ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
ตอนที่ ๑๓๙๘
สนทนาธรรม ที่ สมาคมแม่บ้านตำรวจ
วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ เกิดดับเร็วมากทุกอย่าง ที่ปรากฏทั้งหมด เป็นนิมิตเท่านั้น นี่คือสิ่งที่ปกปิดความจริง ซึ่งไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงตรัสรู้ว่า อะไรคืออะไร แต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับเร็ว และก็ปรากฏเป็นสิ่งต่างๆ ซึ่งทำให้ไม่รู้ จึงหลงเข้าใจว่าเป็นเรา เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แสนนานมาแล้วในสังสารวัฏฏ์ เท่ากับว่ามืดบอด เพราะว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ก็หมดไป เมื่อวานนี้ทั้งหมด ใครจำได้ เมื่อวานนี้ตอนเช้ารับประทานอะไร นึกไหม ถ้าไม่มีปรมัตถธรรม จะมีรูปร่างสัณฐานปรากฏเป็นนิมิตไหมว่า นี่ปลา นั่นกุ้ง รู้ได้โดยนิมิต เกิดอรรถบัญญัติ คือรู้เข้าใจในสิ่งนั้น ว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น แต่ยังไม่มีเสียง
เพราะฉะนั้นเวลาที่เสียงกระทบหู หลากหลายมาก จนค่อยๆ รู้ว่า เสียงแต่ละหนึ่งหมายความถึงอะไร ทั้งๆ ที่ยังพูดไม่ได้แต่ได้ยินแล้ว เด็กเกิดใหม่ กว่าจะพูดได้ เพราะได้ยินเสียงจนจำได้ จนสามารถที่จะเปล่งคำออกไป ตามความเข้าใจในเสียงนั้น จึงสามารถที่จะเรียกได้ว่า อะไรเป็นอะไร นั่นคือสัททบัญญัติ เพราะฉะนั้นให้เข้าใจความหมายของบัญญัติว่า เป็นการรู้ได้โดยประการนั้นๆ ทางตา หรือรู้ได้โดยประการนั้นๆ ทางหู เพราะเสียงหลากหลายมาก ภาษาต่างๆ ไม่เหมือนกันเลย คำนี้ในภาษานี้ หมายความว่าอย่างนั้น เสียงเดียวกัน ในภาษานี้ อีกภาษาหนึ่งหมายความอีกอย่างหนึ่ง เป็นบัญญัติทั้งนั้นเลย เพราะยังไม่ได้ประจักษ์การเกิดดับ จึงต้องเป็นบัญญัติ ซึ่งมาจากนิมิต หนึ่งเดียวนี่รู้ไม่ได้ แต่ว่าหลายๆ หนึ่ง เกิดดับสืบต่อจนปรากฏเป็นนิมิต
เพราะฉะนั้นบัญญัติคือ รู้ได้โดยอาการของนิมิตว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นจึงมีอรรถบัญญัติ รู้ได้ในความหมายรูปร่างสัณฐานที่ปรากฏ และสัททบัญญัติ โดยเสียง เพราะฉะนั้นบัญญัติอย่างอื่นมีอีก แต่ก็ต้องมาจาก ๒ อย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องไปนึกถึงเรื่องราวมากมาย แต่เมื่อพบคำไหนเข้าใจคำนั้นได้ ตอนนี้ยังสงสัยในปรมัตถธรรมไหม ถ้าไม่มีปรมัตถธรรม นิมิตไม่มี เพราะฉะนั้นเมื่อมีปรมัตถธรรม เกิดดับสืบต่อ ไม่ประจักษ์การเกิดดับสืบต่อ สิ่งที่เกิดดับสืบต่อปรากฏเป็นนิมิตหลากหลาย รูปร่างสัณฐานคือนิมิต เพราะฉะนั้นก็มีการเข้าใจ ในรูปลักษณะที่ต่างกัน เป็นบัญญัติ เกิดขึ้นมาแล้วบัญญัตินี่ไม่เหมือนนี่ แต่ยังไม่รู้ว่าเรียกว่าดอกกุหลาบ แต่รู้เลยว่ามันไม่เหมือนกัน พอไปเจอดอกมะลิ การเกิดดับของดอกกุหลาบ การเกิดดับของดอกมะลิ ทำให้ปรากฏเป็นนิมิตที่ต่างกัน
