ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418


    ตอนที่ ๑๔๑๘

    สนทนาธรรม ที่ ร้านโป๊ด เรสเตอรองต์

    วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะรู้ว่ากรรมคือเจตนาเจตสิก ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกขณะ ไม่เว้นเลย ทุกคำเปลี่ยนไม่ได้ ขณะที่มีนิพพานเป็นอารมณ์ มีจิตไหม

    ผู้ฟัง มีจิต

    ท่านอาจารย์ เพราะนิพพานเป็นอารมณ์รู้โดยจิต รู้แจ้งในนิพพาน มีเจตสิกไหม

    ผู้ฟัง มีเจตสิก

    ท่านอาจารย์ มีเจตนาเจตสิกไหม

    ผู้ฟัง มีเจตนาเจตสิก

    ท่านอาจารย์ ทีนี้ตอนเกิด ไม่รู้ตัวกันเลยสักคนใช่ไหม โลกนี้ไม่ปรากฏ เพราะไม่เห็น ถ้าเราบอกว่าโลกนี้คือกำลังเห็น มีต้นไม้ มีอะไร นี่คือโลก ไม่มีการได้ยิน ไม่มีการได้กลิ่น ไม่มีการลิ้มรส ไม่มีการรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึกด้วยขณะนั้น เพราะเป็นอนัตตา จะให้ขณะเกิดคิดได้อย่างไร เพราะฉะนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงจิตโดยละเอียดยิ่ง ตั้งแต่การเกิดขึ้น แม้ขณะนี้ว่าจิตอะไรเกิดก่อน และเมื่อจิตนี้ดับไปแล้ว จิตอะไรเกิดต่อ ต้องเป็นจิตนี้ด้วย ไม่ใช่จิตอื่น ตามเหตุตามปัจจัยที่จะต้องเป็นไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นเราศึกษาเพื่อให้มีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น

    ทุกคำต้องรู้ว่าเป็นธรรม พูดถึงโทสะก็เป็นธรรม กกจูปมสูตรก็ธรรม ถ้าไม่มีธรรมจะมาพูดได้อย่างไร ถึงภิกษุถูกเลื่อยแขนขา พวกนี้ทั้งหมดก็คือว่าไม่ขาดจากธรรมเลย แต่ว่าธรรมหลากหลายมาก ขณะนี้รู้ไหมว่า จิตเกิดดับประมาณไม่ได้เลย แต่ไม่ปรากฏเลยว่าเป็นจิต เจตสิก แต่ไม่มีเรา ก็มีจิตเจตสิกนั่นแหละกำลังเกิดดับ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง จำบ้าง สงสัยบ้าง เข้าใจบ้าง จิตเจตสิกทั้งหมด และรูปก็เกิดดับตามเหตุตามปัจจัย รูปมีถึง ๒๘ ประเภท แต่ชีวิตประจำวันมีรูปปรากฏให้รู้ได้เพียง ๗ รูป แสดงว่าความไม่รู้มากแค่ไหน

    ขณะนี้จิตเจตสิกกี่ประเภท ก็เกิดดับนับไม่ถ้วน ก็ไม่ปรากฏ แสดงว่าความไม่รู้มากแค่ไหน ระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยิน จิตเกิดดับหลายขณะ ไม่ปรากฏเลยว่าจิตอะไรบ้างเกิดดับ ระหว่างจิตเห็นกับได้ยิน เพราะเหมือนเห็นได้ยินพร้อมกัน ความไม่รู้มากเพียงใด เพราะฉะนั้นฟังธรรมเพื่อรู้ เพื่อเข้าใจ เพื่อเป็นที่พึ่ง

    ผู้ฟัง ขณะที่ไม่เข้าใจหรือมีโทสะ หรือมีโลภะ หรือมีอะไรที่ว่า เป็นความหวังดีแบบโลภะหรืออะไรก็ตาม วาจาไม่ดี อันนั้นจะถือว่าวาจาที่ไม่ดี คือความหวังดีที่เกิดขึ้น ไม่น่าใช่ ไม่น่าตรง

