ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
ตอนที่ ๑๔๑๔
สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ บุญและบาป ความดีและความชั่วที่ทำไว้ สะสมอยู่ในจิต จะติดตามไป เพราะฉะนั้นถ้าเราสะสมอกุศลไว้มาก ก็ตามไปมาก ท่านพระเทวทัตคิดได้อย่างไร ถ้าไม่สะสมมาที่จะไม่เห็นคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกระทั่งมีการกระทำที่คาดไม่ถึงเลยว่าใครจะทำอย่างนั้นได้ ฆ่าด้วยวิธีต่างๆ
ตั้งแต่ให้คนไปจ้างนายขมังธนูไปยิง ไม่สำเร็จ ช้างเมามัน ไม่สำเร็จ จนในที่สุดถึงกับลงมือเอง ทำได้อย่างไร เพราะฉะนั้นความที่ไม่ดี อกุศลแม้เพียงเล็กน้อย ประมาทไม่ได้เลย ใครจะรู้ว่าจะไม่คิดอย่างนั้นบ้าง ใช่ไหม เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างสะสมมา ก็ปรุงแต่งจนกระทั่งมีความคิด ซึ่งคิดไม่ถึงว่าจะคิดอย่างนั้นก็ได้
เพราะฉะนั้นความไม่ประมาท รู้ว่าชีวิตสั้นมาก เพราะฉะนั้นมีโอกาสได้เข้าใจธรรม ก็เข้าใจดีกว่าที่จะไม่เข้าใจ เพราะอีกกี่ชาติจะได้ฟัง เหมือนชาตินี้ฟังแล้วไม่ได้ว่าเข้าใจทันที ต้องพิจารณาจนกระทั่งรู้จริงๆ ว่า ไม่มีเรา ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีเรา แต่เหมือนเป็นเราตลอดชีวิต แล้วหายไปไหนทุกชาติ เปลี่ยนไปหมด
อย่างชาติที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นคนยากจนเข็ญใจ อีกพระชาติหนึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วชาติที่เป็นคนเข็ญใจหายไปไหน ไม่ได้กลับมาอีกเลย แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เกิดแล้วไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้จะเป็นอะไร ก็แสดงอยู่ชัดเจนว่าสิ่งที่มีวันนี้ และเดี๋ยวนี้ไม่ได้กลับมาอีก
ฟังแล้วก็เข้าใจว่า ไม่มีเรา เริ่มต้นของความเข้าใจความถูกต้องจริงๆ คือ เป็นธรรม แต่ละอย่าง เป็นอนัตตาด้วย บังคับบัญชาไม่ได้ มีปัจจัยก็เกิด เกิดแล้วก็ดับแค่นั้นเอง อยากให้เกิดเสียย่ำแย่ เกิดแล้วก็ดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เพียงคำพูดนี้ฟังไว้ ฟังไว้ จนถึงชาติที่ประจักษ์จริงๆ ว่า สิ่งนั้นเกิดและดับ แล้วไม่กลับมาอีก เมื่อนั้นมั่นคง
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์บอกว่า จุดประสงค์การฟังก็คือ เพื่อที่จะเข้าใจความจริง
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง เท่านั้นเอง
ท่านอาจารย์ เท่านั้น
ผู้ฟัง แต่ก็ยังเป็นสิ่งที่ไม่รู้อีกกี่ชาติแสนชาติ ที่จะฟังเพื่อเข้าใจความจริง
ท่านอาจารย์ ก็สะสมเหมือนเราเรียนหนังสือทีละตัว
ผู้ฟัง เพราะเราอยู่ในโลกของความไม่จริงมาตลอด
