ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411


    ตอนที่ ๑๔๑๑

    สนทนาธรรม ที่ บ้านก๋ง บางนกแขวก จ.สมุทรสงคราม

    วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็มีทั้งหยาบ ละเอียด เลว ประณีต ไกล ใกล้ นี่คือสภาพธรรมที่เป็นขันธ์ ไม่ว่าสิ่งที่มีทั้งหมดนี้ พระอาทิตย์เป็นขันธ์หรือไม่ มีก็ต้องเกิดสิ เกิดแล้วไม่รู้ว่าดับต่างหาก กำลังดับอยู่ทุกขณะก็ไม่มีใครรู้ ๒๕๐๐กว่าปี พระจันทร์ที่เราเห็นก็คือดวงเดียวกับที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ได้แสดงพระธรรมตลอดมา

    ใครเห็น ไม่เห็นดับเลย ใช่ไหม ไม่เห็นเปลี่ยนเลย เดี๋ยวก็เต็มดวง เดี๋ยวก็แหว่งเว้า แต่ก็ดวงเดียวนั่น เพราะฉะนั้นกว่าจะดับไป เห็นไหม เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าสิ่งใดที่จะมีการปรากฏที่ยาวนาน และสิ่งใดก็ปรากฏแสนสั้น แต่ว่าทั้งหมดที่เกิดดับเป็นขันธ์

    แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งก็มากมายซึ่งมีจริงโดยที่ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น แต่มีปัจจัยที่เหมาะสมที่จะให้เกิดหลากหลายต่างๆ กัน นับไม่ถ้วน ลองนับธรรมสิ มากมาย ใช่ไหม แต่ว่าธรรมที่มีทั้งหมดก็ต่างกันเป็นสองประเภทใหญ่ๆ อย่างหนึ่งมีจริงๆ อย่างแข็งใครจะว่าไม่จริง เสียงใครจะว่าไม่จริง

    แต่ว่าทั้งแข็งทั้งเสียงไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น แต่ได้ยิน ไม่ใช่เสียง ได้ยินรู้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร ไม่ต้องบอกเลยใช่ไหม อย่างโทรศัพท์มาถึง รู้เลยว่าใคร เสียงต่างๆ กันไป แต่เสียงก็เป็นเสียง เพราะฉะนั้นจำมีจริงไหม

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืมเลย เป็นสิ่งที่มีจริง ซึ่งไม่มีใครไปทำได้ให้เกิดขึ้น แต่เกิดแล้วเป็นแล้วตามเหตุตามปัจจัย แต่ไม่ใช่เรา หมดแล้ว ถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง เราก็เริ่มรู้ความจริงซึ่งเกิดด้วย มีจริงๆ ด้วย แล้วก็ดับไปด้วย หมดไปด้วย เราไม่สามารถที่จะรู้ว่าขณะนี้กำลังเป็นอย่างนั้น แต่ใครเล่า

    พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ คือรู้จริงๆ ไม่ใช่แค่คิด ประจักษ์แจ้งการที่ขณะนี้เห็นเกิด แล้วเห็นดับ ได้ยินเกิด แล้วได้ยินดับ เราฟังยังรู้เลย เพราะฉะนั้นปัญญาของพระองค์จะรู้ยิ่งกว่าเราแค่ไหน เพราะฉะนั้นทุกคำนี้เป็นคำจริง

    พระองค์ทรงตรัสรู้จริงๆ แสดงความจริงให้คนได้ฟัง ค่อยๆ เข้าใจว่า ความเข้าใจเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จนในที่สุดก็สามารถที่จะเข้าใจความไม่มีเราเพิ่มขึ้น เพราะเหตุว่าวันนี้ถามว่าจำเป็นเราไหม ก็ยังรู้ จำไม่ใช่เรา เห็นเป็นเราไหม

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ ต่อไปความเข้าใจที่มั่นคงจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น นี่แค่สนทนากันนิดหน่อย ถามกันไปถามกันมา แต่ถ้าเป็นความเห็นที่ถูกต้องของตนเอง ไม่คลาดเคลื่อน และมั่นคง จะยิ่งกว่านี้สักแค่ไหน

    ปัญญาเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง เกิดขึ้นอีกได้ไหม เพราะฉะนั้นความเข้าใจของเรา เริ่มรู้ความจริง เริ่มรู้จักว่า ถ้าไม่มีการตรัสรู้ ไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีทางที่เราจะเห็นว่าไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ถูกต้องไหม แต่พอฟังคำจริง ไม่หลอกลวงเลย

    พูดถึงสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ว่าเห็นไม่ใช่ได้ยิน และก็ไม่ใช่พร้อมกันด้วย เหมือนพร้อม แต่ไม่พร้อม เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาที่กำลังเห็นจะเป็นเสียงได้อย่างไร ใช่ไหม เพราะฉะนั้นไม่ใช่ได้ยินแน่นอน เพราะฉะนั้นเสียงเป็นเสียง สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา เดี๋ยวนี้คิดหรือไม่

    ผู้ฟัง คิด

    ท่านอาจารย์ คิดเป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าเราฟังบ่อยๆ ไม่ลืม แล้วค่อยๆ คิด ค่อยๆ ไตร่ตรอง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น เราจำเรื่องอื่นตั้งมากมาย แต่คำไม่กี่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงแค่จำ เข้าใจ ที่สำคัญที่สุดคือเข้าใจ เพราะฉะนั้นที่ตอบว่าเราบ้าง ไม่ใช่เราบ้าง เพราะเข้าใจ แต่ว่าไม่ใช่ให้เรามาจำ แล้วก็มาตอบ

    เพราะว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริงๆ ไม่ต้องใช้คำว่าธรรมก็ได้ ฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ ให้รู้ความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริง ว่าสิ่งที่มีจริงต้องเกิดขึ้น ไม่เกิดไม่มี แต่ความเป็นจริงของสิ่งที่มีจริงหลากหลายมากเป็นแต่ละหนึ่ง เห็นเป็นจริงอย่างหนึ่ง คือเห็น ได้ยินเป็นจริงอย่างหนึ่งคือได้ยิน เพราะฉะนั้นแต่ละหนึ่งเป็นจริงๆ แต่เป็นแต่ละหนึ่ง

    ความไม่เข้าใจมีมาก เพราะฉะนั้นฟังแล้วฟังอีก สนทนากันธรรมดา แล้วดูสิว่าจะลืมบ้างไหม จะเข้าใจมั่นคงแค่ไหน ใช่ไหม ถ้าเราผ่านไปเหมือนกับตอบถูกแล้ว เข้าใจแล้วไม่พอ เพราะว่าความไม่รู้กลับมาทับถมอีกเยอะ ใช่ไหม เพราะว่ามีมากพร้อมที่จะทับถมความเข้าใจให้ค่อยๆ ลดลงไป ให้ค่อยๆ ลืม แต่ว่าถ้าเราพูดถึงบ่อยๆ เราไม่ลืมเลย พูดเมื่อกี้นี้เอง มีตัวตนไหม นั่งอยู่นี้ใครนั่ง

    ผู้ฟัง ตัวตนนั่ง

    ท่านอาจารย์ ตัวตนนั่ง เรานั่ง

    ผู้ฟัง เรานั่ง

    ท่านอาจารย์ เรานั่ง ใครก็รู้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ใครไม่รู้มีไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ ตามธรรมดาก็รู้กันทั่วไปใช่ไหม เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเรา เป็นต้นไม้ แต่สิ่งที่ใครไม่รู้ก็คือว่า ไม่มีเรา ไม่มีตัวตน แต่สิ่งที่มีจริงไม่ใช่ไม่มี มี ไม่ใช่ไม่มี แต่ความเป็นจริงหรือความจริงของสิ่งนั้นคืออะไร เห็นทุกวันใช่ไหม แต่กำลังนอนหลับสนิทเห็นไหม

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ แล้วเห็นหายไปไหน ไม่ได้เห็นตลอดเวลาใช่ไหม ตอนหลับไม่เห็น แสดงว่าพอตื่นมีเห็น ตอนหลับ