พอนิมิตต่างกัน ก็เข้าใจในประการที่ต่างกัน นั่นคือบัญญัติ เริ่มบัญญัติแล้วว่า นี่ไม่ใช่นั่น แต่พอมีเสียงเข้ามา ก็เรียกเลย นี่ดอกมะลิ นั่นดอกกุหลาบ เพราะฉะนั้นจึงมีอรรถบัญญัติไม่ต้องมีเสียง แต่อาการที่ปรากฏสืบต่อ ปรากฏเป็นนิมิต พอปรากฏนิมิต และก็เข้าใจในนิมิตนั้น ก็เป็นอรรถบัญญัติ เพราะฉะนั้นนกมีอรรถบัญญัติไหม มี เขาก็รู้ว่าอะไรกินได้ และกินไม่ได้ ไม่ต้องเรียกด้วย นกจะพูดอย่างคนก็คงไม่ได้ แต่ก็จำกัดที่เขาสามารถจะรู้กันได้ ในหมู่เขา ซึ่งเราก็ไม่สามารถจะไปรู้ได้ เราไม่ใช่นก แต่อาจจะสังเกตจนกระทั่งรู้ได้ว่า เสียงนี้ และนกอื่นทำอย่างไร
เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมะทั้งหมดเลย แต่ว่าความเข้าใจว่าไม่ใช่เรา ค่อยๆ เกิดขึ้น ทีละเล็ก ทีละน้อย เมื่อเข้าใจเพิ่มขึ้น แต่จะให้หมดความเป็นเราทันที เป็นไปไม่ได้ ให้รู้ความจริงว่า ต้องปัญญามากกว่านี้ จะไปพูดคำว่า วิปัสสนา โดยไม่รู้อะไรเลย ถูกไหม ก็ผิดหมด ต้องเป็นคนตรง แล้วก็มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ไม่ใช่มีบุคคลใดเป็นที่พึ่ง พระรัตนตรัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ผู้ที่ประจักษ์แจ้งความจริง กล่าวความจริง ที่ถูกต้อง ไม่ใช่ว่าให้ไปทำอะไร ที่ไม่มีเหตุผลเลย จะรู้อะไรก็ไม่บอก ไปนั่งๆ ให้รู้อะไร ไปสำนักปฏิบัติ แล้วนั่งบ้าง ยืนบ้าง เดินบ้าง ให้รู้อะไร ไปมาแล้วไม่ใช่หรือ
เพราะฉะนั้นก็รู้ได้ ว่าไม่ได้รู้อะไร แต่เพราะไม่ได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วพอใคร อ้างคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเราไม่ได้ศึกษาโดยละเอียด เราก็เลยเชื่อตาม วิปัสสนาก็วิปัสสนา แต่ไม่รู้ว่าวิปัสสนา ไม่ได้เห็นเป็นวิปัสสนาเลย ไม่ตรงกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า วิปัสสนาคืออะไร ปัญญามีตั้งหลายระดับ ปัญญาขั้นฟัง กำลังฟัง ในขณะที่สภาพธรรมะกำลังเกิดดับก็ไม่รู้ แต่เริ่มเข้าใจเรื่องราวของสิ่งที่กำลังมีจริงๆ เป็นปริยัติ หมายความว่า ความรู้ความเข้าใจ ที่สอดคล้องกัน ขัดกันไม่ได้เลย เพราะเป็นความจริงถึงที่สุด เพราะฉะนั้นจะเอาความเป็นเรา ไปปฏิบัติให้เกิดปัญญา เป็นไปไม่ได้ เพราะปัญญาต้องรู้ว่า ไม่ใช่เรา เป็นธรรมะ
