ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
ตอนที่ ๑๓๙๙
สนทนาธรรม ที่ สมาคมแม่บ้านตำรวจ
วันที่ ๒๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๑
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่อย่างเดียวกัน เพราะมีลักษณะต่างกัน มีกิจการงานต่างกัน มีอาการปรากฏต่างกัน มีเหตุใกล้ให้เกิดต่างกัน ทุกอย่างละเอียดมาก ถึงฟังอย่างไรก็ยังเป็นเรา จนกว่าสภาพธรรมปรากฏอย่างที่ได้ฟัง เมื่อไหร่ ไม่สงสัยเลยว่าเป็นอย่างนั้น จึงสามารถที่จะละอกุศลได้ ละการที่เคยยึดถือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะสิ่งนั้นเกิดและดับ ไม่เหลือเลย จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้ นี่แค่ฟังให้เข้าใจ แต่ฟังแล้ว เข้าใจแล้ว จะถึงขณะที่สามารถประจักษ์แจ้งความจริงได้ ไม่อย่างนั้นไม่มีพระอริยบุคคล แล้วมีไหม สำนักปฏิบัติในสมัยพุทธกาล
ผู้ฟัง ไม่มีด้วย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะมีกี่คน ที่ตรงไปตรงมา เมื่อความจริงเป็นอย่างไร ก็ต้องเป็นอย่างนั้น แล้วก็ให้คนอื่นเข้าใจความจริงด้วย เพื่อประโยชน์ ต่อการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระมหากรุณา แสดงธรรมให้คนเข้าใจ และคำสอนของพระองค์ ก็ถูกปกปิดไว้หมดเลย และก็เปลี่ยนแปลงไป ตามความไม่รู้ เท่ากับการทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นถ้าเป็นคนที่เข้าใจจริงๆ ก็จะพูดความจริง ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัวเลย ในเมื่อเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ด้วย แล้วทำไมไม่พูดสิ่งที่เป็นประโยชน์ ให้คนอื่นได้เข้าใจ
เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจแล้ว ก็เห็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือให้คนอื่นได้เข้าใจด้วย ถ้าไม่มีใครเข้าใจเลย พระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ไหม เพราะพระศาสนาคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อไม่มีคนเข้าใจ ก็คือหมดอันตรธาน เพราะฉะนั้นใครก็ตาม ที่ไม่เข้าใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมก็อันตรธานจากคนนั้น ไม่มีเหลือ แต่ถ้ามีความเข้าใจยังอยู่ ก็คือพระศาสนาก็ยังดำรงอยู่ เพราะฉะนั้นจะเข้าใจธรรมโดยแค่ฟังตาม ไม่คิด ไม่ไตร่ตรอง ไม่ศึกษา คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยการสอบถาม ใคร่ครวญ จนกระทั่งเป็นความจริง ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ ก็คือว่าไม่มีใครเข้าใจคำสอนของสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แต่เชื่อคนอื่น
ผู้ฟัง คือขณะที่ฟัง ทำความเข้าใจกับจำ
ท่านอาจารย์ ต้องทำความเข้าใจด้วยหรือ คำพูด จะตรงขึ้นเมื่อได้เข้าใจความจริง จะไม่มีคำว่า ทำความเข้าใจหรือว่าเอาไปใช้ เอาไปได้อย่างไร หมดแล้ว ดับแล้ว ทุกขณะ ใครจะเอาไปได้ ทำความเข้าใจ เหมือนเราทำ ใช่ไหม แต่ความจริงไม่มีเรา เป็นจิต เจตสิก ทุกขณะที่กำลังเกิดขึ้น ทำหน้าที่ ของตนๆ เพราะฉะนั้นคำพูดแสดงชัดเจน ว่ามีความเข้าใจ หรือไม่เข้าใจ เข้าใจระดับไหน ยังหลงเหลือความเข้าใจผิดอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นการสนทนาธรรม เป็นมงคล เพราะเหตุว่านำมาซึ่งความเจริญ ในความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม
มงคล ๓๘ เริ่มจากข้อแรกที่สำคัญที่สุด ไม่คบคนพาล คบก็คือไปมาหาสู่คุ้นเคย ซึ่งก็จะต้องเข้าใจ ตามคนที่เราคบ ทีละเล็กทีละน้อย เห็นผิดตามไปด้วย ไม่คบคนพาลยังไม่พอ คบบัณฑิต ก็ต้องรู้ว่าใครสามารถที่จะทำให้เข้าใจ สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ นั่นแหละบันฑิต แล้วก็บูชาคนที่ควรบูชา เขาไม่เข้าใจธรรมเราก็ไปไหว้ เราไหว้ใคร ไหว้คนที่ไม่เข้าใจธรรม ต้องตรง ตรงเป็นเราหรือเปล่า เป็นอะไรความตรงเป็นอะไร ถ้าไม่ใช่เรา ก็เป็นเจตสิก อะไรซึ่งไม่ใช่ เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ไม่ใช่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏแจ้งชัด นั่นเป็นเจตสิกทั้งหมด ความตรงก็เป็นเจตสิก เป็นเจตสิกที่ดีโสภณเจตสิก ใครจำชื่อภาษาบาลีได้บ้าง มีแต่คนที่จำชื่อเยอะ บางคนเขาก็พูดได้เลย แต่ว่าไม่รู้ว่าคืออะไร ขณะไหน
เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องจำชื่อ แต่เรื่องเข้าใจ ถ้าจำชื่อในภาษาบาลี แต่ไม่รู้ว่าอะไร อย่างสวดมนต์ แล้วประโยชน์อยู่ที่ไหน เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นคือ ระลึกถึง ไตร่ตรอง พอเราได้ยินแล้ว ก็เป็นปัจจัย ให้เกิดการคิดไตร่ตรอง เข้าใจเพิ่มขึ้น ไม่ลืม แต่ไม่ใช่พูดโดยไม่เข้าใจ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีพระประสงค์ ที่จะให้ใครพูดคำที่พระองค์ตรัสไว้ แต่ไม่เข้าใจ สงสัยไหม
ผู้ฟัง เก็บตามสงสัยไว้
ท่านอาจารย์ มีประโยชน์ไหม เมื่อมีโอกาสที่จะสนทนาให้เข้าใจ แล้วไปเก็บไว้ มีประโยชน์ไหม
ผู้ฟัง กลัวถามแล้ว เดี๋ยวแบบเมื่อกี้
ท่านอาจารย์ ขอโทษ ใครกลัว
ผู้ฟัง ยังเป็นตัวเราอยู่
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง แต่ถ้าเป็นธรรม ก็คือไม่ใช่เรา หมดแล้วด้วย มีสภาพธรรมอื่น เกิดสืบต่อทันที
ผู้ฟัง ถ้าเก็บความสงสัย เดี๋ยวเราก็ฟังไปเรื่อยๆ เดี๋ยวจะมีคนแบบอาจารย์บรรยายแล้วเราก็ฟังๆ แล้วมันค่อยๆ ซึม แล้วจะหายสงสัยไปเอง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น คอยจนกว่าเขาจะถามใช่ไหม เก็บเอาไว้นานเท่าไหร่ กับเข้าใจได้ โดยเราตรงไปตรงมา ถามเลย นั่นคือตรงไปตรงมา แต่ถ้าเข้าใจขณะนั้นก็ไม่ต้องถาม แต่ไม่ใช่พยายามจะนึกให้ถาม ก็ไม่ถูกอีก ถ้าไม่เข้าใจก็จะถามทำไม แต่ว่าถ้ามีสิ่งที่ควรรู้ เข้าใจเพิ่มขึ้นเป็นประโยชน ก็ถามได้ เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็แล้วแต่ปัจจัยที่สะสมมา แต่ต้องเป็นคนที่ตรงว่าไม่ใช่เรา ไม่ว่า กุศล อกุศลใดๆ สงสัยไม่สงสัยก็เป็นธรรมทั้งหมด แล้วก็เมื่อรู้ว่าเป็นธรรมทั้งหมดยังไม่พอ มีปัจจัยไหมที่จะเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้เป็นธรรม ฟังแล้วก็จริง แต่ว่าขณะไหนบ้างที่รู้ว่าเป็นธรรม อีกเรื่องหนึ่ง