ท่านอาจารย์ อยู่ในโลกของความไม่รู้ มืดสนิท ถ้าจุติจิตเกิดเดี๋ยวนี้ ไม่มีคุณนิรันดร์ ต้องคอยจนถึงวันนั้นไหม หรือว่าแม้ขณะนี้ก็ไม่มีคุณนิรันดร์
ผู้ฟัง มั่นคงว่าไม่มีเรา
ท่านอาจารย์ แน่นอน มีแต่ธรรม แข็งก็ธรรม ตรงนี้ก็ธรรม เห็นก็ธรรม ทุกอย่างเป็นธรรมหมด ค่อยๆ ฟังอีก ฟังอีก ขาดการฟังไม่ได้เลย เพราะเราไม่สามารถจะรู้ความจริงได้ด้วยตัวเอง แต่คำทุกคำของสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนปาฏิหาริย์ มีพลัง เตชะ สามารถที่จะค่อยๆ ละความไม่รู้ ยิ่งฟังยิ่งเข้าใจก็ยิ่งละความไม่รู้
ผู้ฟัง จุดประสงค์เดียวของการมีชีวิตอยู่ คือมีชีวิตเพื่อปัญญาปรากฏ
ท่านอาจารย์ แน่นอน นั้นสำหรับผู้ที่เห็นประโยชน์ของปัญญา
ผู้ฟัง เมื่อปัญญาเข้าใจความจริงแล้ว ท่านอาจารย์บอกว่า จะเห็นโทษของความไม่ดี และเห็นประโยชน์ของความดีด้วย หรือไม่ประมาทในการ
ท่านอาจารย์ เพราะปัญญาตรงนี้ อะไรผิดก็ผิด อะไรถูกก็ถูก และความตรง และความเข้าใจถูกจะนำไปในทางที่ผิดได้อย่างไร
ผู้ฟัง ถ้าก่อนที่เราจะตายแล้วเราก็จะประพฤติชั่ว ประพฤติทุจริตต่างๆ เท่ากับเราไม่ได้เห็นประโยชน์ของความดี แล้วก็เหมือนกับทำร้ายตัวเอง
ท่านอาจารย์ เข้าใจธรรมถึงจะละได้ จะเป็นคนดีสักเท่าไรก็ละความไม่รู้ ละความเป็นตัวตนไม่ได้
ผู้ฟัง ก็อาศัยความเข้าใจพระธรรมว่า ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ แล้วก็ตรงด้วยไม่ใช่จำและท่อง เข้าใจจริงๆ ได้ยินคำว่าปาระมีเข้าใจเลยใช่ไหม ขันติบารมี ขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับ ผู้ที่สะสมความเห็นที่ถูกต้อง สามารถประจักษ์ในขณะนี้เลยเพราะเป็นความจริง เพราะค่อยๆ เข้าใจทีละหนึ่ง ทีละหนึ่ง แยกขาดจากกัน ไม่ได้รวมกัน
รวมกันเวลานี้เป็นคน แต่เห็นมีสิ่งที่แค่ปรากฏ ไม่มีคนเลย และสีสันวรรณะที่ปรากฏก็อยู่ตรงมหาภูตรูปที่อ่อนที่แข็ง ถ้าไม่มีรูปอ่อนหรือแข็งจะมีสิ่งที่กระทบตาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งไม่ใช่อย่างเดียวกัน แล้วก็เกิดดับด้วยตลอดเวลา จึงไม่ต้องรออันไหนเลย แล้วแต่พร้อมเมื่อไร เราก็ไม่รู้ข้างหน้าใช่ไหมว่า จะพร้อมวันไหน
อ.วิชัย ดังนั้น ปัญญาเป็นสิ่งที่ต้องอบรม ใช่ไหม ไม่ใช่ว่าจู่ๆ ใครจะหยิบยื่นให้ใครได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ยาก เพราะว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ดังนั้นค่อยๆ เกิดขึ้นจากการได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่ตั้งความปรารถนา ที่จะถึงความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่อีกไกลมาก กว่าที่ปัญญารวมถึงบารมีต่างๆ ด้วย จะค่อยๆ เจริญขึ้น เหมือนทุกท่านในที่นี้ ที่จะค่อยๆ เห็นประโยชน์จากการฟังธรรมจากที่เคยเข้าใจว่าเราทำใจได้ใช่ไหม แต่ว่าค่อยๆ เข้าใจว่า ความจริงก็ต้องเป็นความจริง
