ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413


    ตอนที่ ๑๔๑๓

    สนทนาธรรม ที่ บ้านทันตแพทย์หญิงวิภากร พงศ์วรานนท์

    วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ โลกในความหมายที่แท้จริงก็คือว่า สิ่งที่เกิด ถ้าไม่เกิดไม่มีโลก เพราะฉะนั้นเกิดนั้นหนึ่งเดียวที่เกิดก็เป็นโลก เพราะว่าโลกแยกออกไปแล้วเหลือทีละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ใช่ไหม เมื่อรวมกันก็เป็นโลกใบใหญ่ กว้างใหญ่ แต่พอไม่รวมกัน หนึ่งที่เกิดนั้นคือโลกแล้ว แต่พอรวมกันมากๆ ก็ โอ้ โลกนี่ใหญ่จังเลย ใช่ไหม แต่โลกเล็กๆ ก็คือแต่ละหนึ่งซึ่งเกิด

    ผู้ฟัง โลกแต่ละหนึ่งคืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ เห็นหนึ่ง ได้ยินหนึ่ง

    ผู้ฟัง คือเป็นโลกแต่ละหนึ่ง แต่ละทาง

    ท่านอาจารย์ เราไม่รู้เลย เพราะว่าทุกอย่างรวมกัน แต่ว่าจริงๆ แล้วนั้น แต่ละหนึ่งแยกออกได้ อย่างเวลานี้ ถ้าเราเห็นเป็นดอกบัว ดอกไม้ ดอกกุหลาบนี่เป็นแล้วใช่ไหม ดอกกุหลาบ

    ผู้ฟัง เป็นแล้ว

    ท่านอาจารย์ แล้วแยกได้ไหม เอาดอกกุหลาบไปสับให้ละเอียดเลย ไหนเล่าดอกกุหลาบ แต่พอมารวมกันเป็นดอกกุหลาบ เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ที่เกิดดับ ไม่มีใครรู้ เมื่อรวมกัน ต่อเมื่อไรหนึ่งปรากฏ เมื่อนั้นจึงรู้ว่าหนึ่งนั้นดับ

    ความหมายของโลกก็คือว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดดับ สิ่งนั้นเป็นโลกทั้งหมดเลย ไม่ว่าอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเราก็รู้จักโลกละเอียดกว่าโลกใบใหญ่ ใช่ไหม มีคนเยอะแยะ แต่ทั้งหมดแต่ละหนึ่งต้องเกิดทั้งนั้น

    ถ้าหนึ่งนั้นไม่เกิด ก็ไม่มีโลกเลย แต่หนึ่ง หนึ่ง หนึ่ง หนึ่งเกิด เพราะฉะนั้นหนึ่ง หนึ่ง นั้นก็เป็นโลกหนึ่ง หนึ่ง ซึ่งเกิดแล้วปรากฏรวมกันเป็นโลก เหมือนปรากฏเป็นดอกไม้ เหมือนปรากฏเป็นโต๊ะ เหมือนปรากฏเป็นเก้าอี้ ทั้งหมด แต่ว่าความจริงคือต้องมีสิ่งที่อยู่ตรงนั้น เป็นรูปที่ละเอียดมาก

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงว่ารูปทั้งหลาย ที่เราเห็นว่ายั่งยืนใหญ่โต แยกออกไปแล้วให้ละเอียดที่สุด ก็ยังมีรูปรวมกัน ๘ รูป นี่คือพระปัญญาคุณ ๘ รูปนี่แยกจากกันไม่ได้เลย แต่เป็นรูปแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดรวมกัน

    แต่ละหนึ่งซึ่งเกิดรวมกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน แยกกันไม่ออก แต่ว่าในนี้มีกี่หนึ่ง ตั้งหลายหนึ่ง ใช่ไหม เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งนั้นเกิดและดับ เพราะฉะนั้นโลกไม่ว่าจะในความหมายไหนทั้งสิ้น คือสิ่งที่เกิดแล้วดับ

    ผู้ฟัง พระพุทธเจ้าทรงแสดงสัตว์โลกในวินัยของพระอริยะเจ้านี้เพื่ออะไรครับ ให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างไร

