ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
ตอนที่ ๑๔๒๖
สนทนาธรรม ที่ เดอะวินเทจ เขาใหญ่
วันที่ ๘ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นมีหลายอย่างในโลกที่ไม่ได้ปรากฏเลย ปรากฏเพียงเห็น มีสิ่งที่ถูกเห็น ได้ยินมีเสียง ได้กลิ่นมีรู้กลิ่น แล้วก็ลิ้มรส มีรสปรากฏในวันหนึ่งๆ ทุกขณะที่รับประทานอาหาร และก็มีการกระทบสัมผัสกาย เป็นเหตุให้เกิดสุขทุกข์ ร้อนเย็น เป็นต้น และก็มีความคิด คิดเรื่องอะไร ก็เรื่องที่เห็นนั่นแหละ เรื่องที่ได้ยินนั่นแหละ ไม่เกินกว่านี้ ก็คิดแต่สิ่งที่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง เป็นเรื่องราวต่างๆ สืบต่อรวดเร็ว เพราะไม่รู้ความจริงว่าแต่ละหนึ่งเป็นธรรม ซึ่งมารวมกัน เห็นกับได้ยิน ลองแยกออกไป ก็ไม่ใช่ใครสักคน แต่พอรวมกันแล้วเป็นเราเห็น
ตั้งแต่เกิดเป็นเราเกิด แต่ความจริงธรรมเกิด แล้วทรงแสดงโดยละเอียดอย่างยิ่ง ทุกขณะ ทุกสภาพธรรม เพื่อให้เริ่มเข้าใจถูกต้องว่าไม่ใช่เรา การฟังนิดหน่อย สั้นๆ เล็กน้อย และคิดว่าจะไปละความเป็นเรา เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะถ้าคิดว่าต้องไปปฏิบัติธรรม เพื่อที่จะรู้ว่าไม่ใช่เรา ผิดแน่นอน เพราะเหตุว่าที่พุทธศาสนิกชน มีโอกาสได้ฟังธรรม เพื่อประพฤติตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่ตามคนอื่น แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำอย่างนั้นหรือ เข้าไปในห้องนั่งนานๆ ขาชาอย่างนั้นหรือ การที่จะเข้าใจให้ถูกต้องว่า หนทางของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างที่คนที่ไม่เคยศึกษาธรรมเลย หรือศึกษาธรรมโดยบางคำ หยิบมาและคิดเอง พูดเอง บอกเอง สอนเองหมด ไม่ตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้
เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ละเอียด และก็ใส่ใจในเหตุและในผล ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ทุกคำที่พระองค์ตรัสกล่าวถึงความจริงให้เข้าใจสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ไม่มี เดี๋ยวนี้ก็มี ทุกอย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้วอยู่ตรงนี้ เกิดดับไม่มีใครรู้เลย ถ้าไม่ได้ฟังพระธรรม ทุกอย่างจะถูกปกปิดเหมือนในอดีตกี่ชาติที่ผ่านมาแล้วแสนโกฏิกัป แต่พระธรรมเปิดเผยสิ่งที่ชาวโลกไม่รู้ให้รู้ความจริง จนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์แจ้งความจริงรู้แจ้งอริยสัจธรรม เมื่อไหร่ขณะไหนก็โดยความเป็นอนัตตา ไม่ใช่โดยความหวังไปที่สำนักหนึ่งสำนักใด ไปนั่งทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็จะรู้อะไร ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย และนั่นก็ไม่ใช่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