    ท่านอาจารย์ ฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อถือใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นให้เข้าใจว่าทั้งหมดที่ฟังมาเป็นเรื่องตัวตนหมด

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจธรรมจริงๆ เวลาโกรธเกิดขึ้นเดือดร้อนไหม

    ผู้ฟัง ไม่เดือดร้อน

    ท่านอาจารย์ เพราะรู้ว่าเป็นธรรม เขาไม่เข้าใจเรา เขาไม่ชอบเรา แต่ขณะนั้นปัญญาเกิดขึ้นรู้ว่า ขณะนั้นไม่ใช่เรา เป็นสภาพธรรม อะไรที่ถูกต้อง ก็คือความรู้ที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคนเรามีความรักตัว ก็หวังที่จะให้เป็นที่รักเป็นที่พอใจ ทำตามคนโน้นบ้างคนนี้บ้าง คนโน้นอยากให้ทำอย่างนี้ก็ทำ คนโน้นอยากให้ทำก็ทำ ไม่เป็นความถูกต้อง แต่ว่าถ้ามีความถูกต้องแล้ว โกรธเกิดขึ้น ใครเก่งกว่า ปัญญาหรือโกรธ ถ้าได้อบรมแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าสามารถที่จะมีความเข้าใจที่ถูกต้องมั่นคงอบรมแล้ว ปัญญาขณะนั้นรู้โกรธลักษณะนั้นเลยว่า ไม่ใช่เรา เป็นธรรม ประโยชน์คือตรงนี้

    ผู้ฟัง ในการที่มีลูกน้องหลายคน คนนี้ไม่ได้เราต้องดุมากๆ ถึงจะรู้เรื่อง พูดดีๆ ไม่รู้เรื่อง

    ท่านอาจารย์ คุณกนกวรรณ ไม่มีแบบแผนของธรรม ธรรมไม่ใช่ยอมทำตามแบบแผนที่ใครวางไว้ แต่ว่าธรรมเป็นธรรมที่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย จะวางแบบแผนสักเท่าไหร่ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นไปอย่างนั้นเลย ไม่ต้องเตรียมไม่ต้องหวัง แต่ว่าเป็นคนที่เข้าใจ เข้าใจคนอื่น เพราะเข้าใจตัวเอง เราเป็นอย่างไร เขาก็เป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่ชอบคำที่ไม่น่าฟัง เราเองจะไม่พูดคำนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เข้าใจอย่างนี้ เราก็มีเหตุผลของเราที่ว่าเราจะต้องโกรธ จะต้องดุ จะต้องอะไรต่างๆ ใช่ไหม แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนคน ไม่ใช่ด้วยคำดุ หรือเสียงดุ แต่ด้วยพระมหากรุณา

    แม้จะกล่าวคำว่าภิกษุมหาโจร ภิกษุอลัชชี ภิกษุหยากเยื่อ ทั้งหมดกล่าวคำจริงด้วยพระมหากรุณา แล้วถ้ามีความเข้าใจถูกต้องว่า ขณะนั้นไม่ใช่เรา ก็เห็นธรรมที่เป็นอกุศลว่าเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นปัญญาก็สามารถที่จะละได้ในสิ่งที่ไม่ดี เพราะปัญญารู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด

    ผู้ฟัง ความจริงใจที่จะเกิดขึ้นหรือมั่นคงเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ไปในทางที่ถูกคือฟังพระธรรมศึกษาพระธรรม เพื่อความเข้าใจ ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น