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นใครทำให้หลับ

    ผู้ฟัง จิต

    ท่านอาจารย์ จิตคืออะไร เดี๋ยวนี้มีจิตไหม

    ผู้ฟัง มี

    ท่านอาจารย์ แล้วถ้าตอบไม่ได้ว่าจิตคืออะไร หมายความว่าไม่รู้ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ แต่มีผู้รู้ เห็นไหม ระหว่างผู้ไม่รู้กับผู้รู้ ต่างกันมากเลย คนไม่รู้ก็พูดคำที่ไม่รู้จัก เหมือนรู้จัก ใช่ไหม ใครบ้างไม่รู้ว่ามีจิต แต่ว่าไม่รู้ว่าจิตคืออะไร แต่ผู้ที่รู้แจ้งโดยละเอียดถึงที่สุดโดยประการทั้งปวง ไม่ลืม คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    พระองค์ทรงรู้ว่า ใครก็ไม่รู้จักจิต ถ้าพระองค์ไม่ทรงแสดงว่า จิตคืออะไร จะตอบกันได้อย่างไรใช่ไหม เพราะด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงแสดงว่าจิตคืออะไร ละเอียดอย่างยิ่งให้รู้จักจริงๆ ว่าจิตเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นจิต ความจริง ต้นไม้เห็นอะไรหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่

    ท่านอาจารย์ ชอบอะไรหรือไม่ แต่ชอบมีจริงไหม

    ผู้ฟัง ชอบมีจริง

    ท่านอาจารย์ มีแน่ๆ เป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรา คือไม่รู้ว่า ไม่ใช่เรา ถูกต้องไหม

    ผู้ฟัง ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ใครเขามาบอกให้เราฟัง แล้วก็เชื่อ แล้วพูดตาม แต่แสดงเหตุผลให้รู้ตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่เรา เพราะไม่มีใครสามารถที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิด ต้องมีตา ต้องมีสิ่งที่กระทบตาจึงเห็น เพราะฉะนั้นต้องมีความจริง ๓ อย่าง ตา หนึ่ง และสิ่งที่กระทบตา ข้างหลังไม่มีตา ไม่มีอะไรมากระทบ ไม่เห็นอะไร ใช่ไหม

    สิ่งที่กระทบตารู้ได้อย่างไรว่ากระทบตา ก็ปรากฏให้เห็น ใช่ไหม เพราะฉะนั้นเห็นไม่ใช่ตา และไม่ใช่สิ่งที่กระทบตา เห็นเกิดขึ้นเมื่อมีสิ่งที่กระทบตา ถ้าไม่มีสิ่งที่กระทบตาแต่กระทบหูเห็นก็เกิดไม่ได้ แต่สิ่งที่กระทบหูเป็นเสียง อะไรเกิด

    ผู้ฟัง เสียง

    ท่านอาจารย์ เสียงเกิดแล้วกระทบหู เกิดอะไรขึ้น

    ผู้ฟัง ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจำไม่ได้สำคัญอะไรเลย ที่สำคัญกว่านั้นคือเข้าใจ เพราะว่าเข้าใจแล้วจำได้ไม่ลืม แต่จำแต่ไม่เข้าใจเดี๋ยวก็ลืม แค่จำผ่านหู ใช่ไหม เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ต้องไตร่ตรอง ต้องคิด และก็ต้องเข้าใจเพื่อมั่นคงว่า ไม่ใช่เรา เพราะว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทำให้สามารถค่อยๆ คลายความที่ติดข้องด้วยความเป็นตัวตน ซึ่งทำให้เกิดกิเลสมากมาย

    ทุกวันนี้ ฟังข่าวโทรทัศน์บ้าง ฟังเขาเล่าเรื่องบ้าง ล้วนแต่เป็นเรื่องของกิเลสทั้งหมด ฆ่ากันตายบ้าง ทุจริตต่างๆ บ้าง ทุจริตโกงกันทุกวงการได้อย่างไร เพราะไม่รู้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ก็จะรู้ว่าถ้าปัญญา ความเห็นที่ถูกต้อง ความดีเป็นความดี ความไม่ดีก็ไม่ดี

    ปัญญาที่เห็นถูกต้องจะไม่นำไปสู่ความไม่ดี เพราะฉะนั้นเห็นประโยชน์ของความเข้าใจถูก ว่าต้องเริ่มเข้าใจจริงๆ ถูกต้องจริงๆ จึงสามารถที่จะละความไม่ดีได้ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ ฟังอะไรก็คือว่า ไม่ใช่แค่จำ แต่ฟังแล้วคิด แล้วไตร่ตรอง จนกระทั่งทุกคำที่พูดจากความเข้าใจ เดี๋ยวนี้กำลังได้ยินหรือไม่

