ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438


    ตอนที่ ๑๔๓๘

    สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย

    วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒


    ท่านอาจารย์ ต้องรู้แม้แต่ว่าขณะนี้กำลังจำ ทางตาจำสิ่งที่ปรากฏ ทางหูจำเสียง  แล้วก็จำนิมิตของเสียง ทำให้เข้าใจว่าคำนั้นหมายความว่าอะไร ทุกอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความละเอียดยิ่งว่า เป็นธรรมทั้งหมดแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง แล้วก็มีการยึดมั่นเพราะความไม่รู้ความจริงของสิ่งนั้น อย่างที่ว่าภัยของการเกิด ไม่มีทางที่จะเห็นได้ว่าเป็นภัย เพราะยังนั่งอยู่ตรงนี้ ยังเห็นอยู่ตรงนี้ ยังจำได้ตามปกติว่าเป็นอะไร ต่อเมื่อไหร่ปัญญาถึงระดับที่สามารถประจักษ์การเกิดขึ้นและดับไปของธรรม   ซึ่งเป็นนิมิตที่ปรากฏให้รู้ได้ เมื่อนั้นก็เริ่มเห็นภัย กว่าที่จะละความเป็นตัวตนได้ เป็นเรื่องของปัญญาทั้งหมด ซึ่งมาจากการฟังก่อน ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจเลย ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมจนดับกิเลสได้ แล้วก็เป็นผู้ที่ตรงด้วย ขณะนี้กำลังพูดเรื่องจิต ทุกคนมีจิต แต่จิตขณะนี้กำลังทำอะไร เกิดขึ้นหรือไม่ ทำกิจอะไร ก็ไม่ได้คิดถึงเลยทั้งสิ้น

    ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ละเอียด และเป็นผู้ที่มีบุญที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน จึงสามารถที่จะรู้ว่า อะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้องควรฟัง และอะไรเป็นสิ่งที่ผิด ไม่หลงตามความผิดที่มีมากมาย เพราะเหตุว่าก่อนการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ดินแดนแห่งนี้ ก็มีเดียรถีย์ ผู้ที่มีความเห็นอื่นมากมายนับไม่ได้เลย แต่ก็ท่ามกลางความไม่รู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงตรัสรู้และทรงแสดงพระธรรม แต่ละคนที่มีชีวิตอยู่ ก็มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความเห็นผิด จากการที่ได้รับฟังความไม่จริงหรือความเข้าใจผิด แต่ถ้ามีบุญที่ทำไว้แต่ปางก่อน ก็สามารถที่จะเข้าใจถูกต้องว่า อะไรถูกอะไรผิด และปัญญาที่รู้ตามความเป็นจริงก็จะละสิ่งที่ผิด

    ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมแต่ละครั้ง ฟังแล้วครั้งเดียวไม่พอ เพราะว่าสภาพธรรมที่เป็นอกุศลสะสมไว้มาก แต่สภาพธรรมที่เป็นกุศลค่อยๆ สะสมไปก็จะมีกำลัง อย่างผู้ที่ได้รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นสาวกในอดีต ท่านสะสมบารมี คือคุณความดีต่างๆ เพราะเหตุว่าอกุศลไม่สามารถที่จะทำให้เข้าใจสภาพธรรมได้ แต่ปกปิดไว้ด้วยอวิชชา ความไม่รู้ จึงเป็นอกุศลประการต่างๆ กุศลเท่านั้นที่จะค่อยๆ ชำระจิต เมื่อประกอบด้วยปัญญา เป็นบารมีที่จะทำให้เข้าใจว่าไม่มีเรา และสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงได้ จึงเป็นผู้ที่อดทนที่จะเข้าใจตามลำดับขั้นว่า ขณะนี้เข้าใจแค่ไหน พอไหม ฟังต่อไปก็เข้าใจเพิ่มขึ้นอีก