    ท่านอาจารย์ เพราะว่าเป็นคุณกนกวรรณชาตินี้ชาติเดียว และที่เป็นคุณกนกวรรณเข้าใจธรรมแค่ไหน และต่อไปจะไม่เป็นคุณกนกวรรณ แต่จะเป็นคนที่ฟังธรรมเข้าใจแค่นั้น ตามที่สะสมมา หรือว่าเห็นประโยชน์สูงสุดว่า ไม่ว่าจะเกิดที่ไหนอย่างไรก็ตาม ก็ต้องจาก ก็ต้องหมด ไม่สามารถที่จะมั่นคงอยู่ตลอดไปได้ ไม่ว่าในสวรรค์ก็ต้องจากสวรรค์ ในมนุษย์ก็ต้องจากมนุษย์ ไม่ว่าที่ไหนก็ตามแต่ แล้วแต่กรรมตามที่เราได้กล่าวถึงว่า กรรมก็มีตั้งแต่เล็กน้อยจนกระทั่งถึงเป็นกรรมใหญ่ สามารถที่จะให้ผลมาก แล้วแต่ว่าเป็นทางฝ่ายกุศลและอกุศล ทั้งหมดนี้ประมาทไม่ได้เลย เพราะไม่มีเรา แต่เป็นธรรมซึ่งต้องเกิดตามเหตุตามปัจจัย

    เพราะฉะนั้นถ้าเห็นโทษของความไม่รู้ มีหรือที่เราจะไม่ฟังธรรมเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเพื่อประโยชน์ว่า เราจะได้ดีกับพนักงาน หรือเราจะได้ดีกับเพื่อนฝูง หรือเราจะได้คนอื่นมานับถือเรา ไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่เพราะกิเลสไม่รู้มากขึ้นทุกวัน ที่มีอยู่แล้วก็มาก ยังเพิ่มขึ้นอีก เพราะฉะนั้นจะอยู่ต่อไป มากแค่ไหน ถ้าไม่มีการเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น

    ผู้ฟัง การที่จะเข้าใจถึงความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมในเรื่องของการฟังพระธรรม หรือศึกษาพระธรรม

    ท่านอาจารย์ ไม่มีเรา ก็มีกุศลบ้างอกุศลบ้าง รู้ก็ยังดีใช่ไหมว่า แม้อกุศลก็ไม่ใช่เรา กุศลก็ไม่ใช่เรา แต่ว่าจะบังคับให้เป็นกุศลตลอดเวลา หรือว่าให้ฟังธรรมให้เข้าใจมากขึ้น ก็บังคับไม่ได้ แล้วแต่ปัจจัยที่ได้สะสมมา ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีความต่าง ไม่มีท่านพระอานนท์ ไม่มีท่านพระสารีบุตร ไม่มีท่านพระมหาโมคคัลลานะ เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง เราคิดว่าเป็นหนึ่งบุคคล แต่แต่ละหนึ่งขณะ ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นหนึ่งขณะนั้นจะเป็นใครได้

    ผู้ฟัง ความเข้าใจที่ว่าไม่กลับมาอีก ตัวนี้ก็ยากมาก

    ท่านอาจารย์ ฟังไม่ใช่รีบร้อนที่จะให้เรารู้อย่างนี้ แต่ฟังเพื่อเข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างนี้ และความเข้าใจโดยไม่หวังว่าจะต้องทำอย่างนั้นทำอย่างนี้ เพื่อให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็มีการที่เวลาได้ฟังแล้วก็เข้าใจขึ้น เดี๋ยวนี้ขณะนี้เข้าใจกว่าตอนที่เพิ่งมานั่ง ใครทำ เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เพราะไม่ใช่เรา ไม่ต้องไปคิดทำเลย แค่ฟังแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ก็เป็นหนทางที่จะทำให้ละความไม่รู้

    ผู้ฟัง จากการฟัง จากการปฏิบัติ มีการนั่งสมาธิปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา เอามาขัดเกลา เพื่อให้รู้ว่าธรรมนั้นต้องอยู่กับจิต แล้วปกติให้นิ่ง โดยปกติโก๋จะไม่นิ่ง ตอนนี้นิ่ง จะแกว่งไปทางไหน ก็กลับมาถูกว่ามันคืออะไร