    ท่านอาจารย์ มีคุณนิรันดร์หรือไม่

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ แล้วความจริงมีหรือไม่

    ผู้ฟัง ถ้าไม่ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ก็เข้าใจว่ามี

    ท่านอาจารย์ ก่อนฟัง รู้ความจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่รู้ความจริง

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้ว เข้าใจความจริงหรือไม่

    ผู้ฟัง เข้าใจแค่ขั้นการฟัง

    ท่านอาจารย์ ว่ามีคุณนิรันดร์ไหม

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เริ่มค่อยๆ รู้ในขั้นฟัง แต่สิ่งที่ได้ฟังเป็นสิ่งที่จริง เพราะฉะนั้นความจริงนี้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ความรู้ขั้นฟังจะนำไปสู่การสามารถประจักษ์แจ้งทีละหนึ่งซึ่งเกิดดับ เพราะจริง แต่เวลานี้ถูกปกปิดไว้ ใช่ไหม ขณะนี้ถ้ามีการเข้าใจถูกต้องว่าขณะนี้ที่กำลังเห็นไม่มีใครเลย มีแต่สิ่งที่กระทบตาได้ เท่านั้นเอง จะค่อยๆ คลายความเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดทีละน้อย

    เมื่อมั่นคงขึ้น จนเพียงสิ่งเดียวปรากฏให้เข้าใจ สิ่งอื่นจะไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้นก็รู้ว่านั่นคือสิ่งที่มีจริง เกิดแล้วดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลยในสังสารวัฏ มีเราไหม หมดแล้วไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ได้ฟังเป็นสิ่งซึ่งเริ่มเข้าใจในขั้นการฟัง ที่ใช้คำว่าปริยัติรอบรู้ในคำที่ได้ฟัง

    รอบรู้คือได้ยินเมื่อไร เข้าใจไม่หลงผิด ใช่ไหม ได้ยินคำว่าโลก ชาวโลกเขาพูดเรื่องโลกนั้น โลกนี้ ไปโลกพระจันทร์ ไปแล้วก็รู้แท้ที่จริงแทบไม่มีอะไรเกิด จะเป็นโลกได้อย่างไร แต่สิ่งที่เกิดแต่ละหนึ่ง ที่เกิดนั่นเป็นโลก เพราะฉะนั้นโลกจึงเป็นภาวะ ความจริงก็คือว่าเกิดดับ ได้ยินคำว่าโลกุตตระ พ้นจากโลก พ้นจากการเกิดดับ เป็นธรรมที่มีจริงเพราะดับปัจจัยที่จะให้เกิด จึงไม่มีอะไรที่จะทำให้เกิดได้ ภาวะนั้นคือนิพพาน

    ไม่ใช่ว่าพอได้ยินแล้วอยากไป ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนยังไงก็จะไป ใช่ไหม นั้นก็คือผิด ไม่ได้มีความเข้าใจไม่มีปัญญาอะไรเลยทั้งสิ้น แต่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ใช่ให้ไม่รู้ ไม่ใช่ให้หลงเหมือนเดิม แต่ให้มีความเข้าใจความจริง จนกระทั่งสามารถประจักษ์แจ้งความจริงได้

    ความจริงเปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นความเข้าใจที่เกิดจากการฟัง ไตร่ตรองจนมั่นคง จึงรอบรู้ในปริยัติ ไม่ไปสำนักปฏิบัติ ไม่ทำอะไร เพราะเหตุว่ามีแล้วนี่เดี๋ยวนี้ แต่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นปัญญา คือมีความเห็นที่ถูกต้อง ในสิ่งที่มีว่าสิ่งนั้นไม่ได้ไปทำ ไม่มีเรา ไม่มีใคร แต่มีปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น

    ผู้ฟัง ถ้าเราไม่ได้ฟังธรรมของพระองค์ที่ตรัสเรื่องโลก เราก็จะเข้าใจผิดๆ ตามที่เราเข้าใจกันมาว่าโลกคือเก้าอี้ คือสัตว์บุคคล คือโลกนั้น โลกนี้ คนนั้นคนนี้