เพราะฉะนั้นปัญญาก็ค่อยๆ เจริญขึ้นตามลำดับ แม้แต่ความคิด เราเห็นทุกอย่างแล้วก็ลืม แต่บางอย่างเห็นแล้วคิดอีก ไปที่ห้างสรรพสินค้า เห็นเยอะเลย คิดถึงอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเห็นแล้ว ไม่ได้ติดใจมากมายก็ได้ ผ่านไปเลย หรือเห็นแล้วก็คิด เพราะฉะนั้นธรรมที่ได้ฟัง มีไหม ที่ฟังแล้วคิดไตร่ตรอง เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นอัธยาศัยบางคนก็แค่ฟัง พอใจละ จบละ แต่บางคนฟังแล้ว ก็ยังไตร่ตรองพิจารณา คิดในใจใช่ไหม ถ้าออกมาเป็นเสียงก็เป็นสาธยาย ที่เราเรียกว่า สวดมนต์ แต่คนยุคนี้ไม่เข้าใจ จำแต่เสียง คำนั้นต่างๆ เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่การที่จะไตร่ตรองให้เข้าใจขึ้น
เพราะฉะนั้นทุกอย่างเป็นธรรมที่ละเอียดมาก ถ้าฟังแล้วก็เข้าใจละเอียดขึ้น จึงจะรู้ว่าไม่ใช่เรา แต่ถ้าฟังน้อยความเป็นเราก็ยังมีมาก จนกว่าจะเข้าใจละเอียดขึ้น จะเป็นพระโสดาบันชาตินี้ไหม เพราะฉะนั้นไปสำนักปฏิบัติกันทำไม ถ้ารู้แล้วไม่ไป เพราะว่าสิ่งที่ควรรู้ยิ่งคือ เดี๋ยวนี้ เพราะอะไร แค่ปรากฏแล้วหมด ถ้าไม่เข้าใจก็คือ ไม่สามารถที่จะเข้าใจสิ่งที่มี เพราะสิ่งที่กำลังมีเท่านั้น ที่ปัญญาจะเข้าใจได้ สิ่งที่ดับไปแล้วไม่กลับมาอีก จะพยายามไปเข้าใจสักเท่าไหร่ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่เหลือ สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นอะไร แล้วจะไปพยายามเข้าใจได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นเข้าใจสิ่งที่มี โดยความเป็นอนัตตา เพราะได้ฟัง มีปัจจัยที่จะให้ถึงระดับขั้นที่กำลังรู้ตรงสิ่งหนึ่ง ทีละหนึ่งๆ ตามที่ได้ฟังในความหลากหลาย นั่นคือปฏิบัติ เพราะ ปฏิ แปลว่า เฉพาะ ปัตติ แปลว่า ถึง ถึงเฉพาะความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ ตามที่ได้ฟัง นั่นคือปฏิบัติ ที่คนไทยไปทำ แต่ว่าความจริงทำไม่ได้ เป็นปัญญา ที่เกิดจากการเข้าใจในขั้นฟัง จนกระทั่งสามารถที่จะทำให้สติเกิด เพราะฉะนั้นธรรมทุกอย่างต้องอาศัยเหตุปัจจัย สติปัฎฐาน สติสัมปชัญญะ ต้องมีความเข้าใจ ถ้าไม่มีความเข้าใจ ไม่มีทางจะเกิดได้เลย
แม้แต่กุศล ก็ต้องมีสติ ระลึกเป็นไปในกุศล อย่างที่จะมาฟังธรรม ถ้าไม่คิดจะมา จะมาไหม นี่คือสติ ขั้นที่เป็นไปในการฟัง แต่ฟังแล้ว จะไปบังคับให้รู้ลักษณะที่กำลังเกิดดับไม่ได้ แต่เมื่อปัญญามีการเข้าใจ จนกระทั่งละคลายความไม่รู้ รู้ว่าไม่มีคนเลยในห้องนี้ ไม่มีอะไรหมด มีเพียงสิ่งที่ปรากฏให้เห็นได้ และสิ่งนั้นอยู่ไหน ก็ต้องมีธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม เพราะฉะนั้นการฟังธรรม เข้าใจคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้วว่า ถ้าไม่มีปรมัตถธรรม ไม่มีสิ่งที่มีจริง ที่เป็นใหญ่เป็นประธาน คือมหาภูตรูป ๔ รูปอื่นๆ ก็มีไม่ได้ สีสันวัณณะก็จะปรากฏไม่ได้ เพราะไม่มีมหาภูตรูป แต่ที่ใดที่มีธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่นั่นมีรูปที่เกิด โดยอาศัยธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม คือสิ่งที่กระทบตา เป็นสีสันวัณณะต่างๆ กลิ่นต่างๆ ก็อยู่ที่มหาภูตรูป รสต่างๆ ก็อยู่ที่มหาภูตรูป
