ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
ตอนที่ ๑๔๒๑
สนทนาธรรม ที่ ห้องประชุมสุธรรมอารีย์กุล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องไปแสวงหาธรรมที่ไหนเลย
ผู้ฟัง การสวดมนต์เข้าใจความหมายเป็นภาษาไทยนี้ยังไม่ใช่บุญ แต่เหตุอะไรการสวดมนต์เป็นภาษาไทยของบางคนจึงได้บุญ
ท่านอาจารย์ ธรรมเป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง และก็ต้องอย่างที่เราได้กล่าวแล้วว่า ต้องเข้าใจแต่ละคำจริงๆ ก่อนที่เราจะพูดยาว เพราะฉะนั้นศึกษาธรรมทีละคำ ขอเชิญคุณวิชัย กล่าวถึงคำว่า สวดมนต์สองคำ
อ.วิชัย การสวดก็เป็นภาษาไทย ซึ่งก็จะมีคำว่าสาธยาย หมายถึงการกล่าวทบทวนตามลำดับ ส่วนมนต์มาจากมันตะก็คือปัญญา ดังนั้นที่เรากล่าวมนต์ ก็คือกล่าวตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดง ซึ่งพระองค์แสดงจากพระปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ประกาศและก็แสดงธรรม ดังนั้นบุคคลที่ฟังธรรมในครั้งนั้น ท่านได้ฟังพระธรรม ไม่ว่าจากพระโอษฐ์โดยตรงที่พระองค์ตรัส หรือว่าจากสาวกที่ได้มีความรู้ และก็กล่าวตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วมีความรู้ความเข้าใจ การที่จะมีการทบทวนพิจารณาในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังด้วยความเข้าใจ นั่นก็คือเป็นการสาธยายหมด ไม่ต้องมากล่าวเป็นคำๆ ก็ได้ แต่มีการคิดพิจารณาไตร่ตรองด้วยความเข้าใจ
ดังนั้นบุญไม่ได้อยู่ที่คำที่กล่าว แต่ว่าอยู่ที่จิตขณะนั้นว่า ประกอบด้วยธรรมที่ดีงามในขณะนั้นหรือเปล่า และประกอบด้วยปัญญาหรือเปล่า เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรม เพื่อให้สาวกได้รู้ตามพระองค์ ไม่ใช่กล่าวตามพระองค์โดยที่ไม่ได้เข้าใจในอรรถในเนื้อความที่พระองค์ตรัสเลย ดังนั้นบุคคล แม้จะกล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามากมาย แต่ถ้าไม่ได้เข้าใจในเนื้อความ ในอรรถ ในความเป็นจริงของสภาพธรรมที่มีในขณะนี้ ตามที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดง ก็กล่าวในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ใช่ไหม ก็กล่าวตามๆ กัน ดังนั้นการที่จะฟังพระธรรม พิจารณาไตร่ตรอง หรือการคิดทบทวน ในสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาด้วยความเข้าใจ นั่นคือพุทธประสงค์ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงพระธรรม
ท่านอาจารย์ ลองคิดถึงสักบทหนึ่ง ไม่ทราบเคยสวดหรือเปล่า สัพเพ สังขาราอนิจจา เคยสวดไหม เป็นสวดมนต์หรือเปล่า
ผู้ฟัง เป็น
ท่านอาจารย์ เป็น แปลว่าอะไร บางคนสวดแล้วก็ไม่รู้คำแปลเลย แต่คนที่รู้คำแปลในภาษาบาลี สัพเพ แปลว่าทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งหลายไม่เว้นเลย สัพเพ สังขารา สภาพธรรมที่เกิด เกิดเองตามลำพังไม่ได้ แต่ต้องมีปัจจัยที่ทำให้สภาพนั้นๆ เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นสังขารทั้งหลายก็เกิด แต่เราไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นปัจจัย ที่เราเกิดมาตั้งแต่เกิดทุกวัน ต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนั้น ไม่รู้เลยว่าเพราะอะไร แล้วก็ต้องจากโลกนี้ไปก็ไม่รู้ว่าอะไร เพราะฉะนั้นไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้ว สิ่งที่มีขณะนี้มีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นมากกว่าหนึ่งปัจจัย เช่น ตาเกิดจากอะไร ใครจะทำให้ตาเกิดได้ไหม แต่ตาต้องเกิดเพราะกรรมเป็นปัจจัย