    ท่านอาจารย์ อยู่ในความมืด ในสังสารวัฏมานานแสน ไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วก็คือแต่ละหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ สิ่งที่ปรากฏทางตาจะไปปรากฏทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ไม่ได้ เพราะฉะนั้นในบรรดารูป คือสิ่งที่ไม่ใช่สภาพรู้ มีจริงๆ มีสภาวะ คือลักษณะของตนว่าแข็งบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง รสบ้าง ที่เกิดของจิตบ้าง

    อะไรก็ตามแต่ทั้งหมดไม่ใช่สภาพรู้ก็ต้องไม่ใช่สภาพรู้ จะรู้ไม่ได้เลย และในบรรดารูปทั้งหมด ที่ไหนก็ตามแต่ ใช้คำว่าทั้งหมด มีรูปเดียวที่ปรากฏให้เห็นได้ ที่กำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ เป็นรูปหนึ่ง ในบรรดารูปอื่นๆ ซึ่งมีแต่ไม่ปรากฏ เพราะอย่างแข็ง หลับตาแข็งก็ยังปรากฏได้ หลับตาเสียงก็ยังปรากฏได้ หลับตากลิ่นก็ยังปรากฏได้

    แต่เมื่อลืมตา มีสิ่งที่กระทบตาแล้วปรากฎว่าสิ่งนี้มีแน่นอน แต่ไม่ใช่โต๊ะ ไม่ใช่เก้าอี้ ไม่ใช่คน เป็นเพียงรูปที่เกิดกระทบตาแล้วดับ แต่กระทบบ่อยๆ จนกระทั่งจำสีสันวรรณะมั่นคงเหลือเกินว่าเป็นคน เป็นเก้าอี้ เป็นรถยนต์ เป็นบ้าน เพราะฉะนั้นเราอยู่ในโลกของความจำ

    ผู้ฟัง เราก็ค่อยๆ ได้ฟังความจริงจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็จะค่อยๆ คลายความเห็นผิดที่เคยยึดถือโลกตามความเข้าใจที่ผิดๆ มา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นผู้ที่ฟัง และรู้ความจริงคือสาวก มีพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นพระศาสดา และก็มีผู้ที่ฟังธรรม อบรมเจริญปัญญาละคลายกิเลส ค่อยๆ เข้าใจความจริงตามลำดับ จนประจักษ์แจ้งธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้เป็นสาวก คือผู้ฟังคำของพระองค์

    ผู้ฟัง อย่างที่พระองค์ทรงแสดงว่าธรรมในแต่ละหนึ่งก็ละเอียดมากเหลือเกิน เพราะว่ามีหลายหนึ่ง หลายหนึ่งมาก

    ท่านอาจารย์ แน่นอน

    ผู้ฟัง กว่าจะเข้าใจในแต่ละหนึ่งก็ต้องใช้เวลานับไม่ถ้วน

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่นับชาติ ไม่ใช่นับวัน นับเดือน นับปี หลายกัป ถ้าอ่านประวัติของสาวกแต่ละท่าน แสนกัปก็มี ท่านพระสารีบุตร หนึ่งอสงไขยแสนกัป และกัปหนึ่งไม่ต้องพูด กัปหนึ่งก็คือโลกแตกหมดแล้ว แล้วค่อยๆ เกิด ค่อยๆ เป็น เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้ฟังเลย มืดสนิท

    คนที่เริ่มฟังเริ่มเข้าใจ คนที่ฟังมานานไตร่ตรองละเอียดก็เข้าใจมั่นคง เพราะฉะนั้นไม่มีใครสามารถที่จะไปเปลี่ยนแปลงได้เลย ใครจะรู้เร็ว จะรู้ช้า แล้วแต่ความเข้าใจ เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีใครมาบอกว่าจะรู้แล้ว จะรู้อะไร ก็ไม่รู้ ใช่ไหม หรือรู้มากแค่ไหน

    คนนั้นต่างหากที่รู้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องมีใครบอก ใครจะมารู้ใจของใคร ใครจะรู้ความเข้าใจของใคร คนที่ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยกัน บางคนก็รู้แจ้งในอริยสัจธรรมเป็นพระโสดาบัน บางคนก็ยังไม่รู้อย่างนั้น แล้วแต่การสะสม บางคนก็ถึงความเป็นพระอรหันต์