    ท่านอาจารย์ นั่นคือไม่ใช่ธรรมที่เป็นอนัตตา

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ธรรมที่เป็นอนัตตา

    ท่านอาจารย์ อนัตตาเป็นธรรม ไม่ใช่คุณโก๋

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เป็นคุณโก๋เปลี่ยนแปลง

    ผู้ฟัง ใช่ คุณโก๋เปลี่ยนแปลง

    ท่านอาจารย์ หรือว่าธรรมที่ได้ฟัง แล้วมีความเข้าใจ

    ผู้ฟัง ธรรมนั้นคงที่ นิ่งอยู่อย่างนั้น เป็นเช่นนั้นเอง

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วธรรมมีมาก แล้วก็เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ตามเหตุตามปัจจัย แสนสั้นเร็วกว่าที่เราคิดมาก ขณะนี้ถ้าไม่ได้ฟังธรรม จะไม่รู้เลยว่า ที่ว่าไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งที่เกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ แล้วไม่กลับมาอีกเลย และสิ่งที่ดับแล้วจะเป็นเรา หรือจะเป็นของเราได้อย่างไร ค่อยๆ ลดความเป็นเรา ก็เป็นธรรมทุกอย่าง เพียงแต่ชื่อที่เราเรียกเท่านั้นเอง แต่เปลี่ยนลักษณะของธรรมนั้นไม่ได้ คุณโก๋สามารถจะให้จิตเห็นไม่ดับได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้จิตเห็นเกิดหรือเปล่า

    ผู้ฟัง จิตเห็นเกิด

    ท่านอาจารย์ แล้วดับไหม

    ผู้ฟัง เดี๋ยวก็ดับ

    ท่านอาจารย์ ทันทีที่เห็นแล้วดับเลย เพราะเกิดขึ้นเพื่อทำกิจหน้าที่เดียวคือเห็น เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจอะไรได้ ก็คือสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ เพื่อยืนยันว่าอะไรถูก อย่างเห็นถ้าไม่ดับจะมีได้ยินไหม แต่เสมือนว่าพร้อมกัน และระหว่างจิตเห็นกับจิตได้ยิน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงวาระของจิตที่เกิดตามลำดับ มีมากกว่าแค่เห็นและได้ยินซึ่งเป็นสองขณะ ขณะเห็นหนึ่งขณะ ขณะได้ยินหนึ่งขณะ แต่จิตที่เกิดก่อนและจิตที่เกิดระหว่างจิตสองจิตนี้ก็เยอะ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุด คือรู้ว่าเราไม่สามารถที่จะมีปัญญา มีความเห็นที่ถูกต้องด้วยตนเอง เพราะมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ก็ต้องพึ่งโดยฟังคำของพระองค์ ไตร่ตรองจนกระทั่งเป็นปัญญา ซึ่งก็ไม่ใช่คุณโก๋

    เข้าใจเมื่อไหร่เป็นธรรม ดีเมื่อไหร่เป็นธรรม ไม่ดีเมื่อไหร่ก็เป็นธรรม จนกว่าทุกอย่างเป็นธรรม จึงสามารถที่จะประจักษ์ความจริงได้ว่า มีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง นอกจากจิต เจตสิก รูป ก็คือนิพพาน แต่ถ้ายังอยู่ในโลกของความไม่รู้ ยังเป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งดูเหมือนไม่ได้ดับไปเลยสักอย่างเดียว นั่งอยู่ตรงนี้ทุกอย่างก็เหมือนเดิม นั่นคือไม่ได้เข้าใจความจริงของธรรม ซึ่งต้องเกิดจากการฟังและไตร่ตรองก่อนว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน จะเกิดพร้อมกันไม่ได้ เพราะเห็นต้องอาศัยตา รูปซึ่งเกิดเพราะกรรมอยู่กลางตา มองไม่เห็นเลย แต่รูปนี้กำลังกระทบกับสิ่งที่ปรากฏ ถ้าไม่กระทบเมื่อไหร่ สิ่งนี้ปรากฏไม่ได้ จิตเห็นเกิดไม่ได้ นี่คือความละเอียดของทุกขณะซึ่งไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น แต่สิ่งที่มีจริงทั้งหมดก็เป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริง จนกว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา

    ผู้ฟัง เวลาเรามอง เราเห็น พอเราหลับตามันดับ โก๋เข้าใจว่ามันใกล้ชิดกัน แล้วเกิดดับในขณะที่ใกล้มาก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเข้าใจอย่างนี้ไม่พอ นี่ขั้นฟัง ต้องมีขั้นประจักษ์แจ้งจึงจะมั่นคง เพราะเราพูดได้ว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน เห็นต้องอาศัยสิ่งที่มากระทบตา ได้ยินต้องอาศัยเสียงกระทบหู ไม่มีสีสันเลย เราพูดได้หมด แต่ว่าความเข้าใจของเราตามคำที่พูดแค่ไหน เช่น บอกทุกอย่างที่มีจริง มีจริงเป็นธรรม ไม่ต้องใช้คำว่าธรรมก็ได้ มีจริงๆ ไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่สามารถที่จะรู้ยิ่งกว่านั้นว่า แล้วสิ่งที่มีจริงเป็นอะไร เพื่อที่จะรู้ว่าไม่มีเราเลย มีแต่สิ่งที่มีจริงที่เกิดดับ ตามความเป็นจริงนั้นๆ ว่าต้องเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น

    ผู้ฟัง อยากจะเรียนถามท่านอาจารย์ว่า กิจของปัญญา มีหน้าที่อย่างไรบ้าง

    ท่านอาจารย์ เริ่มตั้งแต่เข้าใจ จนกระทั่งความเข้าใจนั้นมั่นคงขึ้น จนกระทั่งเป็นความรู้จริงแต่ละขั้น เพราะว่าทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เป็นธรรมที่มีจริง เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงต่อความจริงว่า เมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ เช่น ไม่มีเรา ต้องพิจารณาไตร่ตรองว่าจริงไหม ไม่มีเราแน่นอน แต่เพราะความไม่รู้ จึงยึดถือสิ่งที่มีว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งถ้าไม่มีปัจจัยอาศัยกันและกัน ก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นมาได้ตามลำพัง ไม่มีอะไรที่สามารถจะเกิดขึ้นมาได้เลย นอกจากสิ่งที่มีอาศัยกันและกันเกิดขึ้นด้วยดี

    อำนาจหนึ่งคือปัจจัยที่สามารถทำให้มี จากไม่มี ใครไปทำได้ให้มีขึ้น แต่สิ่งที่มี ที่มีกำลัง มีอำนาจ เป็นปัจจัยที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นมีอยู่ ก็เป็นอย่างนี้ คือว่าเราไม่สามารถที่จะไปดลบันดาลอะไรได้เลย เดี๋ยวนี้ใครจะบันดาลอะไรบ้าง ลองบันดาลให้ไฟดับ ไม่มีทาง บันดาลให้ตาบอด ก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว แสดงว่าสิ่งนี้มีแล้ว ถ้าไม่มีจะรู้ได้อย่างไร ไม่มีเลยก็ไม่รู้ แม้ความรู้ก็ไม่มี ถ้าไม่มีอะไรเลยก็ไม่มีอะไรที่จะรู้ แต่เมื่อมีสิ่งที่มีจริงๆ คือสิ่งที่เกิดเป็นอย่างนั้น อาศัยปัจจัยแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง แต่ละอย่างรวมกัน ทำให้มีสิ่งนั้นเกิดขึ้น เป็นแล้วเดี๋ยวนี้ก็คือว่า ถ้าเราไม่ได้ฟังคำที่กล่าวถึงความจริงของสิ่งที่มี เราก็ยังคงยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่ง แต่ความจริงแตกย่อยไม่รวมกัน แล้วก็เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป จริงไหม

