ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
ตอนที่ ๑๓๙๖
สนทนาธรรม ที่ สมาคมแม่บ้านตำรวจ
วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ แต่เรามีกิริยาจิตด้วย แต่ไม่ใช่แบบเดียว อย่างเดียว กับพระอรหันต์ กิริยาจิตที่เกิดสำหรับทั่วไป ก็คือจิตที่เกิดก่อนเห็น หรือเกิดก่อนคิดนึกทางใจ เป็นกุศลและอกุศล จะเป็นกุศลและอกุศลทางใจได้ ก็ต่อเมื่อมีจิตที่คิดถึงเรื่องนั้นหรือขณะนั้นและจิตที่เกิดต่อก็เป็นกุศลหรืออกุศลตามจิตที่เกิดก่อน ทั้ง ๒ เดี๋ยวนี้กำลังเกิดดับ ก่อนเห็นมีจิตนี้แหล่ะ ก่อนคิดเป็นกุศลและอกุศล ก็มีจิตนี้แหล่ะ เพราะฉะนั้นมีกิริยาจิต ๒ ไม่ยาก ถ้าเรารู้ว่า ทวาระคือทางออกของจิต ทวารคือประตู ออกไปไหนละจิตออกไปไหน จิตเกิดมายังไม่ได้ออกไปไหนเลย ใช่ไหม แล้วก็ดับ แล้วจิตที่เกิดสืบต่อ ไม่ได้ทำกิจปฏิสนธิ แต่ทำภวังคกิจ เป็นผลของกรรมเดียวกัน ที่ทำให้เกิด แต่ถ้ากรรมนั้นให้ผลขณะเดียว จะมีประโยชน์อะไร ใช่ไหม
เพราะฉะนั้นกรรมนี้ให้ผลยาวกว่านั้นอีก ทันทีที่ปฏิสนธิจิตดับ กรรมเดียวกับที่ทำให้เกิดเป็นคนนี้ ก็ทำให้จิตประเภทเดียวกัน เป็นผลของกรรมเดียวกันเกิดสืบต่อ แต่ไม่ได้ต่อจากจุติจิตของชาติก่อน แต่ต่อจากปฏิสนธิขณะแรกที่เกิด จึงทำภวังคกิจ เคยได้ยินไหม ภวังค์ แต่ไม่รู้ใช่ไหม ว่าเป็นจิตซึ่ง ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก ไม่รู้อะไรเลย ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพียงเกิดขึ้นเป็นผลของกรรม ที่ทำให้ดำรงภพชาติ เกิดดับสืบต่อไป จนกว่าจะรู้อารมณ์อื่น ออกจากภวังค์ไปสู่อารมณ์อื่น เพราะฉะนั้นก็มีทางที่จะออกไป คือตาหนึ่ง หูหนึ่ง จมูกหนึ่ง ลิ้นหนึ่ง กายหนึ่ง และใจหนึ่ง ออกไปไหน ออกไปเห็นเดี๋ยวนี้ จากภวังค์มาเห็น จากภวังค์มาได้ยิน จากภวังค์มาได้กลิ่น จากภวังค์ลิ้มรสต่างๆ จากภวังค์รู้เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่ามีปฏิสนธิจิตที่เกิด และก็มีจิตที่สืบต่อเป็นภวังค์ดำรงภพชาติไว้ จนกว่าจะถึงกาลที่กรรมสิ้นสุด แต่ก่อนนั้น ต้องเห็น ต้องได้ยิน ต้องได้กลิ่น ต้องลิ้มรส ต้องรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส แต่ตอนคิดนึกไม่ใช่อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ถูกต้องไหม แต่อาศัยใจที่เกิดก่อนที่กุศลจิต และอกุศลจิตจะเกิด เป็นทางทำให้กุศลจิตและอกุศลจิต ที่ได้กระทำแล้วจิตขณะนั้นก็คิดด้วยกุศลและอกุศล คิดทั้งวัน ก่อนนอนก็คิด ก่อนหลับก็คิด แต่ไม่รู้หรอกว่าไม่ใช่เรา แล้วไม่รู้ด้วยว่าทางไหน แต่พอฟังแล้วก็พอรู้ ไม่ได้อาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น แต่คิดอาศัยใจ ที่ถึงเวลาที่จะต้องคิด ภวังค์จะเกิดสืบต่อไม่ได้ แต่ต้องมีจิตที่ใช้คำว่า มโนทวาราวัชชนะ เกิดก่อนนึกถึง แล้วก็กุศลจิต อกุศลจิตเกิด แต่เราไม่รู้จิตนี้เลย เพราะเหตุว่ากุศลจิตเกิดอยากจะช่วยคนอื่น คิดช่วย แต่จิตที่คิด ต้องอาศัยจิตหนึ่งเกิดก่อนคิดที่เป็นกุศลและอกุศล ละเอียดมากๆ เลย แต่ว่าสามารถที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระมหากรุณาที่ทรงแสดงความจริง ซึ่งถ้าไม่ได้ฟังคนอื่นรู้ไม่ได้เลย
