ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๑๔๐๕

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

    วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    อ.อรรณพ ปัญญาเป็นเจตสิก ที่เข้าใจถูกตามความเป็นจริง แต่ปัญญาจะเกิดโดยไม่มีความตั้งมั่นของจิตไม่ได้ จิตและเจตสิกขณะนั้นตั้งมั่นในอารมณ์นั้นได้ ก็เพราะว่าเอกัคคตาเจตสิกซึ่งเป็นสมาธิ แต่ขณะนั้นก็ต้องมีสติด้วย สติก็ทรงแสดงว่าเป็นลักษณะที่บำรุง ก็บำรุงสิ่งที่เกิดพร้อมกัน ซึ่งท่านใช้คำว่า "สัมปยุตธรรม" มีสภาพของความใส่ใจ มนสิการะ บางทีท่านก็แสดงว่า เพราะมีความใส่ใจที่ดีที่เป็นกุศล จึงเป็นเหตุปัจจัยที่จะทำให้เกิดปัญญา ก็เกิดโดยเกิดพร้อมก็ได้

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้ว ก็ยังไม่ค่อยจะเข้าใจละเอียดใช่ไหม เพราะว่าพูดถึงสภาพธรรมหลายๆ อย่าง แต่ว่าถ้าจะเข้าใจจริงๆ ก็ต้องเข้าใจอย่างมั่นคงว่าจิตคือสภาพรู้ แล้วก็เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ ภาษาบาลี สิ่งที่จิตรู้นี่ใช้คำว่า "อารัมมณะ" หรืออารมณ์ จิตเป็นสภาพรู้ ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ ถูกต้องไหม แน่นอน เพราะฉะนั้นจิตรู้แจ้งอารมณ์ ขณะนี้เห็นชัดไหม ไม่ว่าเห็นขณะไหน ชัดในขณะนั้น เห็นมืดชัดไหม เห็นสว่างขึ้นมานิดหนึ่ง ชัดไหม รู้ความต่างแล้วใช่ไหม ระหว่างมืดสนิท กับมืดที่ค่อยๆ สลัว จนกระทั่งสามารถ ที่จะเป็นสิ่งที่ชัดเจนอย่างนี้ได้

    เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้ง ขณะที่รับประทานอาหาร คนอื่นถามว่าเค็มไหม เราบอกว่าเค็ม เขาจะรู้ไหมว่าเค็มแค่ไหน เพราะว่าจิตรู้แจ้งสิ่งที่จิตกำลังรู้ ต่อเมื่อคนนั้นรับประทานเมื่อไหร่ กระทบลิ้นเมื่อไหร่ จิตเกิดขึ้นรู้รสเมื่อไหร่ นั่นชัดเจน เพราะฉะนั้นจิตนี้แหละ คือสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏ แต่จิตจะเกิดตามลำพังไม่ได้เลย ต้องมีปัจจัยคือเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพรู้ อาศัยกันและกันเกิดขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่าจิตหนึ่งขณะ จะมีเจตสิก ที่เกิดร่วมด้วย อย่างน้อยที่สุด ๗ ประเภท แล้วใครรู้ เห็นไหม

    นี่คือประโยชน์ของการฟัง แล้วก็พิจารณา ไตร่ตรอง ในความเป็นปัจจัย ของเจตสิกแต่ละหนึ่ง แสดงให้เห็นว่า จิตเกิดขึ้น เป็นสภาพที่รู้แจ้งสิ่งที่ปรากฏทีละหนึ่ง จิตหนึ่งขณะ จะไปรู้แจ้ง ๒ อย่างไม่ได้ เช่น จิตจะเห็นและได้ยินพร้อมกัน ไม่ได้เลย จิตเห็น เห็นอย่างเดียวหนึ่งขณะ จิตได้ยิน เห็นไม่ได้ เป็นเสียงที่กำลังปรากฏเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นความรวดเร็วของการที่จิตรู้แจ้ง ทีละหนึ่งๆ จนกระทั่งสามารถ เป็นหลายๆ อย่างได้ แต่ให้ทราบว่าหนึ่งขณะจิตจะต้องมีเจตสิกหนึ่ง ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า "เอกัคคตาเจตสิก" เชิญคุณคำปั่น ให้คำแปลด้วย