เริ่มรู้จักคำแรก คือธรรมะ สิ่งที่มีจริง แล้วก็มีจริงๆ ให้เข้าใจด้วย ไม่ใช่ไปพูดแล้วไม่มีสิ่งที่ปรากฏ แต่มีไม่รู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่มี และมีแล้วด้วย เมื่อไหร่ก็ได้ ขณะไหนก็ได้ มีแล้วทั้งนั้น ให้รู้ความจริงของสิ่งที่มี เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังจะไปสำนักปฏิบัติ ก็ไม่รู้อะไร แล้วก็ไป แล้วจะรู้อะไร แต่เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าใจสิ่งที่มี ไม่ใช่ให้ไปทำ สิ่งที่ไม่มี ให้มี ทำไม่ได้ แต่สิ่งที่มีแล้ว รู้ว่าเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย
เพราะฉะนั้นผู้ที่เคารพในพระรัตนตรัย คือผู้ที่เข้าใจธรรม ไม่อย่างนั้นก็เชื่อคนอื่น เพราะเราไม่ได้ศึกษาจริงๆ แต่ถ้าศึกษาจริงๆ มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตั้งแต่เริ่มฟัง จนกระทั่งปฏิปัตติ ก็ไม่ใช่เรา ปัญญาเกิดถึงระดับนั้น ที่จะรู้ความจริง พร้อมด้วยปัจจัยที่จะทำให้เกิด จึงเกิดได้ ไม่ใช่จะไปบังคับ ให้มารู้การเกิดดับขณะนี้เลย ไม่มีปัจจัยที่จะไปรู้การเกิดดับ ไม่มีปัญญาระดับนั้น แล้วจะไปให้ระดับนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่ถ้ามีปัญญา ค่อยๆ สะสมไป ค่อยๆ เข้าใจไป ค่อยๆ ละความไม่รู้
อะไรจะเกิดใครรู้บ้าง ท่านพระสารีบุตรไม่รู้เลย ว่าท่านจะได้พบท่านพระอัสสชิ ตอนนั้นท่านเป็นอุปติสสะมานพ แล้วก็เห็นท่านพระอัสสะชิเดินบิณฑบาต ด้วยกิริยาอาการที่สงบน่าเลื่อมใส ไม่เหมือนคนที่ท่านได้เคยเห็นมาแล้ว ที่จะมีความสงบอย่างนั้น เพราะฉะนั้นก็ติดตามไป เพื่อที่จะสนทนาด้วย และผลของการสนทนาไม่กี่คำ ท่านพระสารีบุตร ที่ได้สะสมปัจจัยมาแล้ว ที่จะเข้าใจ ก็สามารถที่จะประจักษ์แจ้งสภาพธรรมะ วิปัสสนาขณะไหนก็ได้ ท่านไม่ได้ไปทำ ท่านไม่ได้ไปเตรียมตัว ท่านไม่ได้ไปจงใจตั้งใจ แต่ว่าท่านเข้าใจสิ่งที่เกิดแล้ว ในขณะนั้น
เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นความต่างกัน ของผู้ที่ไม่เข้าใจธรรมะ แล้วเข้าใจธรรมว่าธรรมดา สอนให้เป็นคนดีก็เหมือนใครก็ได้ ทำไมต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เมื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่ละเอียดยิ่งนัก ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนได้ เพราะฉะนั้นมรดกที่ได้รับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือความเข้าใจถูก ประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งอื่นทั้งหมด เพราะว่าเหมือนคนที่อยู่ในความมืด ในสังสารวัฏฏ์ เพราะอะไร กำลังเกิดดับก็ไม่รู้ คิดว่ามี คิดว่าเป็นเรา แล้วเสร็จแล้วก็ตายไป เกิดมาอีกก็เหมือนเดิม คือไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้นชีวิตเหมือนฝัน ประการหนึ่งก็คือว่าในฝันมีทุกอย่าง คนโน้นก็มี คนนี้ก็มี ฝันไป พอตื่นขึ้นอยู่ไหน ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นทั้งชาตินี้ก็เหมือนฝันไป มีโน่น มีนี่ มีนั่น แต่ความจริงไม่มี เพราะฉะนั้นตื่นเมื่อไหร่ คือรู้ว่าไม่มีแล้ว เมื่อกี้นี้หมดแล้ว จะกลับมาอีกไม่ได้สักอย่างเดียว เพราะฉะนั้นความเข้าใจก็ค่อยๆ มั่นคงขึ้น จนกว่าจะค่อยๆ รู้ขึ้น ก็ละไป รู้แล้วก็ละไป รู้แล้วก็ละไป สภาพธรรมะขณะนี้จึงปรากฏตามความเป็นจริงได้ วิปัสสนาไม่ใช่ขั้นฟัง ไม่ใช่ขั้นปฏิบัติ แต่เป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง
เพราะฉะนั้นขั้นฟังเป็นปริยัติที่เราเรียกว่า ปริยัติ รอบรู้ในพระพุทธพจน์ คือต้องตรงกันหมด ไม่ขัดกันเลย เมื่อไม่ใช่เรา แล้วจะไปปฏิบัติ ถูกหรือผิด แค่นี้ก็ไม่รู้แล้ว ไม่ได้ไตร่ตรอง เพราะว่าไม่ได้ฟังมาก พอที่จะรู้ว่า ไม่มีใครทำอะไรได้เลย ธรรมะต่างหากที่เกิดขึ้น เป็นไป ตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความเข้าใจ เราไปทำด้วยความไม่รู้ แต่ถ้ามีความเข้าใจ ปัญญาเกิดเมื่อไหร่ ใครรู้ เพราะเป็นอนัตตา สติสัมปชัญญะ ซึ่งเป็นสติปัฏฐานเกิดเมื่อไหร่ ใครรู้ สติระลึกรู้อะไร ใครไปเลือกให้ เกิดแล้วรู้แล้ว ดับแล้ว แสดงความเป็นอนัตตาโดยตลอด นั่นคือปัญญา
เพราะฉะนั้นขั้นปฏิบัติก็คือว่า ต้องมีปริยัติก่อน มีความเข้าใจก่อน และความเข้าใจต่างหาก ที่จะทำให้สามารถเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏทันที โดยสติมีปัจจัยก็เกิด ถ้าไม่มีปัจจัยที่จะเกิด แข็งก็แข็งอย่างนั้นแหละ ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ถ้าปัญญาเกิด แข็งอย่างเดียว เปลี่ยนไม่ได้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่นิ้ว ไม่ใช่อะไรเลย แต่ถ้าปัญญามากกว่านั้นอีก แข็งนั่นแหละเดี๋ยวนี้กำลังเกิดดับ นั่นคือวิปัสสนา ปกติธรรมดา เลือกให้เกิดเมื่อนั่น เมื่อนี่ ก็ไม่ได้เลยทั้งสิ้น จึงจะเป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นความเข้าใจ ความไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่เรา ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เป็นผู้ตรง อุชุปฏิปันโน จะไปทำวิปัสสนาไหม
ผู้ฟัง ไม่ทำอยู่แล้ว
ท่านอาจารย์ ถ้ารู้ไม่มีใครทำ เพราะทำไม่ได้ ไปทำก็ผิดเลย หลงเป็นเราทำ หลงว่าเรารู้ แล้วก็รู้ได้อย่างไร มันเป็นไปไม่ได้ ที่อวิชชาความไม่รู้จะไปรู้ความจริงอย่างนี้ได้ ต้องเป็นความรู้เริ่มขึ้น ตั้งแต่การฟังคำของผู้ที่ตรัสรู้ และความเข้าใจค่อยๆ เพิ่มขึ้นในความไม่มีเรา เพราะฉะนั้นเห็นไม่ใช่เรา ได้ยินไม่ใช่เรา คิดนึกไม่ใช่เรา ไม่ใช่พูด แต่เข้าใจตามลำดับ ขั้นสติสัมปชัญญะ จึงสามารถรู้ตรงหนึ่ง ตามที่ได้ฟัง ถูกต้องตามความเป็นจริง ตามลำดับขั้น เป็นวิปัสสนาญาณ ตามลำดับขั้นด้วย โดยความเป็นอนัตตาด้วย ละเอียดลึกซึ้ง