    ถ้าจริงก็คือเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริง เปลี่ยนไหม ก็เปลี่ยนไม่ได้ ในเมื่อความจริงเป็นอย่างนี้ ก็ต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้น ความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นไม่เปลี่ยนแปลง ก็จะค่อยๆ ละความไม่รู้ และการยึดถือว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ทั้งหมดตัวนี่เป็นของเราใช่ไหม ตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า จากโลกนี้ไปแล้ว ไหนของเรา ไม่มีเราที่จะเป็นเจ้าของอีกต่อไป และสิ่งนั้นทั้งๆ ที่มีสภาพธรรมคือธาตุรู้ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเรา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถที่จะบังคับบัญชาได้

    ทุกอย่างมีปัจจัยเกิดขึ้นเป็นธรรมดา มีความเข้าใจขึ้นว่าไม่ใช่เรา ถูกต้องหรือผิด แค่นี้ เพราะฉะนั้นก็รู้ว่า เราเห็นผิดมาตลอด เราเข้าใจผิดมาตลอด เรามีความยึดถือว่า เป็นเรามาตลอดนานแสนนาน กว่าจะค่อยๆ เข้าใจ โดยไม่ใช่เราไปพยายาม เครื่องล่อให้หลงมีมาก เมื่อมีความไม่รู้เกิดขึ้น ก็มีความติดข้องต้องการ ทำให้มีการขวนขวายทำในสิ่งที่ผิด ไม่ใช่เป็นความเห็นถูกตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ว่าอวิชชา ไม่สามารถที่จะเข้าใจ เดี๋ยวนี้เรามีอวิชชากันมากเลยทุกคน บอกว่า ขณะนี้จิตเห็นเกิดและดับ ก็ไม่ปรากฏอย่างนั้น เพราะอวิชชาที่มั่นคงปิดบังไว้ มีกำลังกั้นไม่ให้สิ่งนี้ปรากฏ เพราะสิ่งนี้จะปรากฏกับปัญญาที่อบรมแล้วเจริญขึ้น จนสามารถที่จะค่อยๆ ละคลายความเป็นเราตามลำดับขั้น แม้ในขั้นการฟังก็มั่นคง

    ถ้าในขั้นการฟังมั่นคงว่าไม่ใช่เรา วันนี้ทั้งวัน ความปรากฏความไม่ใช่เราย่อมมีได้ เพราะไม่ใช่เราจริงๆ มีได้เพราะไม่ใช่เราจริงๆ ฟังแล้วเข้าใจ แต่เป็นเราอีกแล้ว เป็นเราอยู่นั่นแหละ อย่างไรอย่างไรก็เป็นเรา จนกว่าปัญญามีปัจจัยที่จะเกิดขึ้น ตามกำลังของปัญญาว่า ปัญญาขั้นฟัง ฟังแล้วลืมใช่ไหม พอจากที่นี่ไปก็คิดถึงเรื่องอื่นทันที ก่อนก้าวเข้ามาในห้องนี้ ก็เห็นดอกไม้ เห็นต้นไม้ เห็นความร่มรื่นต่างๆ พอเข้ามาในนี้ก็เปลี่ยนแล้ว เป็นดอกกุหลาบ เป็นคน เป็นอะไร ก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ตลอด นี่แสดงให้เห็นว่า กว่าเราจะรู้ความจริงว่า ความจริงไม่เป็นอย่างอื่น ต้องเป็นอย่างนี้ คือแต่ละหนึ่งแยกละเอียดยิบ ปนกันไม่ได้เลย อย่างที่ดอกไม้ที่เราคิดว่าเป็นดอกไม้

