ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406


    ตอนที่ ๑๔๐๖

    สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร

    วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะแม้แต่คิดว่าเป็นเราจะทำ ด้วยเราอยากจะมีปัญญา หรือเราอยากจะละกิเลส ขณะนั้นเพิ่มความเป็นเรายิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้การฟังพระธรรมแล้วเข้าใจ ความเข้าใจละความไม่รู้ ซึ่งถ้าไม่เข้าใจจะละความไม่รู้ไม่ได้เลย ได้แต่ท่องชื่อ เรียกชื่อ พูดชื่อ แต่ว่าไม่รู้ว่าชื่อที่เรากำลังกล่าวถึงคือเดี๋ยวนี้ทั้งหมดเลย ที่กำลังเกิดและดับ

    การฟังธรรมก็ให้เข้าใจได้ว่าจากการที่มีธรรมปรากฏแต่ไม่รู้ ก็มีการได้ยินได้ฟังว่าสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้คืออะไร ไม่ใช่ไปทำอะไรเลยทั้งสิ้น ระลึกได้เมื่อไร คือรู้ว่ากำลังมีสิ่งที่เมื่อฟังแล้วจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น ในความเป็นจริงทีละอย่าง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ตามลำดับ

    ถ้ามีใครที่ถูกโลภะลวงก็คือว่าอยากให้รู้เร็วๆ ทำอย่างไรถึงจะรู้ได้ นั้นก็ยังไม่รู้ นี้ก็ยังไม่รู้ ขวนขวายจะไปรู้ แต่ความขวนขวายด้วยความติดข้องไม่มีประโยชน์ ถ้าขวนขวายด้วยความเข้าใจถูก ก็คือว่าไม่ละโอกาสที่จะฟังพระธรรมทุกโอกาส ซึ่งบางทีไม่ได้เป็นอย่างนั้น กำลังมีอะไรที่สนุกและก็มีพระธรรม ก็เห็นได้เราเลือกอะไร

    เพราะฉะนั้นก็เป็นธรรมดา แม้แต่ขณะนั้นก็ไม่ใช่เรา คิดดู ไม่ว่าจะขณะไหนทั้งสิ้นเป็นธรรมแต่ละหนึ่ง ซึ่งพระสัมมาสัมเจ้าทรงแสดงให้เราได้เริ่มเข้าใจ ความละเอียดของธรรม ซึ่งหนึ่งขณะที่เกิดขึ้นและดับไป ไม่กลับมาอีก หนึ่งขณะที่ดับไปนั้นไม่รู้ ไม่รู้เลย ดับไป มีขณะใหม่เกิดขึ้นปรุงแต่งจากขณะเก่าก็ไม่รู้อีก

    เพราะฉะนั้นก็เป็นสภาพธรรมที่ปรุงแต่งเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่ว่าความรู้ความเข้าใจเนี่ยไม่ใช่ว่าเราจะไปเลือกรู้สิ่งนั้นหรือสิ่งนี้ได้ แต่ขึ้นอยู่กับการปรุงแต่งของความเข้าใจที่สะสมมาว่า ถึงเวลาที่จะรู้ธรรมไหน ซึ่งขณะนี้ เราไม่รู้ว่าขณะต่อไปเป็นอะไร แล้วเราจะไปรู้ขณะต่อไปได้ไหม ยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไร

    เพราะฉะนั้นไม่มีทางเลย ที่จะไปรู้สิ่งที่ยังไม่เกิด แม้คำเล็กๆ น้อยๆ ก็เตือนว่าถ้าเช่นนั้นรู้อะไร ก็รู้สิ่งที่กำลังมี สิ่งที่กำลังมี มีทุกวัน แต่ก็ไม่รู้ทุกวัน แต่ก็ฟังไปจนกว่าจะค่อยๆ รู้สิ่งที่มี ขณะนั้นก็คือว่าค่อยๆ เข้าใจถูกต้องว่า ความจริงคือถ้าไม่มีอะไรเลยในโลกทั้งสิ้น ก็จะไม่มีอะไร เราก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี

    เราก็ไม่ได้ไปทำให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดได้ แต่เกิดมาก็มีหมดทุกอย่าง แสดงว่ามีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งต่างๆ เหล่านั้น เกิดขึ้นเป็นอย่างนั้นแล้ว โดยไม่มีใครไปทำเลย แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็ฟังธรรมด้วยความเบิกบาน ที่ได้มีความเข้าใจที่เริ่มเปิดเผยความจริง ของสิ่งที่ถูกปกปิดมานาน ให้ได้มีความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เป็นธรรมทั้งหมด

    อ.วิชัย กราบท่านอาจารย์ อกุศลมีมากในแต่ละวัน แล้วก็โดยมากคนทั่วไปก็จะคิดว่า แล้วจะละอกุศลอย่างไร โดยที่ไม่ได้เข้าใจว่าธรรมคืออะไร

    ท่านอาจารย์ ลองฟังประโยคนี้ อกุศลมีมาก แล้วจะละได้อย่างไร มาแล้ว มาเร็วมาก เห็นไหม ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย แม้แต่คิดก็ไม่ได้คิดมาก่อนใช่ไหม คุณวิชัยก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะถามคำนี้ แต่ลองฟังคำถาม อกุศลมีมาก มาแล้ว คนที่คิดด้วย คนที่ถาม แล้วจะละได้อย่างไร เห็นไหม ถ้าเราไม่กล่าวถึงความละเอียดอย่างยิ่งของธรรม

    เราก็จะไม่รู้เลยว่านี่ลึกซึ้งแค่ไหน แค่พูดคำนี้ ใครรู้บ้างว่าด้วยความหวัง ด้วยความต้องการ ด้วยความเป็นตัวตน มาพร้อมเลย เพราะฉะนั้นอย่างที่พูด อกุศลมาก มากแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า น่าอัศจรรย์ คำของพระองค์ทำให้รู้ได้ทีละเล็กทีละน้อย แม้แต่เมื่อกี้นี้ ถ้าไม่ได้ศึกษามาก่อนจะรู้ไหม เพียงฟังเผินๆ ทุกคนก็ผ่านไปแล้ว

    แค่ประโยคเดียว แล้วอีกกี่ประโยค วันหนึ่งพูดกี่ประโยค ไม่ได้พูดแค่นี้เลย เพราะฉะนั้นถ้าเราผ่านข้อความนี้ไปถึงข้อความอื่น เราละเลยแล้ว ไม่รู้ว่านั่นคือโลภะเกิดแล้ว ทำให้คิดอย่างนั้นแล้ว เพราะว่าขณะนั้นไม่ใช่กุศล เห็นไหม เครื่องที่จะให้รู้ว่าถูกต้องไหมก็คือว่าขณะนั้นไม่ใช่กุศล เพราะฉะนั้นอกุศลและกุศล จะเกิดแบบไม่มีใครรู้ได้เลย

    เป็นปกติของธรรม ที่จะต้องเป็นไปตามธรรมนั้นๆ เป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นการฟังธรรมก็คือเข้าใจ ซึ่งไม่เคยมีว่า เดี๋ยวนี้มีสิ่งซึ่งเราไม่รู้ แค่นี้ก่อน ยอมรับตามความเป็นจริงว่า ไม่รู้ รู้จักแต่ ชื่อ รูปร่าง สัณฐาน อย่างนี้เรียกว่าอะไร เป็นอะไร ปกปิดความจริงที่ว่าแล้วสิ่งที่ปรากฏนี้ ความจริงมีจริงแน่ๆ

    ความจริงเกิดขึ้นด้วย ถ้าไม่กระทบตาก็ไม่ปรากฏ แค่นี้ก็ลืม ทั้งหมดเวลานี้ ที่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏให้เห็น เพราะสิ่งนั้นกระทบตา ตาไม่เห็น สิ่งที่กระทบตาไม่เห็น แต่มีธาตุรู้เกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป ไม่มีเรา นี้คือคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จนกว่าจะทุกชาติ ได้ฟัง มั่นคง ค่อยๆ เพิ่มขึ้น แล้วก็รู้ว่าไม่มีหนทางอื่นเลย นอกจากเข้าใจขึ้น เข้าใจขึ้น

    ถ้าไม่เข้าใจก็ละความไม่รู้ซึ่งมีมากไม่ได้เลย แต่เข้าใจอะไร ก็ละความไม่รู้ในสิ่งนั้นที่มีมาก มากมายนับไม่ถ้วนจริงๆ ดำมืดไปหมด หาไม่เจอว่าละอะไรบ้าง แต่ก็ดำทั้งนั้น ดำทั้งหมด ไม่รู้ทั้งหมด