บางคนไม่มีตาตั้งแต่เกิด ตาบอด หรือว่าเกิดมาแล้วตาก็บอดได้ ธรรมดาตาก็เกิดอยู่ แต่ก็เกิดวันหนึ่งตาบอด เพราะฉะนั้นชีวิตทั้งหมดตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร แต่ได้ยินคำว่าสัพเพ สังขารา อนิจจา เหมือนรู้ แต่พอแปลเป็นภาษาไทยว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง อนิจจา ได้ยินบ่อยๆ อนิจจังก็ได้ยิน ไม่เที่ยง แต่ว่าพูดแล้วท่องแล้ว ถามว่า สัพเพ สังขารา อนิจจาคืออะไร แม้แต่สังขารก็ไม่รู้ และอนิจจา แล้วยังสัพเพ และยังไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้เป็นสังขาร สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เกิด สิ่งนั้นแหละเป็นสังขารธรรม ธรรมที่อาศัยปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นทั้งหมดเลย ทุกวันทุกอย่างทุกขณะไม่เว้นเลย สัพเพ สังขารา อนิจจา
ถ้าแปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย เหมือนชาวมคธ เขาพูดภาษามคธี ซึ่งเป็นภาษาที่พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงธรรม เราใช้คำว่าปาละหรือบาลี คือดำรงรักษาคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็คือภาษามคธี เพราะฉะนั้นชาวมคธแคว้นมคธได้ฟังธรรม สัพเพ สังขารา เขาพูดกันแล้วใช่ไหม เหมือนเราบอกว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง แต่เราก็ไม่รู้ว่าสังขารคืออะไร และไม่เที่ยงคืออะไร เราคิดว่าเกิดแล้วก็แก่ แล้วก็เจ็บ แล้วก็ตาย ไม่เที่ยง แต่ว่าความจริง เกิดแล้วดับไปไม่เหลือเลย แล้วไม่กลับมาอีกต่างหาก
เพราะฉะนั้นคำแต่ละคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ลึกซึ้งกว่าที่เราคิด แต่เราก็นั่งพูดคำที่เราไม่ได้เข้าใจ นั่นไม่ใช่บุญ บุญคือสภาพธรรมที่เข้าใจถูก เห็นถูกตามความเป็นจริง ธรรมเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก กำลังเกิดดับสืบต่อเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของแต่ละหนึ่งธรรม โดยละเอียดยิ่ง เช่น รูปธรรม ตัวเราทั้งตัวมีอากาศธาตุแทรกอยู่อย่างละเอียดที่สุด พร้อมที่จะแตกทำลายละเอียดยิบ แต่แม้กระนั้นย่อยลงไปให้มองไม่เห็น หรืออย่างไรก็ตาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าธรรมขณะที่เกิด เล็กที่สุด ก็คือต้องมีมหาภูตรูป บางคนก็ได้ยินใช่ไหม
รูปซึ่งเป็นใหญ่ มหาภูตรูป ถ้าไม่มีมหาภูตรูปซึ่งเป็นใหญ่ รูปอื่นเกิดไม่ได้ เพียงคำว่ามหาภูตรูปที่เป็นใหญ่ แค่นี้คนฟังสามารถที่จะรู้ได้ ถ้าเขาเคยฟังมาก่อนนานมากในสังสารวัฏว่า มหาภูตรูปเป็นใหญ่ หมายความว่าต้องมีรูปอื่น จึงได้กล่าวว่า มหาภูตรูปเป็นรูปซึ่งเป็นใหญ่ ซึ่งรูปอื่นไม่ใช่รูปที่เป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นแต่ละคำต้องอาศัยการฟัง และก็เห็นคุณที่ว่า เป็นสิ่งที่ลึกซึ้งยากที่จะเข้าใจได้ แต่ถ้าเข้าใจได้ ไม่ลืมเลย สะสมอยู่ในจิต ขณะนี้เราไม่รู้ว่าการฟังธรรมแล้วเข้าใจ ความเข้าใจนั้นไม่หายไปไหนเลย แล้วถ้ามีความเข้าใจจริงๆ จะสืบต่อไปไม่มีวันที่จะลืม