ถ้าไม่มีคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราก็จะหลงอยู่อย่างนั้นว่า เราสามารถทำใจได้แต่ว่าใจเกิดดับอยู่ตลอดเวลา แต่ว่าใจที่ประกอบกับความไม่รู้ กับใจที่ประกอบด้วยความรู้นั้นต่างกัน ขณะที่เข้าใจนี้มีใจใหม่แน่ ต่างกับใจก่อนที่ประกอบด้วยความไม่รู้ แต่ว่าความรู้ที่เกิดมากน้อยแค่ไหน เจริญขึ้นได้ แต่ต้องมีเหตุ
ดังนั้นการฟังธรรมในแต่ละครั้งก็เป็นเหตุอย่างหนึ่ง แต่ว่าบุคคลที่ฟังจะเข้าใจมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่การสะสมของแต่ละบุคคล ที่จะพิจารณาในสิ่งที่ได้ฟังไหม มากน้อยแค่ไหนหรือจะมั่นคงขึ้นเพียงเท่าไร
ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ เหตุอะไรที่จะไม่อาลัยในความเป็นเรา เพราะว่าขณะนี้ไม่เห็นเลยว่าจะอาลัยในความเป็นเรา แต่ว่าในขณะที่ก่อนจะตาย อันนั้นเห็นชัดๆ เลยว่า อาลัยในความเป็นเรา
ท่านอาจารย์ แล้วจะรู้เมื่อไรว่าจะตาย ตอนจะตายคิดว่าจะอาลัยใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ตายได้ อาลัยหรือไม่ ตายเดี๋ยวนี้ได้เลย เห็นแล้วตายก็ได้ ได้ยินแล้วตายก็ได้ คิดแล้วตายก็ได้ ใครจะรู้จิตหนึ่งขณะเกิด ทำกิจพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้หนึ่งขณะใครรู้ เดี๋ยวนี้ตั้งกี่ขณะแล้ว
เพราะฉะนั้นจะตายเมื่อไรก็ได้ ใครก็ทำไม่ได้นอกจากกรรม ถึงเวลาที่จะสิ้นสุดการที่จะให้เป็นบุคคลนี้ หมดกรรมที่จะทำให้เป็นคนนี้ แล้วจะเป็นคนนี้ได้ต่อไปอย่างไรได้ ที่อยู่ทุกวันนี้ เพราะกรรมยังทำให้เป็นคนนี้อยู่ ถึงเวลาที่กรรมไม่ทำให้เป็นคนนี้ จะเป็นคนนี้ต่อไปไม่ได้ หมดกรรมที่ทำให้เป็นคนนี้
เพราะฉะนั้นตายเมื่อไรไม่มีใครรู้เลย เราคิดว่าเราจะตาย ตอนคิดไม่ตาย แต่คิดแล้วตายได้ เห็นแล้วตายได้ ตายเร็วมาก ไม่มีใครรู้เลย แล้วจะไปอาลัยตอนไหน อาลัยตอนนี้สิ คุณนิรันดร์เอาดอกไม้นี่ไปทิ้งไหม
ผู้ฟัง ไม่ สวยดีอยู่แล้ว
ท่านอาจารย์ เห็นไหม อาลัยไหม เพราะฉะนั้นยังไม่ได้รู้จักอาลัยเลย แต่ว่าอาลัยเดี๋ยวนี้ก็มี ก็ไม่รู้ใช่ไหม ที่จะให้รู้ก็เอาดอกไม้นี้ไปทิ้งไหม ไม่
ผู้ฟัง ก็สวยดี
ท่านอาจารย์ เอาผ้านั้นไปทิ้งไหม
ผู้ฟัง ก็สวยดีอยู่
ท่านอาจารย์ เอาหมวกนั้นไปทิ้งไหม
ผู้ฟัง ก็สวย
ท่านอาจารย์ อาลัยทั้งนั้น ความติดข้องความต้องการ เยื่อใย ที่เหนียวมากเลย บางสักเท่าไรก็เหนียวเหลือเกิน เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ อาลัยทั้งวัน อาลัยตลอดเวลา ก็ไม่ได้รู้ด้วย อาลัยที่สำคัญที่สุดคือความเป็นเรา ใช่ไหม ดอกไม้นี่เอาไปทิ้ง เอาไปเผาได้ แต่เราตรงนี้อย่า ไม่ได้เลย เห็นไหม