เพราะฉะนั้นเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก และมีผู้ที่เห็นคุณและก็ศึกษาอบรมปัญญา จนกระทั่งรู้ความจริงเป็นพระอริยบุคคล เป็นสังฆรัตนะ ในสมัยพุทธกาลก็มาก สมัยต่อมา ก็ค่อยๆ น้อยลง จนถึงสมัยนี้ ถ้าไม่ได้ฟังธรรมะ เข้าใจไหมเนี่ย ไม่มีทางที่จะคิดออกได้เลย เพราะฉะนั้นการได้ฟังธรรมะเป็นผลของบุญ ความเข้าใจเป็นผลของการสะสม ความเข้าใจที่มีมาที่เห็นประโยชน์ จึงเข้าใจต่อไป พระรัตนตรัยนะค่ะมีค่ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด เพราะเหตุว่าเงินมหาศาลก็ซื้อไม่ได้ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ดีแล้ว ยังมีผู้ที่รักษา ศึกษา เข้าใจความถูกต้องดำรงสืบต่อมาให้คนอื่นได้ฟัง และได้เข้าใจถูก มีค่าที่สุด เพราะเหตุว่าเงินซื้อไม่ได้ อะไรๆ ก็แลกไม่ได้ทั้งนั้น เป็นรัตนะที่สูงค่าที่สุด มีหรือยัง รัตนะ ประเสริฐสุดในสังสารวัฏฏ์ด้วย ไม่ใช่แค่ชาติเดียว มีเมื่อเข้าใจธรรมะ เข้าใจเมื่อไหร่ ก็มีเมื่อนั้น จะน้อยจะมากก็ตามความเข้าใจ แต่ก็มีค่ายิ่งกว่าอย่างอื่น
ตอนนี้มั่นคงในธรรมะ ธรรมะเป็นธรรมะ ไม่เป็นใครทั้งสิ้น จิตต้องเป็นจิต จิตเป็นเจตสิกไม่ได้ เป็นรูปไม่ได้ รูปก็ต้องเป็นรูป เป็นจิต เป็นเจตสิกไม่ได้ เจตสิกแต่ละหนึ่ง ก็ไม่ก้าวก่ายกัน เกิดขึ้นทำกิจของเจตสิกนั้นๆ แล้วก็ดับไป ปัญญาเป็นเจตสิก เข้าใจถูกเห็นถูกตามความเป็นจริง ว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริง เกิดจึงมีและก็หลากหลายเป็นแต่ละอย่าง เป็นธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นพอใครถาม เราตอบได้เลยใช่ไหม คิดเป็นธรรมหรือเปล่า ก็คิดจริงๆ จะไม่เป็นธรรมได้อย่างไร ในเมื่อธรรมคือสิ่งที่มีจริง อะไรที่มีจริง เป็นธรรมะทั้งหมด แต่ละหนึ่งด้วย จำมีจริงไหม กำลังจำใช่ไหม นั้นดอกกุหลาบ เพราะฉะนั้นจำมีจริงแน่ๆ เป็นธรรมะหรือเปล่า เป็นธรรมะประเภทไหน ถ้ากล่าวว่ามีจริง เป็นธรรมะต้องธรรมะอะไร ไม่ใช่รูป ซึ่งไม่รู้อะไร ก็ต้องเป็นจิตและเจตสิก จิตแค่เป็นใหญ่เป็นประธาน
เพราะฉะนั้นนะค่ะจิตเห็น ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น ทำกิจเดียว คือรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจำเป็นเจตสิก ไม่ใช่จิต จำเกิดกับจิตทุกขณะ จิตเห็นอะไร เจตสิกที่จำเกิดขึ้นจำพร้อมจิตเห็นทันที ด้วยเหตุนี้นะค่ะเจตสิกที่จำ เป็นหนึ่งใน ๗ ประเภทเจตสิก ที่ต้องเกิดกับจิตทุกประเภท ภาษาบาลีใช้คำว่า สัญญา จำ สัญญาเจตสิก คนไทยก็สัญญากันใช่ไหม จะได้ไม่ลืม ใช่ไหมเพื่อจะจำ แต่หารู้ไม่ว่า เจตสิกที่จำเนี่ยเกิดแล้ว จำแล้ว พร้อมกับจิตที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ทันทีที่เห็นก็จำใช่ไหม