แต่ว่าจะเพิ่มความเข้าใจละเอียดขึ้นอีกมาก ทุกคำประมาทไม่ได้เลย เช่น แม้แต่คำว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา ถ้ายังไม่เข้าใจว่า หมายความถึงเดี๋ยวนี้ สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้นี่แหละ มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น สัพเพ สังขารา อนิจจา ดับแล้วไม่กลับมาอีก เพื่อที่จะรู้ความจริงว่าไม่มีเรา เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม คือเพื่อรู้จักธรรมว่าเป็นธรรม
เมื่อเป็นธรรมแล้วจะเป็นอะไรไม่ได้เลย ต้องเป็นธรรม แต่เราสวดยาวกว่านี้ใช่ไหม เข้าใจหมดหรือเปล่า สวดแล้วไม่เข้าใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประสงค์ที่จะบำเพ็ญบารมี เพื่อแสดงธรรมให้คนสวดโดยไม่เข้าใจ หรือว่าเพื่อให้เข้าใจความจริง เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าใจธรรมเมื่อไหร่ ทุกคำที่เข้าใจถูกมีอยู่ในพระไตรปิฎก ไม่ว่าจะเป็นส่วนของพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก หรือพระอภิธรรมปิฎก มีคำว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม แล้วก็มีพระสูตร มีพระวินัย มีพระอภิธรรม เหมือนแยกกัน แต่ว่าตามความจริงแยกตามส่วนที่พระองค์ได้ทรงแสดง
แต่ว่าทั้งหมดเป็นธรรม จะไม่เป็นธรรมได้ไหม พระวินัยไม่เป็นธรรมได้ไหม พระสูตรไม่มีธรรมได้ไหม พระอภิธรรมไม่มีธรรมได้ไหม เมื่อไม่เข้าใจว่าสิ่งที่มีเป็นธรรม มีลักษณะเฉพาะของตนของตน ซึ่งใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ สภาพของความติดข้องเกิดขึ้น ต้องติดข้องเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะว่าสภาพนั้นเกิดขึ้นทำกิจติดข้อง แล้วก็ถ้าเป็นความโกรธซึ่งทุกคนก็มี มีตั้งแต่ความขุ่นใจ เล็กๆ น้อยๆ ไม่สบายใจก็โกรธ แต่ว่ายังไม่ถึงกับพูดใช่ไหม แต่พอพูดออกมา เสียงก็มีหลายเสียงจากระดับของความโกรธ ถ้าขุ่นใจนิดหน่อย เสียงก็พอฟังได้ แต่ถ้ามากๆ เสียงน่าฟังไหม ไม่มีใครอยากได้ยินเลยใช่ไหม
แต่อะไรเป็นปัจจัยให้เสียงนั้นเกิดขึ้น เป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโดยละเอียดยิ่ง ธรรมแต่ละหนึ่ง ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงมีคำว่าปรมัตถธรรม มาจากคำว่าปรม คือบรม ใหญ่ บรมนี่ใหญ่มาก ปรม อัตถ ถ้าไม่มีลักษณะของธรรมแต่ละหนึ่ง จะรู้ได้ไหมว่าต่างกัน หรือถ้ากล่าวว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ถ้ามีจริงก็ต้องมีลักษณะให้รู้ว่าอะไร อย่างสีสันวรรณะขณะนี้มีจริงๆ เพราะมีลักษณะที่สามารถปรากฏให้เห็นเมื่อกระทบตา แล้วจิตเห็นเกิดขึ้น จึงรู้ว่าสิ่งนี้มีจริง แต่ถ้าเป็นคนตาบอด ไม่มีทางเลย จะไปบอกอย่างไรว่า สีเหลือง สีเขียว สีแดง ดอกไม้รูปร่างลักษณะต่างๆ เขาไม่สามารถจะรู้ได้ แม้สิ่งนั้นมีจริง แต่มีจริงเมื่อมีเห็น เป็นธาตุรู้ซึ่งเกิดขึ้นไม่ทำอย่างอื่นเลย นอกจากเกิดขึ้นเห็น เดี๋ยวนี้กำลังเห็น