ผู้ฟัง ละเอียดมาก เพราะกำลังพยายาม ทำความเข้าใจ ความแตกต่างระหว่างนิมิตกับบัญญัติ ให้ชัดเจนอยู่ เพราะจริงๆ ส่วนต่างแค่ไหน ทำไมพระองค์ท่านถึงบัญญัติด้วยคำ ๒ คำ
ท่านอาจารย์ เห็นไหมว่า ไม่พ้นจากความเป็นเรา ที่อยากจะรู้ และกำลังพยายาม แต่รู้ไหมว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีเรา จิต เจตสิกต่างหาก แม้ความพยายามนั้นถูกหรือผิด เป็นมิจฉา ลืมสัมมา ก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่เราทั้งนั้น เพราะฉะนั้นความเป็นเรายังมีอีกมาก เพราะสะสมมานานในสังสารวัฏฏ์ แต่ความเข้าใจทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ เข้าใจขึ้น โดยเข้าใจไม่ใช่เรา ไม่ใช่พอเข้าใจแล้ว เป็นเราเข้าใจ นั่นก็ผิดอีก เพราะว่าผิดมานาน ไม่ต้องทำความเข้าใจเลย เพราะจิตทำ เจตสิกทำ ทำแล้วด้วย กำลังทำทุกขณะ ไม่มีเราเลย แต่ละหนึ่ง มีแต่ธรรมะ ที่เกิดแล้วก็ดับตลอดเวลา เข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่ง หรือเป็นเราก็ผิด
เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่า "อัตตา" เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด อัตตานุทิฏฐิ บ่อยๆ เนืองๆ คล้อยตามความเห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่เรื่อยมาในสังสารวัฏฏ์ และถ้าไม่ประจักษ์ความจริงดับไม่ได้ เป็นเรามานานมาก และหนทางก็ไม่ใช่หนทางอื่น จากความเข้าใจ ซึ่งเป็นปัญญาเจตสิก เจตสิกอื่นทำหน้าที่เข้าใจไม่ได้ เจตสิก ๕๒ มีเจตสิกหนึ่งซึ่งเข้าใจ ที่กำลังเข้าใจไม่ใช่เราแต่เป็นเจตสิก สติก็ไม่ใช่ปัญญา ศรัทธาก็ไม่ใช่ปัญญา แต่ละหนึ่งๆ เป็นแต่ละหนึ่งจริงๆ และบังคับให้เกิดก็ไม่ได้ มีปัจจัยจึงเกิดไม่มีปัจจัยก็ไม่เกิด ถึงเวลาทำไมมีไฟไหม้ป่า ก่อนไฟไหม้ก็เป็นป่าธรรมดานี่แหละ แต่มีปัจจัยที่จะเกิดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นเกิด
เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะจะถึงระดับไหน ก็ต้องเพราะปัจจัยที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นตามลำดับ พอถึงเวลา อนัตตาปรากฏ สามารถเข้าถึงสภาพธรรม ตรงตามที่ได้ฟัง โดยไม่ใช่เรา และไม่รู้ด้วยว่าเมื่อไหร่ เพราะทั้งหมดเกิดเมื่อมีปัจจัย เลือกกาลเวลาไม่ได้ เลือกขนาดปริมาณ ไม่ได้ เลือกอะไรไม่ได้เลย ต้องเป็นไปตามปัจจัย ฟังแค่นี้จะให้เป็นวิปัสสนาญาณ ไม่มีทาง
ผู้ฟัง เคยฟังชาดกหลายๆ เรื่อง อย่างนี้ ก็เข้าใจเนื้อเรื่อง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นธรรมะขณะนั้น คืออะไร
ผู้ฟัง คือได้ยิน