เพราะฉะนั้นทางตา ทางหู จมูก ลิ้น ไม่ปรากฏมหาภูตรูป นอกจากทางกาย แต่ทางอื่น สิ่งที่ปรากฏต้องมีมหาภูตรูปเกิดร่วมด้วย แต่มหาภูตรูปกระทบตาไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ไม่ปรากฏ เป็นเรื่องที่ละเอียด ที่เป็นความจริง ที่ค่อยๆ เห็นความเป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่เรา แต่ถ้าไม่ฟังเลย จะไปทำอย่างไรก็ไม่มีทาง หลงผิด ปฏิบัติผิด เพราะไม่ไตร่ตรอง แต่ถ้าเป็นคนที่มีเหตุผล ไปทำไม ธรรมเดี๋ยวนี้มี ไม่ใช่หรือ แล้วจะเข้าใจอะไร ก็ต้องเข้าใจสิ่งที่กำลังมี ที่ไหนก็ได้ แต่ต้องเป็นความเข้าใจ ที่มาจากการฟัง ถ้าไม่มีความเข้าใจ ที่เกิดจากการฟังเลย ไปที่ไหนก็ไม่รู้ จะไปรู้ได้อย่างไร ก็ไม่มีการฟังเข้าใจเลยว่าเป็นธรรม และจะไปรู้ธรรมได้อย่างไร
เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็เป็นเหตุเป็นผล เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ทรงแสดง ทำให้ไม่เกิดความเข้าใจผิด แต่พอไม่ฟังธรรมคิดว่าเป็นธรรมแต่ไม่ใช่ธรรม เช่น สำนักปฏิบัติจะเป็นธรรมได้อย่างไร เป็นสำนักก็ผิดแล้วใช่ไหม เพราะสำนักคืออะไร สำนักคือที่อยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับที่ไหนตรงนั้นเป็นสำนักของพระองค์ ไม่ว่าใครอยู่ที่ไหน ช่างไม้ก็เป็นสำนักช่างไม้ ช่างทองก็เป็นสำนักช่างทอง แล้วจะมีสำนักปฏิบัติได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีความเข้าใจอะไรเลย เพราะฉะนั้นผู้ที่ตรงก็รู้ว่าสิ่งที่ไม่จริง ทำลายคำจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เพราะฉะนั้นสำนักปฏิบัติ ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าถูกก็ต้องพูดเพื่อประโยชน์ ไม่อย่างนั้นคนก็ยังอ้ำอึ้ง คลุมเครือ น่าจะถูก ทำไมเขาทำกันทั้งบ้านทั้งเมือง ก็เขาไม่ฟังธรรม เขาก็ต้องประพฤติตามการที่ไม่เข้าใจธรรม หลงเข้าใจว่าเป็นธรรม แล้วถ้าเรามีความหวังดี เราจะให้คนอื่นเข้าใจถูกไหม ใครจะรัก จะชัง ก็ไม่เห็นเป็นอะไร ไม่ใช่ตัวเรา เป็นธรรมที่เกิดดับเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นประโยชน์ ก็คือให้คนได้เข้าใจถูกต้อง เพื่อดำรงสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือความเข้าใจความจริง
สนทนาธรรม ที่ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
ผู้ฟัง กราบเรียนเชิญ ท่านอาจารย์ สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้กรุณาให้เราได้เข้าใจถึงพระธรรม หรือความจริง ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้เป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ เป็นสิ่งที่น้อยคนจะคิด ว่าพระพุทธศาสนา ที่ทุกคนนับถือสูงสุด เข้าใจแค่ไหน เพราะเหตุว่าดูเหมือนว่า ทุกคนชินกับคำว่า "พระพุทธศาสนา" ศาสนา คือคำสอนของผู้ที่ เป็นเจ้าลัทธิ ในครั้งที่ก่อนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ แต่ว่าเมื่อตรัสรู้แล้ว คำแต่ละคำของพระองค์ ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อน เพราะเหตุว่าจากการตรัสรู้ สิ่งที่กำลังมี เดี๋ยวนี้ แต่ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ สิ่งที่กำลังมีตั้งแต่เกิดจนตายทุกขณะ ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้ จนกว่าจะได้ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยความเคารพ ในการตรัสรู้ ซึ่งพระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมี ที่จะให้คนอื่นหลังจากที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ได้เข้าใจคำของพระองค์