เมื่อมีโอกาสได้ฟังธรรม ก็จะเป็นผู้ที่เข้าใจถูกว่า อะไรถูกอะไรผิด ไม่ใช่เราที่จะไม่ไปสำนักปฏิบัติ แต่ปัญญาความเห็นที่ถูกต้องว่าอะไรถูกอะไรผิด ทำให้ไม่ทำสิ่งที่ผิดอีกต่อไป ก็เป็นเรื่องที่แต่ละหนึ่งคน ก็แล้วแต่ว่าเป็นธรรมทั้งหมด สะสมมาในอดีตอนันตชาติเป็นแต่ละหนึ่ง ใครบ้างก็ไม่รู้ทั้งโลก สะสมมาที่จะสนใจธรรมหรือไม่สนใจธรรม สะสมมาที่จะเห็นผิด เชื่อง่ายตามคำที่ได้ยินได้ฟัง โดยไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังคำจริง เพราะบางคนได้ยินคำว่าเป็นเรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในชีวิตประจำวันก็เลยไม่สนใจ ธรรมดา ไปสนใจเรื่องอื่น ตื่นเต้น แต่ตราบใดที่ไม่รู้สิ่งที่มีเป็นปกติ ไม่สามารถที่จะละกิเลสได้ และไม่สามารถที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย เพราะว่าพระองค์ทรงตรัสรู้สิ่งที่มี ให้คนอื่นได้ฟังโดยประการต่างๆ จนสามารถที่จะเข้าใจอย่างมั่นคง กว่าสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่เรา ทั้งสติทั้งปัญญาจะสามารถถึงเฉพาะสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ แต่ด้วยปัญญาอีกระดับหนึ่ง เป็นปกติในชีวิตประจำวัน
เพราะฉะนั้นถ้าคำสอนใดไม่เป็นไปตามปกติ คำสอนนั้นผิด เดี๋ยวนี้กำลังเพียรหรือเปล่า ทุกอย่างต้องเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่เรา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเพียรเกิดกับจิต เพียรไม่ใช่จิต สภาพธรรมสองอย่าง อย่างหนึ่งไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม แต่เราจะยับยั้งไม่ให้ธาตุรู้เกิดไม่ได้เลย ธาตุรู้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าเป็นนามธรรม แต่นามธรรมมีสองอย่าง คือจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะเมื่อรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ และเจตสิกเป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิตแต่ไม่ใช่จิต แต่จิตเดี๋ยวนี้ที่เห็น คือจิตรู้แจ้งสิ่งที่กำลังปรากฏ
ดอกกุหลาบกี่สี ดอกตูมหรือดอกบาน ใบไม้มีกี่ใบ รู้แจ้งหมดเลย แต่เจตสิกเกิดพร้อมจิต ดับพร้อมจิต เจตสิกหนึ่งก็คือจำ ขณะนี้กำลังจำใช่ไหม จำมีจริงไหม จำเป็นธรรมหรือเปล่า จำเป็นเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง จำไม่เป็นเรา
ท่านอาจารย์ จำเป็นธรรม ต่อไปนี้คือสิ่งที่เคยเข้าใจว่า เป็นเรานั้นเป็นธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดอยู่ในโลกของความจำ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงละเอียดยิ่ง ที่จะทำให้เป็นความรู้จริงที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้น จนสามารถที่จะมีความเข้าใจมั่นคงว่าไม่มีเรา แต่เป็นธรรม แต่ถึงอย่างนั้นก็ลืม เพราะเหตุว่าในสังสารวัฏเป็นเรามานานแสนนาน ฟังเมื่อไหร่ค่อยๆ สะสมเก็บเล็กเก็บน้อยสะสมไป การสะสมเป็นเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่เป็น