    สิ่งใดที่ยังไม่เกิดใครรู้บ้าง ต่อจากขณะนี้จะเป็นอะไร จะเป็นได้ยิน หรือจะเป็นคิด หรือจะเป็นเห็น หรือจะเป็นอะไร ทั้งหมดก็เกิดขึ้นเป็นตามเหตุตามปัจจัย เพื่อละคลายความยึดมั่น ที่เราใช้ตั้งแต่แรกใช่ไหม ยึดมั่นว่ามีเรา ยึดมั่นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่นดอกไม้ เป็นต้น เก้าอี้ เป็นต้น คุณแต๋วชอบอะไร

    ผู้ฟัง ชอบออกกำลังกาย ชอบเลี้ยงสัตว์

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสะสมมาอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น คนตั้งเยอะ อยู่บ้านเดียวกัน ไม่เหมือนกันเลย คนหนึ่งดูโทรทัศน์ อีกคนหนึ่งอ่านหนังสือ อีกคนหนึ่งทำครัว แต่ละคนไม่เหมือนกัน ตามการสะสม เพราะฉะนั้นจะไปฝืนอัธยาศัยนี่เป็นไปไม่ได้ ต่อให้ฟังสักเท่าไรด้วยกัน

    นั่งฟังด้วยกัน ทำไมบางคนสนใจมาก เป็นสิ่งที่ไม่เคยฟังมาก่อนเลย แต่บางคนฟังแล้วก็เฉยๆ ก็อย่างนี้ ก็ใช่ อ้าวไม่ใช่เรา ก็ไม่ใช่เรา เป็นอย่างนี้ใช่ไหม แต่ว่าจริงๆ แล้วก็คือว่า เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงใครได้เลยทั้งสิ้น จนกว่าเรามีความอดทนพอที่จะรู้ว่าคนนี้ขณะนี้ยังไม่ได้สนใจ อย่าไปฝืน

    ตอนนี้ต่อให้ฟังสิบครั้งร้อยครั้ง ที่โน่น ที่นี่ ที่นั่น ก็ไม่ได้สนใจ ต่อเมื่อไรมีความสนใจ เขามาเอง แล้วเขาจะขอมาด้วย แล้วเขาจะบอกด้วย แล้วเขาจะถามด้วย เพราะฉะนั้นหนทางเดียวที่จะทำให้คุณแต๋วรู้สึกว่ามีสิ่งซึ่งหายากมากในโลก ในชีวิต ของทุกคนก็คือความเข้าใจ

    บางคนเขาก็บอกว่า เขาเกิดมา เขาไม่ต้องการเข้าใจอะไรเลย แค่เกิดมาสุขพอแล้วเขาบอกอย่างนั้นเลย พอจริงๆ ไม่ต้องเอาอะไรมาให้อีก พอแล้ว อย่างนั้นก็มี ใช่ไหม เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็เป็นแต่ละหนึ่ง แต่ว่าถ้าคุณแต๋วจะได้ฟังสักคำหนึ่ง จากความหวังดีของเพื่อน ที่ทำไมถึงชวนบ่อยๆ แล้วก็อยากจะให้คุณแต๋วได้เข้าใจ

    โดยที่คุณตู่อดทนมาก ที่จะไม่ลืมชวนคุณแต๋ว เริ่มเห็นความหวังดีของคุณตู่ไหม ต้องมีอะไรดี ที่คุณตู่อยากจะให้คุณแต๋วเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณตู่จะให้ ไม่ใช่สิ่งที่ร้าย แต่เป็นสิ่งที่หาคุณค่าไม่ได้เลยในความคิดและความเข้าใจของคนที่รู้แล้ว แล้วไม่ยาก เพียงแค่ฟัง

    ไม่ใช่นั่งฟังเฉยๆ หรือว่าไม่ใช่ให้นั่งฟังแล้วก็แค่ชอบฟัง แล้วก็ทิ้งเลย พอลุกขึ้นก็หมดไปไหนหมดก็ไม่รู้ ใช่ไหม แต่ละคำนี้ใหม่ไหม แล้วอย่าลืมว่าในชาติหนึ่งมีโอกาสจะได้เข้าใจไหม โอกาสได้ยินนี้มี แต่ว่าโอกาสที่จะเข้าใจจนกระทั่งเพิ่มขึ้น เห็นประโยชน์ขึ้น มีหรือยัง หรือมีหรือไม่

    เราไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความสนใจของคุณแต๋ว แต่มีความหวังดี แม้แต่คุณตู่ก็ไม่ได้เลิกละที่จะชวนคุณแต๋ว แต่ก็ไม่คาดคั้นว่าคุณแต๋วจะต้องรู้จักคำว่าธรรม มาวันนี้ธรรมคืออะไร ไหนฟังมาแล้วลองตอบสิ จะเบื่อมากเลย มาให้ตอบ มาให้พูด มาให้ถาม ก็แค่มาฟังก็ดีแล้ว ใช่ไหม

    แค่มาฟังก็ดีสำหรับวันนี้ แต่ว่าต่อไปใครจะรู้ใช่ไหมว่า ฟังแล้วยังเข้าใจขึ้นอีกทีละน้อยโดยไม่ต้องฝืน หรือไม่ต้องพยายามไปคิดว่า เขาอยากให้ฟังก็จะต้องฟัง แต่เริ่มเห็นประโยชน์ว่า วันนี้เราคุยกันเรื่องอะไร คุยเรื่องที่คุณแต๋วจะไม่ได้ฟังที่วัด ที่สโมสร ที่ออกกำลัง ที่โรงหนังโรงละคร ที่ไหนเลยทั้งสิ้น

    เป็นเรื่องใหม่ที่ ดูสิมีใคร ก็ไม่ไปไหนหรอก มานั่งฟัง คุยกันก็ได้แต่ พูดๆ ฟังๆ ฟังกัน แล้วฟังเรื่องอะไร ฟังเรื่องสิ่งซึ่งเป็นจริง ซึ่งเป็นชีวิตของคุณแต๋วเอง ชีวิตแน่ๆ ที่ไม่เคยรู้ ทุกคนจะจากโลกนี้ไปเมื่อไร น่าอัศจรรย์ที่ไม่รู้เลย คุณแต๋วรู้ไหมว่า ขณะนี้จิตคืออะไร

    มีจิตก็ไม่รู้ เกิดมานี่ไม่รู้เลย เป็นเรา เกิดแล้วก็เป็นเราตาย แต่หารู้ไม่ที่ว่าเราตายอะไรตาย ขณะนี้มีเห็น เป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ เป็นจิต ก็แล้วแต่ มีไปเถอะเรื่อยๆ จนกว่าจะสิ้นสุด ถึงเวลาก็ไม่มีที่จะเป็นคนนี้อีกต่อไปได้ ใครเป็นคนทำให้เป็นอย่างนั้นได้ ใครเป็นคนมาทำให้เราตายได้ไหม เราอาจจะเคยคิดว่าเขามาฆ่าเรา

    ถ้าไม่ถึงเวลาที่จะต้องจากโลกนี้ ไม่ตาย ต่อให้เขาพยายามฆ่าอย่างไร ก็ไม่ตาย เพราะฉะนั้นไม่มีใครทำอะไรได้เลย ให้รู้ว่าอยู่ในโลกนี้ เกิดมาเป็นอย่างนี้แค่ชาตินี้ชาติเดียว จากโลกนี้ไปจะไม่มีการออกกำลัง จะไม่มีคุณแต๋ว จะไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ คนที่ฟังธรรมก็ไม่รู้ คนไม่ฟังธรรมก็ไม่รู้

    ความจริงก็คือว่าสิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น ใครจะรู้ได้อย่างไร เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งขณะนี้ เมื่อเกิดแล้วจึงรู้ ถ้าไม่เกิดจะไม่มีทางรู้เลย แล้วก็ไม่ได้เคี่ยวเข็ญให้คุณแต๋วเข้าใจคำว่าธรรมด้วย ฟัง ไหนๆ มาเป็นเพื่อนคุณตู่ คุณตู่ฟังก็ฟังไป จนกว่าคำหนึ่งคำใดนี่จะสะกิดใจ