เพราะว่าถ้าไม่ฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีใครสามารถที่จะเข้าใจอะไรที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้เลย ฟังดูก็จากไม่รู้เลย ก็ไม่รู้ต่อไป ว่าพระสัมมาส้มพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อะไร เพราะฉะนั้นจะรู้จักพระองค์ก็ต่อเมื่อฟังคำของพระองค์ แล้วก็เข้าใจ เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อเข้าใจคำของพระองค์ เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่า พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงตรัสรู้พุทธะตามความเป็นจริง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งมีในขณะนี้จนสามารถที่จะดับกิเลสไม่เหลือเลย
เพราะฉะนั้นทุกคนเกิดมามีกิเลส ไม่รู้ตัวว่ามีกิเลส และไม่รู้หนทางที่จะดับกิเลส แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ และทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา ทุกคำไม่ใช่คำของคนอื่น นอกจากคำที่ตรัสจากพระโอษฐ์ เพราะฉะนั้นเป็นคำที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งแม้แต่คำว่าธรรม เราชินหู พระรัตนตรัย คือ พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ พระสังฆรัตนะ แต่ถ้าถามว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นรัตนที่ประเสริฐ ไม่มีผู้ใดเปรียบได้เลย ในสากลจักรวาล แต่ว่าพระองค์ ประกอบด้วย พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ อย่างไร ถ้าไม่ฟัง ไม่มีทางจะรู้เลย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีพระคุณ ที่ตรัสคำที่คนอื่นไม่สามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเอง และเมื่อได้ฟังแล้ ก็จะรู้ได้จริงๆ เป็นคำที่ลึกซึ้งอย่างยิ่ง มิฉะนั้นแล้วก็จะไม่ทรงบำเพ็ญพระบารมี นานมากกว่าจะได้รู้ความจริง
เพราะฉะนั้นพระธรรมที่ได้ทรงแสดง กล่าวถึงสิ่งที่มีจริงทุกขณะ ทุกสมัย เปลี่ยนไม่ได้เลย นี่คือธรรม สิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้เอง และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ ยากที่ใครจะรู้ได้ ทุกคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส จากการที่ได้ทรงตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงๆ ถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง เพราะฉะนั้นแต่ละคำไม่เปลี่ยนเลย แม้แต่คำว่าธรรม ใครจะคิดว่าหมายความถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ ทุกขณะ แล้วใครรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริงในขณะนี้บ้าง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สิ่งที่กำลังมี เพราะถ้าไม่มี พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้อะไร
เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ธรรมเป็นภาษาบาลีไม่ใช่ภาษาไทย หมายความถึงสิ่งที่มีจริง เพราะฉะนั้นชาวเมืองมคธ เขาไม่มีคำว่าสิ่งที่มีจริง แต่มีคำว่าธรรม เพราะฉะนั้นพอได้ยินคำว่า ธรรม ถ้าไม่ศึกษาจริงๆ ก็คิดว่า เป็นเรื่องที่สูงมาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม แต่ว่าถ้าไม่ตรัสถึงสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ แล้วจะตรัสเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นธรรมคือสิ่งที่มีจริงทุกอย่าง เดี๋ยวนี้เลย เห็นมีจริง ใครจะคิดบ้างว่า เห็นเป็นธรรม เพราะมีจริง ได้ยินก็มีจริง ใครจะรู้บ้างว่า ได้ยินอย่างนี้เป็นธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ในขณะที่ คนที่เกิดมา เห็น ได้ยิน คิดนึก สุขทุกข์ แต่ก็ไม่รู้ความจริง ของสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้เลย
เพราะฉะนั้นจะกล่าวคำที่ ท่านอาจจะฟังแล้วตกใจ พระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก จริงไหม เพราะฉะนั้นใครคิดว่ารู้จักพระพุทธศาสนา ก็ขอเชิญแสดงความเห็นว่า ท่านได้รู้จักพระพุทธศาสนาบ้าง เพื่อที่จะได้สนทนากันต่อไป ว่าจะตรงกับความเป็นจริงไหม ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว พุทธศาสนาที่ชาวพุทธไม่รู้จัก ใครรู้จักพุทธศาสนาบ้าง เชิญเลย
ผู้ฟัง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้ความจริงที่ว่า สิ่งใดๆ ในโลกที่เกิดขึ้น ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุปัจจัย เพราะว่าถ้าไม่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้ก็จะไม่มี แล้วก็ไม่อยู่ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาของผู้ใดเลย ที่ผมเข้าใจ
ท่านอาจารย์ ก็ขออนุโมทนา ที่เป็นผู้ที่สนใจ ใคร่ที่จะได้เข้าใจคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรม ๔๕ พรรษา นับคำไม่ถ้วน แล้วแต่ละคำก็ลึกซึ้ง และส่วนใหญ่ ที่ฟังธรรมกัน ก็จะไม่ได้ฟังตามลำดับ คือฟังโน่นบ้าง นี่บ้าง ได้ยินคำ เช่น คำว่าบุญ แต่ก็ยังไม่รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เรื่องบุญว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นก็สมควรที่จะได้เข้าใจธรรมทีละคำ เพราะว่าคำนั้นเป็นคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส แล้วเราเป็นใคร
เพราะฉะนั้นประมาทไม่ได้เลย คำที่พระองค์ตรัสกับคำที่เราได้ยิน ความลึกซึ้งแค่ไหน เช่น คำว่าธรรม พระสัมมาส้มพุทธเจ้าก็ตรัส คำว่าธรรม แต่พระปัญญาของพระองค์ ที่ตรัสคำนี้ กับคำที่เราพูดว่าธรรม ห่างกันไกลมาก เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว พระองค์ทรงแสดงธรรม สำหรับผู้ที่ได้สะสมปัญญา ที่สามารถจะเข้าใจคำของพระองค์ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงได้ และก็ละกิเลสได้ ถึงความเป็นพระอริยบุคคล ในครั้งโน้นมาก แต่ในครั้งนี้ เราห่างไกลมาก แล้วก็มีผู้ที่ประมาท คิดว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าง่าย อาจจะคิดเองก็ได้ หรือแค่ฟังคำไหนก็คิดๆ เอา แต่นั่นไม่ตรง แล้วก็ไม่สามารถที่รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
