ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
ตอนที่ ๑๔๓๗
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต่างคนต่างรู้ความจริงที่เกิดขึ้นกับตน เพราะว่าจิตของคนอื่นรู้ยาก เขาจะมีศรัทธาประการใดอย่างไร ก็ไม่รู้ แต่อย่างน้อยที่สุดการกราบไหว้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่เขาก็ไม่รู้ว่าพระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมที่จะทำให้ละความเป็นตัวตน มีความเข้าใจผิดเป็นอย่างอื่น แต่เพียงคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็นำมาซึ่งความเคารพนับถือ แต่ว่าไม่สามารถที่จะเข้าใจในพระคุณได้ ความประพฤติต่างๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นความประพฤติที่ถูกต้องก็เป็นอกุศล สำหรับคนอื่นก็รู้ยาก แต่สำหรับตัวเราเอง เราก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า ในการกราบไหว้พระรัตนตรัยแต่ละครั้ง ตรงต่อการเคารพในพระคุณหรือเปล่า หรือว่าไม่รู้ แล้วก็ขอ พอกราบครั้งหนึ่งก็ขอตั้งหลายอย่าง คนอื่นที่ไม่มีการได้ยินได้ฟังธรรม ก็ย่อมไม่รู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ละ อย่าลืมว่าไม่ใช่ให้ติดข้อง
ด้วยเหตุนี้หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเรื่องละกิเลส เป็นเรื่องละความไม่รู้ ซึ่งการที่จะละได้ มีทางเดียวคือความรู้ถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้อง ก็ละความไม่รู้และความเห็นผิด ค่อยๆ ลดน้อยลง แต่ถ้าไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจเลย แล้วก็หวังว่าเคาะระฆังครั้งหนึ่ง ก็จะละกิเลสไปได้ อย่างนั้นก็คือว่าเห็นผิด ไม่ใช่ศรัทธา
อ.ธีรพันธ์ ท่านแสดงไว้ว่าจะเห็นผู้ที่ถึงพร้อมด้วยศรัทธาจริงๆ ต้องพระโสดาบัน คิดดูแล้วกันเราห่างไกลขนาดไหน เราอยากจะเห็นศรัทธา แต่จริงๆ ศรัทธาที่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวจริง พระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบัน แม้ชีวิตท่านก็ไม่ล่วงศีล ๕ เพราะว่าท่านดับความเห็นผิดแล้ว ดับความสงสัยแล้ว ดับข้อประพฤติปฏิบัติที่ผิดแล้ว ให้เห็นความห่างไกล สำหรับเราศึกษาธรรม เราก็อยากจะเห็นตัวธรรม แต่ว่าศรัทธาที่จะเข้าใจแต่ละคำแต่ละคำหรือไม่ หรือว่าอยากจะรู้เร็วๆ ข้ามไป ขณะนั้นไม่มีศรัทธาเลยที่จะฟังความละเอียด แต่ถ้าเป็นความละเอียด จะเห็นว่าพระธรรมลึกซึ้ง ศรัทธาก็จะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ค่อยๆ เห็นความจริงที่ลึกซึ้งลึกซึ้งขึ้น จะไม่เร่งที่จะเข้าใจ หรือว่าเห็นว่าเข้าใจแล้ว เพราะว่าศรัทธาเห็นยาก
ผู้ฟัง สำหรับส่วนตัวผมแล้ว รูปธรรมก็ยังพอจะปรากฏให้เห็น ให้ได้ยิน และก็ให้ได้กลิ่น ลิ้มรส แล้วก็ปรากฏที่กายได้บ้าง แต่พอเป็นนามธรรม เช่น ศรัทธา สีก็ไม่มี กลิ่นก็ไม่มี ก็เป็นเรื่องที่รู้ได้ยากจริงๆ
