ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๔๐๒

    สนทนาธรรม ที่ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

    วันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ไม่ว่าอะไรทั้งหมด เพราะมีความเห็นแก่ตัว เพราะเข้าใจว่ามีตัว ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามีความเข้าใจถูกว่า ไม่มีเรา แต่มีธรรม และมีธรรมที่เป็นฝ่ายดี ซึ่งจะต้องให้ผลที่ดี เกิดดี เห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบดี ทั้งวันก็ไม่พ้นจากธรรม ที่จะต้องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสต่างๆ พวกนี้ ใครพ้นบ้าง เมื่อวานนี้ก็เป็นอย่างนี้ วันนี้ก็เป็นอย่างนี้ ต่อไปก็เห็นอีกได้ยินอีกก็เท่านี้ และเมื่อวานนี้ก็ไม่ใช่วันนี้ หมดแล้วไม่เหลือเลย กลับมาอีกก็ไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ไม่ใช่วันนี้ก็เป็นเหมือนอย่างวันนี้ ซึ่งเกิดดับอยู่เรื่อยๆ ตลอดเวลา ไม่มีใครทั้งสิ้น แต่เป็นธรรมที่เกิดเป็นไป ห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ อยากให้เกิดอย่างที่ต้องการก็ไม่ได้ เพราะต้องเป็นไปตามปัจจัย

    ด้วยเหตุนี้ถ้ารู้จริงๆ ว่า ธรรมที่เป็นเหตุที่ดีทำให้เกิดผลที่ดี ได้แก่เกิดดี เป็นผลที่ดี เกิดแล้วเห็นดี ได้ยินดี ได้กลิ่นดี ลิ้มรสดี รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสดีทั้งนั้น วันนั้นอารมณ์ดี เพราะเหตุว่ามีสิ่งที่ดีทั้งวัน ถ้าเรารู้อย่างนี้ว่าทั้งหมดมาจากคุณความดี แต่ความไม่ดีทั้งหลายก็ไม่มีใครอยากเจ็บ อยากป่วย อยากไฟไหม้ อยากน้ำท่วม ไม่มีเลย แต่ก็มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นตามเหตุที่ได้กระทำแล้ว ถ้าเข้าใจอย่างนี้มั่นคงจะทำดีไหม แม้ทำดีก็เกิดจากปัญญา ด้วยเหตุนี้ ความเห็น ความเข้าใจ ความเป็นจริงของธรรม ก็จะนำไปสู่กุศลทั้งปวง ไม่รั้งรอโอกาสด้วย เพราะใครจะรู้ว่าจะจากโลกนี้ไปวันไหน เดี๋ยวนี้ก็ได้ เย็นนี้ก็ได้ แต่เราไม่เคยคิดเลยว่า แล้วไปไหน ทำไมเรามาถึงที่นี่ได้ ถ้าไม่มีกรรมที่ได้ทำแล้ว มาไม่ได้

    เพราะฉะนั้นที่จะไปต่อไป ก็ตามกรรมหนึ่งในสังสารวัฏฏ์ ที่จะทำให้มีการเกิดต่อไป แล้วก็ตายอีก แล้วก็เกิดอีก แล้วก็ตายอีก เพราะฉะนั้นเกิดแล้วตายเป็นของธรรมดา แต่ว่าถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ก็มีแต่ความไม่รู้ มีแต่ความเห็นแก่ตัว และมีแต่การทำสิ่งใดๆ ก็ได้ เพื่อให้ได้มาซึ่งความสุขส่วนตัว ไม่คิดแม้แต่จะสละเพียงเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นคนที่มีปัญญา เศษกระดาษตกเก็บไหม ใครทำตกก็ไม่เป็นไร ช่วยให้สะอาดขึ้นไหม แค่กระดาษชิ้นเดียว ถ้าทุกคนเก็บ แค่นี้ทำไม่ได้หรือ เห็นไหม ความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง กับการที่สามารถที่จะรู้ว่า โอกาสที่จะทำความดี หายาก

    เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะทำความดีเมื่อไหร่ ถ้าไม่ทำขณะนั้นก็เป็นอกุศล ก็สะสมอกุศลต่อไป เพราะฉะนั้นผลที่เห็นก็คือว่าชีวิตที่ยากเข็ญของชาวโลกทั้งหมด ซึ่งต้องเป็นไปตามกรรม เพราะไม่รู้ว่าเหตุใดจึงเป็นอย่างนั้น แต่ว่าถ้าคนที่มีความรู้ความเข้าใจ และเห็นโทษของความไม่รู้ ก็จะเริ่มเข้าใจความจริงและปัญญานั้นก็จะค่อยๆ ละความไม่รู้ จนกระทั่งสามารถที่จะละความเห็นแก่ตัว เพราะรู้ว่าไม่มีตัว

    เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า ความที่ไม่ดีทั้งหมด เป็นอกุศล มาจากความไม่รู้ และการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรา แต่ความจริงเราอยู่ได้กี่วัน วันไหนจะไม่ใช่เราอีก แน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทำระหว่างที่มีชีวิตก็คือว่าเข้าใจพระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ อันเป็นเหตุที่จะให้มีความประพฤติที่ดี และค่อยๆ ละความเข้าใจว่ามีเรา ซึ่งทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว ก็จะหมดปัญหาใช่ไหม ไม่ว่าจะเรื่องตัดต้นไม้ ทำลายป่า หรือว่าทุจริตต่างๆ ในทุกวงการ

    ผู้ฟัง พระพุทธศาสนานั้น อุบัติขึ้น โดยการตรัสรู้ของพระบรมศาสดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ อยากให้อาจารย์คำปั่น ได้กล่าวถึงว่า ปัญญาเกิดขึ้นจากอะไร

    อ.คำปั่น ปัญญาเป็นธรรม เป็นธรรมที่มีจริง เป็นสภาพธรรมที่ดีงาม ที่เข้าใจอย่างถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง ไม่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เหตุที่สำคัญ ที่จะนำไปสู่ ความเข้าใจถูก เห็นถูก ก็คือต้องได้ยินได้ฟัง พระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง อย่างเช่นในวันนี้ บางท่านอาจจะเป็นครั้งแรกในการฟังการศึกษา พอเริ่มฟังเริ่มศึกษาเริ่มไตร่ตรอง ในความเป็นจริง ความเข้าใจถูกค่อยๆ เกิดขึ้น ค่อยๆ เจริญขึ้น

    ในพระไตรปิฎก ในอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเหตุ ที่จะทำให้ปัญญาเจริญขึ้น ๒ ประการ ประการแรกก็คือเสียงจากผู้อื่น ซึ่งก็คือคำที่เกิดจากบุคคลผู้ที่มีปัญญา สูงสุดก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คำจริงแต่ละคำมาจากพระปัญญาตรัสรู้ของพระองค์ ไม่มีใครที่จะมีปัญญาเหนือกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เพราะฉะนั้นประการแรกก็คือ ได้ฟังเสียงจากผู้อื่น ซึ่งเป็นผู้ที่มีปัญญา ได้ฟังแล้วยังไม่พอยังเป็นผู้ที่ใส่ใจ อย่างถูกต้องโดยแยบคาย แม้ในการฟังในการศึกษา จุดประสงค์ต้องตรงว่าเพื่อเข้าใจความจริง นี่คือเหตุที่สำคัญที่จะทำให้ปัญญาค่อยๆ เจริญขึ้น ก็คือได้ฟังเสียงจากผู้ที่มีปัญญา และใส่ใจอย่างถูกต้องโดยแยบคาย นี่ก็เป็นเหตุที่สำคัญที่จะทำให้ความเข้าใจ ค่อยๆ เจริญขึ้น ความเข้าใจก็คือปัญญานั่นเอง

    ผู้ฟัง อยากให้ท่านอาจารย์สุจินต์ ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ด้วย

