ก็ถูก แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจจริงๆ ว่า ต้องเข้าใจมากกว่านี้ว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมซึ่งต้องเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

    ผู้ฟัง อยากให้อาจารย์อรรณพ นำเอาเรื่องของ ป่าไม้ ต้นน้ำ ลำธาร เสื่อมเสีย หรือว่าโลกใบนี้ เกิดภาวะโลกร้อน เกิดสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง โดยจิตที่เป็นอกุศลเจตสิกที่เป็นอกุศล เชิญครับ

    อ.อรรณพ ไม่ว่าปัญหาอะไรทั้งหลาย ปัญหาการที่ตัดไม้ทำลายป่า ปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราแก้กันไม่จบหรอก เพราะว่ามลพิษที่แท้ เกิดจากมลพิษทางจิตใจ ก็คือสิ่งที่เกิดกับจิตที่ไม่ดี อย่างเช่น การตัดไม้ทำลายป่า หรือมลพิษ เพราะโลภะเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพของความอยาก ความอยากได้ ตัดไม้ไปขายได้เงิน รวยเร็วดี เพราะฉะนั้นทั้งหมดเป็นธรรมหมดเลย แต่ไม่มีใครแสดงว่า สาเหตุต้นตอก็คือ โลภะเจตสิก ที่มีกำลังมาก ถึงขั้นทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ซึ่งจะเกิด พร้อมกับเจตสิกอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ความไม่รู้ โมหะเจตสิก ตอนที่อยากได้ ตอนที่โลภนี่ ต้องไม่รู้ เพราะถ้าเขารู้คุณรู้โทษ เขาจะไม่ทำเลย

    ท่านอาจารย์ สรุปแล้วรู้ไหมว่า ปัญหาของโลก ปัญหาของแต่ละคน อยู่ที่ไหน อยู่ที่ความเห็นแก่ตัว เพราะเข้าใจว่า มีตัว มีเรา ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงเป็นธรรม เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่ทำไมเกิดมาเป็นคนนี้ อยู่ตรงนี้ ก็เป็นธรรมทั้งหมด ที่เป็นนามธรรมและเป็นรูปธรรม เมื่อไม่มีความเข้าใจว่าไม่มีเรา มีแต่ธรรม ก็เข้าใจผิดว่าธรรมเป็นเรา เพราะฉะนั้นเกิดมาเป็นธรรมหมด เห็นก็เป็นธรรม ได้ยินก็เป็นธรรม สุขก็เป็นธรรม ทุกข์ก็เป็นธรรม ต้องไม่ลืม ทุกอย่างไม่เว้นเลย สิ่งที่มีจริงทั้งหมดนั่นแหละเป็นธรรม แต่เมื่อไม่รู้ว่าเป็นธรรม ความไม่รู้ก็ทำให้ยึดถือสิ่งที่มีว่าเป็นเรา เมื่อเป็นเรา ก็รักเรา ทุกอย่างเพื่อเรา เพราะฉะนั้นปัญหาของคนทั้งโลกไม่ใช่แต่เฉพาะคนที่ทำลายป่า ไม่ว่าอะไรทั้งหมด เพราะมีความเห็นแก่ตัว เพราะเข้าใจว่ามีตัว

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    3 เม.ย. 2569