เพราะฉะนั้นพูดได้ไหม เราอยู่ในโลกของความจำ ตั้งแต่ตื่นจนหลับ จำหมดเลย แต่ว่าขณะนั้นเพราะจิตเกิดขึ้นรู้แจ้งสิ่งใด จำก็จำสิ่งที่จิตรู้แจ้ง ถ้าจิตไม่เห็นจะจำได้ไหมเนี่ย ใช่ไหม ก็จำไม่ได้เพราะไม่เห็น แต่พอเห็น จำ เหลืองอย่างนี้ กลีบอย่างนี้ รูปร่างอย่างนี้ เป็นดอกไม้ชนิดหนึ่ง และก็รู้ด้วยว่าเป็นดอกกุหลาบ จำหมดทุกอย่าง ที่บ้านมีอะไรบ้าง จำใช่ไหม แค่เห็นประตูบ้าน ก็จำใช่ไหม บ้านนี้ไม่ใช่บ้านอื่น เข้าบ้านถูก ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็อยู่ในโลกของความจำทั้งหมดเลย เพราะจิตเกิดขึ้นรู้แจ้ง แต่จิตที่กำลังรู้แจ้งไม่ปรากฏ
เพราะฉะนั้นพอโกรธปรากฏ อย่างอื่นก็ไม่ปรากฏ เพียงทีละหนึ่ง เพราะฉะนั้นเวลาโกรธ เจตสิกจึงทำหน้าที่อย่างนั้นเกิดขึ้น ลักษณะที่หยาบกระด้างเป็นลักษณะของโทสะ ภาษาบาลีก็มีคำว่าปฏิฆะ กระทบกระทั่ง หยาบ ปรากฏเป็นความขุ่นเคืองใจ ก็หยาบอีกใช่ไหม ใจดีๆ แท้ๆ อยู่ดีๆ ก็เกิดหยาบกระด้างขึ้นมา เป็นความขุ่นเคือง เพราะเจตสิกนั้นเกิดไม่มีใครไปทำ เป็นธรรมะทั้งหมด เพราะฉะนั้นคนที่ฟังธรรมะ ก็รู้จักจิต เจตสิก รูป และนิพพานว่า ไม่ใช่จิต เจตสิก รูป มีใครอยากรู้นิพพานบ้าง ฟังแล้วไม่มีเลย เพราะว่าเดี๋ยวนี้ยังไม่รู้เลย แล้วจะไปรู้นิพพาน คิดดูสิ เป็นไปได้หรือ
เพราะฉะนั้นความอยากรู้นิพพานไม่มี เมื่อเข้าใจ ความอยากมีใช่ไหม ความติดข้อง ความพอใจ ความอยากมี ใช่ไหม เป็นธรรมหรือเปล่า เป็น เป็นธรรมอะไร ไม่ใช่รูป ไม่ใช่จิต แต่เป็นเจตสิก ภาษาบาลีจะใช้คำหนึ่ง โลภเจตสิก เป็นสภาพที่ติดข้อง มีตั้งแต่น้อยมาก ไม่รู้ตัวเลย จนกระทั่งรุนแรง ถึงกับกระทำทุจริตเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่เรา แต่เป็นโลภะ เพราะฉะนั้นธรรมทั้งหมดเลย แต่เรียกชื่อต่างๆ กัน แต่ชื่อนั่นเป็นแต่เพียงชื่อให้จำว่า เป็นธรรมนี้ ไม่ใช่ธรรมนั้น แต่ว่าความจริงธรรมะหมด โกรธอยู่ตรงไหน ก็นั่นแหละโกรธ ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เรา แต่เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยก็เกิดขึ้น พระอรหันต์โกรธไหม ไม่โกรธ เพราะอะไร เพราะปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงทุกอย่าง เห็นโทษของธรรมที่เกิดดับว่า ไม่ใช่เรา ก็เกิดดับมาแล้วตั้งเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่เรา เสียเวลา ไม่ไปทำอะไร เกิดดับอยู่นั่นเอง
เพราะฉะนั้นปัญญาก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่มีเราแน่ๆ ถ้ายังไม่แน่ ก็คือว่ายังไม่เข้าใจถูก แต่เข้าใจถูกจริงๆ ก็คือไม่มีเราแน่ๆ มีแต่ธรรมะ พอปัญญารู้อย่างนี้ เขาก็รู้ว่าธรรมะอย่างไหนมีโทษ ธรรมะอย่างไหนเป็นประโยชน์ ปัญญาก็นำไปในกุศลธรรมทั้งปวง คนดี เพราะอะไรดี เจตสิกใช่ไหม ไม่ใช่เรา คนชั่วก็ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น ก็เจตสิกที่ชั่วที่ไม่ดี สะสมไปเถอะ เก็บไปเถอะ มากมายมหาศาลแล้วก็ให้โทษ ใช่ไหม เพราะไม่รู้ เพราะฉะนั้นทรงแสดงเหตุ ปฏิจฺจสมุปฺปาท ตั้งต้นด้วยอวิชชาจริงหรือเปล่า ก็จริง เกิดมาก็ไม่รู้แล้ว เกิดเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ กี่ชาติก็ไม่รู้ ขอเชิญคุณคำปั่นให้คำแปล และความหมายของปฏิจฺจสมุปฺปาท