    ท่านอาจารย์ ฟังเดี๋ยวนี้ เข้าใจเดี๋ยวนี้ ไตร่ตรองเดี๋ยวนี้ เพื่อที่จะได้รู้ว่าคำที่ชาวโลกใช้กัน กับคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัส ต้องต่างกัน แม้แต่คำว่า "ปัญญา" ชาวโลกก็บอกว่า คนโน้นคนนี้มีปัญญา แต่สำหรับพระธรรม ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ก็คือว่า เดี๋ยวนี้มีสิ่งที่มีจริง และสิ่งนั้นก็เกิด ถ้าไม่เกิดก็ไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงทั้งหมด ใครเปลี่ยนสภาพความเป็นจริง ของสิ่งนั้นไม่ได้ เห็นต้องเป็นเห็น คิดต้องเป็นคิด ไม่ว่าเราจะบอกว่า นกเห็น คนเห็น หรือใครเห็น ก็ตามแต่ แต่เปลี่ยนเห็นไม่ได้ เห็นต้องเกิดขึ้น แล้วก็เห็น เพราะฉะนั้นธรรมคือสิ่งที่มีจริง

    เพราะฉะนั้นปัญญาคืออะไร ปัญญาไม่ใช่ไปรู้เรื่องอื่น ที่ชาวโลกใช้กัน คนนั้นมีความสามารถสร้างสิ่งต่างๆ น่าแปลก น่าสนใจ แต่ว่าไม่รู้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ จะเป็นปัญญาหรือ ในเมื่อขณะนี้ มีจริงๆ เห็นก็มีจริงๆ สุขก็มีจริงๆ ชอบก็มีจริงๆ แต่ไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า ใครเปลี่ยนสิ่งนั้น ให้เป็นเรา เป็นเขา เป็นใคร ไม่ได้ เห็นต้องเป็นเห็น เพราะฉะนั้นธรรมต้องเป็นธรรม ถ้าเข้าใจอย่างนี้ เห็นถูกต้องไหม ต้องไตร่ตรองเอง คิดเองว่า เกิดมาแล้วจะพ้นจากเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส คิดนึก สุข ทุกข์ต่างๆ ไม่ได้เลย แต่ไม่เคยรู้ว่าเป็นธรรม มีปัจจัยเกิดขึ้น ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา

    เพราะฉะนั้นถ้าเป็นปัญญาก็คือว่า ความเข้าใจถูกในความเป็นจริง ของสิ่งที่มีจริงเดี๋ยวนี้ นอกจากนั้นแล้ว ก็ไม่ใช่ปัญญาในพระพุทธศาสนา เพราะเหตุว่าไปคิดอื่นเรื่องอื่น ก็ด้วยความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังมี และยึดถือว่าเป็นเรา ซึ่งจะเป็นเราได้อย่างไร เมื่อกี้นี้เป็นเราได้ยิน และได้ยินก็หมดแล้ว เราอยู่ไหน เหลือไหม มีอะไรที่จะเป็นเรา เพราะฉะนั้นต้องรู้ ได้ยินคำว่า "ปริยัติ" เราได้ยินคำในภาษาอื่น และก็ในวิชาการอื่นมาก ต่อไปนี้ คำชินหูที่เราเคยได้ยิน และเข้าใจว่า เป็นคำในพระพุทธศาสนา ก็ควรจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องในคำนั้นด้วย เช่น ได้ยินคำว่า "ปริยัติ" ไม่ใช่ภาษาไทย แต่คนไทยได้ยินแน่ๆ คืออะไรคุณคำปั่น

    อ.คำปั่น คือการศึกษาในพระธรรมคำสอน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง จนเกิดความรู้ความเข้าใจ อย่างถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ ถ้ารู้นิดเดียวไม่รอบรู้ เช่น ได้ยินคำว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แต่ไปสำนักปฏิบัติ เป็นอนัตตาไหม นี่คือความไม่รอบรู้ในพระพุทธพจน์ เพราะฉะนั้นความรอบรู้ทั้งหมด พระธรรมทั้งหมด ต้องสอดคล้องกันไม่ขัดกันเลย จึงจะเป็นผู้ที่ตรงต่อธรรม แล้วจะทำให้ความเข้าใจนั้นเพิ่มขึ้นได้ เพราะความตรงต่อธรรม ด้วยเหตุนี้ ทุกคำเปลี่ยนไม่ได้ ธรรมทั้งหลาย ตอนนี้ทุกคนรู้ เป็นอนัตตา เปลี่ยนเป็นอัตตาได้ไหม ไม่ได้ แต่เข้าใจผิดได้ จนกว่าจะค่อยๆ ฟังต่อไป เข้าใจขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมีความเข้าใจ ที่มั่นคงว่า ขณะนี้เป็นธรรมทั้งหมด