    อ.ธิดารัตน์ เหมือนกับความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มีเป็นธรรมดา แล้วก็เป็นสิ่งที่เมื่อปัญญาพิจารณาแล้วเข้าใจถูกต้อง เป็นปัจจัยให้กุศลแล้วก็ความเข้าใจถูกเจริญเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นที่ท่านใช้คำว่า สังเวควัตถุ ในการพิจารณาถึงชาติ ชรา มรณะ หรือธรรมเหล่านี้ ตามความเป็นจริงแล้วมีกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาเกิดขึ้น ไม่หวั่นไหว เพราะเป็นความเข้าใจถูก เหมือนกับการที่เรามาสังเวชนียสถาน อย่างเช่น ไปสถานที่ประสูติของบุคคลผู้ที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย และไม่มีการเกิดอีกเลย แต่อย่างเราก็ยังคงต้องเกิดแล้วเกิดอีก เพราะกิเลสยังไม่หมด ก็เป็นเครื่องให้ระลึกถึงว่า ผู้ที่อบรมเจริญกุศลจนดับกิเลสแล้วมีจริงๆ ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญญาเจริญขึ้น การพิจารณาการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทำให้กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาเจริญขึ้น

    ท่านอาจารย์ ต่อไปนี้พอเห็นเด็กเกิด รู้สึกอย่างไร ตามความเป็นจริงต้องมีเกิดแน่ๆ ฟังธรรมแล้วเห็นเด็กเกิด เป็นอย่างไร เป็นคนตรง ถ้าเห็นเดินเกิดมา เป็นอย่างไร ลูกหลาน เป็นอย่างไรเกิด เมื่อเห็นเขาเกิดเป็นอย่างไร ต้องตรง ปัญญาพอที่จะเห็นภัยในการเกิด ไม่ใช่เฉพาะขณะนั้นหรือไม่ เพราะเกิดกันแทบทุกวัน ที่โน่นบ้าง ที่นี่บ้าง ก็มีคนเกิดทั้งนั้น และก็ได้ฟังอย่างนี้แล้ว แล้วก็รู้สึกอย่างไร ถ้าคนนั้นเป็นลูก หรือว่าเป็นหลาน จะรู้สึกอย่างไร ดีใจแน่นอนเลย เพราะปัญญาไม่ถึงการที่จะเห็นภัยของการเกิด เพราะการเกิดเป็นเพียงการเตือนให้รู้ว่า จะต้องมีการเกิดอีกต่อไปในสังสารวัฏ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องพลัดพราก ต้องประสบกับสิ่งต่างๆ แล้วก็ตายไป ไม่เหลืออะไรเลย

    เกิดมาทำไม เกิดมาเพื่อที่จะเป็นไป แล้วก็ต้องเป็นไป แล้วถึงเวลาก็ต้องเป็นไป ทุกอย่างเป็นธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นกว่าจะมีปัญญา ที่เริ่มจะเข้าใจโทษภัยของการเกิด เพราะว่าวันหนึ่งวันหนึ่ง เราไม่ได้คิดถึงเรื่องการเกิดเลย แต่พอมีการเกิดขึ้นก็สามารถที่จะรู้จิตใจในขณะนั้นได้ว่า เราเหมือนเดิมหรือไม่ คือดีใจที่เด็กคนนั้นเกิด  ถ้าเป็นลูกเป็นหลานหรือเป็นเพื่อนสนิท หรืออะไรก็ตามแต่ แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่เห็นภัยจริงๆ ขณะนั้นเพียงเตือนให้ระลึกถึงภัยของการเกิด

    ผู้ฟัง อยากให้ขยายความคำว่า สักการะ

    อ.คำปั่น ความหมายของคำว่า สักการะ ในภาษาบาลี ท่านจะมีคำว่า สักกาโรติหมายถึงว่า การกระทำด้วยความเคารพ ก็เป็นเรื่องของกุศลธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไป ที่แสดงออกมากระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ก็ด้วยความเคารพในผู้ที่มีคุณ จึงมีกุศลจิตที่เกิดขึ้น ที่กระทำด้วยความเคารพต่อบุคคลคนนั้น จะด้วยวัตถุสิ่งของหรือว่าแม้เพียงสภาพจิตที่ดีงาม ที่จะระลึกถึงคุณความดีของผู้นั้น ก็เป็นการสักการะก็คือกระทำด้วยความเคารพ เพราะว่าเป็นเรื่องของสภาพธรรมที่ดีงาม ก็คือกุศลจิตที่เกิดขึ้นเป็นไปในขณะนั้น

    ผู้ฟัง ไม่ทราบว่าจะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า บูชา หรือเปล่า