อ.คำปั่น คำว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาท ก็เป็นคำภาษาบาลี มาจากคำว่า ปฏิจฺจ คำหนึ่ง สํ คำหนึ่งแล้วก็ อุปฺปาท สํ ตรงกลาง เมื่อรวมกันกับ อุปฺปาท จึงเป็น สมุปฺปาท ปฏิจฺจ คืออาศัย สัง ก็คือด้วยดี อุปฺปาท ก็คือเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อรวมกันแล้ว ปฏิจฺจสมุปฺปาท ก็คือธรรมะที่ให้อาศัยกันและกันเกิดขึ้น เป็นการทรงแสดงพระธรรม คือแสดงถึงความเป็นจริงของธรรมที่เป็นเหตุ และเป็นผล ซึ่งก็เป็นสังสารวัฏฏ์ว่าเป็นขณะนี้นั่นเอง
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมแล้วต้องอาศัยกันและกัน เกิดขึ้นด้วยดี จึงสามารถที่จะเป็นอย่างนี้ได้ แม้เห็นเป็นเห็น ก็ต้องอาศัยธรรมะคือเจตสิก อาศัยกัน จึงสามารถที่จะปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นฟังชื่อแต่ว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาท อยากรู้ ปฏิจฺจสมุปฺปาท ก็เดี๋ยวนี้ ไม่มีขณะไหนที่ไม่ใช่ ปฏิจฺจสมุปฺปาท เพราะมีการเกิดขึ้น โดยอาศัยธรรมะด้วยดี ที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น จักขุปสาทรูป รูปนี้วิเสสลักษณะ ต่างกับรูปอื่น เพราะว่าสามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น ถ้าไม่มีรูปนี้ ตาบอด มีรูปตาได้ แต่ไม่มีรูปพิเศษรูปนี้ ที่ต่างจากรูปอื่น ที่กระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏได้ จิตเห็นก็เกิดไม่ได้ ปฏิจฺจสมุปฺปาท หรือเปล่า
เพราะฉะนั้นฟังธรรมะเพื่อเข้าใจ อย่าฟังแบบเผินๆ ถ้าฟังแบบเผินๆ ผิดง่ายมาก ถ้ารู้หมดแล้ว ไม่มีกิเลส เห็นจะเกิดได้ไหม ปฏิจฺจสมุปฺปาท หรือเปล่า เห็นไหม เราได้แต่เรียกชื่อ แต่ลืมอวิชชา เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร ดีชั่วทั้งหลายนี่ เกิดเพราะความไม่รู้ แต่พอถามว่า ถ้าเราหมดความไม่รู้แล้ว จะมีอะไรเกิดขึ้นได้ไหม สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นแหละ ต้องอาศัยกันและกันเกิดขึ้น จึงมีได้ ใช่ไหม แต่พอรู้ว่า อะไรเป็นเหตุ แล้วก็ดับเหตุแล้ว ไม่มีเหตุเลยที่จะให้เกิดขึ้น สิ่งนั้นจะเกิดได้ไหม ก็เกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงมีคำว่าปรินิพพาน แต่ถ้าตราบใดที่ยังมีความไม่รู้อยู่นะค่ะ ก็ปรินิพพานไม่ได้ ยังมีเหตุที่จะต้องทำให้มีสิ่งที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้นเพราะความไม่รู้
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ คำถามของท่านอาจารย์เมื่อสักครู่ ถามว่า หมดกิเลสแล้ว เห็นเกิดได้ไหม ก็ทำให้นึกถึงว่าพระอรหันต์ที่ยังไม่ตาย ท่านอาจารย์ ก็ยังมีเห็นอยู่ ก็เลยสงสัยตรงนี้