เพราะฉะนั้นหลงยึดถือเพียงสิ่งที่ปรากฏเหมือนกันเลย ทางตาสีคล้ายๆ กันหมด แข็งก็เหมือนกันหมด แต่ตรงนี้ทำไมเป็นเรา เห็นไหม เพราะไม่รู้และความเข้าใจผิด ด้วยเหตุนี้ ความเป็นเรามี ๓ อย่าง ความเป็นเรา ด้วยความเข้าใจผิด ตราบใดที่ไม่รู้ความจริงว่า ขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏนี้เกิดและดับ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงธรรม ผู้ฟังที่มีปัญญามีบารมีที่สะสมมาแล้ว ประจักษ์แจ้งความจริง จึงเป็นอริยสาวก ไม่อย่างนั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่มีพยาน ตรัสรู้เพียงองค์เดียว แต่เมื่อท่านพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพระโสดาบัน ขณะที่ฟังพระธรรม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าอัญญาโกณฑัญญะ โกณฑัญญะรู้แล้ว
เป็นสาวกคนแรกที่รู้ว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถรู้ได้ มิฉะนั้นถ้าพระองค์รู้ได้เพียงพระองค์เดียวจะเป็นความจริงหรือ แค่คนเดียวรู้ได้ แต่ว่าความจริงนี้ต้องรู้ได้ แต่ต้องด้วยปัญญาที่ได้สะสมมาแล้ว แต่ละพระชาติของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีเพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย เห็นไหม ต่างกันแล้ว
ขณะนี้เราฟังธรรมเพื่อเราเข้าใจ ใช่ไหม แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมี เพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย เพราะรู้ว่าสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ ความจริงแท้ๆ ของสิ่งที่มีนี้คืออะไร สิ่งนี้ต้องเกิด ถ้าไม่เกิดไม่มี ไม่ว่าอะไรทั้งนั้นที่มี ต้องเกิดขึ้น แต่เราไม่เคยรู้เลยใช่ไหมว่า แต่ละหนึ่งที่เกิดนี้อาศัยอะไรเกิด
เพราะฉะนั้นต้องมีสิ่งซึ่งปรุงแต่งทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น และกว่าจะรู้ได้ เราฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระองค์ทรงตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง มากกว่าที่ใครจะคิดได้เลยว่าปัญญาที่สามารถที่จะตรัสรู้ความจริง และทรงแสดงกับเรา ความจริงมากกว่านั้นเท่าไร แต่เท่าที่เราสัตว์โลกสามารถที่จะฟังเข้าใจได้
ทรงแสดงตามกำลังของสัตว์โลกที่จะเข้าใจได้ ด้วยเหตุนี้ปัญญาของท่านพระสารีบุตร ไม่เทียมเท่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ปัญญาของเราที่กำลังฟังเท่าพระสารีบุตรไหม อย่าได้คิดเลย เพียงแต่ว่าฟัง เป็นสาวก ได้ยิน ได้ฟัง เป็นบารมี เป็นสาวกโพธิสัตว์ ถ้าเห็นว่าคำที่ได้ยินได้ฟังเป็นคำจริง