    อ.คำปั่น บูชา ก็แสดงถึงความเป็นไปของกุศลจิตเช่นเดียวกัน แม้แต่ในมงคลสูตรเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงว่า การบูชาบุคคลที่ควรบูชาเป็นมงคล บูชาก็คือการกระทำด้วยความเคารพด้วย ก็มีด้วยในคำคำนี้ที่กล่าวถึง อะไรที่เป็นเครื่องบูชา ก็ต้องเป็นกุศลจิตนั้นแหละที่เกิดขึ้นเป็นไป แล้วก็บูชาในบุคคลที่ควรบูชา และบุคคลผู้ควรบูชาสูงสุด ก็คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่คือความหมาย

    ท่านอาจารย์ จะบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยอะไร ไม่ฟังพระธรรมเลย ก็เอาดอกไม้ไปบูชา กับขณะใดก็ตามที่น้อมระลึกถึงคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้ด้วยใจ อย่างคนที่ป่วยหนักใกล้ที่จะสิ้นชีวิต ไม่สามารถที่จะยกมือขึ้นมากราบนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเสด็จไปโดยอิทธิฤทธิ์ให้เห็นเป็นพระรูป ที่จะให้ผู้นั้นได้ปีติ แต่ความปีติก็เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจในคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  เพราะฉะนั้นจะบูชาด้วยอะไร

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุเคราะห์สัตว์โลก ที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีนานแสนนาน ที่จะให้ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มากกว่าผู้ที่เป็นสาวกโพธิสัตว์ หรือพระปัจเจกโพธิสัตว์ แต่เป็นพระมหาสัตว์ คือเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เกินบุคคลใดทั้งสิ้น เพื่อที่จะให้คนอื่นได้เข้าใจธรรม เห็นพระมหากรุณาไหม  ไม่ใช่เพียงเพื่อพระองค์เดียวที่จะพ้นกิเลส แต่รู้ว่าการที่สัตว์โลกมีทุกข์โดยไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม แล้วก็จะต้องเป็นทุกข์ต่อไป ตราบใดที่ไม่สามารถที่จะได้เข้าใจธรรม

    ด้วยเหตุนี้พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมที่จะทำให้คนฟังสามารถเข้าใจได้ นั่นเป็นสิ่งที่เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่ง เมื่อผู้ใดเห็นพระคุณที่เรายังมีโอกาสได้ฟังคำที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้ว แล้วก็สามารถที่จะเข้าใจขึ้น จะบูชาด้วยอะไร ด้วยจิต ที่มีความเคารพสักการะอย่างยิ่งในคุณของพระองค์ แม้ไม่มีดอกไม้ ไม่มีธูปเทียนใดๆ เลย แต่จิตที่นอบน้อมในพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเข้าใจในพระคุณก็เป็นการบูชา แต่ถ้าบูชาเพียงด้วยดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องสักการะ แต่ไม่เข้าใจธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้เพื่อที่จะรับดอกไม้ธูปเทียน โดยที่ว่าคนนั้นไม่ได้เข้าใจธรรม เมื่อรู้คุณอย่างนี้ เราควรที่จะพูดถึงคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้คนได้เข้าใจไหม พระธรรมทุกคำที่เราเข้าใจ ก็ควรที่จะให้คนอื่นได้รับได้ฟังได้เข้าใจต่อไป อันนั้นก็เป็นการบูชาสูงสุด บูชาด้วยการศึกษาธรรม บูชาด้วยการทำทุกอย่าง เพื่อที่จะให้พระธรรมดำรงยั่งยืนต่อไป

    ผู้ฟัง คิดว่าโลกจริงๆ ก็มีอยู่ทั่วไป แต่ว่าเรามองไม่เห็นสิ่งที่เป็นจริง

    ท่านอาจารย์ โลกหมายความถึงอะไร และโลกคืออะไร

    ผู้ฟัง ยังไม่ทราบโลกจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ทางตาเห็นใช่ไหม

    ผู้ฟัง เห็นอยู่

    ท่านอาจารย์ มีจริงใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เป็นโลกหนึ่งแล้ว โลกที่ปรากฏทางตา เวลาได้ยินเสียง อีกโลกหนึ่ง ไม่ปะปนกับโลกทางตา ขณะนั้นก็มีเสียงกับได้ยินเป็นอีกโลกหนึ่ง สองโลกนี้ไม่ปนกัน  เห็นเกิดแล้วดับ เพราะขณะอื่นเป็นขณะได้ยิน ไม่ใช่เห็นแล้ว เห็นจะมีอยู่ตลอดเวลาไม่ได้ ได้ยินแล้ว เหมือนเห็นกับได้ยินพร้อมกัน แต่ต่างกันเป็นคนละโลก คนตาบอดไม่มีทางที่จะรู้จักโลกของรูปร่างสัณฐานสีสันต่างๆ ไม่มีโลกนั้นสำหรับคนตาบอด และสำหรับคนหูหนวก มีแต่สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นโลกหนึ่ง แต่ไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลยทั้งสิ้น โลกของเสียงของการได้ยินไม่มี