    อ.วิชัย ก่อนที่จะคิดว่าจะละอกุศลอย่างไร รู้จักอกุศลหรือไม่ หมายถึงว่ารู้ด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่ประเสริฐสุด แล้วมีปัญญามากกว่าผู้ใด ก็ต้องฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พระองค์แสดงธรรมที่จะเป็นไปเพื่อละคลายอกุศลอย่างไร

    และเมื่อมีความรู้ความเข้าใจแล้ว ปัญญาของบุคคลนั้นเอง ที่จะค่อยๆ เกิดขึ้นแล้วค่อยๆ ที่จะละคลายอกุศลด้วยปัญญา ดังนั้นถ้ายังมีความเป็นเรา ที่จะเป็นอกุศลก็เป็นเรา จะแสวงหาหนทางที่จะละอกุศลก็เป็นเราอีก ดังนั้นเมื่อเป็นเราอย่างนี้ ก็ยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของอกุศล ซึ่งไม่ใช่ปัญญา

    ท่านอาจารย์ ตอนนี้จะละอกุศลหรือจะเข้าใจธรรม ถ้าจะละอกุศลก็รีบไปสำนักปฏิบัติ ใช่ไหม คิดว่าจะละอกุศลได้ แต่เป็นไปไม่ได้

    อ.อรรณพ อกุศลในชีวิตประจำวัน ประเมิน ประมาณไม่ได้ มากจริงๆ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะเป็นกุศลเพิ่มขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ ถ้าคิดอย่างนี้จะต่างกับที่คิดที่จะไม่ให้เกิดอกุศลอย่างไรท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย ต้องไตร่ตรอง เพราะว่าฟังด้วยกัน อกุศลควรละก็เลยละ เพราะคิดว่าทำตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าง่ายคือพระองค์ตรัสให้ละอกุศลก็ละเลย เห็นไหม อย่างนี้หรือ นี้คือไม่ได้เข้าใจเลยว่า คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ควรเข้าใจควรไตร่ตรอง

    แม้พระองค์ตรัส และใครก็รู้ตามความเป็นจริงว่า อกุศลนี้ควรละ มีใครยุยงใครให้มีอกุศลมากๆ ให้ชกต่อย ตีรันฟันแทงกันมากๆ ทุกวันหรือไม่ ก็ไม่ใช่ ใช่ไหม ควรละ แต่ทำไมไม่ไตร่ตรอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส แล้วพระองค์ตรัสเท่านี้หรือว่าควรละ ไม่ทรงแสดงหนทางว่าจะละได้อย่างไรหรือ แล้วเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับคนอื่นจะต่างกันตรงไหน ในเมื่อทุกคนก็อกุศลควรละทั้งนั้น

    แล้วก็คนอื่นก็คิดง่ายๆ ก็ละ วันนี้รับประทานอาหารน้อยๆ บ้าง ทำอะไรบ้างที่คิดว่าละอกุศล แต่ว่าตามความเป็นจริง คำของพระสัมมาส้มพุทธเจ้าต้องละเอียดและลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีความเข้าใจถูกต้อง จะละอะไร แม้แต่จะละ ก็ยังไม่รู้เลยว่าจะละอะไร คิดว่าจะละโทสะ จะละโลภะ ได้ไหม ไม่รู้ต่างหากว่า แม้ขณะนั้นก็เป็นโลภะแล้ว

    แม้ว่าจะไม่ใช่โทสะ ทั้งนี้ทั้งหมดก็เพราะไม่รู้ ด้วยเหตุนี้เมื่อเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เพราะฉะนั้นทุกคำของพระองค์ ก็เป็นคำที่ทำให้เข้าใจถูกต้องว่า ความเข้าใจถูก ความเห็นถูกนี้ื คือปัญญาเท่านั้น ที่สามารถที่จะละสิ่งที่ไม่ดีได้ เพราะว่าสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมดเกิดเพราะไม่รู้ ต้องละเอียดมาก แต่ละคำไม่ใช่เผิน

    อ.อรรณพ คืออย่างนี้ท่านอาจารย์ จะคิดไปอีกแบบหนึ่งก็จะคิดว่า เพราะฉะนั้นเราก็ต้องพยายามฟัง พยายามไม่ให้อกุศลเกิดอะไรเช่นนี้ เพราะท่านแสดงไว้อย่างนั้น คือความเป็นตัวตนพร้อมที่จะคิดแบบตัวตนเสมอ