ไม่มีใครสามารถจะเปิดเผยความจริงของสิ่งที่มีที่กำลังเกิดดับให้คนอื่นได้ค่อยๆ เข้าใจถูกทีละเล็กทีละน้อย แล้วก็สามารถที่จะรู้ความจริงได้ ตามที่พระองค์ได้ทรงแสดงแล้ว เมื่อไรเมื่อนั้นเป็นพระอริยสาวก แต่เดี๋ยวนี้ยังไม่เป็น เพราะว่ายังไม่เข้าใจถึงระดับนั้น ก็เป็นสาวกโพธิสัตว์ ทำให้เราสนใจ ไม่ทอดทิ้ง ไม่ละเลย
แต่ละคำนี่ใคร่ครวญไตร่ตรอง และมั่นคงว่าขณะนี้มีสิ่งที่มีจริงๆ ใช่ไหม ต้องเกิดแค่นี้ แล้วแต่ละหนึ่งนี่หลากหลายมากเลย เห็นก็เป็นหนึ่ง ได้ยินก็เป็นหนึ่ง คิดก็เป็นหนึ่ง ชอบก็เป็นหนึ่ง เพียงแค่เกิดและดับ เห็นไหมกว่าคำแต่ละคำที่เราได้ยินได้ฟังจะค่อยๆ อยู่ในใจ อย่างมั่นคงเพิ่มขึ้นจนสามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในชีวิตประจำวันโดยความเป็นอนัตตา
นั่นก็แสดงว่าปัญญาได้อบรมพอที่จะสามารถมีความเข้าใจสิ่งที่ปรากฏตามลำดับขั้น จากไม่รู้เลย แล้วจะไปเข้าห้องปฏิบัตินี่เป็นไปได้อย่างไร ใช่ไหม ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นการที่แต่ละคนได้มีโอกาสได้ยินได้ฟัง นอกจากเป็นประโยชน์ตนยังเป็นประโยชน์แก่คนอื่นด้วย
เพราะว่าเราสามารถที่จะให้คนอื่นได้ยินได้ฟังตามสมควร บางคนก็พิมพ์หนังสือ บางคนก็ทำอะไรก็แล้วแต่ ทุกทาง ชวนเพื่อนมาฟัง แล้วให้มีการสนทนาธรรมทั้งหมด เพราะเราเห็นประโยชน์ยิ่งในชีวิตว่าทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย
ตายเร็วตายช้า แล้วแต่กรรมกำหนด ไม่ใช่ใครจะไปทำได้ หมายความว่าเมื่อกรรมที่ได้ทำแล้วจะให้ผลได้เพียงให้เกิดดับไปขณะนี้ ไม่เป็นขณะอื่น ขณะสุดท้ายต้องเกิด สิ้นสุดกรรมนั้น ทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ แล้วอีกกรรมหนึ่งในสังสารวัฏ เราก็ไม่รู้ว่ากรรมไหนถึงพร้อมที่จะให้เกิดสืบต่อจากขณะที่ตาย
แล้วก็ยังประมวลมาซึ่งกรรมทั้งหลายที่สามารถจะให้ผลในชาตินั้นด้วย ใครไปจัดทำให้ชีวิตแต่ละคนหมุนเวียนเปลี่ยนแปลง เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวโกรธ เดี๋ยวรัก เดี๋ยวอะไรทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยด้วยความไม่รู้ เวลาฝัน สนุกไหมในฝัน
ผู้ฟัง ก็สนุก
ท่านอาจารย์ แล้วตื่นขึ้นอยู่ไหนแล้ว เหมือนเดี๋ยวนี้เลย เกิดมาแล้วก็เป็นอย่างนี้เหมือนฝันไม่ต่างกันเลย ถ้ารู้ความจริง และฝันคือคิด แต่ว่าไม่มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาอย่างนี้ ไม่มีเสียงปรากฏอย่างนี้ จึงกล่าวว่าฝัน เพราะเป็นคิดตลอด ด้วยอะไร ด้วยความจำ จำมีจริงไหม
ผู้ฟัง มีจริง
ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง เป็นธรรม ไม่ใช่เรา