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า โลกคือธรรมซึ่งเกิดดับ ขณะนี้เกิดแล้ว ได้ยินแล้ว หมดแล้ว แต่นี่เป็นสิ่งที่ชาวโลกพอที่จะไตร่ตรองได้เมื่อได้ฟัง แต่ความลึกซึ้งอย่างยิ่ง คือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำเป็นคำจริง สามารถเข้าใจได้ เช่น เห็นมีจริงๆ ถูกต้องไหม เพราะอะไรถึงว่าเห็นมีจริง

    ผู้ฟัง เราสัมผัส

    ท่านอาจารย์ นี่คือคิด แต่ความจริงเพราะเห็นเกิด เราไม่ได้ไปสัมผัสอะไร ไม่มีเราไปสัมผัสอะไร แต่ความคิดมีได้หลายอย่าง แต่ในขณะนี้เห็นกำลังเห็น ไม่มีเรา แต่เห็นกำลังเห็น ถูกต้องไหม และเห็นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย แต่เห็นอะไร เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็น แน่นอน ถ้าไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งปรากฏให้เห็น เห็นเกิดได้ไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ไม่ใช่เห็น แต่ถ้าไม่เห็น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็ไม่ปรากฏ  คนตาบอดอยู่ที่นี่สักคนหนึ่ง แล้วก็ขณะที่คนอื่นเห็น มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น สำหรับคนตาบอดไม่รู้ว่ามีอะไรปรากฏ เพราะไม่มีเห็น

    ต้องเข้าใจความจริงถึงที่สุดว่าเห็นมีจริง แต่เห็นไม่ใช่เรา เพราะเห็นเพียงเกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มีต้องเกิด เกิดแล้วที่คนไม่รู้ก็คือว่า สิ่งนั้นเกิดแล้วก็ดับไป เร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะต่อกันสนิทจนกระทั่งมองไม่เห็นรอยต่อเลย เวลานี้เป็นคนนั่งอยู่ในห้องตั้งหลายคน แล้วก็มีสิ่งของต่างๆ ด้วยปรากฏ ถ้าไม่เห็นจะมีไหม ไม่มี แต่พอเกิดเห็นมีสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ทั้งสองอย่างมีจริง สิ่งที่มีจริงเป็นธรรมในภาษาบาลี ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง ถ้าสิ่งหนึ่งมีจริงๆ อะไรก็ตามที่ปรากฎว่ามีจริงขณะนั้นเป็นธรรมทั้งหมด แข็งเป็นธรรมหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เราคิดว่าคนมีจริง สิ่งต่างๆ มีจริง แต่ตอนนี้เห็นมีจริง และสิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็มีจริง ขณะที่ได้ยินไม่มีเห็นแล้ว เห็นต้องดับ แต่เห็นดับเร็วมาก ตามด้วยความคิดตลอดทันทีว่าเห็นอะไร แต่ความคิดในสิ่งที่ปรากฏ ไม่ใช่เห็น เห็นเกิดขึ้นเห็นเท่านั้น แล้วดับไป แล้วก็มีความคิดเกิดขึ้นถึงสิ่งที่เห็น ไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลย เวลานี้กำลังคิดในสิ่งที่เห็น นี่คุณคณิศร นี่คิดแล้ว มีเห็น แล้วปรากฎว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใด เหมือนกับเป็นคน เป็นสัตว์ บุคคลต่างๆ แต่ความจริงเห็นเกิดแล้วดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ แล้วก็ได้ยิน ก็เร็วสุดที่จะประมาณได้ ทุกอย่างหมดแล้ว พอเห็นแล้วคิด คิดไม่ใช่เห็นแน่นอน แต่ถ้าไม่มีเห็นก็มีคิดได้ แต่คิดเรื่องอื่น มีเห็นแล้ว ถามว่าเห็นอะไร นี่กำลังคิด และตอบด้วยว่าเห็นอะไร