    ท่านอาจารย์ เราถูกหรือผิด แม้แต่เราจะพยายามก็ไม่รู้ว่า ผิดแล้ว เพราะไม่มีเรา ทั้งหมด สัตว์โลกไม่รู้ก็คิดไปด้วยความคิดของตัวเอง จะทำดี จะอย่างนั้นอย่างนี้ นั่นคือคำสอนของคนที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เขาไม่ได้สอนให้เข้าใจความจริงว่า ไม่มีเรา

    เราจะดีสักเท่าไรก็ตาม เราจะเก่งสักเท่าไหร่ก็ตาม ยังเป็นเราอยู่ ก็ต้องเป็นเช่นนี้ ย่อมมีรัก ย่อมมีชัง ย่อมมีความสำคัญตน ย่อมมีความริษยา มีทุกอย่างที่มีให้เห็นว่ามี เพราะเหตุว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้น และยังเข้าใจว่าทั้งหมดนั้นเป็นเราด้วย ถ้าไม่ใช่เราก็เขา แต่ความจริงเป็นธรรม เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าธรรมคำเดียว

    ถ้าเข้าใจมั่นคงถ่องแท้จริงๆ ถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะทุกอย่างเป็นธรรม เพราะฉะนั้นถ้ามีความเข้าใจธรรม ทีละเล็กทีละน้อย ก็เป็นความเห็นที่ถูกต้อง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะบอกอย่างคนอื่นไหม ให้ละอกุศล หรือว่าละชั่วทำดี ชำระจิตให้บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นแสดงว่า จิตไม่บริสุทธิ์เป็นอย่างไร และจิตจะบริสุทธิ์ขึ้นเป็นอย่างไร

    ต้องฟังอย่างละเอียดมากว่า ละชั่ว พระอรหันต์ตรัสว่า ละชั่ว หมายความว่า ละสภาพธรรมที่ชั่ว ไม่ใช่ เราละชั่ว เพราะคำสอนของคนอื่น เราละชั่ว เราทำดี แต่คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เรา แต่เป็นธรรมทั้งหมด ก่อนอื่นก็คือว่า ต้องเข้าใจถูกต้องว่า ไม่ใช่เรา ได้ยินคำว่าธรรม เข้าใจธรรมหรือไม่

    ถ้าบอกว่าเข้าใจ บอกสิว่าธรรมคืออะไร ก็บอกไปต่างๆ นานา แต่จะบอกไหมว่า ธรรมคือสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งที่เที่ยง แต่มีจริงเมื่อเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป นี่คือเข้าใจธรรม แล้วก็ต้องมั่นคงด้วย จาย่า รู้จักธรรมหรือยัง

    ผู้ฟัง หนูยังไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เป็นคำตอบที่น่ารักชัดเจนมากคือยัง เห็นไหม ถ้าฟังแล้ว ฟังตั้งกี่คำ แล้วไปคิดคร่าวๆ ประมาทว่าเข้าใจแล้ว ไม่ถูกต้อง แต่ต้องพิจารณาไตร่ตรอง เดี๋ยวนี้มีแข็งไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ มีจริงไหม

    ผู้ฟัง จริง

    ท่านอาจารย์ แข็งจริงๆ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ แข็งเมื่อไร ตรงไหน ตรงที่ปรากฏ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ตรงไหนก็ได้ที่ปรากฏ จาย่าไปทำให้แข็งเกิดหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ ทำให้แข็งเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ กระทบน้ำนี้ แข็งหรืออ่อน ถ้าน้ำไม่ร้อน น้ำไม่เย็น ขณะนั้นต้องมีสิ่งที่ปรากฏทันทีที่กระทบ ลักษณะที่ไม่ร้อนไม่เย็นมี เป็นอ่อน ใช่ไหม เพราะเป็นน้ำ คือของเหลว ถ้าข้นขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เราก็บอกว่า มันก็แข็งขึ้นมาอีกนิดหน่อย พอทำให้ข้นขึ้นมาอีก เติมน้ำตาล เติมอะไร เติมแป้งเข้าไป มันก็แข็งขึ้นใช่ไหม อันนั้นก็ปรากฏความแข็ง

    เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นมาจากสิ่งที่มี ที่ปรากฏ แม้ว่าจะน้อยมาก แล้วแต่ว่าเราบังคับไม่ได้ว่าจะให้อะไรปรากฏ เย็นปรากฏก็ได้ ใช่ไหม สิ่งที่เราเรียกว่าน้ำ ร้อนก็ได้ แล้วเราก็บอกว่า น้ำร้อน น้ำเย็น แต่เราคิดว่าเป็นน้ำ แต่จริงๆ ถ้าลักษณะที่ร้อนเย็นไม่ปรากฏ ก็จะมีลักษณะหนึ่ง ไม่เรียกว่าอะไรก็ได้ แต่ถ้าข้นขึ้น ข้นขึ้น ก็จะปรากฏเป็นแข็งขึ้น ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ จาย่าไม่ได้ทำ เพราะว่าขณะที่กำลังกระทบเกิดแล้ว ทำน้ำแข็งดูเหมือนทำได้ แต่ทำน้ำได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นน้ำแข็งก็ต้องมาจากน้ำอ่อนๆ ก่อน ใช่ไหม ซึ่งเกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำให้เกิดได้ แต่สามารถที่จะเปลี่ยนสภาพ หมายความสิ่งนั้นต้องเกิดดับด้วย นี้คือ ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือเด็กก็ตาม ฟังแล้วก็ต้องไตร่ตรอง ความเข้าใจไม่ขึ้นอยู่กับวัย แต่อยู่ที่การพิจารณาว่าจริงหรือไม่ มีแล้วต่างหาก ทำเห็นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้ามีตาใช่ไหม ข้างหลังมีอะไรทราบไหม ไม่มีทางเห็นสิ่งที่อยู่ข้างหลัง ต้องเห็นสิ่งที่กระทบตา ไม่ให้กระทบก็ไม่ได้ ถึงเวลากระทบ เกิดแล้ว ไม่ใช่ก่อนจะกระทบ เราไปทำให้กระทบ แต่เกิดแล้วต่างหาก แม้การกระทบก็เกิดแล้ว แสดงให้เห็นว่าถ้าย่อยลงไป ทุกอย่างมีเกิดขึ้น โดยไม่มีใครทำ

    แต่ทำไมมี ไม่สามารถจะบังคับสิ่งที่ปรุงแต่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ตรงนี้มีแข็ง ใครไปทำให้ไม่มีได้ไหม หรือใครไปทำให้มีได้ไหม แต่มีแล้วต่างหาก เพราะฉะนั้นธรรมก็ละเอียดมาก ต้องมีความเข้าใจตั้งแต่เริ่มต้นว่า สิ่งที่มีนี้ ไม่ได้มีใครทำ แต่ว่ามีเหตุปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ก็ต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอื่นไม่ได้ เป็นคนอื่นได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะมีปัจจัยที่จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งนี้เป็นอื่นไม่ได้เลย แล้วก็มาร่วมเรียกว่าจาย่า แต่ความจริงแต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งนี้ มีปัจจัยที่จะเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ ต้องเข้าใจอย่างมั่นคง ค่อยๆ ลึกลงไปตามลำดับ ว่าสิ่งที่มี ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นแน่นอน มั่นคงหรือยัง แต่ทุกอย่างมีปัจจัยที่จะเกิด ก็ต้องเกิดเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น สิ่งที่มีปัจจัยทำให้เป็นหวานเกิดขึ้น จะให้หวานนั้นเปลี่ยนเป็นขมได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ ต้องเข้าใจอย่างนี้ สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีแล้วเกิดขึ้นแล้ว เป็นอย่างนั้น แล้ว เปลี่ยนไม่ได้ ไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนได้เลย เพราะเกิดแล้วเป็นอย่างนั้นแล้ว แล้วถ้าเราไม่เข้าใจละเอียด เราก็ไปคิดเอาเอง ถ้ามันเค็มไปก็ใส่น้ำตาลสิ แล้วคิดว่าจะทำให้รสเปลี่ยนได้ แต่ทำเค็มได้ไหม ทำหวานได้ไหม ใช่ไหม แล้วความจริงแล้ว นี้คือสิ่งที่ชาวโลกไม่รู้

    สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่มีปรากฏเพราะเกิดขึ้น ถ้าไม่เกิดขึ้น ก็ไม่มี แล้วสิ่งต่อไปที่ชาวโลกไม่รู้ ก็คิดว่าสิ่งนั้นดับไปเลย ไม่กลับมาอีก เร็วมากสุดที่จะประมาณได้ ไปหาใครตอนเป็นเด็กนี่หาไม่เจอ เกิดแล้วเป็นแล้ว ไหนเล่า หามีไม่ ทันทีที่เกิดแล้ว ก็ดับไป แล้วก็ไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นการฟังธรรม เป็นการเข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ และมีตลอดเวลา ตั้งแต่เกิด

    แต่ว่าไม่คงที่ โดยที่ใครก็ไม่รู้ว่าความจริงสภาพธรรมใดก็ตามที่ปรากฏ ดับทันที มิฉะนั้นก็ยังหลงเข้าใจว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง มองดูดอกบัว ไม่ดับ อย่างไรๆ ก็ไม่ดับใช่ไหม แต่ว่าดอกบัวมีอะไรบ้าง แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่ง ยังไม่ได้แยกออกไป ถ้าแยกออกไป แต่ละหนึ่ง พอมีกลิ่น กลิ่นปรากฏ ไม่ใช่รูปร่างสันฐานแล้ว เพราะฉะนั้นขณะที่กลิ่นปรากฏ ต้องไม่มีรูปร่างสัณฐาน เขียว แดงปรากฏ ถูกต้องไหม

    ชั่วหนึ่งขณะที่มีสิ่งใดปรากฏ ต้องสิ่งนั้นสิ่งเดียวปรากฏ สิ่งอื่นจะปรากฏพร้อมกันไม่ได้ นี้คือความลึกซึ้งอย่างยิ่ง ที่รวดเร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นก็ลวง ไม่รู้ความจริงว่า แท้ที่จริงแล้ว ไม่มี แล้วก็มี แล้วก็หามีไม่ เพราะฉะนั้นกำลังชอบ พอใจในสิ่งหนึ่งสิ่งใดตามความเป็นจริง เพราะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นดับ หลงชอบสิ่งที่ไม่มี แล้วก็ไม่กลับไปอีกด้วย ทุกคำต้องค่อยๆ ฟังค่อยๆ ไตร่ตรอง

    อ.วิชัย ถ้าได้เข้าใจธรรมจริงๆ ธรรมเกิดดับเร็วมาก ขณะที่เกิดเพียงอายุไม่เท่าไรก็ดับแล้ว ดังนั้นลักษณะสิ่งใดเกิด เกิดแล้วเป็นลักษณะนั้น เปลี่ยนลักษณะนั้นไม่ได้ แต่เมื่อดับไปแล้ว ก็มีเหตุปัจจัยที่จะให้รูปเกิดใหม่ รูปที่เกิดใหม่นี้จะเป็นรูปเดิมได้ไหม ก็ต้องเป็นรูปใหม่ และขณะที่รูปใหม่จะเปลี่ยนลักษณะรูปที่เกิดแล้วให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้

    เมื่อเกิดแล้วก็ต้องมีอายุของรูป แล้วก็ดับไป แล้วก็มีปัจจัยให้รูปเกิดใหม่ ตามสมุฏฐานของตน แล้วแต่ว่า มีความเปลี่ยนแปลงของมหาภูตรูปอะไรต่างๆ ก็เป็นเหตุให้รูปนั้นเปลี่ยนแปลงไป แล้วก็สมมติกันว่าอาจจะเป็นรสเปลี่ยน จากหวานเป็นขม หรือขมเป็นหวาน ก็แล้วแต่ สิ่งที่ปรากฏในขณะนั้น แล้วก็จะมาคิด จำ หมายรู้ว่าเป็นสิ่งนั้น ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไป

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงความเป็นจริงว่า ธรรมแต่ละหนึ่งเมื่อเกิดแล้ว ดับทันที เพราะมีอายุสั้นมาก ไม่ว่าจะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรมก็ตาม ดังนั้นเมื่อเกิดแล้วจะเปลี่ยนลักษณะของธรรมนั้นไม่ได้ แต่เมื่อเกิดใหม่ ก็จะเหมือนกับรูปเดิมนั้นไม่ได้เช่นเดียวกัน ก็ต้องมีลักษณะเป็นไป ตามเหตุปัจจัยที่จะให้รูปแต่ละรูปนั้นเกิดขึ้นเป็นไป