    ผู้ฟัง ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ คิดหรือไม่

    ผู้ฟัง คิด

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ได้ยินไม่เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม เริ่มไตร่ตรอง พอเริ่มไตร่ตรองไม่เป็นเราแล้ว แต่ว่าแค่พูด แค่จำ จนกว่าจะเข้าใจจริงๆ จะเป็นเราได้อย่างไรเพราะหมดแล้ว ได้ยินเมื่อกี้นี้หมดแล้ว ใช่ไหม ได้ยินใหม่ ไม่ใช่เมื่อกี้นี้ คนละได้ยิน ได้ยินเก่าดับไปแล้ว หมดไปแล้ว เสียงกระทบใหม่ ได้ยินใหม่เกิดขึ้น ดับแล้ว เสียงกระทบอีก ได้ยินใหม่เกิดขึ้นอีก ดับแล้ว ทั้งวันได้ยินเป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เสียงเป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม ถ้าคิด ค่อยๆ คิดจะค่อยๆ มั่นคงขึ้น แล้วเราก็ไม่ต้องไปให้เขามาบอก ใช่ไหม รู้เลยทันทีที่เสียงกระทบ แต่อีกนานใช่ไหม แต่ค่อยๆ เริ่มค่อยๆ เข้าใจเป็นการที่ได้ฟังบ่อยๆ ถ้าเราจำเรื่องไหน คิดเรื่องไหนมาก เพราะเราได้ฟังเรื่องนั้นบ่อยใช่ไหม

    ถ้าเราเริ่มฟังธรรมบ่อยๆ เริ่มคิดถึงธรรม แต่ก่อนนี้เราไม่ได้คิดถึงธรรม เราคิดถึงเรื่องอื่นใช่ไหม แต่พอฟังธรรม เราเริ่มจะคิดถึงธรรม เห็นเป็นเราหรือเปล่าไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ คิดเป็นเราหรือไม่ คิดเกิดแล้วใช่ไหม บังคับให้คิดอย่างนี้หรือไม่ คิดเกิดขึ้น ก่อนคิดไม่รู้ว่าจะคิดอย่างนี้ด้วยซ้ำไป ใช่ไหม ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่า จะคิดอะไร แต่คิดเกิดขึ้นเพราะจำ ที่เคยจำ แต่เราจำเรื่องไว้มากมายเลย

    ทุกเรื่องจำไว้หมดตั้งแต่เด็ก แต่คิดถึงบางเรื่องใช่ไหม เพราะฉะนั้นถ้าไม่จำก็ไม่คิดใช่ไหม เพราะฉะนั้นคิด ถ้าจำเรื่องไหน ขณะนั้นที่คิดรู้เลยว่า ถ้าไม่จำ ไม่คิดเรื่องนั้นหรอกใครบังคับให้เห็นบ้าง

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ใครบังคับให้ได้ยินบ้าง

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ ใครบังคับให้จำบ้าง

    ผู้ฟัง ไม่มี

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจำเป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เห็นเป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ คิดเป็นเราหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่เป็นเรา

    ท่านอาจารย์ เริ่มมั่นคงขึ้นใช่ไหม แต่รู้ไหมว่าประโยชน์มหาศาลจะเกิดจากการเริ่มเห็นถูก อย่างเราบอกว่าสิ่งที่มีจริงคือธรรม ทุกอย่างที่มีจริงเป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา อัตตาเป็นตัวตนเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่อนัตตาไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะว่าแยกออกไปได้หมดจนเป็นแต่ละหนึ่งซึ่งเกิดดับ แล้วจะเป็นสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นคน เป็นดอกไม้ได้อย่างไร

    เริ่มเข้าใจว่าธรรมคือสิ่งที่มีจริง จริงๆ ทีละหนึ่งถึงจะจริง เป็นเรื่องที่ละเอียด และเป็นเรื่องที่ต้องทบทวนบ่อยๆ พูดบ่อยๆ เพราะฉะนั้นได้ยินคำว่า"สภาวะ" ไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นภาษาบาลี เชิญคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น จริงๆ ก็เป็นคำที่กล่าวถึงความเป็นจริงของธรรม "สภาวะ" เป็นภาษาบาลีมาจากคำว่า "สะ" ตัวนี้คือ สันตาหมายถึง มีอยู่ แล้ว "ภาวะ" คือความเป็น เพราะฉะนั้นสภาวะก็คือความเป็นจริงของสิ่งนั้น ที่เป็นสิ่งที่เป็นจริง มีอยู่จริงๆ นี่คือความหมายของสภาวะ อย่างเช่น ที่กล่าวถึงเห็น เห็นก็เป็นธรรมอย่างหนึ่งใช่ไหม