    ผู้ฟัง เห็นวัตถุสิ่งของทั่วไป

    ท่านอาจารย์ เห็นวัตถุสิ่งของทั่วไป หมายความว่าขณะนั้นมีเห็นกับมีวัตถุสิ่งของ  ทั้งสองอย่างต้องเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มี นี่คือโลกๆ หนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเห็น แล้วก็รู้ว่าสิ่งที่เห็นเป็นอะไร เป็นความคิด เร็วมาก สิ่งต่างๆ ทั้งหมดที่เป็นวันหนึ่งวันหนึ่ง ถ้าแยกออกแล้วโดยละเอียด ก็เป็นธรรมแต่ละหนึ่งแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยเกิด ไม่มีใครไปทำให้เกิดได้เลย แต่ต้องมีปัจจัยที่สมควรอย่างดี ที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นไปอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ถ้าเราไปฟังคนที่เขาพูดธรรม เขาพูดคำยากๆ แต่เขาไม่ได้อธิบายให้เราฟังว่าคืออะไร แต่นี่คือปฏิจจสมุปบาท ธรรมซึ่งอาศัยกันด้วยดีที่จะให้เกิดขึ้นเป็นไป ถ้าปราศจากสิ่งที่เป็นปัจจัยเกิดไม่ได้เลย เพราะมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี เพราะมีตา ตาไม่เห็น เพราะมีสิ่งที่กระทบตา สิ่งที่กระทบตาก็ไม่เห็น แต่เมื่อสิ่งนั้นกระทบตาเป็นปัจจัยให้เห็นเกิดขึ้นเห็น และปัจจัยที่จะทำให้เห็นเกิด ก็คือกรรมหนึ่งในสังสารวัฏที่ได้กระทำแล้ว

    ถ้าเห็นสิ่งที่น่าพอใจ เป็นผลของกุศลกรรม ถ้าขณะนั้นสิ่งที่ปรากฏไม่น่าพอใจ เป็นผลของอกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้วในอดีต ดับไปแล้วก็จริง แต่แรงกรรมสามารถที่จะบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเกิด โดยที่ใครก็บันดาลไม่ได้ แรงกรรมทำให้ตาเกิดขึ้น  ใครทำไม่ได้เลย ทำให้หู โสตปสาท เป็นรูปชนิดหนึ่งพิเศษ ซึ่งไม่เหมือนรูปอื่น เพราะว่าสามารถกระทบเสียงเท่านั้น อยู่ตรงกลางหู เกิดขึ้นแล้วก็ดับอยู่ตลอดเวลา เพราะกรรมเป็นปัจจัยให้สภาพธรรมเกิด เป็นรูปที่เกิดจากกรรม และที่จมูกก็มีรูปที่สามารถกระทบกลิ่น กรรมก็เป็นปัจจัยให้รูปนั้นเกิดขึ้น ฆานปสาทรูป ฆาน คือ จมูก ปสาท ก็เป็นความใสของรูป ซึ่งต่างกับรูปอื่นทั้งหมด อย่างธาตุดินที่แข็ง ไม่สามารถกระทบกับอย่างอื่นได้ แต่กระทบกับกายปสาทได้ เพราะที่ตัวมีกายปสาทซึมซาบอยู่ กระทบตรงไหน รู้แข็งตรงนั้น รู้อ่อนตรงนั้น รู้เย็น รู้ร้อน ตรงนั้น

    สภาพธรรมทั้งหมดเป็นแต่ละหนึ่ง ปะปนกันไม่ได้เลย มีเห็น ถ้าถามว่าเห็นอะไร ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น เดี๋ยวนี้ใช่ไหม ธรรมคือเดี๋ยวนี้ เห็นเกิด รู้สิ่งที่ปรากฏให้เห็น เห็นรู้ใช่ไหม คือเห็น แล้วก็สิ่งที่ปรากฏให้เห็นมีไหม สิ่งที่ปรากฏให้เห็นรู้อะไรหรือไม่ 