เพราะฉะนั้นธรรมเริ่มมีการเข้าใจ โดยการรู้ว่าขณะนี้เห็น เป็นสิ่งที่มีจริง เป็นธรรมที่เกิด เมื่อมีสิ่งที่กระทบตา และธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นแล้วดับไป สัพเพ สังขารา อนิจจา ถ้าเข้าใจอย่างนี้ การสวดก็มีประโยชน์ใช่ไหม เช่น เราระลึกได้ว่าธรรมทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ แล้วก็ไม่กลับมาอีกเลย เป็นอย่างนี้ จนกระทั่งถึงวันหนึ่ง ถ้ามั่นคงจริงๆ ปัญญาเพิ่มขึ้นเจริญขึ้น ถึงระดับที่ประจักษ์แจ้งการเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรม เมื่อนั้นแหละจะเห็นว่าไม่มี แล้วก็มีคือเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แล้วไม่กลับมาอีกเลย
ถ้ารู้เมื่อไหร่ว่าไม่มี ความติดข้องก็ไม่มี การที่จะยึดถือว่าเป็นเราก็ไม่มี แต่ตราบใดที่สภาพนั้นยังไม่ปรากฏ แม้กำลังเกิดดับ ก็ไม่มีปัญญาที่สามารถที่จะเข้าถึงประจักษ์แจ้งอย่างบารมีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สะสมมาจนตรัสรู้ และทรงแสดงหนทางให้คนอื่นได้รู้ตามด้วย เพราะฉะนั้นขณะนี้ผู้ใดที่ได้ฟังพระธรรม ก็เริ่มรู้หนทางที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงของธรรม ที่กำลังมีในขณะนี้ว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา การฟังธรรมทั้งหมด เข้าใจในภาษาของตนของตน นี่คือคำที่มีในพระไตรปิฎก เพราะเหตุว่าเราจะไปเข้าใจภาษาบาลีได้อย่างไร แม้จะบอกว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา พูดไปใครรู้ แล้วถ้าบอกว่าธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง แม้ในภาษาไทยก็ไม่รู้ว่าอะไรเป็นธรรม
เพราะฉะนั้นชาวมคธ แม้ใช้ภาษานั้นก็ยังต้องฟังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของธรรม คือสิ่งที่มีจริงโดยละเอียด ธรรมก็เป็นสิ่งซึ่งเป็นปรมัตถธรรม ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนเห็นให้เป็นได้ยิน เปลี่ยนโกรธให้เป็นชอบ ก็ไม่ได้ แต่ละหนึ่งเกิดเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็หลากหลายมากเป็นรูปธรรมไม่รู้อะไร กับนามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม สัพเพ สังขารา อนิจจา ธรรมทั้งหมด ทั้งรูปธรรมและนามธรรมขณะนี้ด้วย กำลังเกิดดับ ใครคิดว่าไม่จริง
ค่อยๆ ไตร่ตรอง และจะรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ยิ่งกว่านี้มากใน ๔๕ พรรษาที่ตรัสรู้ ทรงแสดงพระธรรม แต่ละคำนับประมาณไม่ได้เลย แล้วแต่ละคำเป็นอีกภาษาหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าใครจะเกิดมาก็ใช้ภาษานั้น ก็ต้องเข้าใจความจริงจากคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในภาษามคธี ซึ่งดำรงคำสอนไว้เป็นปาละหรือบาลี เพราะฉะนั้นการศึกษาธรรม ก็คือว่าให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงในภาษาของตนของตน แต่สืบเนื่องมาจากคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ สัพเพ คนไทยไม่ใช่ท่องเฉยๆ ทั้งหมดทั้งหลายไม่เว้นเลย สังขารา ทุกอย่างที่กำลังเกิดปรากฏในขณะนี้ ต้องเกิดเพราะเหตุปัจจัย แต่ว่าอนิจจา เกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย
นี่คือผู้ที่จะมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เพราะเหตุว่าคิดเองไม่ได้ ฟังคำของคนอื่น แต่สามารถที่จะรู้ว่า เขากล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือเปล่า หรือว่าแม้เขาใช้คำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ แต่ความจริงความถูกต้องของคำนั้น ตรงกับคำที่ได้ฟังหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่ละเอียด ตอนนี้ก็มีธรรมซึ่งเป็นปรมัตถธรรม ใครเปลี่ยนไม่ได้ และเป็นอภิธรรมด้วย เพราะเหตุว่าลึกซึ้งอย่างยิ่ง แค่ประโยคเดียว สัพเพ สังขารา อนิจจา ก็ต้องมีการที่เข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นมีธรรมที่ต่างกันเป็นสองประเภท คือนามธรรม และรูปธรรม
สำหรับนามธรรมมีสองอย่างคือ จิตกับเจตสิก ถ้าเป็นวิชาการอื่นทางจิตวิทยา ปรัชญา หรืออะไรก็แล้วแต่ จะไม่มีคำว่าเจตสิกเพราะเขาไม่รู้ เพราะฉะนั้นพระปัญญาคุณที่ทรงแสดงธรรมโดยละเอียดอย่างยิ่ง ก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าแม้คำว่าธาตุรู้ ต้องรู้ เกิดขึ้นรู้ ก็ยังมีสองอย่างคือ จิตและเจตสิก แต่คนไทยส่วนใหญ่ จะชินกับคำว่าจิต แต่ไม่รู้จักเจตสิกเลย ทั้งหมดก็คืออย่างที่คุณทวีศักดิ์ต้องการที่จะให้มีความเข้าใจว่า ธรรมมี เป็นรูปธรรมและนามธรรม และนามธรรมก็มีจิตและเจตสิก แต่ละคำที่พูดต่อไป จะไม่พ้นจากคำว่า จิต เจตสิก รูป ขอเชิญคุณอรรณพกล่าวถึงความต่างของจิตและเจตสิก
อ.อรรณพ สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วก็ต้องมีจริงในขณะนี้ ถ้าเราจะกล่าวถึงว่าทุกคนมีความรู้สึกนึกคิด ก็ต้องมีตัวจริงของธรรมที่เป็นความรู้สึก เพราะฉะนั้นความรู้สึกเป็นเจตสิกอย่างหนึ่ง ที่เรามีความยึดถือมาก ขอให้สุขกายสุขใจ ไม่ชอบเลยทุกข์กายทุกข์ใจ ถ้าจะทุกข์กายทุกข์ใจ ขอเฉยๆ จะดีกว่า เพราะฉะนั้นนี่ไม่ใช่จิต แต่เป็นสภาพของความรู้สึกที่เกิดกับจิต ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงใช้คำว่า เวทนาเจตสิก เพราะเจตสิกก็คือธาตุรู้ที่เกิดประกอบกับจิต เจตสิกะก็คือธาตุรู้ที่เกิดกับจิต เกิดในจิต แต่ไม่ใช่จิต นี่คือความมหัศจรรย์ของธรรมที่มีขณะนี้
อ.วิชัย พระนามหนึ่งของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็คือ ภควา คำว่า ภควา หมายถึงคำกล่าวเรียกบุคคลอันเป็นที่น่าเคารพ หรือว่ากล่าวถึงบุคคลผู้ประเสริฐ เพราะดำเนินไปด้วยกับคุณอันประเสริฐ ดังนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ที่ ทรงคุณอันประเสริฐ ไม่ว่าจะเป็น ศีลคุณ สมาธิคุณ หรือว่าปัญญาธิคุณ อีกความหมายหนึ่งก็คือเป็นผู้จำแนกธรรม มีสภาพธรรมก็คือนามธรรม รูปธรรม แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงจำแนกความเป็นธรรม ที่หลากหลายตามความเป็นจริงด้วยพระปัญญาธิคุณ แล้วก็มีการแสดงพระธรรมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ เช่นที่ไปงานสวดพระอภิธรรม อภิก็คือละเอียด หรือว่ายิ่ง ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ดังนั้นพระธรรมที่เป็นอภิธรรม ก็คือเป็นพระธรรมที่แสดงความเป็นจริงของสภาพธรรมที่ละเอียดอย่างยิ่ง
ท่านอาจารย์ กำลังฟังพระอภิธรรมหรือเปล่า ต้องรู้ว่าอภิธรรม ก็กล่าวถึงธรรมที่มีว่าลึกซึ้งอย่างยิ่ง จึงใช้คำว่า อภิ ธรรมสิ่งที่มีจริง ตัวจริงๆ ของธรรมต้องมี และก็ใช้คำเรียกสิ่งที่มีจริงทั้งหมดเลยว่าเป็นธรรม แต่ธรรมก็หลากหลาย ธรรมที่เกิดแต่ไม่รู้อะไร เป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรม คิดดู ต้องเป็นสภาพรู้ที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เช่น เห็น ได้ยิน ต้นไม้ไม่เห็น ดอกไม้ไม่ได้ยิน สภาพที่ไม่ใช่นามธรรมและไม่รู้ แต่เดี๋ยวนี้มีเห็น ซึ่งต่างกับสภาพที่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมทั้งหมดก็จำแนกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือรูปธรรมไม่รู้ และนามธรรมเป็นสภาพที่รู้