    สภาวะของเห็นคืออะไร ก็คือสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏทางตา นี่คือความเป็นจริงของเห็น ซึ่งเป็นธรรมที่มีจริงๆ มีลักษณะที่สามารถที่จะรู้ได้ เพราะว่ามีจริงๆ เกิดขึ้นจริงๆ มีลักษณะก็คือรู้แจ้ง ขณะนั้นกล่าวถึงจิตประเภทใด ก็คือกล่าวถึงเห็น ก็ต้องรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏทางตา นี่คือความเป็นจริงของธรรม ถ้าใส่ชื่อก็คือ สภาพธรรม หรือ สภาวธรรมเพราะว่าสิ่งนั้นมีอยู่จริง

    ผู้ฟัง สรุป สภาวธรรมกับสภาพธรรม อันเดียวกันใช่ไหม ท่านจารย์

    ท่านอาจารย์ เพราะเราไม่ได้เข้าใจ แต่เราคิดถึงคำสองคำก็เลยไม่รู้ว่าสองคำหมายความอย่างเดียวกันหรือไม่ แต่เอาเข้าใจก่อน ใช่ไหม สิ่งที่มีจริง เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีจริง พูดกันตั้งแต่ต้น ใช่ไหม ขณะนี้มีสิ่งที่มีจริง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามีจริง เห็นมีจริงไหม

    ผู้ฟัง มีจริง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเห็นมีจริง เพราะมีภาวะคือความเป็น เห็นมีจริงเป็นสภาวะ เพราะเหตุว่าภาวะของเห็น คือกำลังเห็นมีจริงๆ "สะ"แปลว่ามี เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีจริง สิ่งนั้นมีภาวะที่มีจริง มีความเป็นจริงว่า เห็นเกิดขึ้นเห็น เป็นภาวะของเห็น ที่ทำอื่นไม่ได้เลย เกิดขึ้น ภาวะของเห็นคือเห็น

    แข็งใช่ไหม ภาษาไทยเราเขาบอกว่าแข็ง มีจริงไหม มีจริง ถ้ามีจริงก็ต้องมีภาวะความเป็นสิ่งนี้ ถ้าไม่มีภาวะความเป็นสิ่งนั้น จะรู้ว่ามีจริงได้อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงมีภาวะคือความเป็นจริงของสิ่งนั้น เพราะฉะนั้นแข็งมีภาวะอะไร คือแข็ง สะ มีภาวะแข็งคือจะเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากเป็นแข็ง มีแข็งเป็นลักษณะ เป็นสภาพหรือเป็นสภาวะ

    ภาษาไทยเราก็จะใช้ตัว พ พาน แต่ภาษาบาลีส่วนใหญ่ก็จะเป็น ว แหวน เพราะฉะนั้นได้ยินคำว่า สภาพธรรม ก็คือ สภาวธรรม ในภาษาบาลี เพราะฉะนั้นใช่ไหม จริงไหมเพราะเหตุว่า เรายังไม่เข้าใจว่าหมายความถึงลักษณะ ภาวะความเป็นสิ่งนั้น ซึ่งเป็นอื่นไม่ได้ ภาวะของเห็น คือเห็น ภาวะของได้ยิน คือได้ยิน ภาวะของแข็ง คือแข็ง

    ภาวะหมายความถึงลักษณะที่มี ที่เป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้น ภาวะคือความเป็นสิ่งนั้น ความเป็นแข็ง ความเป็นเห็น ความเป็นได้ยิน จะเป็นอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นภาวะก็จะใช้คำว่าลักษณะก็ได้ ภาวะลักษณะก็ได้ สภาพธรรมก็ได้ คำไหนก็ได้ที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่มีจริงต้องมีภาวะความเป็นสิ่งนั้น เป็นอื่นไม่ได้

    ความเป็นเห็น ความเป็นได้ยิน แปลว่าเปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนภาวะความเป็นสิ่งนั้นให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราพูดคำที่เราไม่รู้จักตั้งแต่เกิดจนตาย จนกว่าเราจะรู้ว่าหมายความว่าอะไร เพราะฉะนั้นตอนนี้ใครพูดว่าสภาพธรรม เราบอกพูดผิดไหม ไปบอกเขาผิดได้อย่างไร ต้องพูดเป็นสภาวะ แปลว่าคนนั้นไม่เข้าใจเลย จะพูดอะไรก็ได้ แต่หมายความถึงความเป็นจริงของสิ่งนั้นในภาษาของตนๆ