    นั่นคือปริยัติ ความรอบรู้ในพระพุทธพจน์ ด้วยความเข้าใจที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเป็นชาวพุทธแล้วมีคนถามว่า เป็นอัตตาเป็นเราใช่ไหม เห็นเป็นเราใช่ไหม ถ้าเป็นชาวพุทธก็ต้องตอบว่า ไม่ใช่ เห็นเป็นเห็น เห็นเกิดขึ้นเห็น แล้วเห็นก็ดับไป ไม่เหลือเลย แล้วทั้งหมดก็ต้องสอดคล้องกันด้วยจึงเป็นปริยัติ ถ้าไม่มีความเข้าใจที่มั่นคงสอดคล้องกัน ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า "สัจจญาณ" ญาณ คือปัญญา ที่มีความเห็นที่ถูกต้องในความเป็นจริงของธรรม ถ้าไม่มีสัจจญาณ ไม่มีปริยัติ ไม่มีปฏิปัตติ ซึ่งคนไทยใช้คำว่า "ปฏิบัติ"

    ด้วยเหตุนี้ทั้งโลกเวลานี้ มีสำนักปฏิบัติ เพราะเหตุว่าไม่รอบรู้ในปริยัติ จึงมีสำนักปฏิบัติ เพราะเหตุว่าปฏิปัตติในภาษาบาลี ปฏิ แปลว่าเฉพาะ ปัตติ แปลว่าถึง อะไรจะถึงความเข้าใจ สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ตามความเป็นจริงว่า ไม่ใช่เรา ก็ต้องเป็นความเข้าใจ ที่เกิดจากการฟัง เข้าใจอย่างมั่นคง เป็นปัจจัยทำให้สัมมาสติเกิดได้ แม้ได้ยินคำว่า "สติ" คนไทยก็เหมาแล้ว ไปทำสติ สอดคล้องกับพระธรรมที่ได้ฟังไหม ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ก็เริ่มผิด เพราะเห็นว่าไม่รอบรู้ ไม่ใช่ปริยัติ ไม่ใช่สัจจญาณ

    เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำให้สัมมาสติเกิดขึ้น ถึงเฉพาะความเข้าใจสิ่งที่มีเดี๋ยวนี้ ทางหนึ่งทางใด เช่น เข้าใจเห็น เข้าใจได้ยิน เข้าใจสุข เข้าใจทุกข์ เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตทั้งหมด ซึ่งไม่เคยเข้าใจมาก่อน แต่ถ้าไม่มีการฟังพระธรรม ปริยัติไม่มี ไม่รอบรู้ เข้าใจผิด คิดว่าไปสู่ที่หนึ่งที่ใด และก็ไม่รู้อะไรเลย นั่งไปๆ แล้วก็จะรู้เอง คิดหรือว่าเป็นคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมี ด้วยปัญญาอันยิ่ง ๔ อสงไขยแสนกัป ที่จะกล่าวแต่ละคำให้เราเข้าใจ ว่าธรรมไม่ใช่เรา เป็นอนัตตา เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีใครสามารถที่จะบันดาลให้เกิดได้ แล้วก็ปัญญาขั้นนี้สามารถที่จะถึงเดี๋ยวนี้ ที่กำลังเห็น ว่ากำลังเกิดดับ ไม่ใช่แค่ฟัง แค่ฟังดับกิเลสไม่ได้

    เพราะฉะนั้นปริยัติ ดับกิเลสไม่ได้ ต้องเป็นปัจจัย ที่จะให้สติสัมปชัญญะเกิด โดยความเป็นอนัตตา ไม่มีการรู้เลยว่าจะเกิดเมื่อไหร่ เหมือนโกรธยังไม่เกิด ใครรู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ ได้ยินยังไม่เกิด ได้ยินจะเกิดเมื่อไหร่ ใครรู้ ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้เลย แต่เมื่อมีปัจจัยจึงเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นปฏิปัตติเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งต้องเกิดจากความเข้าใจ ขั้นปริยัติอย่างมั่นคง เป็นสัจจญาณในอริยสัจ ๔ ที่เราได้ยินจนชินหู ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไร ก็เดี๋ยวนี้นี่แหละ ก็เป็นทุกข์ คือเกิดดับสภาพธรรมที่เกิดดับ น่ายินดีไหม เกิดแล้วก็ดับ แล้วไม่กลับมาอีกเลย อยากให้มาอีกก็ไม่มา ใช่ไหม ทุกข์ไม่มีใครอยากให้เกิดก็เกิด