ท่านอาจารย์ คิดว่ารู้รูป แต่ความจริงรู้จริงๆ หรือไม่ เพราะเหตุว่าถ้ารู้รูปต้องไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น นอกจากลักษณะที่เป็นรูปแต่ละรูป อย่างเวลานี้เห็นคน หรือเห็นรูป
ผู้ฟัง จริงๆ หลังจากเห็นแล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างต่างๆ ขึ้นมา
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เวลานี้ทุกคนเห็นคนทั้งนั้นเลย เห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในห้องนี้ทั้งหมด แต่ถ้าไม่มีเห็น ก็จะไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นมีเห็น เมื่อเห็นแล้วก็มีจำ จำแล้วก็คิด จึงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นในขณะนี้ ลืมว่าแต่ละหนึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ธรรมเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจ เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร มีศรัทธาไหม
ผู้ฟัง ถ้ามีการระลึกถึงสิ่งที่ปรากฏ ก็อาจจะมีศรัทธาแทรกคั่นบ้าง แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไปกับโลภะ
ท่านอาจารย์ อันนี้เป็นเรื่องที่เราฟังมา แต่ตัวจริงๆ ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร มีศรัทธาไหม
ผู้ฟัง ไม่มี
ท่านอาจารย์ มีบ้างได้ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ เมื่อไหร่
ผู้ฟัง เมื่อมีการระลึก แล้วก็เข้าใจตามความเป็นจริง
ท่านอาจารย์ คงยาก เพราะว่าคงอีกนาน แต่ว่าศรัทธาเกิดกับจิตที่เป็นกุศล ผ่องใส ลองคิดดู รับประทานอาหาร จะมีศรัทธาบ้างได้ไหม ถ้าเราไม่สนทนากัน เราก็ไม่คิด แต่ธรรมเป็นเรื่องฟังแล้วไตร่ตรอง เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นละเอียดขึ้น เพราะถ้าไม่ละเอียด ก็จะไม่เข้าใจธรรมจริงๆ จำแต่เรื่อง จำแต่ชื่อคร่าวๆ ขณะที่รับประทานอาหารมีศรัทธาบ้างได้ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ เมื่อไหร่ ตอนไหน
ผู้ฟัง เช่น มีการแบ่งปัน หรือช่วยเหลือผู้อื่นด้วย
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง กำลังเดินทาง มีศรัทธาได้ไหม
ผู้ฟัง ได้
ท่านอาจารย์ แต่ว่าก็ยังเป็นเรา เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่ากุศลจิตเกิดได้ แต่ก็กว่าจะเข้าใจว่าไม่ใช่เรา ก็ต้องมีความเข้าใจในขณะนั้นด้วยว่าเป็นธรรม แต่ก็ยาก เพราะเหตุว่าต้องมีการฟังเข้าใจก่อน จึงเป็นปัจจัยให้สามารถระลึกได้ รู้ได้ในขณะที่กำลังเป็นกุศลว่า ขณะนั้นเป็นธรรมไม่ใช่เรา สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง ทั้งหมดไม่เว้นเลย ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่อัตตา เป็นธรรมแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง
ถ้ามีความเข้าใจอย่างมั่นคง เริ่มต้นจากประโยคนี้ ก็จะนำไปสู่การที่จะค่อยๆ เข้าใจธรรม และก็รู้ในความเป็นอนัตตา จนกว่าจะประจักษ์แจ้งทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ สามารถที่จะทรงประจักษ์แจ้งได้ สภาพธรรมเกิดแล้วดับ ก็เดี๋ยวนี้นั่นเอง แต่ว่าเดี๋ยวนี้ไม่ปรากฏ เพราะเหตุว่าความไม่รู้ อวิชชา ปิดบังไว้สนิท ยากที่จะเปิดให้เห็นได้ว่า ขณะนี้สภาพเห็นกำลังเกิดและดับ
ผู้ฟัง อยากทราบความหมาย แล้วก็ความละเอียดของคำว่า สังเวช หรือว่า สังเวชนียสถาน
อ.ธีรพันธ์ ส่วนใหญ่เราจะได้ยินคำว่า สังเวช คือถ้าไม่ได้ฟังธรรมเลย ก็คิดว่าเป็นเรื่องของความที่จะต้องสลดใจ แต่ว่าความสลดใจในที่นี้ ถ้าพิจารณาไม่ถูกต้อง ก็จะเหมือนกับเป็นการหดหู่ โศกเศร้า แต่ สังเวคะ หรือ สังเวช หมายความว่าการรู้ความจริง จิตขณะนั้นมีศรัทธาเกิดร่วมด้วยเป็นกุศล เป็นไปในสภาพธรรมที่ดีงาม อย่างเช่น พิจารณาเห็นความจริง ก็คือการเกิด แก่ เจ็บ ตาย การที่ต้องได้รับทุกข์ภายในสังสารวัฏ แม้ในอดีตที่ผ่านมาและอนาคต แล้วก็การแสวงหาอาหาร ความเกิดเป็นทุกข์ไหม แก่ เจ็บ ตาย สังเวคะ ในที่นี้หมายความว่า อาจหาญที่จะรู้ความจริงว่าชีวิตที่เกิดมาเป็นไปในแต่ละชาติแต่ละชาติ ถ้าเป็นไปกับความไม่รู้ในสังสารวัฏ ก็เกิดอีก เป็นทุกข์โศกเศร้าเสียใจอีก ร่ำไรรำพันอีก ต้องเป็นปัญญาที่จะเห็นความจริง แม้ที่มาสถานที่ตรัสรู้ ที่พุทธคยา ก็เป็นสังเวชนียสถาน ที่หมายความว่า เห็นความจริงตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงตามระดับขั้นของปัญญา อาจหาญร่าเริงที่จะเข้าใจความจริง
อ.วิชัย อย่างที่อาจารย์ธีรพันธ์กล่าวถึง สังเวคะ หรือสังเวชะ ได้แก่ ปัญญาที่รู้เข้าใจธรรมตามความเป็นจริง โดยมากเราจะคิดถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่รู้ไหมอะไรเกิด ผู้ที่มีปัญญาสามารถรู้ความเป็นจริงว่าอะไรเกิด ความเป็นจริงมีคนจริงๆ หรือไม่ หรือว่ามีธรรมที่เกิดขึ้นและดับไป แต่สมมติกันว่าเป็นคนนั้นคนนี้ ก็ขอกล่าวข้อความในมหาปรินิพพานสูตร หลังจากที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ท้าวมหาพรหมก็ได้กล่าวคาถานี้ว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จะต้องทอดทิ้งร่างกายในโลกนี้ แต่พระตถาคตผู้เป็นศาสดาเช่นนั้น หาบุคคลจะเปรียบเทียบมิได้ในโลก เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระกำลัง ยังเสด็จปรินิพพาน ซึ่งท้าวสักกะจอมเทพก็ได้กล่าวคาถาเช่นเดียวกันว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ย่อมเกิดขึ้นและดับไป ความเข้าไปสงบสังขารเหล่านั้นได้เป็นสุข เป็นจริงไหม ฟังอย่างนี้แล้วเกิดสังเวคะ คือปัญญาที่รู้ตามความเป็นจริงหรือไม่