    ท่านอาจารย์ ไม่ว่าขณะไหนทั้งสิ้น สิ่งที่มีจริง เป็นแต่สิ่งที่มีลักษณะที่เกิดขึ้นโดยปัจจัยที่จะต้องเป็นอย่างนั้น เดี๋ยวนี้มีจาย่า ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ตรงไหนเป็นจาย่า แข็งไม่ใช่หรือ แล้วแข็งนี้หรือเป็นจาย่า

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ นิ่มๆ ในครัวก็มีตั้งหลายอย่างที่นิ่ม ทุกอย่างที่นิ่มเป็นจาย่าหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริงก็คือว่าเรารับประทานเนื้อสัตว์ ก่อนจะตายมาอยู่ในจานนี้ เป็นตัวอยู่ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เราก็บอกว่า นั่นเป็นวัว แต่พอมัน ออกมาเป็นเนื้อนุ่มๆ อยู่ในจาน เป็นวัวหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ เป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นนุ่มๆ

    ท่านอาจารย์ เป็นนุ่มๆ เป็นเนื้อนุ่มใช่ไหม แต่ตอนนุ่มๆ ยังไม่อยู่ในจาน มันเป็นตัววัว ใช่ไหม เพราะฉะนั้นมันมาจากตัวใช่ไหมที่นุ่มๆ แล้วเข้าใจว่านุ่มๆ เป็นเรา แต่พอเอาออกจากตัว แล้วมาอยู่ในจาน นุ่มๆ ไม่ใช่วัวแล้ว เพราะฉะนั้นเอานุ่มๆ ไปรวมๆ กัน เราก็คิดว่ามันเป็นตัววัว ใช่ไหม แต่ว่าจริงๆ แล้ว นุ่มๆ นี้จะใช่วัวไม่ได้ ถ้ามันไม่ได้รวมกัน

    ถ้าแยกออกละเอียดยิบ อย่างนุ่มๆ ในจานนี้ ฉีกให้ละเอียดเลย ละเอียดยิบ มันก็ยังนุ่ม แต่มันก็ไม่ใช่ชิ้นโตๆ ไช่ไหม เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่ชิ้นเนื้อวัว และตอนที่มันเป็นเนื้อวัวอยู่ในจาน มันก็ไม่ใช่ตัววัว แต่จริงๆ ทั้งหมดก็คือสิ่งที่มีจริงที่ละเอียดยิบ เพราะตัวจาย่านั่งอย่างนี้ แตกย่อยในพริบตาได้หมดเลย ละเอียดยิบเพราะมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่

    ไหนเล่า ส่วนไหนเล่าจาย่า นุ่มๆ เมื่อกี้นี้หรือเป็นจาย่า ละเอียดไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริงก็คือ สิ่งที่มีจริงเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นสิ่งนั้นเท่านั้นเอง และก็ไม่มีใครทำด้วย แต่มีปัจจัยที่จะให้เกิดขึ้น เรายังไม่ได้ศึกษาเรื่องปัจจัยว่า อะไรอาศัยกันและกันทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น เป็นลิ้นจี่ สิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นมะม่วง สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นลำไย

    แต่ก็มีสิ่งที่รวมๆ กันใช่ไหม เป็นรสบ้าง เป็นแข็งบ้าง เป็นอ่อนบ้าง เอามารวมกันก็เป็นแต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่รวมกัน แตกย่อยออกไปแล้วก็มีสิ่งที่มีจริงๆ แน่ๆ แต่ไม่เหมือนอย่างที่รวมกัน เพราะฉะนั้นพอมารวมกันเราก็เข้าใจผิด เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นวัตถุ สิ่งของต่างๆ

    ทั้งหมดแตกย่อยทำลายได้ละเอียดยิบ แต่คงความเป็นสิ่งนั้น ถ้าสิ่งนี้หวานก็ต้องหวาน แตกย่อยให้ละเอียดอย่างไร หวานก็ยังหวาน ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่แข็ง แตกย่อยอย่างไรสิ่งนั้นก็แข็ง ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งเป็นแต่ละหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น เราทำให้เกิดไม่ได้เลย


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    26 ส.ค. 2568

    ซีดีแนะนำ