ท่านอาจารย์ คือได้ยิน ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นก็เข้าใจชาดกว่าหมายความถึงอะไร หมายความถึงการเกิดขึ้นของจิต เจตสิก ตามปัจจัยที่จะให้เป็นอย่างนั้น ชาดกนั้น
ผู้ฟัง หมายถึงเนื้อเรื่องของชาดก เกิดจากจิต เจตสิก
ท่านอาจารย์ แน่นอน ถ้าไม่มีจิต เจตสิก จะมีชาดกหรือ
ผู้ฟัง ที่เป็นชาดก เรื่องนั้นๆ ก็มาจาก จิต เจตสิก รูป นี่แหละ ที่ทำให้มีเรื่องนั้นเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าชาดกเป็นอย่างนั้น เรื่องราวของพวกเราก็เช่นเดียวกัน
ท่านอาจารย์ ก็จิต เจตสิก กี่ชาติๆ ก็จิต เจตสิก รูป เกิดดับๆ สืบต่อไม่หยุดเลย ไม่มีใครทำให้หยุดได้ เดี๋ยวนี้จะไม่ให้จิตเกิดต่อ ไม่มีทาง ความจริงคือไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร
ผู้ฟัง เกิดล้มฟุบไป ตาย จิตก็หยุดเหมือนกัน ถ้าเกิดคนเขาพูดแบบนั้น
ท่านอาจารย์ ทันทีที่จิตหนึ่งดับ การดับของจิตนั้น เป็นปัจจัยให้จิตเกิดสืบต่อทันที โดยนัตถิปัจจัย หมายความว่าจิตนี้ต้องหมดก่อน ต้องปราศไป นัตถิ ไม่มีอีกแล้ว จิตอื่นจึงสามารถเกิดได้ต่อทันที ไม่ใช่จิตเก่า แต่ถ้าจิตเก่ายังไม่ดับ จิตอื่นจะเกิดไม่ได้ เพราะเป็นปัจจัยที่ว่า ทันทีที่จิตนี้ดับ ต้องปราศไปก่อน จึงเป็นนัตถิปัจจัย ไม่มีอีกแล้วสักหนึ่งขณะ เพราะจิตหนึ่งขณะนี้ จะเป็น ๓ อนุขณะ ขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับ แค่เกิดแล้วดับ ยังต่างกันที่ว่า ขณะเกิดไม่ใช่ขณะดับ และขณะเกิดไม่ใช่ขณะที่ยังไม่ดับ เพราะฉะนั้นเกิดและก็ยังไม่ดับ แล้วก็ดับ ภาษาบาลี อุปาทะ ฐิติ ภังคะ อุปาทะคือเกิด ภังคะคือดับ ฐิติคือในระหว่างที่ยังไม่ดับ เกิดแล้วยังไม่ดับ ต้องปราศไปทั้ง ๓ ขณะ โดยสิ้นเชิง เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น โดยจิตนั้นเป็นอนันตรปัจจัยหมายความว่า ทันทีที่จิตนั้นดับ จิตอื่นต้องเกิดสืบต่อ เพราะจิตก่อนเป็นปัจจัย ที่จะให้จิตต่อไปเกิดขึ้น
ผู้ฟัง ขณะนี้สมมติเราตาย จิตที่ดับก็เป็นอนันตรปัจจัยให้ดวงใหม่ แต่ถ้ายังไม่ตาย การทำงานของจิตก็เหมือนกัน
ท่านอาจารย์ ยังไม่ตาย เพราะกรรมที่ทำให้เป็นคนนี้ยังไม่สิ้นสุด ยังต้องเป็นคนนี้ต่อไป จนกว่ากรรมที่ทำให้เกิดเป็นคนนี้สิ้นสุด ก็จะเป็นคนนี้ต่อไปอีกไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้ ทำกิจ เพราะจิตทุกขณะที่เกิด ต้องทำกิจ ของตนๆ เพราะฉะนั้นจิตขณะสุดท้าย ไม่ได้ทำกิจภวังค์เหมือนเดิม ที่จะดำรงภพชาติ แต่ทำให้สิ้นภพชาติ เพราะฉะนั้นทันทีที่จิตนี้ดับ เป็นปัจจัยให้จิตต่อไปเกิด อีกคนหนึ่ง แล้วแต่จะเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเทวดา เป็นอะไรก็แล้วแต่ ตามกรรม ที่ถึงเวลาที่จะให้ผล ทำให้เกิด ก็ต้องเกิดเป็นอย่างนั้น เลือกไม่ได้เลย