ท่านอาจารย์ คนไทยใช้คำภาษาบาลีมาก แต่ก็ไม่ตรงตามความเป็นจริง เช่น พอได้ยินคำว่า สังเวช เป็นภาษาที่คนไทยใช้ แล้วคิดอย่างไร เวลาใช้คำนี้ น่าสงสารสุดที่จะประมาณได้ ไม่ใช่อย่างธรรมดา น่าสังเวช แต่ว่าไม่รู้ว่าจริงๆ แล้ว สังเวคะ ต้องประกอบด้วยปัญญาว่า น่าสงสารที่ไม่มีปัญญา ที่จะต้องเกิดแล้วตาย แล้วก็เกิดแล้วตาย ตายแล้วก็เกิดอีกอยู่ตลอดเวลา เวลาได้ยินคำอะไรในภาษาบาลี คิดตามความไม่เข้าใจว่า คำนั้นจริงๆ แล้วหมายความถึงปัญญาที่ลึกซึ้ง ที่เห็นว่าการเกิดจนกระทั่งตาย ระหว่างเกิดถึงตายมีอะไรบ้าง แต่ละวันแต่ละวันหมดไป ว่างเปล่าจริงๆ ไม่มีอะไรที่จากเมื่อวานนี้จะมาถึงวันนี้ได้เลย
จากชาตินี้ที่จะไปถึงชาติหน้า ก็ไม่มีอะไร นอกจากความไม่รู้ซึ่งติดตามไปมากมาย ก็น่าสังเวช น่าสงสารจริงๆ แต่ต้องด้วยปัญญา ในความหมายเดิม ต้องเป็นปัญญาที่เห็นโทษภัยของการเกิดว่า การเกิด เกิดแล้วก็ต้องตาย เกิดแล้วก็ต้องตาย และไม่รู้จบ เพราะเหตุว่าตราบใดที่ยังไม่มีปัญญา ไม่มีใครที่จะหยุดยั้งการเกิด ตายแล้วที่จะไม่เกิดอีกไม่มี ตายแล้วก็เกิด แต่ใครจะรู้ว่าตายแล้วเกิดเป็นอะไร ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ แต่ว่าเกิดแล้วรู้ว่าเราขณะนี้เกิดเป็นอย่างนี้ จากเหตุที่ได้กระทำแล้ว จะเป็นคนอื่นไม่ได้เลย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับแต่ละคน ก็มีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น แม้จากโลกนี้ การเกิดก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร
เพราะฉะนั้นชาตินี้ควรมีความเข้าใจถูกต้อง ดีกว่าจะเกิดมาแล้วก็ไม่รู้ ไม่รู้อะไรเหมือนคนตาบอดที่มืดสนิท จากโลกนี้ไป ไปไหนก็ไม่รู้อีก แล้วก็เกิดอีก แล้วก็ไม่รู้อีก น่าสังเวช แต่ต้องด้วยปัญญาจริงๆ ที่เห็นจริงๆ ว่า การเกิดแล้วก็ไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่สามารถที่จะสิ้นสุดสังสารวัฏได้ ด้วยเหตุนี้ภาษาไทยเรา ความหมายอย่างหนึ่ง แต่ภาษาบาลีลึกซึ้งกว่านั้น คือเป็นปัญญาที่เห็นตามความเป็นจริงว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ไม่มีเหลือจริงๆ และอีกอย่างหนึ่ง ก็คือว่าขณะที่นอนหลับสนิท มีเราหรือเปล่า เราเป็นใคร อยู่ที่ไหน รู้ไหม กำลังหลับสนิทจริงๆ โลกไม่ปรากฏเลย แต่ยังมีจิต ซึ่งในจิตนั้นก็สะสมทุกอย่าง กี่แสนโกฏิกัปมาแล้ว ที่เป็นกุศลและอกุศล ยังติดอยู่ในจิต นอนเนื่องอยู่ในจิต พร้อมที่จะเป็นปัจจัยทันทีที่เห็นตื่นขึ้น กิเลสก็เกิดแล้ว จะมีอะไร สะสมมามากในความไม่รู้ เพราะฉะนั้นความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ ก็ทำให้เกิดกิเลสประเภทต่างๆ ได้