    แล้วรู้ว่า เอ๊ะทำไม ประโยชน์อะไร ที่จะต้องฟังเรื่องตัวเอง เพราะว่าเราไม่เคยรู้จักตัวเราเองเลย คุณตู่บอกว่าคุณแต๋วเป็นคนดีมาก น่ารักมาก เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดใช่ไหม คุณตู่รู้จักคุณแต๋ว แต่ตัวคุณแต๋วเองลองพิจารณาสิว่า คุณตู่รู้จักคุณแต๋วดีเท่าตัวคุณแต๋วเองหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม เพราะฉะนั้นคุณแต๋วเริ่มรู้จักตัวเองว่าเป็นอย่างไรบ้าง ลองบอกสิ คนอื่นรู้ไม่ได้เลย นอกจากตัวคุณแต๋วคนเดียว ใครจะบอกคุณแต๋วว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้เสียเวลา จะไม่รู้เลยว่าขณะนี้คิดอะไร ด้วยอะไร เป็นอะไร

    เพราะฉะนั้นคนอื่นรู้จักคนอื่นเพียงบางส่วน ที่ปรากฏจากการกระทำและคำพูด แต่ว่าตัวจริงของคุณแต๋วไม่มีใครรู้จัก นอกจากตัวเองก็ยังไม่รู้จัก แต่รู้จักว่าเป็นเรานี่อย่างไรบ้าง

    ผู้ฟัง ก็ยังไม่รู้จักดี

    ท่านอาจารย์ ก็ยังไม่รู้จัก เพราะฉะนั้นถูกบ้างผิดบ้างใช่ไหม แต่ว่ามีทางที่คุณแต๋วจะรู้จักตัวเองยิ่งกว่านี้ ถ้าคิดว่าการรู้จักตัวเองนี้ดีกว่าการรู้จักคนอื่น เพราะแม้ตัวเองเรายังไม่รู้จักเลย แล้วเราจะไปรู้จักคนอื่นนี่เป็นไปไม่ได้เลย รู้จักตัวเองก่อนเมื่อไรจะรู้จักคนอื่นขึ้นเท่านั้น คุณแต๋วเคยโกรธไหม

    ผู้ฟัง เคย

    ท่านอาจารย์ คุณตู่เคยไหม

    ผู้ฟัง หนูโกรธบ่อย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นโกรธเป็นคุณแต๋ว หรือโกรธเป็นคุณตู่

    ผู้ฟัง สำหรับหนูศึกษามาได้เข้าใจ พระองค์ทรงตรัสไว้ว่าโกรธเป็นโกรธ ท่านอาจารย์ แต่เมื่อก่อนนี้เป็นหนูโกรธ แต่เดี๋ยวนี้ค่อยๆ เริ่มเข้าใจว่าโกรธเกิดขึ้น แล้วโกรธก็ดับไป

    ท่านอาจารย์ ได้ยินไหม

    ผู้ฟัง ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ โกรธเกิดขึ้น แล้วโกรธก็ดับไป ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง ถูกต้อง

    ท่านอาจารย์ นี่เริ่มรู้จักตัวเอง แล้วทุกอย่างเราไม่ได้ไปทำให้เกิดขึ้นเลย แต่ว่าเกิดแล้ว ไปคิดว่าเป็นเราต่างหาก ถ้าสิ่งนั้นไม่เกิด ก็ไม่มีการที่จะคิดว่าเป็นเรา อย่างก่อนฟังธรรม ถ้าโกรธไม่เกิดก็ไม่คิดว่าเราโกรธ แต่พอโกรธเกิดก็เราโกรธ แต่พอฟังธรรมแล้ว โกรธก็เป็นโกรธ

    เพราะฉะนั้นความโกรธของคุณแต๋วหรือความโกรธของคุณตู่ โกรธก็คือโกรธ เรื่องที่โกรธนั่นคนละเรื่อง แต่ลักษณะที่โกรธนี่เป็นโกรธ เป็นอื่นไม่ได้เลย แล้วก็หมดไป เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วทุกขณะไม่ยั่งยืน แม้ยังไม่จากโลกนี้ไป แต่ทุกขณะก็เพียงเกิดขึ้นแล้วก็หมดไป

    ผู้ฟัง หนูดีใจที่เพื่อนมา แล้วอยากจะให้เขาได้สิ่งดีๆ ไป ในสิ่งที่เขายังไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ความหวังดีนี้เป็นทุกข์ไหม

    ผู้ฟัง ถ้าความหวังดีต้องไม่เป็นทุกข์

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ไม่เป็นอย่างที่หวัง ทุกข์ไหม