ท่านอาจารย์ ไม่เป็น เป็นธรรม ความเข้าใจในขณะนี้มี สะสมแล้ว พรุ่งนี้ฟังต่อเข้าใจขึ้น ถูกต้องไหม เพราะว่าได้สะสมความเข้าใจไปแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมทั้งหมดโดยละเอียดยิ่ง สงสัยอะไรก็ฟังธรรม ค้นคว้าศึกษาพระไตรปิฎก ไตร่ตรองสนทนาธรรมกันเพื่อที่จะได้เข้าใจถูกต้อง แต่ทั้งหมดก็คือว่า เมื่อไหร่รู้ว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริงเป็นปกติในชีวิตประจำวัน เมื่อนั้นก็จะไม่ไปหลงทำอะไรที่ไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ สิ่งที่มีจริงมีลักษณะที่เป็นอย่างนั้น เป็นธรรมแน่นอน
แต่ธรรมมีสองอย่าง สภาพธรรมที่เกิดไม่รู้อะไรเลย เสียงไม่รู้ กลิ่นก็ไม่รู้ เป็นรูปธรรม แต่ก็มีธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้เลย เหมือนรูปธรรม ใครจะให้แข็งไม่อยู่ตรงนี้ ไม่เกิดตรงนี้ก็ไม่ได้ สภาพนามธรรมก็เช่นเดียวกัน ไม่มีใครสามารถจะไปบอกว่าอย่าเกิด ไม่ให้เกิด เพราะทุกอย่างเป็นอนัตตามีปัจจัยก็เกิด นามธรรมคือสิ่งที่มีนั่นแหละ เกิดขึ้นรู้ ทางตาเห็น รู้ใช่ไหมว่าเดี๋ยวนี้คุณวิชัยนั่งอยู่ตรงนี้ แล้วก็ขณะที่ได้ยิน มีได้ยินไหม
ผู้ฟัง มี
ท่านอาจารย์ เป็นธรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น ก็เราได้ยิน ได้ยินท่านอาจารย์พูด
ท่านอาจารย์ ก่อนฟังธรรมเป็นเราได้ยินแน่ๆ เลย ทุกคนเดี๋ยวนี้ก็เป็นแต่ละคนได้ยิน แต่เมื่อฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ว่าทุกอย่างเกิดเมื่อมีปัจจัย แล้วดับไปเร็วสุดที่จะประมาณได้ จนไม่มีการรู้การเกิดดับ เข้าใจว่ายังอยู่ หลงมาในสังสารวัฏ จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเปิดเผยธรรมตั้งแต่เกิดจนตาย แม้ในขณะนี้ชีวิตประจำวันว่าไม่มีเรา แต่มีธรรม แล้วก็ทรงแสดงความเป็นธรรมแต่ละหนึ่งละเอียดยิ่งโดยประการทั้งปวง จนกระทั่งความเข้าใจว่าไม่ใช่เราค่อยๆ มั่นคงขึ้น แม้ว่าจะเป็นเรามาแสนนานก็ตาม แต่ความจริงก็คือว่าหลงเข้าใจผิดว่าเป็นเราต่างหาก แต่ความจริงคือไม่มีเรา แต่มีธรรม
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา และสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ทุกอย่างมีลักษณะของตนของตน แสดงความเป็นธรรมซึ่งต่างกันเป็นรูปธรรมกับนามธรรม นามธรรมเกิดขึ้นไม่รู้ไม่ได้เลย เช่น เห็นใครจะรู้ว่าเป็นสภาพรู้ว่า ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างนี้เลย เห็นเดี๋ยวนี้ แล้วเปลี่ยนสิ่งที่ปรากฏให้เห็น ให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม ไม่ได้ และเปลี่ยนเป็นไม่ให้เห็นเวลาที่สิ่งนี้ปรากฏได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ แต่ต้องรู้ตามความเป็นจริงว่าเห็นเป็นธรรม ซึ่งต่างกับสิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นไม่รู้อะไรเลย แต่เห็นกำลังเห็น คือกำลังรู้ว่าขณะนี้ สิ่งที่ปรากฏเป็นอย่างนี้ สภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ สิ่งที่ถูกรู้ คือจิต แต่ก็มีสภาพนามธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิต เกิดพร้อมกัน อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ไม่ปราศจากกันเลย สภาพธรรมที่เกิดกับจิต ดับพร้อมจิต รู้สิ่งเดียวกับจิต กลมกลืนสนิท เพราะเหตุว่าเป็นธาตุรู้ ไม่มีรูปร่างที่จะไปจำแนกแจกแจงได้เลย ถ้าจะกล่าวโดยธรรมก็สหชาตปัจจัย หมายความว่าเกิดร่วมกัน ชาตะคือเกิด สหะคือร่วมกัน