ด้วยเหตุนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงความละเอียดอย่างยิ่งของธรรมให้รู้ตามความเป็นจริง ซึ่งเราไม่รู้ว่าขณะที่นอนหลับสนิท แม้มีจิตก็ไม่มีอะไรที่จะปรากฏเลยทั้งสิ้น เช่นเดียวกับขณะเกิด จิตที่เกิดขณะแรกไม่รู้เลยว่าอยู่ไหน เหมือนหลับสนิทจริงๆ จิตที่เกิด อะไรก็ไม่ปรากฏ ขณะที่หลับสนิท ที่ใช้คำว่าภวังคจิตดำรงภพชาติ ขณะนั้นชื่ออะไรก็ไม่รู้ อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่มีอะไรปรากฏเลย ชอบไหม มีคนบอกว่าชอบ เพราะว่านอนไม่หลับก็อยากหลับ หลับเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากจะหลับ แล้วความตายก็เช่นเดียวกัน เหมือนเลยกับตอนหลับ โลกนี้ไม่ปรากฏเลย แล้วเพียงหนึ่งขณะจิต ชอบไหม เหมือนหลับไหม
ธรรมทั้งหลายต้องเป็นเรื่องที่ไตร่ตรอง เพื่อให้เห็นจริงๆ ว่าเป็นธรรม ไม่เป็นไม่ได้ แต่ความไม่รู้มีมากมาย ตอนหลับสนิทก็ดูชอบ แต่ขณะตายเหมือนอย่างนั้นเลย แทนที่จิตจะเกิดดับดำรงภพชาติ ในระหว่างที่ดับ ที่ไม่มีอะไรปรากฏ จุติจิตขณะสุดท้ายเกิดขึ้นทำกิจพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้เหมือนหลับ และหนึ่งขณะจิตที่ดับไป มีขณะต่อไปซึ่งต้องเกิดสืบต่อแน่นอน คือการเกิด ก็ชั่วหนึ่งขณะจิต เป็นไปเหมือนหลับ ตื่นขึ้นมาก็โลกใหม่แล้ว เหมือนเราจากโลกก่อนมา พอตื่นขึ้นมาก็โลกนี้แล้ว โลกก่อนเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ และก็จะต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แต่ว่าการที่สะสมความไม่รู้จะเพิ่มมากขึ้น ตรงกันข้ามกับการที่รู้ถูกต้องตามความเป็นจริงว่าไม่มีเรา แต่มีธรรมซึ่งยับยั้งเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดไม่ได้เลย จะต้องเกิดไปเรื่อยๆ เป็นอย่างนี้ ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงว่าไม่มีเรา
คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้เริ่มเห็นว่าอะไรเป็นสิ่งที่สมควร ในเมื่อไม่ใช่เรา แต่ก็เป็นธรรมที่เกิดดับ ยับยั้งไม่ได้ โดยเหตุโดยปัจจัยโดยตลอด และก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เพราะเห็นผิด เข้าใจผิด ยึดถือสภาพธรรมซึ่งเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งเกิดดับอย่างรวดเร็ว ลวงให้คิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน แต่ความจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความต่างโดยละเอียดอย่างยิ่ง เช่น ที่เรากำลังนั่งอยู่เดี๋ยวนี้ รูปร่างกายทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะถึงเท้า มีอากาศธาตุแทรกละเอียดยิบ พร้อมที่จะแตกทำลายเมื่อไหร่ก็ได้ เช่นเดียวกับรูปที่โต๊ะ หรือรูปใดๆ ทั้งสิ้นทั้งหมด รูปธรรมทั้งหมดจะเกิดเป็นสภาพธรรมที่เล็กมาก ใช้คำว่ากลุ่มหรือกลาปในภาษาบาลีได้ มากมายนับถ้วนไหม ที่ตัวว่ากี่กลาป เกิดดับอยู่ตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ว่าไม่มีเราเลยสักขณะเดียว เพราะว่าเกิดแล้วดับแล้ว ไม่ว่านามธรรมหรือรูปธรรม