    ภาษาบาลีจะใช้คำว่าสภาวธรรม แต่เราจะพูดสภาพธรรม ใครก็รู้เรื่อง ใช่ไหม ในภาษาไทย ความหมายก็ตรงกัน เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจ สำคัญที่สุดคือความเข้าใจ ถ้าเราไม่เข้าใจอย่างนี้ เราก็สงสัยว่า สภาวะกับสภาพธรรมนี่อันเดียวกันหรือ

    แต่พอเข้าใจว่าธรรม ทุกอย่างที่ว่า มีจริงต้องมีภาวะความเป็นจริงของสิ่งนั้น ที่ปรากฏให้รู้ว่ามีจริงๆ อย่างความเป็นจริงของเห็นปรากฏให้รู้จริงๆ ว่าเห็นเป็นเห็น ได้ยินเป็นได้ยิน มีภาวะคือความเป็น ที่เห็น ที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ชัดเจน ได้ยินคำว่า สภาวธรรมกับสภาพธรรม สงสัยไหม

    ผู้ฟัง ไม่แล้ว

    ท่านอาจารย์ ไม่แล้ว เห็นไหม นี่ถึงจะเป็นการเข้าใจธรรม การศึกษาธรรมไม่ใช่ทำให้เราไปสงสัยในคำ แต่ว่าไม่ว่าจะเป็นคำหรืออะไรก็ตาม ได้ยินแล้วต้องเข้าใจ ถ้าไม่มีใครพูดถึงสภาวธรรมเลยแต่พูดถึงสภาพธรรม เห็นนี่มีจริงเป็นธรรม มีลักษณะที่เกิดขึ้นแล้วเห็น ได้ยินก็มีจริงเป็นธรรมที่เกิดขึ้น ได้ยินเป็นสภาพธรรม

    พอฟังอย่างนี้แล้ว พอได้ยินคำว่า สภาวธรรม ชัดเจน ไม่ต้องมีใครบอกว่าคำเดียวกันใช่ไหม เพราะสิ่งนั้นเพียงแต่ว่าเป็นอย่างนั้น ซึ่งใครก็เปลี่ยนไม่ได้ แต่แล้วแต่ภาษา ว่าจะใช้ภาษาอะไร จักขุ ทุกคนรู้จักไหม จักขุ ตา เห็นไหม เพราะฉะนั้นจักขุวิญญาณ น่ากลัวไหมวิญญาณ

    ผู้ฟัง กลัว

    ท่านอาจารย์ กลัวอะไร

    ผู้ฟัง กลัวผี

    ท่านอาจารย์ นี่เพราะว่าไม่ได้ศึกษาธรรม จึงเข้าใจว่าวิญญาณเป็นผี ใช่ไหม แต่กว่าจะรู้ว่าผีมีจริงหรือไม่ กลัวสิ่งที่คิดเอง

    ผู้ฟัง คิดเอง

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาธรรมจะเข้าใจคำที่เราเคยได้ยิน และเข้าใจผิด จะได้เข้าใจให้ถูกต้อง ไม่ใช่ความรู้ของคนอื่นจะมาให้เราได้ แต่ต้องเป็นความเข้าใจของเราเอง อันนี้เป็นสมบัติที่ล้ำค่าที่ได้รับจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ต้องเข้าใจสิ่งที่มีจริงมีภาวะของตน เช่น หูไม่ใช่ตา ภาวะของหูเป็นรูปที่พิเศษมาก มีจริงๆ ที่สามารถกระทบกับเสียง เสียงจะไปกระทบแข็งไม่ได้ ได้ยินเมื่อไรแสดงว่ามีรูป ๒ รูป คำว่ารูปธรรม เคยฟังมาแล้วใช่ไหม เคยได้ยินคำว่าธรรม ธรรมหลากหลายมาก แต่ถึงจะมากมายอย่างไรก็ต่างกันเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ

    ธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเกิด แต่ไม่รู้อะไร ได้ยินบ่อยๆ ว่ารูปธรรม แค่ได้ยินว่ารูปธรรมยังไม่พอ ยังต้องรู้บ้าง อะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม อย่างหนึ่งมี เกิดขึ้นมีภาวะลักษณะที่เป็นอย่างนั้น แต่ละหนึ่งที่มีจริงๆ มีภาวะความเป็นหนึ่งนั้น ความเป็นหนึ่งนั้นไม่เป็นอย่างอื่น