เพราะฉะนั้นจิตเป็นสหชาตปัจจัยให้เจตสิกเกิดพร้อมกันกับตน และเจตสิกก็เป็นสหชาตปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นพร้อมตน ไม่มีใครทำ การศึกษาธรรมก็เพื่อให้เข้าใจสิ่งที่มีทีละเล็กทีละน้อย จนถึงความเป็นปัจจัยว่า ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่เห็นขณะนี้เกิดขึ้น นี่คือการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ต้องไปนั่งที่ไหน ไปทำอย่างไรก็รู้อย่างนี้ไม่ได้ มีหนทางเดียวคือฟังคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้วอย่างละเอียด ที่กล่าวว่าเดี๋ยวนี้เป็นเราที่ได้ยิน เพราะยังไม่รู้ว่าได้ยินเป็นสภาพรู้ ที่เกิดขึ้นได้ยิน เกิดขึ้นเห็นไม่ได้ เกิดขึ้นคิดไม่ได้ ธาตุรู้ชนิดนี้เกิดโดยอาศัยหู รูปที่อยู่ที่ตัว มีรูปพิเศษรูปหนึ่งซึ่งสามารถกระทบเสียงได้ เป็นปัจจัยให้ธาตุรู้เกิดขึ้นได้ยินเสียง เฉพาะที่กระทบหู เสียงอื่นไม่ได้ยิน เพราะไม่ได้กระทบหู
ทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้ ไม่ใช่ไปนั่งคิดไตร่ตรอง แต่ทรงประจักษ์แจ้งเหนือใครทั้งสิ้น ทรงแสดงธรรมโดยประการทั้งปวง ๔๕ พรรษา ด้วยพระมหากรุณา และพระเถระทั้งหลาย สะสมมาเข้าใจถูก รู้แจ้งอริยสัจธรรมดับกิเลสเป็นพระอรหันต์ก็มี เป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามีก็มี สืบทอดมาจนถึงเรา ได้มีโอกาสได้ฟังคำจริง ใครจะบอกว่าไม่จริงบ้าง ถ้าเขาไม่รู้ เขาก็เข้าใจผิด แต่ว่าเมื่อรู้แล้ว ไม่ปฏิเสธคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และก็รู้ด้วยว่าเป็นคำที่ได้ฟัง แต่ยังไม่ได้ประจักษ์แจ้ง
เพราะฉะนั้นปัญญาจึงมีหลายขั้น ขณะนี้เป็นเพียงขั้นฟัง ถ้ารอบรู้เมื่อไหร่ สอดคล้องกันทั่วเมื่อไหร่ มั่นคงเมื่อไหร่ เป็นสัจจญาณ เป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดพร้อมปัญญาที่จะรู้อย่างที่ได้ฟังในขณะนี้เอง เป็นปฏิปัตติ ไม่ใช่ไปนั่งปฏิบัติ ก็ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ในคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ผู้ฟัง ร่างกายก็เป็นรูปธรรม เขาไม่รู้อารมณ์ ไม่รู้อะไร แต่ทำไมเราถึงบอกว่าทุกข์กาย สุขกาย
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นก็คือว่าต้องเป็นผู้ที่ละเอียดอย่างยิ่ง กำลังสนใจเรื่องทุกข์กายทุกข์ใจ แต่อย่าลืมศึกษาธรรม ไม่ใช่ธรรมเปล่าๆ แต่ศึกษา หมายความว่าต้องพิจารณาด้วย ไม่ว่าจะได้ยินคำอะไรก็ตามแต่ สิ่งที่มีจริงมีจริง แต่ไม่เคยรู้มาก่อนเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป็นธรรม ไม่รู้จักชื่อธรรม แต่ว่าพูดคำนี้ แล้วก็คิดว่ารู้แล้ว แต่ถ้าไม่เป็นภาษาบาลีแต่เป็นภาษาไทย คือเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเลย จะบอกว่าไม่จริงไม่ได้ เพราะฉะนั้นกำลังศึกษาเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แค่นี้ ไตร่ตรอง จะข้ามไปไหน
ศึกษาคือฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เพื่อเข้าใจความจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ไม่ข้ามไปไหนเลย ฟังแล้วต้องไตร่ตรอง พอไตร่ตรองแล้วรู้ว่าธรรม ไม่ใช่เรา แต่ละคำ แต่ละคำ กระโดดไปไหนไม่ได้ ข้ามไปไหนไม่ได้เลย เดี๋ยวนี้มีทุกอย่าง เดิมคือดอกกุหลาบ ต้นไม้ คน โต๊ะ เก้าอี้ ใช่ไหม ก่อนนี้
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่พอศึกษาธรรม ต้องรู้ว่าธรรมพูดถึงสิ่งที่มีจริง ไม่ได้พูดถึงสิ่งที่ไม่มี แล้วเดี๋ยวนี้ก็กำลังมีด้วย
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ การศึกษาไม่ใช่ให้เราไปคิดเรื่องอื่นทั้งหมด แต่แต่ละคำ แต่ละคำ ฟัง ไตร่ตรอง พิจารณาว่าเดี๋ยวนี้ กำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ เพื่อศึกษาคือฟัง แล้วก็ไตร่ตรองให้เข้าใจความจริงแท้ของสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ซึ่งก่อนนี้ก็มีอย่างนี้ตั้งแต่เกิด แต่ไม่เคยรู้เลยใช่ไหม ก็ผ่านไปหมด
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ แต่ตอนนี้ได้ยินคำว่าศึกษาธรรม แล้วรู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรม ทุกอย่างที่มีจริงๆ ก่อนอื่นต้องรู้ว่า เดิมเราเข้าใจแค่ไหน และฟังแล้วเข้าใจแค่ไหน เดิมไม่รู้เลย คิดว่าเข้าใจธรรม ใครเขาพูดธรรม เราก็ไปฟัง เหมือนเข้าใจ แต่ความจริงเราไม่ได้เข้าใจสิ่งที่กำลังมี เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังมีขณะนี้ เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และเวลาที่มีใครไปเฝ้า พระองค์ก็ตรัสเรื่องสิ่งที่กำลังมีในขณะนั้น ตามการสะสมของความเข้าใจของคนที่ไปเฝ้าว่า เขาสามารถที่จะเข้าใจระดับไหน
สำหรับเรายุคนี้สมัยนี้ เราสะสมอะไรมา สะสมมาที่จะฟังธรรมเผินๆ หรือว่าไม่ใช่ธรรมก็ฟัง แล้วก็เข้าใจว่าเป็นธรรม แล้วก็เชื่อ แล้วก็ทำตามด้วย เพราะฉะนั้นห่างไกลกันมากกับคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมเราพูดอย่างนี้ เพื่อเตือนให้รู้ว่าที่เราฟังมาแล้ว เผินหรือเปล่า เข้าใจแค่ไหน ต้องเป็นคนที่ตรงที่สุด เดี๋ยวนี้ถ้าคนที่ไม่เคยมาสนทนาธรรมกันเลย ถามว่าเดี๋ยวนี้มีอะไร เขาจะตอบถูกไหม
ผู้ฟัง ไม่ถูก