    ผู้ฟัง ทุกข์

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเราไม่รู้ว่าเป็นธรรม ซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ เหมือนธาตุแต่ละธาตุ เปลี่ยนโกรธให้เป็นเมตตาไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งที่สะสมมาในสังสารวัฏหลากหลายมาก แต่ความหวังดีของเรา เป็นความหวังดีที่ไม่ต้องการผลอะไร ไม่ใช่ว่าหวังดีแล้วอยากให้ดี อย่างที่เราหวังให้เป็นผลขึ้นมา

    หวังดีคือให้เขาได้เข้าใจ แต่เขาจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจนั้นก็เรื่องของเขา เราก็ไม่เดือดร้อน แต่ว่าถ้าเราติดตามไปว่าเมื่อไรจะเป็นอย่างนั้นสักทีหนึ่ง หรืออะไรอย่างนี้ ก็เหมือนกับเราคิดจะบังคับบัญชา พยายามที่จะให้เกิดขึ้น แต่ถามความเป็นจริงก็คือว่าเพียงแค่ปัจจัยให้ได้ฟังแล้วแต่อัธยาศัย

    ธรรมเกิดตามเหตุตามปัจจัย เปลี่ยนแปลงบังคับบัญชาอะไรไม่ได้เลย นอกจากเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ยั่งยืน เป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับเร็วสุดที่จะประมาณได้ ถ้ารู้อย่างนี้เมื่อไรก็หมายความพ้นจากการยึดมั่นได้จริงๆ แต่ถ้ายังไม่ประจักษ์แจ้ง ฟังไปค่อยๆ เข้าใจไปทีละเล็กทีละน้อย ในที่สุดปัญญาก็จะนำไปสู่ขณะนั้น

    ผู้ฟัง เรียนถามท่านอาจารย์ การที่เราได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็จะค่อยๆ เข้าใจความไม่ใช่เรา ทีนี้ตรงนั้นค่อยๆ เกื้อกูลความเข้าใจให้เพิ่มขึ้น

    ท่านอาจารย์ ปัญญาทำหน้าที่ของปัญญา เร่งรัดเอาตัวเราไปทำหน้าที่พยายามไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นรู้สิ่งที่เกิดแล้วกำลังปรากฏไม่ใช่ไปทำอะไร

    อ.วิชัย ธรรมประการหนึ่งเป็นสิ่งที่มีค่า แล้วก็เป็นประโยชน์ ต่อผู้ที่ยังท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏก็คือ ความไม่ประมาท ดังนั้นในระหว่างของการที่ต้องท่องเที่ยว แล้วก็มีความไม่ประมาทที่จะเจริญปัญญาด้วย

    ท่านอาจารย์ ไม่ประมาทที่จะรู้ว่า สิ่งที่ประเสริฐที่สุดคือความเห็นที่ถูกต้อง แต่ไม่ใช่ไม่ประมาทด้วยความรีบร้อนไปพยายามที่จะอ่านมากๆ หรือทำอะไรมากๆ เพราะฉะนั้นธรรมนี้เป็นเรื่องละเอียดมาก ลวงได้พอได้ยินอย่างนี้ก็รีบเลย ไปนู่นมานี่ ทำโน่นทำนี่ เพื่อที่จะได้เข้าใจ

    แต่ไม่ประมาทที่นี่ก็คือว่า ไม่ประมาทที่จะรู้ว่าปัญญาเท่านั้น ที่สามารถที่จะดับกิเลสได้ แล้วก็ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ถ้าปัญญายังไม่เกิดขึ้น แต่มีความเข้าใจว่าไม่ประมาท คนนั้นก็ฟังธรรม โดยที่ว่าขณะใดที่ฟังก็รู้ว่า ขณะนั้นคือไม่ประมาทที่เกิดแล้ว

    แต่ถ้าขณะไหนไม่ฟัง ก็รู้ว่าช่วยไม่ได้เลย ใช่ไหม ก็ยังไม่ถึงวาระที่จะฟังธรรม แต่ให้มีความเข้าใจที่มั่นคงว่า สิ่งที่ประเสริฐที่สุด คือความเข้าใจถูกต้อง ความเข้าใจอันนี้จะค่อยๆ นำไปสู่ทุกสถานการณ์แม้ว่าเราอาจจะกำลังดูละครฟังเพลง