ท่านอาจารย์ แต่เห็นนั้นเกิดจากกรรม ที่มาจากกิเลสให้ผล
ผู้ฟัง หมายถึงว่าพระอรหันต์ยังไม่ตาย
ท่านอาจารย์ หลังจากเป็นพระอรหันต์แล้ว ไม่สามารถที่จะมีกรรมที่จะทำให้เห็น คือไม่มีกรรมที่จะทำให้เกิดอีกเลย
ผู้ฟัง ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ แต่เห็นหลังจากที่ตรัสรู้แล้ว เป็นผลของกรรมที่ได้ทำแล้ว ผลของกรรมนั้นต่างหากที่ทำให้เกิด เพราะฉะนั้นสำหรับพระอรหันต์มีจิตสองชาติ วิบากจิตซึ่งเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว กับกิริยาจิต ซึ่งไม่ใช่กุศลและอกุศล แม้เป็นสภาพธรรมที่ดีงาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุ ที่จะให้เกิดผล จึงเป็นกิริยา เพราะฉะนั้นหลังจากเห็นแล้ว เห็น ได้ยิน ทุกอย่างเป็นผลของกรรม ที่ได้กระทำไว้แล้วในอดีต แต่ไม่ใช่เป็นผลหลังจากที่ได้ทรงตรัสรู้แล้ว หลังจากตรัสรู้แล้ว ไม่เป็นกรรมอีกต่อไป เพราะฉะนั้นพอสิ้นสุดกรรม ก็คือหมด ไม่มีการเกิด ไม่มีการเห็นอีกต่อไป
เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรมะ เข้าใจจริงๆ ต้องละเอียดมาก และตรงมากด้วย เพราะฉะนั้นอกุศลกรรมเป็นเหตุ อกุศลวิบากเป็นผล ต้องพูดเต็ม ถ้าไม่พูดเต็ม พูดแค่อกุศลก็ผิด เพราะอกุศลเป็นเหตุ แต่ถ้าเป็นผล ต้องอกุศลวิบาก ผลของอกุศล ถ้ากุศลกรรมเป็นเหตุ จะพูดสั้นๆ ว่ากุศลก็ได้ เป็นเหตุ เพราะฉะนั้นกุศลวิบาก ไม่ใช่กุศลซึ่งเป็นเหตุ แต่จิตที่เกิดขึ้นเป็นผล เป็นกุศลวิบาก เพราะฉะนั้นเห็นเป็นกุศลวิบากก็ได้ อกุศลวิบากก็ได้ แล้วแต่ว่าจะเห็นสิ่งที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจ ได้ยินก็เหมือนกันใช่ไหม เป็นกุศลวิบาก หรือเป็นอกุศลวิบากก็ได้ แต่ไม่ใช่กุศลและอกุศล ซึ่งเป็นเหตุ เพราะฉะนั้นต้องพูดให้ครบ และพูดให้เต็ม ขณะเกิด จิตที่เกิดเป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นก็เป็นกุศลวิบาก หรือว่าเป็นอกุศลวิบาก แต่ไม่ใช่ตัวกรรม ซึ่งเป็นเหตุที่ได้กระทำแล้ว ต้องแยกจิตแต่ละประเภท
ผู้ฟัง เวลาที่ว่างอย่างนี้นะ ไปฟังธรรม จากพระสงฆ์ ท่านก็เทศน์ แล้วก็เข้าใจแต่ยังไม่ลึกเท่ากับที่มาฟังอาจารย์ เพราะอาจารย์นี่ละเอียดมาก แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจ คือจะตามไม่ค่อยได้ เพราะยังไม่มีความรู้อะไรต่ออะไรแบบนี้
ท่านอาจารย์ ถ้ารู้ว่าธรรมเข้าใจได้ ฟังใช่ไหม เพราะอย่างไรก็เข้าใจได้ แต่ต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ตรัสรู้ เมื่อเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต้องละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะว่าต้องอาศัย การบำเพ็ญคุณความดี ซึ่งเป็นบารมี จนกว่าจะได้รู้ความจริง เพราะฉะนั้นเราก็เหมือนกัน ไม่มีใครสามารถที่จะไปดับกิเลสให้หมดได้ โดยวิธีอื่นนอกจากปัญญา ความเข้าใจที่ถูกเท่านั้น ที่จะค่อยๆ ละความไม่รู้ เพราะฉะนั้นพูดคำที่ไม่รู้จักตลอดชีวิตเลย ไม่รู้จักอะไรเลย แต่พอฟังธรรมแล้ว เริ่มทิ้งคำที่พูดผิดๆ ใช่ไหม เราก็พูดถูกต้องขึ้น แทนที่จะไปพูดอย่างเก่าๆ ด้วยความไม่รู้ ตอนนี้ก็ทิ้งไป อย่างทำวิปัสสนา เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้ ใครจะไปทำวิปัสสนา