ท่านอาจารย์ กว่าแต่ละคำที่คุณนิรันดร์กล่าวจะค่อยๆ มั่นคงขึ้น ไม่ใช่แค่พูด ตอบ จำได้ รู้เรื่องนิดหน่อย แต่จนกระทั่งขณะนี้ สภาพจำรู้เลย ถ้าไม่จำจะคิดไหม
ผู้ฟัง ถ้าไม่จำก็ไม่คิด
ท่านอาจารย์ แล้วจะคิดเรื่องที่กำลังจำไหม ขณะนั้น เห็นไหม แม้คิดยังเลือกไม่ได้เลยว่าจะคิดอะไร อยู่ดีๆ ก็คิด แต่อยู่ดีๆ หรือไม่ เพราะมีการจำสิ่งที่เคยผ่านมา เพราะฉะนั้นก็คิดถึงในสิ่งที่ผ่านมา แต่ในฝันมันยุ่งเหยิงกว่านี้เยอะ ใช่ไหม อะไรก็ไม่รู้ ไม่คิดเลยว่าจะฝันประหลาดๆ อย่างนั้น
เหาะเหินเดินอากาศบ้าง ทำอะไรบ้าง สนุกสนานบ้าง ตกใจบ้าง สารพัด มาได้อย่างไร มีคนเขียนบทละครให้เกิดขึ้นอย่างนี้หรือไม่ เป็นไปไม่ได้เลย แต่ธรรมปรุงแต่ง แต่ละขณะนี้ ให้ทราบว่าไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาเลย แม้เดี๋ยวนี้จะคิดอะไรก็ได้ ไม่ใช่ว่าฟังตลอด ใช่ไหม
กำลังฟัง คิดเรื่องอื่น ไม่อยากจะคิดก็คิด เห็นไหม ตามเหตุตามปัจจัย แล้วก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า แค่เกิดและดับ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ใครจะยังอาลัย ในความเป็นเรา ใช่ไหม ในเมื่อมันไม่ใช่เราสักอย่าง แต่ละอย่างที่เคยเป็นเรา เกิดและหมดทั้งนั้น อย่างเห็นไฟนอกถนนเป็นกองๆ ไม่เห็นเดือดร้อนเลย
แต่ตรงนี้กำลังเผาอยู่ตรงนี้ ความไม่รู้ตรงนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างตรงนี้เดือดร้อนได้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นอาศัยคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว ๔๕ พรรษา กี่คำ มากมายมหาศาล เราได้ยินไม่ครบถ้วนหรอกในพระไตรปิฏก เพียงแค่บางคำ บางส่วน แต่ประโยชน์อยู่ที่ว่า คำที่ตรัสจากปัญญาระดับไหนที่ตรัสรู้ความจริง
ตรัสคำว่าธรรมทั้งหลาย มั่นคง สิ่งที่มีจริงทั้งหมดเป็นอนัตตา คือไม่ใช่เป็นของใคร ไม่ใช่ใคร แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย เพราะฉะนั้นกว่าจะมีความเข้าใจ ปัญญาจากคำที่ได้ฟังไตร่ตรองเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อยจนกระทั่งมั่นคง
ขณะนี้สามารถที่จะรู้การเกิดดับได้ เพราะเป็นจริง ถ้าไม่รู้อย่างนี้ ไม่มีทางละความเป็นเรา ไม่หมดความอาลัย ตราบใดที่ยังเป็นเรา จะหมดความอาลัยต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ พระอนาคามียังอาลัย แต่อาลัยไม่ใช่ในสิ่งที่เราอาลัย
ผู้ฟัง ไม่มีตัวเราที่ตาย
ท่านอาจารย์ ธรรมเกิดธรรมดับ เราอยู่ไหน
ผู้ฟัง แต่เราเข้าใจผิดมหันต์ว่ามีเราตาย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องหมดความเข้าใจผิด จึงจะรู้ความจริงที่เป็นพระอริยสาวก ได้ยินคำว่าอริยสาวก ไม่ใช่สาวกธรรมดา ต้องมีปัญญาที่ประจักษ์แจ้งอริยสัจ ๔