    เพราะฉะนั้นก็แสดงความเป็นอนัตตาชัดเจน เดี๋ยวนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับอาศัยการฟัง จนกระทั่งสติสัมปชัญญะ ซึ่งไม่เคยเกิดมาก่อนการฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สติมีเกิดได้ แต่ว่าเป็นสติขั้นทาน ระลึกเป็นไปในการให้ สิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น สติเกิดได้ ในขั้นศีล วิรัติทุจริต ไม่พูดสิ่งที่ไม่จริง เป็นต้น แต่ว่าสติสัมปชัญญะ ที่จะรู้ความจริง ของสิ่งที่กำลังเกิดดับ มีไม่ได้ ถ้าไม่มีปริยัติ คือความรอบรู้อย่างมั่นคงเป็นสัจจญาณ เดี๋ยวนี้รู้ได้ด้วยปัญญา แต่ไม่ใช่พยายามไปรู้ โดยไม่เข้าใจอะไรเลยด้วยอวิชชา และจะไปรู้ความจริงอย่างนี้ไม่ได้

    ด้วยเหตุนี้ พระธรรมทั้งหมดสอดคล้องกัน มั่นคงเป็นปริยัติ จึงสามารถที่จะเป็นปัจจัยให้สติสัมปชัญญะเกิดขึ้น อีกระดับหนึ่ง เป็นสติปัฏฐาน ซึ่งใช้คำว่า "สติสัมปชัญญะ" สภาพธรรมยังไม่ได้ปรากฏอย่างที่ได้ฟัง จนกว่าจะถึงปัญญาอีกระดับหนึ่ง ซึ่งมาจากการที่สติสัมปชัญญะระลึกที่สภาพธรรม ความเข้าใจค่อยๆ เกิดต่อไปอีกจนกระทั่งสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ ปรากฏเป็นปฏิเวธ นี่คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นี่จึงจะเป็นปัญญา ถ้าไม่รู้อย่างนี้ รู้อย่างอื่น ไม่ใช่ปัญญาที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าไม่ใช่เรา แต่เป็นเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่ไม่ใช่จิต แต่เกิดกับจิต

    ถ้าไม่มีการฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คิดกันเองเรื่อยๆ ไป แต่เมื่อฟังคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีความเคารพอย่างยิ่งในการที่พระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมี ให้เราได้ฟังคำ ที่เกิดจากการตรัสรู้และมีความมั่นคง เราก็จะเข้าใจ ปัญญา ๓ ขั้น ที่ต้องสืบเนื่องกันตามลำดับ ปริยัติเป็นเหตุให้เกิดปฏิบัติ ปฏิปัตติเป็นเหตุให้เกิดปฏิเวธ ซึ่งใช้คำว่า "วิปัสสนา" เพราะฉะนั้นต้องเป็นปัญญาพิเศษ ต่างจากปกติ เพราะเหตุว่ามาจากการที่ฟังแล้ว รู้แล้ว แต่ว่าสภาพธรรมยังไม่ปรากฏ ถ้าสภาพธรรมไม่ปรากฏ ใครจะรู้ว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นความจริง แต่ว่าเมื่อผู้ใดก็ตามฟังแล้วชาติไหนก็ตามสะสมมา เช่น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้ฟังแล้วประจักษ์แจ้งความจริงของสภาพธรรม ทุกขอริยสัจจะ คือสภาพธรรมเดี๋ยวนี้ซึ่งกำลังเกิดดับ จึงเป็นทุกข์ ซึ่งเป็นสัจธรรม ใครก็เปลี่ยนทุกข์นี้ไม่ได้ ใครจะกลับให้สภาพธรรม ไม่ดับ ให้คงอยู่ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นเมื่อมีความเข้าใจอย่างนี้ ผู้นั้นก็เป็นพยาน เป็นผู้ที่รู้ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านพระโกณฑัญญะได้รู้ตามที่พระองค์ได้ตรัสรู้ พระองค์จึงตรัสว่า "อัญญาโกณฑัญญะ" เป็นสาวกรูปแรก ตามที่ได้ตั้งความปรารถนาไว้ เพราะว่าการที่จะได้รับผลอย่างใด ต้องมาจากเหตุที่สมควร ด้วยเหตุนี้พระสาวกในครั้งอดีต ซึ่งท่านเป็นเอตทัคคะ ผู้เลิศในทางต่างๆ แล้วแต่การสะสม อย่างท่านพระสารีบุตรก็เป็นอัครสาวกผู้เลิศในทางปัญญา ไม่มีใครเปรียบท่านได้เลย ท่านพระมหาโมคคัลลานะก็เป็นอัครสาวกผู้เลิศในทางอิทธิปาฏิหารย์