ผู้ฟัง จิตที่เกิดดับไม่แตกต่าง หมายถึงก็ยังไม่ตายอย่างนี้ ก็มีจิต เกิดดับๆ
ท่านอาจารย์ จิตเป็นจิต เจตสิกเป็นเจตสิก ต่างกันไหม
ผู้ฟัง ต่าง แต่หมายถึงว่า แล้วเราตายไปอย่างนี้ จิตหลังจากตายไป จะเปลี่ยนแปลงไหม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นตายคืออะไร ก็ต้องพูดกันก่อน ไม่ใช่พูดเฉยๆ ว่าตาย
ผู้ฟัง ตายคือหมดความเป็นบุคคลนี้
ท่านอาจารย์ โดยกรรมที่สิ้นสุด ที่จะให้เป็นคนนี้ จะเป็นคนนี้ต่อไปอีกไม่ได้เลยซักหนึ่งขณะ
ผู้ฟัง แต่ในระหว่างนี้ หมายถึงว่าจิตที่เกิดดับๆ เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง จิตคนละประเภทที่เกิดขึ้น ทำกิจการงานของเขา
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นกรรมหนึ่งที่เป็นปัจจัยให้เกิด กรรมเดียวที่ได้ทำมาในสังสารวัฏฏ์ แต่กรรมนี้แหละ ประมวลมาซึ่งกรรมอื่นๆ ซึ่งสามารถจะให้ผลได้ในชาตินั้น เพราะฉะนั้นบุญกรรมที่นกสะสมมา จะให้มีบ้านช่องอย่างคนก็ไม่ได้ ไปเข้าโรงเรียนอะไรๆ ก็ไม่ได้ เพราะเหตุว่าเกิดมาโดยกรรมที่ทำให้เป็นนก กุศลใดๆ ก็ได้แค่ แล้วแต่ใครจะเอาไปเลี้ยงดู หรือทำอะไรก็ตามแต่ แล้วแต่ ให้รู้ว่าเห็นเมื่อไหร่ ได้ยินเมื่อไหร่ ได้กลิ่นเมื่อไหร่ ลิ้มรสเมื่อไหร่ รู้สิ่งที่กระทบกายเมื่อไหร่ เป็นผลของกรรม ต่อจากนั้นคือการสะสมที่จะเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ไม่อย่างนั้นเราก็แยกเหตุกับผลไม่ออก
แต่นี่ผลของกรรมคือนี่ เกิดมา ต้องเห็น ต้องได้ยิน สิ่งที่น่าพอใจ สิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็แล้วแต่กรรม เป็นปัจจัยให้ผล ทำให้จิตประเภทที่เป็นผลของตนเกิดขึ้น กรรมไม่ดีจะให้เห็นดีได้ไหม เพราะฉะนั้นกรรมไม่ดีถึงเวลา ก็ทำให้จิตที่เห็น เป็นผลของกรรมที่ไม่ดี จึงเห็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นเกิดมาเป็นที่ดูบุญและบาป และผลของบุญและบาป ก็ต้องรู้ว่าผลคือเมื่อไหร่ เห็นนั่นแหละเป็นผลของกรรม ถ้าเป็นผลของอกุศลกรรม ก็เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ
ผู้ฟัง ทีนี้จะมาข้องใจตรงกรรมใหม่ ในเมื่อเราเกิดมารับผลของกรรม เห็น ได้ยิน
ท่านอาจารย์ พอเห็นแล้วคิดไหม
ผู้ฟัง คิดแน่นอน
ท่านอาจารย์ เป็นกุศล หรือเป็นอกุศล
ผู้ฟัง ก็แล้วแต่
ท่านอาจารย์ ใช่ แล้วเริ่มทำกรรมแล้ว ก็เป็นกรรมใหม่ ที่จะต้องให้ผลข้างหน้าต่อไป
ผู้ฟัง แต่เฉพาะเห็น เป็นผลของกรรมที่กระทำแล้ว แต่หลังเห็น