ผู้ฟัง เพราะว่าไม่มีเราที่ตาย
ท่านอาจารย์ แน่นอน ฟังไว้
ผู้ฟัง ถ้าไม่มีเราที่ตาย คำถามว่าแล้วอะไร
ท่านอาจารย์ ก็ธรรมที่เกิดนั่นดับ
ผู้ฟัง เกิดและดับไปทันที
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้เลย
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้เลย แม้แต่ขณะตายก็เกิดและดับทันที
ท่านอาจารย์ คุณนิรันดร์ พูดทีละคำนี่ดับไปทีละคำ
อ.วิชัย ดังนั้นพระองค์แสดงความตาย โดยขณิกก็มี โดยสมมติก็มี หรือว่าโดยสมุทเฉทก็มี ดังนั้นถ้าเข้าใจความเป็นธรรม แต่ละขณะของสภาพธรรมมีอายุสั้นมาก ใช่ไหม รวดเร็วมากเลย ทีละขณะ จิตเกิดดับเร็วประมาณไม่ได้เลย แต่ว่ารูปที่เกิดขึ้น ก็ยังเกิดดับช้ากว่าจิต
แต่ว่าการที่คุณนิรันดร์กล่าวถึงจะสิ้นความเป็นบุคคลนี้ก็คือ สมมติว่าเป็นบุคคลนี้เพราะว่ามีกรรมหนึ่งที่เป็นชนกกรรมเป็นเหตุให้เกิดเป็นบุคคลนี้ และกรรมนั้นเองที่เป็นเหตุให้ยังดำรงความเป็นบุคคลนี้อยู่ ถ้ากรรมไม่ให้ผลเป็นบุคคลนี้อีกต่อไป จะเป็นคนนี้ได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
อ.วิชัย ไม่ได้ จะสิ้นไปเมื่อไรอย่างไรก็ได้ทั้งสิ้นแล้วแต่กรรม กรรมเป็นเหตุให้เกิดเป็นบุคคลนี้ และกรรมนั้นเองที่จะคอยอุปถัมภ์ที่จะให้ความเป็นบุคคลนี้ดำรงอยู่ต่อไปได้ ให้เห็น ให้ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องกระทบสัมผัส จนจุติเคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ไปแล้วก็เกิดใหม่ ดังนั้นเมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้ จึงค่อยๆ คลายครับ จากความยึดติดด้วยความไม่รู้
เพราะความติดข้อง ความยินดีพอใจเกิดกับความไม่รู้นั้น มีความไม่รู้เป็นเหตุจึงมีความติดข้องยินดีพอใจอยู่ และเมื่อมีความรู้อย่างนี้ ค่อยๆ คลายใช่ไหม แต่ว่าการสะสมของความยึดถือมานานแสนนาน จะเพียงฟังแค่นี้แล้วจะละความอาลัยเลย เป็นไปได้ไหม
ผู้ฟัง ไม่ได้
อ.วิชัย ไม่ได้ ก็ยังยึดติดอยู่นั่น แต่ยังมีความรู้ขึ้นบ้าง ดังนั้นธรรมที่ละความอาลัยได้ก็คือ ปัญญา
ท่านอาจารย์ ปัญญาเกิดทีละเล็กทีละน้อย แล้วก็ทำหน้าที่ของปัญญา ปัญญาจะไม่ทำหน้าที่ของอวิชชา ไม่ทำหน้าที่ของความไม่รู้ แต่เพราะเข้าใจจึงรู้ว่า เขาไม่ได้ทำร้ายเราเลย อกุศลของเขาทำร้ายจิตของเขา แต่ที่ได้ยินเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้วของเรา เขาทำไม่ได้
แต่ถ้าเราโกรธ ทำเองคนอื่นทำให้เราโกรธไม่ได้ นอกจากกิเลสที่มีทำให้โกรธเกิดขึ้น กิเลสมีตั้งเยอะ มากมายนับประมาณไม่ได้ ขณะนี้ จิตเกิดดับที่ไม่ปรากฏเยอะมาก มีแต่เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง คิดบ้าง ที่ปรากฏ จิตก่อนเห็นไม่ได้ปรากฏ เห็นดับไปแล้วจิตที่เกิดต่อจากเห็นไม่ได้ปรากฏ