    ผู้ฟัง ก็ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้ สภาพธรรมที่ไม่รู้เป็นรูปธรรม สภาพธรรมที่รู้เป็นนามธรรม  เบื้องต้นทีเดียวเป็นความเข้าใจของแต่ละคน ซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกคำ อนุเคราะห์ให้คนอื่นได้เข้าใจถูกต้องในสิ่งซึ่งไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง เห็นเกิดขึ้นเห็น แล้วก็ดับ ไม่ใช่เรา เป็นธรรมที่เกิดขึ้นรู้ และมีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ ทางหูมีเสียง แล้วก็มีโสตปสาทรูป สองอย่างนี้ไม่รู้อะไรเลย หูก็ไม่รู้อะไร  เสียงก็ไม่รู้อะไร แต่เมื่อเสียงกระทบหู เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินเสียงนั้น ทุกอย่างเกิดเมื่อมีปัจจัยที่เหมาะควรที่จะให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น คุณคณิศรทำเห็นให้เกิดขึ้น ทำได้ไหม

    ถ้าไม่มีตา ไม่มีทางเลย และต้องมีสิ่งที่กระทบตาได้ด้วย ถ้าไม่มีสิ่งที่กระทบตาได้  เห็นก็เกิดไม่ได้ แต่ไม่ใช่เราทั้งหมด กรรมทำให้จักขุปสาทรูปเกิดเป็นรูปพิเศษจริงๆ ที่สามารถกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ให้ทราบว่าทุกขณะที่เห็น จะต้องมีตาที่กระทบกับสิ่งนั้น ตาไม่รู้อะไรเลย สิ่งที่กระทบตาก็ไม่รู้อะไร แต่มีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็น นั่นแหละจึงรู้ว่าเห็นอะไร ใครจะทำให้เห็นเกิดขึ้นได้ไหม ไม่ได้เลย

    ผู้ฟัง เห็นคือเห็น

    ท่านอาจารย์ แล้วเกิดขึ้นได้ตามเหตุตามปัจจัย ซึ่งใครก็ไม่รู้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้โดยละเอียดอย่างยิ่ง โดยประการทั้งปวงถึงที่สุด จึงไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความเป็นไปของธรรมซึ่งเป็นอย่างนั้น แต่ไม่เคยมีใครรู้เลยในสังสารวัฏ  จนกว่าจะมีการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีนานมาก บารมีคือคุณความดีต่างๆ เพราะว่าอกุศลไม่สามารถที่จะเป็นปัจจัยให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องได้เลย แต่ว่าความดีเกิดขึ้นทำให้ความไม่ดีค่อยๆ ลดลงทีละน้อย ทีละน้อย ทีละน้อย เป็นบารมี ที่ทำให้สามารถถึงเวลาที่ประจักษ์แจ้งชัดในสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งเกิดดับ ไม่ใช่เรา

    คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครสามารถที่จะคิดเองได้ แต่จากการฟัง ต้องฟังตั้งแต่เบื้องต้น เพราะถ้าไม่เข้าใจตั้งแต่ตอนต้น ไปพูดถึงอายตนะบ้าง ธาตุบ้าง ปฏิจจสมุปบาทบ้าง อริยสัจจะบ้าง เป็นคนที่พูดคำที่ไม่รู้จัก ปัญญาคือความเห็นถูกต้องเท่านั้น ที่จะทำให้เริ่มรู้ว่าไม่มีเรา สิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นเป็นธรรมไม่ใช่เรา ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ตามีจริง ไม่ใช่เรา เพราะกรรมเป็นปัจจัยให้ตาเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ทุกขณะจิต

    รูปคือสิ่งที่ไม่รู้อะไร ที่เกิดจากกรรมก็มี ที่เกิดจากอุตุความเย็นความร้อนก็มี ที่เกิดจากจิตก็มี ที่เกิดจากอาหารก็มี ทั้งตัว ถ้าไม่มีรูปที่เกิดจากจิต จะมีปากที่เคลื่อนไหว  มีลิ้นที่กระทบสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วเสียงออกมาตรงตามความคิดที่คิด เร็วแสนเร็ว  เหมือนกับว่าไม่ต้องคิดเลยก็พูดออกไป แต่ความจริงต้องคิดก่อน แล้วก็ต้องมีรูปที่ทำให้เกิดเสียงตามความคิดนั้น ความคิดตามสิ่งที่ปรากฏทางตา จึงรู้ว่ารูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏให้เห็น เป็นอะไร แต่ความจริงจากการที่ตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รูปละเอียดมาก สามารถแตกย่อยรูปที่รวมกัน จนถึงเล็กที่สุดได้ไหม


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    7 มี.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