ท่านอาจารย์ แน่นอนด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงแสดง จิตทุกขณะ โดย ละเอียดอย่างยิ่ง ว่าจิตนั้นเป็นชาติอะไร ประกอบด้วยเจตสิกอะไร อย่างจิตเห็น ประกอบด้วยเจตสิก ๗ ประเภท จิตได้ยิน จิตได้กลิ่น จิตลิ้มรส จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ๑๐ ดวง ประกอบด้วยเจตสิก ๗ อย่าง ถ้าเป็นจิตขณะอื่นมากกว่านี้ กุศล อกุศล นี้ก็มากกว่านี้แล้ว น้อยที่สุด คือต้องมีจิตที่ประกอบด้วยเจตสิก ๗ ดวง ไม่มี ๒ ดวง ๓ ดวงเท่านั้น ไม่มี จิตเกิดไม่ได้ ต้องอาศัยปัจจัย จิต เจตสิก โดยฐานะใด แต่ละหนึ่งๆ ละเอียดยิบ เพื่ออะไร ไม่มีเรา แต่เป็นจิต และเจตสิก ประเภทไหนก็คือเป็นธรรมะที่เป็นกุศล และอกุศลประเภทนั้นๆ
ผู้ฟัง เมื่อกี้ก็ทานอาหาร หมายถึงว่าจิตก็เกิดขึ้น ทำกิจการงาน แต่ว่าก็เป็นเรา
ท่านอาจารย์ และความจริงเป็นอะไร
ผู้ฟัง ก็เป็นธรรมะ ที่เกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ใช่ แต่ว่าไม่ได้เข้าใจอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจึงมีเจตสิกหนึ่ง คือมิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิด มีจริงๆ มิจฉาทิฏฐิ ความเห็นผิดเป็นเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง มิจฉาทิฏฐิก็เป็นธรรมะอย่างหนึ่ง
ท่านอาจารย์ ก็เป็นธรรมะทั้งหมด แต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นไม่รู้มีจริงหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่รู้มีจริง
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมะหรือเปล่า
ผู้ฟัง ก็เป็นธรรมะ
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมะอะไร
ผู้ฟัง เป็นอวิชชา ไม่รู้เป็นโมหะ
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมะอะไร
ผู้ฟัง เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ เป็นเจตสิก ต้องรู้ถึงที่สุด จึงจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ถ้ายังไม่รู้ ก็ตอบไม่ได้ ก็เป็นเราขณะนั้น
ผู้ฟัง ถ้าฟังธรรมะบ่อยๆ เนืองๆ ก็จะเกิดการพิจารณา อย่างเมื่อกี้ที่ท่านอาจารย์กล่าว ได้หมายถึงว่า ก็พิจารณาเอาว่าฟังมาแล้ว
ท่านอาจารย์ พิจารณาเป็นเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง ก็ไม่ใช่เราอีก เป็นสภาพธรรมะ
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมะอะไร
ผู้ฟัง ก็เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ ก็เป็นเจตสิก ก็ไม่มีอะไรนอกจาก จิต เจตสิก รูป เพราะฉะนั้นทรงแสดงลักษณะของจิต ทรงแสดงลักษณะของเจตสิก แต่ละหนึ่งด้วย ไม่ใช่อย่างเดียวกันเพราะมีลักษณะต่างกัน มีกิจการงานต่างกัน มีอาการปรากฏต่างกัน มีเหตุใกล้ให้เกิดต่างกัน ทุกอย่างละเอียดมาก
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440