แต่ปรากฏแต่โลภะบ้าง โทสะบ้าง ใช่ไหม เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีที่ไม่ปรากฏนี้มาก ด้วยเหตุนี้สิ่งใดๆ ที่ไม่ปรากฏ เรารู้ไหมว่าเราสะสมอะไรมาบ้าง อย่างคุณหมออย่างนี้ หรือแต่ละคน แสนโกฏิกัป จิตหนึ่งขณะที่ดับไป ในฐานะที่เกิดแล้วเป็นอกุศลประเภทใด
ดับไปแล้วก็มีเชื้อของอกุศลนั้น สืบต่ออยู่ในจิตแต่ไม่ปรากฏ จนกว่าชาติหนึ่งชาติใดจะปรากฏ อย่างเช่น นก เกิดเป็นนก กับเกิดเป็นสุนัข สิ่งที่สะสมมา ปรากฏเหมือนกันไหม ไม่เท่ากัน และยิ่งเป็นมนุษย์ ใช่ไหม ก็ยิ่งหลากหลายมาก เพราะฉะนั้นที่สะสมมาแล้วทั้งหมด ไม่ได้เกิดในชาตินี้ ที่จะเป็นปัจจัยให้รู้ว่ามีเท่าไร
แต่ว่าคนนั้นค่อยๆ เห็นธรรม ก่อนนี้เราไม่เคยรู้เลย แต่ว่าพอได้ฟังธรรม ธรรมค่อยๆ ปรากฏ เพราะฉะนั้นปัญญาจึงถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏได้ทีละเล็กทีละน้อย ที่ใช้คำว่าสติสัมปชัญญะหรือสติปัฏฐาน ไม่ใช่แค่ฟังอย่างนี้ ต้องเจริญอีกเข้าใจอีกเพิ่มอีก
จนกระทั่งความเป็นอนัตตาก็ทำให้สภาพธรรมระดับนั้นเกิดขึ้นได้ ก็คลายความติดข้องเพราะค่อยๆ รู้นิดหนึ่ง ยังมีอีกมากที่เราไม่รู้ และก็มีอยู่ในจิต เพราะฉะนั้นจิตรกมากเต็มไปด้วยสิ่งที่สะสมๆ มา
ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์ ด้วยอุปนิสัยหนูจะเป็นคนที่ทำอะไรจะมุ่งมั่นมาก แต่ว่าถ้าหากทำอะไรแล้วเสียใจมาก หนูก็จะเหมือนตะปูตรึงใจเป็นหลายปี บางทีก็ยังไม่ยอมคลาย เดี๋ยวก็แว้บเข้ามาในความคิดอยู่เรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ก็ได้แต่รู้ว่า อ๋อ ตอนนี้กำลังคิดนะแต่มันก็มาอยู่เรื่อยท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ จนกว่าคุณหมอจะเห็นโทษ
ผู้ฟัง เห็นโทษของความคิดหรือคะ
ท่านอาจารย์ เป็นเพราะเราไม่รู้ว่าไม่มีเรา และทุกสิ่งก็ผ่านไปแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นเราจะไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว ไร้ประโยชน์จริงๆ เพราะเราไม่เห็นโทษ ถ้าเห็นโทษปุ๊บว่าโอ้เสียเวลา แค่คำว่าเสียเวลา เวลาของหมอมีค่าสำหรับอย่างอื่นมากกว่า
ผู้ฟัง เห็นโทษ หมายถึงเห็นโทษของการคิดเรื่องไร้สาระเรื่องอดีตอย่างนี้หรือคะ
ท่านอาจารย์ ใช่ เสียเวลาจะเป็นอย่างนั้น เอาเวลานั้นนำมาเป็นประโยชน์ฟังธรรมเข้าใจหรืออะไรยังดีกว่า ไม่ใช่เราที่จะพยายามไปไม่ให้เกิด แต่ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นนั้นจะทำหน้าที่ ขณะใดที่อกุศลเกิด ขณะนั้นธรรมฝ่ายกุศลเกิดไม่ได้เลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440