ท่านอาจารย์ ไม่ถูกเลย เขาก็ตอบว่าดอกกุหลาบ โต๊ะ ตอบไปเรื่อยเลย ตามที่เคยคิดเคยเข้าใจ แต่ไม่ใช่ธรรม เพราะเหตุว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่รวมกัน แต่ว่าธรรมจริงๆ เป็นแต่ละหนึ่งที่แยกออกจากกัน รวมกันไม่ได้ เป็นแต่ละหนึ่ง อย่างหวานกับเสียง ปนกันได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ต้องเป็นแต่ละหนึ่งใช่ไหม หวานก็คือหวาน หนึ่ง เสียงก็คือเสียง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีในชีวิตทั้งหมด ถ้าฟังธรรมก็มีความเข้าใจว่าสิ่งที่มีจริงแต่ละหนึ่ง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร เดี๋ยวนี้ใครทำให้เกิดอะไรบ้าง ไม่มี ไม่ได้ทำ นั่งอยู่ตรงนี้ ทุกอย่างมีแล้ว เห็นก็มี ไม่ได้ไปทำเห็นให้เกิดขึ้น แต่ก็มีเห็น ซึ่งไม่เคยสนใจมาก่อนเลยที่จะเข้าใจว่า แท้ที่จริงธรรมไม่ใช่สิ่งที่ยังไม่มาถึง ไม่ใช่สิ่งที่ล่วงไปแล้ว เพราะหมดแล้ว แต่สิ่งนี้เดี๋ยวนี้ที่กำลังมี เป็นสิ่งที่มีจริงที่สามารถจะทำให้เข้าใจสิ่งที่ล่วงไปแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึงได้ ต่อเมื่อเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้
ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ผิวเผินไม่ได้เลย แต่ฟังแล้วเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เรา เราไปนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ฟังโทรทัศน์อะไร แล้วก็คิดธรรม ก็คือไม่ได้เข้าใจธรรม แต่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการระลึกได้ สิ่งที่มีขณะนั้นเป็นอะไร แต่ละหนึ่ง นั่นคือเป็นธรรมที่เรากำลังฟัง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า กว่าเราจะถึงระดับขั้นต่างๆ ของปัญญา ต้องอาศัยความละเอียดอย่างยิ่ง แม้แต่การเริ่มต้นก็ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดว่า เราฟังเพื่อเข้าใจธรรม ไม่ใช่เพื่ออะไรทั้งหมดเลย เพราะว่าธรรมมีแต่ไม่เข้าใจ ฟังทำไม ไม่ว่าเราจะฟังอะไร เราก็ฟังเพื่อเข้าใจทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้คนที่สะสมมาก็รู้ว่า ไม่มีโอกาสจะได้ยินคำนี้เลย ถ้าไม่เคยสะสมบุญไว้แต่ปางก่อน เพราะว่าเป็นธรรมดาทุกหนทุกแห่งทั้งโลกนี้โลกไหน ก็ไม่มีใครรู้ตามความเป็นจริงว่า ธรรมคือแต่ละหนึ่งที่มี และก็มีลักษณะเฉพาะของตนของตน ซึ่งไม่ได้รวมกันเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่ชาวโลกยึดถือ เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีทั้งหมดแต่ละหนึ่ง โดยละเอียดอย่างยิ่งโดยประการทั้งปวง จึงตรัสว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
ถ้าคนที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะกล่าวว่า ธรรมทั้งหลายได้ไหม รู้แค่นิดเดียว แต่นี่ตรัสว่าธรรมทั้งหลาย หมายความว่าพระองค์ตรัสรู้หมด ไม่มีอะไรเหลือเลย จึงตรัสธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แต่ละคำเป็นเรื่องที่ต้องฟัง เพื่อที่จะสะสมไว้ในใจ จนกว่าธรรมที่ปรากฏนี้แหละจะปรากฏเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดอย่างที่เคยคิด เคยจำไว้นานแสนนาน แต่เริ่มเข้าใจทีละน้อย