    สิ่งที่ปรากฏทางตา สีต่างๆ ใครไปทำให้เกิดขึ้น แล้วก็แม้หลับตา ดมกลิ่น กลิ่นก็ปรากฏที่นั่นแหละ แต่เวลาลืมตาเห็นสีสันวรรณะ แต่ไม่ได้มีกลิ่นปรากฏ ขณะใดที่กลิ่นปรากฏ ขณะนั้นก็คือว่าแม้หลับตากลิ่นก็ปรากฏได้ แต่พอลืมตาก็มีทั้งเห็นและมีทั้งกลิ่น นี่แสดงความรวดเร็ว ที่แยกออกไปเป็นแต่ละหนึ่งว่า ที่เราเข้าใจว่าเป็นดอกไม้ดอกหนึ่ง ความจริงมีอะไรซึ่งกำลังเกิดดับ แต่พออันหนึ่งดับ อีกอันเกิดแทน จะปรากฏความดับได้อย่างไร เพราะฉะนั้นเสาทั้งเสา บ้านทั้งหลัง นาฬิกาทั้งเรือน ไม่ได้ปรากฏการดับ เพียงแต่ว่ามี ซึ่งความจริงถ้าไม่เกิดไม่มี แต่มีมากมายเพราะว่าดับมากมาย แล้วก็มีอีกต่อไปมากมาย ก็รวมกันทุกชาติ ให้ปรากฏเป็น ภาษาบาลีจะใช้คำว่านิมิตตะ คนไทยเราก็บอกว่านิมิต เป็นเครื่องหมาย เป็นรูปร่าง เป็นสัณฐาน ที่จะทำให้รู้ว่าเป็นสิ่งนั้น ไม่ใช่สิ่งนี้ เช่น ดอกไม้ไม่ใช่โต๊ะ สีสันวรรณะต่างกัน ปรากฏขอบเขต กว้าง ยาว สูง ต่ำ ลึก พวกนี้ก็ทำให้ความจำซึ่งมี

    ทุกอย่างที่มีในชีวิตทั้งหมด ไม่ใช่ว่าไม่มี มีแต่ไม่ใช่เราสักอย่างเดียว บังคับบัญชาอะไรก็ไม่ได้ สภาพที่จำก็มีจริงแต่ไม่ใช่ความเห็นถูกต้อง แค่จำ เพราะฉะนั้นสภาพที่เข้าใจ ไม่ได้จำ แต่สามารถเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งที่มี ด้วยเหตุนี้สภาพธรรมคือจิต และเจตสิก และรูป หลากหลายต่างกันมาก แล้วแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดและดับ ไม่กลับมาอีกเลย ถ้ารู้อย่างนี้ไม่มีเราแน่ แต่ถ้าฟังอย่างนี้ ยังไม่ได้รู้อย่างนี้ ก็แสดงว่ายังมีความเป็นเราเหลืออยู่มาก เพราะเหตุว่าแค่เข้าใจว่าเห็นเกิดดับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่อย่างนั้น ก็แสดงว่าถูกปกปิดแล้วด้วยความไม่รู้ เพราะต้องเป็นปัญญาระดับไหน ที่สามารถที่จะประจักษ์ความจริงของสภาพธรรม ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียด สัมมามรรค มิจฉามรรค

    ถ้าไม่ทรงแสดงมิจฉามรรค คนก็คิดว่ามีแต่สัมมามรรค อะไรๆ ก็ถูก ทำอย่างนั้นก็ได้ อย่างนี้ก็ได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า สัมมามรรคคืออย่างนี้ มิจฉามรรคคืออย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็ให้รู้ได้ว่า ถ้าไม่ใช่สัมมามรรคก็คือมิจฉามรรค