    แต่ธรรมขณะนั้นก็เกิดได้ตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียด กว่าจะรู้ว่า ขณะไหนทำไปด้วยความเป็นเรา หรือว่าด้วยความไม่มั่นคงในความไม่ประมาทแม้แต่คำว่าไม่ประมาทก็ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ในชีวิตของเรา เราคิดว่ามีสิ่งที่เป็นสาระที่ต้องทำต่างๆ มากมาย แล้วก็คิดว่าชีวิตก็มีความสุขต่างๆ แต่ถ้าไม่ได้ฟังธรรมไม่มีความเข้าใจความจริง ชีวิตที่เราคิดว่ามีสาระนะ ชีวิตนั้นไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสารอะไรเลย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นความเห็นผิดก็มีความเห็นถูกก็มี ไม่ใช่เราทั้งหมดไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ไม่ใช่เรา นี่สำคัญที่สุด

    ผู้ฟัง ไม่เข้าใจ มีความมั่นคงนี่เกิดมาก็เหมือนกับว่าแค่มีความสุขแล้วก็หมดไป แล้วก็ต้องจากกับสิ่งต่างๆ ที่เราเคยยึดถือว่าบุคคลที่เรารัก สิ่งของที่เรารักต่างๆ ดูเหมือนว่า ขณะที่มันมีอยู่เราคิดว่ามันเป็นแก่นสาร เป็นสิ่งที่ควรผูกพัน ควรยึด แต่จริงๆ แล้วหลังจากนั้นเราก็ไม่รู้เลยว่าก็ต้องจากกันไป

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละคำ กว่าเราจะมั่นคง เห็นไหม รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน ความตายจะมาถึงเมื่อไรก็ได้ทั้งสิ้น เพราะแค่จิตหนึ่งขณะเกิดขึ้น ทำให้พ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้ เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดแล้ว ขณะนี้มีจิตกำลังเกิดดับไม่ปรากฏตั้งเท่าไร

    เพราะฉะนั้นสองขณะนั้นไม่ปรากฏ ไม่ต้องหวั่นกลัว หรือหวั่นไหวอะไรเลยทั้งสิ้น ใช่ไหม เพราะว่าเดี๋ยวนี้เขาก็เกิดดับไปโดยไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจุติจิตเกิดและดับไป ปฏิสนธิจิตเกิดก็เหมือนขณะนี้ที่จิตเกิดดับไม่ได้ปรากฏ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ขณะนี้ ความเข้าใจธรรมน้อยหรือมาก

    ผู้ฟัง น้อย

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็นประโยชน์ไหม ว่าสิ่งที่ประเสริฐที่สุดไม่มีอะไรเท่ากับความเข้าใจที่จะติดตามไป เพราะจะจากโลกนี้วันนี้ก็ได้เมื่อไรก็ได้ และก็จะเป็นคนที่ไม่รู้อะไรเหมือนเดิม ไม่ฟังธรรมเหมือนเดิม

    เมื่อรู้ว่า ถ้าได้มีโอกาสฟังแล้วความเข้าใจจะเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีประโยชน์ที่สุด ก็คือว่าขณะใดก็ตาม ธรรมเกิดขึ้นคือฟัง หมายความว่าผู้นั้นเห็นประโยชน์ของธรรม

    ผู้ฟัง การฟังธรรมเพื่อความเข้าใจความจริงเป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด และมีค่าที่สุดในชีวิตมากกว่าสิ่งที่เราคิดว่ามีค่าต่างๆ ทรัพย์สินบุคคลต่างๆ

    ท่านอาจารย์ จากโลกนี้ไปแล้ว ทรัพย์สินมากมายมหาศาลเอาไปได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้แน่นอน

    ท่านอาจารย์ แม้แต่ร่างกายที่มีเดี๋ยวนี้เอาไปได้ไหม

    ผู้ฟัง ก็ไม่ได้อีก

    ท่านอาจารย์ แต่บุญและบาป ความดีและความชั่วที่ทำไว้ สะสมอยู่ในจิตจะติดตามไป


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    6 ก.ย. 2568

    ซีดีแนะนำ