ตราบใดที่ยังมีความไม่รู้ ก็ยินดีในการเกิด กลัวตายไหม ไม่ต้องกลัวเลย เหมือนภวังค์หลับสนิท แล้วก็เกิดแล้วเป็นอีกโลกหนึ่งแล้ว แต่ก็ต้องจบลง หรือว่าสิ้นสุดลง ไม่สามารถที่จะมีความเป็นบุคคลนี้ได้ต่อไป เมื่อถึงเวลาที่ธรรมทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ แล้วก็กรรมหนึ่งก็ทำให้เกิดเป็นบุคคลต่อไป ถ้าได้มีความเข้าใจธรรม ความเข้าใจนี้แหละ ก็จะติดตามอยู่ในจิตที่มีโอกาสที่จะได้รู้ความจริง เพราะเหตุว่าถ้าไม่รู้ความจริง เกิดมานานเท่าไหร่แล้ว และก็จะเกิดต่อไปโดยไม่มีใครสามารถที่จะหยุดยั้งการเกิดดับของธรรม ซึ่งไม่ใช่เรา แต่หลงเข้าใจว่าเป็นเรา
อ.วิชัย มีข้อความในธรรมสังคณี ในสังเวคะ ทุกะ บทว่า ชาติภยัง ได้แก่ ญาณที่เห็นชาติ คือความเกิด โดยความเป็นภัยตั้งอยู่ แม้ในญาณที่เห็นชราและมรณะ ก็โดยความเป็นภัย เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ ดังนั้นที่ท่านอาจารย์กล่าวถึงความเกิด ซึ่งก็เป็นปกติของธรรมที่มีปัจจัยต้องเกิด แล้วการที่จะมีปัญญาที่จะเห็นว่า ความเกิดโดยความเป็นภัยนี้อย่างไร
ท่านอาจารย์ ขณะนี้กำลังเห็น แต่ไม่เห็นการเกิดของเห็น และการดับของเห็น แต่กำลังมีเห็น ซึ่งดูเหมือนว่าเห็นอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงจิตอายุสั้นมาก รูปที่เราคิดว่ายั่งยืน แต่ละหนึ่งกลาปคือกลุ่ม ก็มีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ เวลานี้มีคนในห้องกี่คน มีอะไรในห้องเท่าไหร่ ล้วนเป็นสิ่งที่กระทบจักขุปสาท แต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง กว่าจะรวมเป็นนิมิตร เพราะการเกิดดับอย่างรวดเร็วที่จะปรากฏทำให้รู้ได้ว่า แต่ละหนึ่งต่างกัน ในคนหนึ่งก็ยังมีคิ้ว ตา จมูก ปาก ยังมีเสื้อ ยังมีอะไรสารพัดอย่าง แสดงว่าการเกิดดับของจิต ประมาณไม่ได้เลย
เห็นพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือยัง ถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระองค์ จะไม่มีคำที่เราได้ยินได้ฟังในขณะนี้ว่า ความจริงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปรากฏ สิ่งนั้นต้องเกิด และที่ไม่รู้ก็คือว่าดับอย่างรวดเร็ว แต่ตราบใดที่ยังไม่เห็นการเกิดดับ ไม่เห็นภัย เพราะมีสภาพอื่นเกิดสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ เหมือนสิ่งนั้นไม่ได้ดับไปเลย แล้วจะเห็นเป็นภัยได้อย่างไร เหมือนกับว่ามีอยู่ตลอดเวลา ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยในโลกนี้ ก็ไม่มีอะไรทั้งสิ้น แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้น ความไม่รู้ในสิ่งนั้น ความติดข้องในสิ่งนั้น ความยินดียึดถือในสิ่งนั้นย่อมมี