การที่จะเห็นพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้จักว่าพระองค์ทรงเป็นพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ก็ต่อเมื่อได้ฟังธรรมแล้วเข้าใจ ยากไหม เพราะส่วนใหญ่จะไม่ฟังธรรม ฟังเขาว่า ฟังเขาพูด ฟังเขาอ้างคำในพระไตรปิฎก แต่ไม่ได้ให้เกิดปัญญาของผู้ฟังที่จะรู้ว่า ขณะนี้ไม่ใช่เรา ถ้าใครก็ตามให้ทำอะไรทั้งหมด แต่ไม่ให้รู้ว่าไม่ใช่เรา นั่นก็คือไม่ถูกต้อง ไม่ใช่ธรรม เพราะธรรมต้องเป็นสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ แล้วก็กว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ก็ต้องฟังไปเรื่อยๆ
สาวกคือผู้ฟัง ไม่ใช่ผู้รีบร้อนจะไปรู้อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ โดยผิดหนทาง ไปสำนักปฏิบัติเข้าห้อง ผู้ฟังธรรมจะอบรมเจริญปัญญาตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ไม่ใช่หรือ และการไปเช่นนั้น ลองคิดดู พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จไปไหน ไปเดินช้าๆ ไปเช่นนั้นหรือ ไม่สามารถที่จะเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เลย แต่คนที่ไม่เคยฟังธรรม ก็ไม่มีหนทางที่จะคิดเป็นอย่างอื่น นอกจากฟังใคร ฟังเขา ไม่ได้บอกว่าเดี๋ยวนี้เป็นธรรมที่กำลังมีจริงๆ และทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงความจริงของธรรมที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ให้เริ่มเข้าใจถูกต้องว่า เดี๋ยวนี้ไม่มีเรา ไม่ใช่เรา เพราะอะไร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร แต่เกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วดับไป
ปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตรัสว่าธรรมทั้งหลายไม่ใช่เรา เพราะสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดดับ รู้แต่ว่ามี และยังไปยึดถือว่าเป็นเราอีก เพราะฉะนั้นความไม่รู้จะมากมาย เพิ่มขึ้นทับถมขึ้นทุกชาติที่ไม่ได้ฟังพระธรรมโดยการไตร่ตรอง บางคนก็ฟังมาตั้ง ๑๐ ปีบ้าง อะไรบ้าง แต่ก็ไม่ได้ฟังด้วยการที่จะรู้ว่ากำลังศึกษาธรรม ไม่ใช่เรื่องอื่น แต่สิ่งที่มีจริง ถ้าไม่ได้อธิบายให้มีพื้นฐานที่มั่นคงตั้งแต่ต้น ต่อไปก็สับสน และไม่มีทางที่จะละการเข้าใจธรรมซึ่งกำลังปรากฏ คิดว่าเป็นตัวตน คิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และการที่จะรู้อย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้จะง่ายไหม
ผู้ฟัง ไม่ง่าย
ท่านอาจารย์ เพราะทุกคำจริง ขณะนี้สิ่งที่มีต้องเกิด เกิดและดับเลย นี่แหละที่จะต้องเข้าใจว่าเปลี่ยนไม่ได้เลย ทรงแสดงความจริงยิ่งขึ้นยิ่งขึ้น จนให้รู้ว่าเปลี่ยนไม่ได้เป็นอย่างนี้จริงๆ ก็อยู่ที่การฟังของแต่ละคนว่า เห็นประโยชน์ของการที่จะค่อยๆ เข้าใจความจริง ซึ่งความเข้าใจจะเป็นหนทางเดียว ที่จะนำไปสู่การรู้ความจริงของสิ่งที่มี สามารถที่จะดับกิเลสตรงตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณา พระองค์ตรัสรู้ธรรมดับกิเลสแล้ว คนอื่นยังไม่ได้รู้และยังไม่ได้ดับกิเลส ก็จะต้องเป็นอย่างนี้ไปในสังสารวัฏ ไม่มีทางออกไปได้เลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440