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นธรรมทั้งหมดมีลักษณะ มีภาวะของตน อย่างหู ภาวะของหู สามารถกระทบเสียง จึงเรียกว่าหู ไม่เรียกว่าแข็ง เพราะแข็งกระทบเสียงไม่ได้ แต่หูกระทบเสียงได้ เราไม่รู้อีกมากมายแต่ละหนึ่งๆ เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจทุกคำ ทีละคำด้วยอย่าข้าม

    วันนี้กลับไปก็รู้ว่าสิ่งที่มีจริงมีอะไรบ้าง แต่ต้องรู้คำว่าสิ่งที่มีจริงนั้นมีภาวะความเป็นอย่างนั้น จึงแสดงให้รู้ว่าไม่ใช่อีกอย่างหนึ่ง อย่างพอพูดถึงหู ภาวะของหูจะเป็นเห็นไม่ได้ หูก็ต้องเป็นหู แต่อย่าลืมว่า สิ่งที่มีจริงนี่ต่างกันเป็น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งมีแต่ไม่รู้อะไร แข็งรู้อะไรไหม

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ไปพูดกับกลิ่น กลิ่นจะรู้เรื่องไหม

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นกลิ่นเป็นรูปธรรม สภาพที่ไม่รู้ทั้งหมดเป็นรูปธรรม กำลังมีสิ่งนั้นอยู่แต่ไม่ใช่เรา เพราะเหตุว่าไม่มีเราแต่มีธรรม ธรรมคือสิ่งที่มีจริง

    อ.คำปั่น ศึกษาธรรมใช่ไหม ก็เพื่อความเข้าใจความจริง คำว่า"วิญญาณ" เป็นภาษาบาลี วิญญาณ หมายถึงสภาพธรรมที่รู้แจ้ง เห็นนี่คือสภาพธรรมที่รู้แจ้งทางตา ถ้าใส่ชื่อก็คือ จักขุวิญญาณ มีวิญญาณไหมตอนนี้

    ผู้ฟัง มี

    อ.คำปั่น มีเห็นใช่ไหม เห็นเป็นคำไทย แต่บาลีคือจักขุวิญญาณ คือสภาพธรรมอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้นเห็น ได้ยินนี้คือสภาพธรรมที่เป็นวิญญาณ หรือว่าสภาพธรรมที่รู้แจ้ง ไม่ต้องไปแสวงหาที่ไหนใช่ไหม มีจริงในขณะนี้ ทุกขณะไม่ปราศจากวิญญาณเลย

    ท่านอาจารย์ จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกครั้งที่เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องรีบร้อน จะรีบไปมีปัญญามากๆ รู้มากๆ นั้นผิดหวัง เพราะว่าเราไม่รู้มาตั้งนาน แล้วถ้าเรารู้จริงๆ หมายความว่ารอบรู้ในคำนั้น สอดคล้องกันทั้งหมด เช่นคำว่า ธรรม คำเดียว รอบรู้คือ ไม่มีความสงสัยอีกเลย ใช่ไหม

    ถ้ายังสงสัยอยู่ก็อย่าเพิ่งไปที่อื่น เพราะว่าอย่างไรๆ ก็กลับมาไม่รู้ แม้แต่คำว่าธรรม ธรรมมั่นคงหรือยังว่าคืออะไร สิ่งที่มีจริงๆ ทั้งหมดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นเก็บไว้ทุกคำ มีจริง ทุกอย่าง เห็นมีจริงไหม เห็นไหม เรารู้เอง ไตร่ตรองเอง เป็นธรรมหรือไม่ เหมือนกันเลยจะใช้คำว่าธรรมหรือมีจริงก็ได้

    เพียงแต่เปลี่ยนคำจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง คิดมีจริงหรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่ อะไรที่มีจริงมีลักษณะภาวะของตนๆ ให้รู้ว่าเป็นแต่ละหนึ่งๆ มีจริงเป็นเราหรือไม่ ถ้ามั่นคงจริงๆ ก็คือว่าสิ่งที่มีจริงทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เพราะอะไรแยกออกไปเป็นแต่ละหนึ่ง ที่ตัวนี้ทั้งหมด ไหนเรา แยกออกไปให้ละเอียดหมด ก็ไม่มีใช่ไหม แต่พอรวมกันก็เข้าใจผิดว่าเป็นเรา


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    4 ก.ย. 2568

    ซีดีแนะนำ