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดทั้งสิ้นที่มี จิตและเจตสิกทั้งหมด ทรงจำแนกเป็น ๕ ขันธ์ ตามการยึดมั่นว่าเรายึดมั่นในรูปทั้งวัน ลืมตาขึ้นมาก็แสวงหารูป ถึงเวลาก็แสวงหารูปอาหาร รูปอื่นๆ ก็แสวงหา ไม่เช่นนั้นคงไม่มีร้านรวงต่างๆ สินค้าต่างๆ แต่เพราะเหตุว่าติดข้องในรูป แสวงหาในรูป รูปเป็นที่ตั้งของความยึดมั่น เพื่อนำมาซึ่งความรู้สึกที่เป็นสุข เราจะไม่ซื้อของที่เราไม่ชอบใช่ไหม ซื้อมาแล้วเราคิดว่าเป็นสุขมากที่เราได้สิ่งนั้น ทุกอย่างแสดงความติดข้องในรูป เพื่อความรู้สึกที่เป็นสุขที่จะได้จากรูป และเพราะจำ เพราะฉะนั้นรูปขันธ์หนึ่ง เป็นที่ตั้งของความยึดถือ เป็นคำที่รวมกันเป็น รูปูปาทานขันธ์ เป็นการรวม ๓ คำ รูป อุปาทาน และขันธ์ ก็เป็น รูปูปาทานขันธ์ ยึดมั่นในรูป มีใครไม่ยึดมั่นในรูปไหม ไม่มี นี่คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ว่า ตราบใดที่อยู่ในภูมิภพที่มีรูป ต้องติดข้องในรูป เพราะรูปเกิดขึ้นปรากฏว่ามีสิ่งนั้น และไม่รู้การเกิดดับของสิ่งนั้น ก็ยึดถือในสิ่งนั้น
ความหมายของโลก ก็คือสภาพธรรมที่เกิดดับ ดูเหมือนว่าที่อินเดีย ที่ประเทศไทย หรือโลกทั้งโลก เป็นโลกกว้างใหญ่ แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดเลย ไม่มีโลก แต่เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่เกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณมากมาย จึงปรากฏความเป็นโลก ทุกอย่างที่ตัวนี่ก็เป็นโลก เพราะเกิดขึ้นและดับไป ที่บอกว่ายาววา หนาคืบ ทั้งหมดก็เป็นรูปธรรม เมื่อไม่รู้ความจริงก็ติดข้องในรูป เป็นรูปูปาทานขันธ์ นำมาซึ่งความรู้สึกยินดี ดีใจมากที่ได้รูปที่พอใจ ทุกคนใช่ไหม ความจริงก็ต้องเป็นความจริง เพราะฉะนั้นเวทนูปาทานขันธ์ เวทนา คือสภาพความรู้สึกดีใจ เสียใจ เป็นต้น อุปาทาน คือ ความยึดมั่น ขันธ์ คือ สิ่งที่เกิดดับ แต่ไม่ปรากฏ ก็มีทั้งรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ แล้วก็จำได้ด้วย รู้ไหมว่าอยู่ในโลกของความจำ ตั้งแต่เกิดจนตาย
หลับไม่มีอะไรปรากฏ ตื่นขึ้นยังจำได้ว่าหลับเมื่อสักครู่นี้ จำทุกอย่าง เพราะว่าจิตเกิดจะต้องมีสัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วยทุกครั้ง มีเวทนาเจตสิกซึ่งเป็นความรู้สึกเกิดด้วย จิตหนึ่งขณะจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท ขาดไม่ได้เลย คือความรู้สึก เวทนาเจตสิกเป็นเวทนาขันธ์ สัญญา สภาพจำ เป็นเจตสิกเป็นสัญญาขันธ์ เดี๋ยวนี้ก็มีใช่ไหม ไม่เคยขาดความจำเลยใช่ไหม แต่ก็ไม่เคยรู้เลยว่าความจำไม่ใช่เรา แต่มีจริงๆ แล้วเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นทำอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากจำ จำเมื่อไหร่ ถ้ายังไม่รู้ว่าจำไม่ใช่เรา ก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้ ยังคงเป็นเราอยู่ การที่จะดับความเป็นเรา ต้องละเอียดมาก ไม่ใช่ว่าไม่รู้อะไรเลย แล้วก็จะดับกิเลสได้ แต่ว่าต้องรู้ทั่วในขันธ์ทั้ง ๕ ซึ่งยึดถือเป็นอุปาทาน จะรู้รูปอย่างเดียวไม่พอ จะรู้ความรู้สึกอย่างเดียวไม่พอ ต้องรู้แม้แต่ว่าขณะนี้กำลังจำ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440