เพราะฉะนั้นต้องทีละคำ เมื่อกี้นี้เราพูดคำว่าธรรม คือสิ่งที่มีจริง ถูกต้องไหม ถ้าไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะตรัสรู้อะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริง เป็นจริงแน่นอน เดี๋ยวนี้ก็มีจริงๆ เพราะฉะนั้นบุญต้องมีจริงแน่ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าบุญหรือปุญญ ไม่ได้บอกว่าใคร แต่กล่าวถึงสิ่งที่มีจริง ซึ่งเป็นความดี เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าความดี เกิดขึ้นเมื่อไหร่ ก็ต้องเป็นความดีเมื่อนั้น จะเป็นใครได้ ด้วยเหตุนี้ ธรรมทั้งหมดคือสิ่งที่มีจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสต่อไปว่าธรรมทั้งหลายทั้งหมดทั้งปวง ไม่เว้นเลย เป็นอนัตตา
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะได้ยินคำอะไรทั้งหมด ก็ต้องเริ่มที่จะเข้าใจถูกต้องว่า เพราะไม่รู้ เราจึงเข้าใจว่า ธรรมที่มีเดี๋ยวนี้เป็นเรา เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงที่ยั่งยืนและก็อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าข้ามไม่ได้ ลืมไม่ได้ ธรรมคือสิ่งที่มีจริงทุกอย่างเป็นอนัตตา อนัตตาคือตรงกันข้ามกับอัตตา อัตตาหมายความว่า เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ตลอดชีวิตมา ก็เป็นเรา และก็เป็นเขา แล้วก็เป็นบ้าน และก็เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ละหนึ่ง จะค้านกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไหมว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา เพราะเหตุว่าเราไม่ได้ศึกษาเราจึงคิดว่าเป็นเรา และก็เป็นของเรา แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสคำว่า "ธรรม" ไม่ได้บอกว่าคน อย่างความดีอย่างนี้ จะเป็นชาติไหน ชาติไทย หรือว่าชาติอื่น ความดีเป็นความดี
เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่มีจริงแน่นอน แล้วก็ไม่ใช่ใคร และไม่ใช่ของใคร ขณะนี้ที่กำลังอยู่ตรงนี้ ทุกคนกำลังเห็น ใครทำเห็นให้เกิดขึ้น ใครทำได้ เห็นแล้วทั้งนั้นเลย เดี๋ยวนี้กำลังเห็น แล้วก็คิดด้วย ใครทำคิดให้เกิดขึ้น ต่างคนต่างคิด ไม่มีใครสามารถที่จะไปทำให้คิดเหมือนกันได้ และเห็นก็ไม่มีใครไปทำให้เห็นเกิดขึ้นได้เลย แต่เห็นแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพียงเท่านี้เรารู้ไหม เห็นต้องเกิด ถ้าไม่เกิด ไม่มีเห็น
เพราะฉะนั้นเห็นมีปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น โดยที่ใครก็ทำให้เห็นเกิดไม่ได้ คนตาบอดอย่างไรก็ไม่เห็น ใครจะไปทำให้เห็น เป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเห็นต้องอาศัยตา จักขุปสาท และต้องอาศัยสิ่งที่กระทบตาได้ และเดี๋ยวนี้เกิดขึ้นเห็น แล้วก็ดับไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริงว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นมีความดับไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดจนกว่าจะจากโลกนี้ไป มีสิ่งที่เกิดดับสืบต่อไม่ปรากฏการเกิดและการดับ เพราะฉะนั้นก็ลวงให้เข้าใจว่า สิ่งที่เกิดดับสืบต่อ เที่ยงตลอดเวลา แต่ต้องพิจารณา ทีละอย่าง เพราะธรรมแต่ละหนึ่ง ไม่ปะปนกัน อย่างเห็นอย่างนี้ ไม่ใช่ได้ยิน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440