คนสัตว์ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น นก แมว ปู ปลา สภาพรู้ก็เป็นธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ ถ้าไม่มีรูป เห็นเป็นอะไร ถ้ามีรูป แมวเห็น นกเห็น งูเห็น คนเห็น แต่ถ้าเอารูปออกหมด เห็นเป็นเห็น เปลี่ยนไม่ได้เลย ไม่ว่ารูปจะเป็นอะไรก็ตาม เปลี่ยนเห็นไม่ได้ ปลาในน้ำก็เห็น นกบินไปในอากาศก็เห็น เทวดาก็เห็น สภาพเห็นมีจริงๆ แต่ว่าไม่มีรูปใดๆ เลย ไม่แข็ง ไม่อ่อน แข็งต้องเป็นแข็งเป็นเห็นไม่ได้ อ่อนก็เป็นเห็นไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมแต่ละหนึ่งเป็นหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สัพเพ สังขารา อนิจจา ต่อไปสัพเพ สังขารา นั่นแหละทุกขา เคยสวดไหม หรือไม่เคยสวดบทนี้เลย
แต่เข้าใจไหมว่าสิ่งที่เกิด สัพเพ สังขารา อนิจจา ไม่เที่ยง ความไม่เที่ยงนั่นแหละเป็นทุกข์ ใครว่าสุข เกิดมาทำไม เกิดมาแล้วก็ดับไป แล้วไม่เหลือเลย นั่นหรือสุข ถ้าไม่รู้อย่างนี้ ไม่มีทางที่จะรู้ความจริงของธรรมเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นธรรมเดี๋ยวนี้ ลึกซึ้งเป็นอภิธรรม ถ้าใครบอกว่าจะฟังธรรม จะเรียนธรรม แต่ไม่เรียนอภิธรรม หมายความว่าเขาไม่เข้าใจธรรม เพราะธรรมนั่นแหละเป็นอภิธรรม ธรรมจะไม่เป็นอภิธรรมได้อย่างไร ในเมื่อเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นการฟัง ฟังเพื่อเข้าใจ แม้ไม่มาก แต่ความเข้าใจวันนี้ลึกไปถึงว่า ทุกอย่างที่มีเดี๋ยวนี้และขณะไหนก็ตาม เกิดแล้วปรากฏเป็นธรรมทั้งหมด ซึ่งเป็นสังขารธรรม
แม้แต่การที่สวดว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา หมายความว่าคนนั้นรู้ว่าธรรมเกิดดับใช่ไหม ถ้าสวดแล้วไม่รู้ว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา ไม่รู้ว่าธรรมเกิดดับ แต่สวดว่า สัพเพ สังขารา อนิจจา หมายความว่าอะไร ถ้าไม่รู้ว่าอนิจจาคืออะไร แต่ถ้ารู้ สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา เมื่อเกิดแล้วดับ จะเป็นสุขหรือ หาอีกไม่ได้เลยในสังสารวัฏ กำลังชอบสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าประจักษ์ความจริงสิ่งนั้นเกิดดับ ชอบสิ่งที่ไม่มีแล้ว เพราะสิ่งที่กำลังชอบดับหมดแล้ว ไม่กลับมาอีกเลย โล่งใจไหม หรือว่าเป็นทุกข์ที่ไม่ได้สิ่งนั้นที่เข้าใจว่าเที่ยง แต่ความจริงไม่เที่ยง
นี่ก็แสดงว่า กว่าเราจะสามารถเข้าใจความจริง ซึ่งจะทำให้พ้นจากความติดข้อง เพราะไม่มีเรา แต่จะเป็นการเกิดดับสืบต่อของธรรมซึ่งยับยั้งไม่ได้ ไม่มีใครที่จะหยุดสังสารวัฏได้เลย หยุดเดี๋ยวนี้ไม่ให้เห็น ไม่ให้ได้ยิน ได้ไหม ไม่มีทางเป็นไปได้เลย เพราะธรรมคือธรรมดา หมายความว่าที่เราพูดว่าธรรมดาธรรมดา มาจากคำว่าธรรมกับคำว่าตา ตาคือปกติ ความเป็นไปของธรรมซึ่งเป็นอย่างนี้ หมายความว่าต้องเกิดและดับ ยับยั้งไม่ได้เลย ขณะต่อไปต้องเกิดแน่ แต่ไม่รู้ว่าอะไร
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440