    อ.วิชัย ดังนั้นอย่างที่ท่านอาจารย์กล่าวในช่วงแรก ข้อความในอิสสรสูตร ก็มีเทวดามาทูลถามพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า อะไรหนอเป็นใหญ่ในโลก ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตรัสตอบเทวดานั้นว่า อำนาจเป็นใหญ่ในโลก ถ้าเราคิดอย่างคนทั่วๆ ไปก็คิดเหมือนกับว่า คนที่มีอำนาจหน้าที่ ก็คือมีอำนาจในการที่จะกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ แต่ความเป็นจริงแล้ว ลึกที่สุดคือไม่มีใครเลยสักคน แต่ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดแล้ว เพราะมีอำนาจคือปัจจัยที่จะให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งความเป็นจริงไม่มีใครใช่ไหม

    แม้บุคคลนั้นจะคิดหรือว่ากระทำอะไร ก็ต้องเป็นไปตามอำนาจ คือเหตุปัจจัยที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความชั่วก็ตาม คนทั่วไปก็คิดว่าความชั่วเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ขณะที่ความชั่วเกิดขึ้น ขณะนั้นไม่รู้ว่าความชั่วไม่ดี เพราะความชั่วเกิดในขณะนั้น แต่ถ้าเป็นปัญญานี่ต่างกัน เพราะว่าปัญญาเมื่อเกิดขึ้นเห็น หรือว่ารู้ตามความเป็นจริงว่า กุศลเป็นกุศล อกุศลเป็นอกุศล ดังนั้นปัญญา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า บรรดาสังขารธรรมทั้งหลาย ปัญญาประเสริฐที่สุด เพราะว่าเข้าใจ แล้วก็รู้ถูกตามความเป็นจริง ต่างกับอวิชชาซึ่งห่อหุ้มไว้ ใช่ไหม ปกปิดเอาไว้ ไม่ให้หมู่สัตว์ทั้งหลายได้รู้ความเป็นจริง แต่ว่าเมื่อผู้มีปัญญาคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า บุคคลผู้มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญาประเสริฐที่สุด

    ผู้ฟัง ก็คือว่าดิฉันได้รับโอกาสที่จะมีโครงการในการที่จะออกแบบหลักสูตร เพื่อให้พระ ๒๐ รูป แล้วก็ฆราวาสประมาณ ๒๐ คน เพื่อที่จะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ แล้วก็มีความตั้งใจในการที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา ดิฉันเองก็คือสันทัดภาษาอังกฤษ แต่ยังไม่เคยที่จะใช้ภาษาอังกฤษกับทางธรรม วันนี้เลยขอคำแนะนำจากท่านอาจารย์ว่า การที่จะเผยแผ่ธรรมโดยที่จากตัวเราเองก่อน เราพึงต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง

    ท่านอาจารย์ ที่จริงมีความปรารถนาดีที่จะให้คนอื่นได้รู้จักพระพุทธศาสนา ได้เข้าใจพระพุทธศาสนา แต่ว่าผู้ที่จะกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องเป็นผู้ที่เข้าใจคำนั้นจริงๆ มิฉะนั้นแล้ว เราคิดว่าเราจะส่งเสริมพระพุทธศาสนา แต่ความจริงเมื่อเราไม่ได้เข้าใจ ก็เรากำลังทำลายพระพุทธศาสนา นี่เป็นสิ่งซึ่งตรง แล้วก็ด้วยความถูกต้อง ก็จำเป็นที่จะต้องกล่าวชัดเจน ไม่เช่นนั้นแล้ว เราคิดว่าเรากำลังทำสิ่งที่มีประโยชน์มาก ทุกคนที่ทำอะไร เขาคิดว่าเป็นประโยชน์ทั้งนั้น แต่ว่าเขาไม่รู้ คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าทุกคนได้ยินคำว่าธรรม แต่ถามว่าธรรมคืออะไร ถ้าตอบผิดจะไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้ไหม


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    14 ต.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