    แต่ว่าปาฏิหาริย์ สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คืออนุสาสนีปาฏิหาริย์ จากการที่ไม่เคยรู้เลยว่าขณะนี้สิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ กำลังเกิดดับ ก็มีความเข้าใจขึ้นทีละเล็กทีละน้อย จากปริยัติ สู่ปฏิปัตติ สู่ปฏิเวธ เพราะฉะนั้นคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นจริง มีผู้ที่ได้รู้ความจริงเป็นพระอริยสาวกในครั้งอดีตมากมาย ด้วยความเข้าใจตามลำดับขั้น แต่ไม่ใช่มีสำนักปฏิบัติ ซึ่งเกิดจากความไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น แล้วจะไปประจักษ์การเกิดดับตามปกติของสภาพธรรม ในขณะนี้ได้อย่างไร

    เพราะฉะนั้นปัญญามีจริง สามารถที่จะรู้จริง เพราะมีผู้ที่ได้รู้จริงแล้ว เช่น ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ไม่ได้ไปสำนักปฏิบัติเลย ฟังธรรมแล้วสามารถเข้าใจ ประจักษ์แจ้งความจริงได้ เพราะฉะนั้นแต่ละท่าน ก็ต้องรู้ว่าปัญญาคืออะไร ปัญญารู้อะไร และปัญญานั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

    อ.คำปั่น สิ่งที่สำคัญยิ่งก็คือความเข้าใจในพระธรรมคำสอน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง ถ้าทุกคนทุกท่านมีความเข้าใจในพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกท่านก็จะเป็นผู้ที่มีปัญญา มีความเข้าใจถูก เห็นถูก เป็นเครื่องนำทางชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ตำแหน่งไหนก็ตาม ฐานะไหนก็ตาม ขอเพียงมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ปัญญานี่แหละที่จะเป็นเครื่องนำพาชีวิต ไปสู่คุณความดีทั้งปวง ทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น

    ขณะที่ทำประโยชน์กับผู้อื่น ประโยชน์ตนก็เจริญ ก็คือคุณความดีเจริญขึ้น จะเห็นได้เลย ว่าผู้ที่เป็นพุทธบริษัท ในสมัยพุทธกาล หรือว่าในสมัยไหนก็ตาม ก็มีทุกฐานะ มีทุกระดับชั้นบุคคล แต่ว่าท่านเหล่านั้น เป็นผู้ที่เข้าใจในพระธรรมคำสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและก็สามารถทำประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้อื่น ตามกำลังปัญญา ตามความสามารถของตนเอง

    ผู้ฟัง ขอโอกาสเรียนถาม คำศัพท์บาลี ที่พูดถึงว่าปัญญา เกิดมาจากการที่ได้รับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัลยาณมิตรสูงสุด คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รวมทั้งนำมาพิจารณาโดยแยบคาย แล้วจะเกิดปัญญา คล้ายๆ กับสัมมาทิฏฐิ ซึ่งเกิดจากปรโตโฆสะกับโยนิโสมนสิการ ก็เลยอยากทราบว่า สัมมาทิฏฐิกับปัญญาใช้แทนกันได้ไหม หรือว่าเหมือนกันหรือมีอะไรที่ต่างกัน