ผู้ฟัง ยาก ก็เข้าใจเหมือนกัน ไม่ได้ไปถึงที่เขาเป็นกัน ก็เพียงแต่ว่า ทุกครั้งที่ไปก็ จิตนิ่ง ๕ นาที ๑๐ นาที ไม่วอกไม่แวก ไม่อะไรแบบนั้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเรา เป็นเราทั้งหมด แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ถ้าไม่ใช่คำนี้ก็คือยังไม่พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะยังเป็นเราที่ทำดี ยังเป็นเราที่เกิด ยังเป็นเราที่โลภ ยังเป็นเราที่สารพัดเป็นเราหมด เพราะฉะนั้นก็ไม่ได้เข้าใจคำว่า ธรรมะ ไม่เข้าใจว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ที่จะต้องเริ่มจากธรรมะ คือสิ่งที่มีจริง ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ เข้าใจว่า ธรรมะทั้งหมดเลย เป็นอนัตตา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่เราคิดว่า เป็นนก เป็นแก้ว เป็นคน เที่ยงยั่งยืนไม่เกิดดับ ถ้าอย่างนั้นก็เป็นธรรมดา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ จะเป็นอย่างนั้นหรือ ก็ไม่ใช่อย่างนั้น ใช่ไหม แต่รู้ความจริงถึงที่สุด แม้แต่เราเห็นดอกไม้เนี่ยความจริงเห็น สีสันวรรณะ และอะไรละอยู่ตรงนั้น ถ้าไม่มีธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม จะมีดอกไม้ไหม จะมีสีสันวรรณะไหม แต่ว่าธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม กระทบตาไม่ได้ แต่ตรงธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม นั่นแหละ มีสิ่งหนึ่งซึ่งกระทบตาได้ เราก็เริ่มเข้าใจความละเอียดว่าไม่ใช่เรา หรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เพราะเหตุนี้
เพราะเหตุว่าเป็นธรรมะแต่ละหนึ่งๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นปรมัตถธรรม บรม ใหญ่ ใครก็เปลี่ยนไม่ได้ แข็งจะเปลี่ยนให้เป็นหวานไม่ได้ ขมจะเปลี่ยนให้เป็นเสียงไม่ได้ เกิดเป็นอย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น แล้วก็ดับเลย แล้วก็ไม่กลับมาอีกด้วย จริงหรือเปล่า ค่อยๆ มั่นคง ในการที่จะเข้าใจว่า ทั้งชีวิตเนี่ยเป็นอย่างนี้ไหม ตอนเกิดหนึ่งขณะดับไปแล้ว ก็ไม่ใช่ขณะต่อไปซึ่งสืบต่อ และขณะที่สืบต่อ ดับไปแล้ว มีขณะอื่นเกิดสืบต่อ ก็ไม่ใช่ขณะก่อน
เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งขณะ มีจริงเมื่อเกิดขึ้น แต่ก็ดับไป แล้วก็เป็นปัจจัยให้ขณะต่อไปเกิดสืบต่อ เร็วสุดที่จะประมาณได้ จึงไม่ปรากฏการเกิด และการดับ ถูกต้องไหม ต้องค่อยๆ คิด ตั้งแต่อย่างหยาบ ไม่มีได้ยิน แล้วก็มีได้ยิน และได้ยินไปไหน เสียงไม่ได้ปรากฏ แล้วก็มีเสียงปรากฏ และเสียงไปไหน หาอีกไม่ได้เลยในสังสารวัฏฏ์เพราะดับคือไม่กลับมาอีกเลย และทุกขณะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเกิดเป็นคนนี้ชาตินี้ชาติเดียว และขณะหนึ่งก็เป็นขณะที่ต่างกัน ขณะที่เป็นกุศล ก็ไม่ใช่ขณะที่เป็นอกุศล ขณะที่เห็นก็ไม่ใช่ขณะที่ได้ยิน แต่สืบต่อรวมแล้วเหมือนกับเที่ยงเป็นคนหนึ่งคนใด ซึ่งประกอบด้วย เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง จำบ้าง แต่ทั้งหมด ไม่ใช่ใคร เป็นธรรมซึ่งเกิดดับอยู่ตลอดเวลา
ถ้ายังไม่ประจักษ์ ยังไม่เข้าใจอย่างนี้ ดับกิเลสไม่ได้ ดับความเป็นเราไม่ได้ เพราะรวมกันเมื่อไหร่ ก็ต้องเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่ลองแยกทุกส่วนในร่างกาย ละเอียดยิบ อากาศธาตุแทรกคั่น ทุกอณูที่เล็กที่สุด กระจัดกระจายออกไปได้อย่างนั้น แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า แม้สิ่งนั้น จะแตกย่อยละเอียดยิบอย่างไร ก็มีรูปรวมกัน ๘ รูป มี ๘ รูปหมายความว่า ไม่ใช่อย่างเดียวกันใช่ไหมค่ะ ๘ คือหนึ่งๆ ๘ อย่างรวมกัน ๘ รูป ไม่ใช่เรา และ ๘ รูปนั้น เกิดจากอะไร เกิดจากความเย็นความร้อน หรือว่าเกิดจากจิต หรือว่าเกิดจากอาหาร หรือว่าเกิดจากกรรม ถ้ารูปที่เกิดจากกรรม ใครก็ทำให้เกิดไม่ได้ ไปหาหมอไหน ก็รักษาไม่ได้ ถ้าเป็นโรคที่เกิดจากกรรม เพราะกรรมต่างหากที่ทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น แต่ทุกอย่างที่เกิดดับ เร็วสุดที่จะประมาณได้ ค่อยๆ เข้าใจ จนกระทั่งค่อยๆ คลาย ความที่ยึดมั่นว่าเป็นเรา เพราะว่ายึดว่าเป็นเรา ก็รักเราที่สุด ทุกอย่าง เป็นไปเพื่อเราทั้งหมด แต่เราจะเป็นอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ แค่วันนี้ก็ได้ พรุ่งนี้ก็ไม่ใช่แล้ว
เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะติดตามไป ที่มีประโยชน์ที่สุด ก็คือความเห็นที่ถูกต้อง ความเข้าใจ ไม่ว่าจะเกิดชาติไหน ที่ไหน ก็มีความเข้าใจที่ถูกต้องว่าเป็นธรรม ไม่ใช่เรา จนกว่าจะหมดกิเลส ซึ่งมีผู้ที่เข้าใจธรรมถึงที่สุดนะค่ะ หมดกิเลส มากมายหลายท่าน เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่มีได้ เป็นไปได้นะค่ะ แต่ว่าไม่ใช่เร็ววัน หรือว่ามีใครที่จะไปทำได้ เหมือนกับสองฝั่งค่ะ ฝั่งของความไม่รู้ คือฝั่งของมหาสมุทรที่กว้างใหญ่มาก อีกฝั่งหนึ่ง คือฝั่งของความเห็นถูกต้อง กว่าจะถึงฝั่งนั้น ก็ต้องค่อยๆ ละฝั่งนี้ไป ซึ่งเป็นไปได้ ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้นะค่ะ แต่ไม่ใช่ด้วยเราไปพยายาม ด้วยเราอยาก ด้วยเราทำ แต่ด้วยการเห็นประโยชน์ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ถูกต้องตามความเป็นจริง เป็นสัจธรรม และเป็นอริยสัจธรรม เมื่อปัญญาสามารถรู้ความจริงนี้ได้ ว่าขณะนี้ทุกอย่างเกิดดับ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440