    อ.คำปั่น คือจริงๆ พยัญชนะหลากหลายมากเลย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงถึงความเป็นจริงของปัญญา คือความเข้าใจอย่างถูกต้องตรงตามความเป็นจริง ชื่อหนึ่งของปัญญาก็คือ สัมมาทิฏฐิ เป็นความเห็นที่ถูกต้อง เป็นความเห็นที่ตรงไม่คลาดเคลื่อน จากความเป็นจริง แล้วก็ที่ท่านผู้ฟังได้กล่าวถึงเหตุ ๒ ประการ ที่จะทำให้ปัญญา หรือว่าสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น ซึ่งผมไม่ได้พูดในภาษาบาลีเลย เป็นการพูดในคำไทยว่า ได้ฟังเสียงจากบุคคลอื่น แล้วก็ได้ใส่ใจอย่างถูกต้องโดยแยบคาย ซึ่งก็ความเข้าใจมาแล้ว ชื่อมาทีหลัง ใช่ไหม ชื่อก็ตรงกันกับที่ท่านผู้ถามได้กล่าวคือ ปรโตโฆสะ ปร คือบุคคลอื่น โฆสะ ก็คือเสียง เสียงจากบุคคลอื่น เสียงจากบุคคลอื่น ที่จะนำไปสู่ความเห็นที่ถูกต้อง ต้องเป็นเสียงที่เกิดจากบุคคลผู้ที่มีปัญญา บุคคลผู้มีปัญญาสูงสุดก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แน่นอนว่าคำทุกคำที่ได้ยินได้ฟัง เป็นปัญญาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่จะเกื้อกูลให้ผู้ฟังเกิดปัญญาความเห็นที่ถูกต้อง

    เพราะฉะนั้นเหตุปัจจัยหนึ่ง ที่จะทำให้ปัญญาเจริญขึ้น ก็คือเสียงจากผู้อื่น ที่เรียกว่า "ปรโตโฆสะ" ในภาษาบาลี ประการที่สองก็คือใส่ใจอย่างถูกต้องโดยแยบคาย ภาษาบาลีที่คุ้นกันมากก็คือ "โยนิโสมนสิการะ" ใช่ไหม แต่ก็ไม่ได้กล่าวถึงคำนี้ในภาษาบาลี แต่ว่ากล่าวในภาษาไทย ก็คือ ใส่ใจอย่างถูกต้องโดยแยบคาย คือฟังแล้วไม่เผิน ไม่คิดเอง แต่ว่าไตร่ตรอง ตามครรลองของพระธรรมที่ได้ยินได้ฟัง ก็เป็นเหตุ ๒ ประการ ที่จะทำให้ปัญญา หรือว่าสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นเจริญขึ้น

    ผู้ฟัง กราบเรียน ท่านอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ได้กรุณากล่าวเพิ่มเติมในช่วงสุดท้ายอีกครั้ง

    ท่านอาจารย์ ชีวิตก็สั้นมาก ไม่ว่าใครจะอยู่ต่อไปอีกนานเท่าไหร่ แต่ว่าลองพิจารณา จะอยู่ในโลกนี้ไม่นานแล้วก็จากไป ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่จะเป็นคนแบบไหน มีวิชาความรู้มาก มีเงินทองทรัพย์สินมาก แต่เป็นคนเลว ไม่มีใครชอบเลย เห็นแก่ตัว ประทุษร้ายคนอื่น เบียดเบียนคนอื่นกับผู้ที่เป็นคนดี เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะมีความรู้ มีเงินทอง มีทรัพย์สินมาก แต่เป็นคนเลว ก็ไม่เป็นที่เป็นประโยชน์แก่ใครเลยทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้นเมื่อจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป สมควรอย่างยิ่งที่จะรู้ว่าคนดีจะดีขึ้นได้ เมื่อได้มีความเข้าใจธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว มิเช่นนั้นแล้วคำของพระองค์ก็ไม่มีประโยชน์ บำเพ็ญพระบารมีตรัสรู้มาแต่ว่าไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครศึกษา แต่ว่าผู้ที่จะได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง คือผู้ที่รู้ว่าจะอยู่ในโลกนี้อีกไม่นาน และระหว่างทรัพย์สินเงินทอง วิชาความรู้ต่างๆ กับความเป็นคนดีขึ้น ละชั่ว อย่างไหนจะดีกว่ากัน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    10 เม.ย. 2569