    อ.คำปั่น ก็เป็นพยัญชนะภาษาบาลี เอกัคคตา เอกะ ก็คือหนึ่ง คตะ ก็คือไป เพราะฉะนั้นเวลาที่เจตสิกนี้เกิดขึ้น ก็คือไปสู่อารมณ์หนึ่ง ก็คือรู้ในอารมณ์หนึ่งนั้น ก็โดยสภาพธรรม ที่ตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่งนั้น จึงเรียกว่า เอกัคคตาเจตสิก เจตสิกก็คือสภาพธรรม ที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต เจตสิกประเภทนี้ก็คือตั้งมั่นในอารมณ์หนึ่ง ทีละอารมณ์

    ท่านอาจารย์ ต้องไม่ลืมว่า จิต เจตสิก เกิดพร้อมกัน ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตน แล้วก็ดับพร้อมกัน เพราะฉะนั้นเอกัคคตาทำหน้าที่ตั้งมั่นในอารมณ์ ขณะที่จิตรู้อารมณ์ที่เอกัคคตาเจตสิกตั้งมั่น จะรู้อารมณ์อื่นได้ไหม และเมื่อเอกัคคตาเจตสิกตั้งมั่นในอารมณ์นั้น จิตก็เกิดขึ้นพร้อมเอกัคคตาเจตสิก และก็รู้แจ้งอารมณ์นั้น ซึ่งเอกัคคตาเจตสิกตั้งมั่น เพราะฉะนั้นเอกัคคตาเจตสิก เกิดกับจิตทุกประเภท ทุกคำที่ได้ฟัง เปลี่ยนไม่ได้เลย เพราะเหตุว่า มาจากการตรัสรู้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า จิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะ ต้องรู้อารมณ์เดียว เพราะเอกัคคตาเจตสิก ตั้งมั่นในอารมณ์นั้น เดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้ แต่ทำไมอารมณ์เยอะ ก็แสดงว่าจิตหนึ่งขณะ รู้อารมณ์หนึ่ง ดับไป สืบต่อเร็วมาก ชัดเจนหรือยัง ไม่มีทาง แค่ได้ฟังใช่ไหม แต่ว่าพร้อมกันอย่างนี้ ใครจะไปรู้หน้าที่ของจิต ซึ่งหลากหลายมาก จิตเห็นก็อย่างหนึ่ง จิตได้ยินก็อย่างหนึ่ง จิตคิดก็อย่างหนึ่ง เร็วสุดที่จะประมาณได้ เพราะฉะนั้นสภาพของเอกัคคตาเจตสิก แม้ว่าตั้งมั่นในอารมณ์ ทีละหนึ่งอารมณ์ ก็ไม่ปรากฏความตั้งมั่นนานพอที่อารมณ์นั้นจะปรากฏชัดเจน

    ด้วยเหตุนี้เมื่อมีการเข้าใจถูกต้องว่า ธรรมที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นธรรมที่รวมกันหลายอย่าง แยกไม่ออกเลย เป็นคนละ เป็นดอกไม้ละ เป็นโต๊ะละ ทันทีที่เห็นเหมือนรู้ได้ทันที เพราะฉะนั้นแสดงว่า กว่าความเข้าใจธรรม จะทำให้เห็นจริงๆ ว่า ธรรมแต่ละหนึ่ง ไม่ใช่อย่างเดียวกัน และก็ไม่สามารถจะรู้ชัดได้เลย ถ้ายังรวมกันอยู่ ถูกต้องไหม เป็นคนอย่างนี้ จะให้คนดับไปได้อย่างไร เห็นก็ดับ ได้ยินก็ดับ คิดก็ดับ แต่ไม่ปรากฏทีละหนึ่งเลย เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังรวมกัน ไม่สามารถที่จะประจักษ์ การเกิดดับของสภาพธรรมได้

    ด้วยเหตุนี้เอกัคคตาเจตสิก ซึ่งมีปัญญาเกิดร่วมด้วย สามารถที่จะตั้งมั่นในอารมณ์เดียว ปรากฏในความเป็นหนึ่ง ซึ่งปัญญาที่ได้สะสมมาแล้ว จึงสามารถที่จะรู้ชัดในลักษณะของสภาพหนึ่ง ที่ปรากฏว่าหนึ่งนั้น ต่างกับหนึ่งอื่น เริ่มชัดเจนไหม ด้วยเหตุนี้ทั้งๆ ที่เอกัคคตา เกิดกับจิตทุกประเภท แต่ว่าเกิดดับสืบต่อเร็ว เจตสิกตั้ง ๗ แล้วก็จิตหนึ่งขณะ ใครรู้เจตสิกไหนบ้าง ๗ นี่ รู้ไหม ผัสสเจตสิกกระทบอารมณ์ เวทนาเจตสิกรู้อารมณ์ สัญญาเจตสิกจำอารมณ์ แต่ละหนึ่งๆ ยังไม่ได้แยกออกจากกันเลย

    เพราะฉะนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า ไม่ใช่เรา ก็รวมกันอย่างนี้ แล้วก็ดับไป ก็เหมือนสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งไม่รู้ความจริงว่า กว่าจะเป็นสิ่งนี้ ที่ปรากฏเป็นนิมิต ก็ต้องมีสภาพธรรมเกิดดับสืบต่อ มากมายหลายขณะ ด้วยเหตุนี้เมื่อมีปัญญาเพิ่มขึ้น ความเข้าใจเพิ่มขึ้น ลักษณะของสติก็อย่างหนึ่ง ลักษณะของสมาธิก็อย่างหนึ่ง ลักษณะของปัญญาก็อย่างหนึ่ง แต่ว่าเมื่อสภาพธรรม สามารถปรากฏเพียงหนึ่ง เพราะเจตสิกที่ประกอบด้วยสภาพธรรมขณะนั้น ตั้งมั่นที่อารมณ์เดียว เห็นกำลังของเอกัคคตาไหม ที่สามารถที่จะตั้งมั่น จนกระทั่งปัญญารู้ และเข้าใจได้ว่า ขณะนั้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น ความรู้สึกมี เดี๋ยวนี้ถามว่า รู้สึกอะไร ตอบได้ไหม เกิดแล้ว ดับแล้ว หมดแล้ว จะรู้ได้อย่างไร ได้แต่คิดว่า คงจะเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ขณะที่สภาพธรรมนั้น ปรากฏเพียงหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นจะรู้จริงๆ ก็ต่อเมื่อ ลักษณะนั้นปรากฏเพียงหนึ่ง แล้วถ้ายิ่งเป็นปัญญา ที่มีความเข้าใจมั่นคงขึ้น ปัญญาที่มีความรอบรู้ ในคำที่ได้ฟัง สอดคล้องกันทั้งหมด เป็นสัจจญาณ ความรอบรู้ธรรมทั้งหมด ว่าขณะนี้เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา เห็นก็เกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น ได้ยินก็เกิดแล้ว ไม่มีใครไปทำให้เกิดขึ้น ทั้งหมดเป็นอนัตตา แต่ว่าอวิชชาความไม่รู้ ปิดกั้น ไม่ให้เห็นความเป็นอนัตตา แม้ว่าคิดบังคับได้ไหม ถ้าไม่เคยเห็นเลย คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก เพราะฉะนั้นต้องคิดถึงสิ่งที่เคยเห็นบ้าง เคยได้ยินบ้าง ได้กลิ่นบ้าง ลิ้มรสบ้าง หรือแม้แต่ที่คุณอภิเชษฐ์เล่า ฝันถึงคุณแม่ ถ้าไม่เคยจำคุณแม่ไว้นี่ จะไปฝันถึงคุณแม่ได้ไหม ก็ไม่ได้

    เพราะฉะนั้นขณะนั้นไม่ใช่คุณอภิเชษฐ์ แต่ก็เป็นสภาพธรรม คือจิตและเจตสิก ที่กำลังมีสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ กำลังรู้สิ่งนั้น เพราะฉะนั้นไม่ชัดใช่ไหม เพราะว่าเอกัคคตาเจตสิก ไม่ประกอบด้วยปัญญา ที่สามารถที่จะเข้าใจ ทีละหนึ่ง มั่นคงขึ้น จนกระทั่งหนึ่งปรากฏ ให้เข้าใจชัดเจน ขณะนั้นก็ไม่สงสัย ในความตั้งมั่นของเอกัคคตา ซึ่งความจริง ขณะนี้เจตสิกกับจิตเกิดดับ แต่ว่าไม่สามารถที่จะรู้แต่ละหนึ่งได้ เช่น ได้ยินคำว่า "สติ สติปัฎฐาน สติสัมปชัญญะ" ได้ยินแต่ชื่อ แต่ถ้าสติสัมปชัญญะไม่เกิด หมายความว่า ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย ไม่สามารถที่จะรู้ลักษณะของสติว่า ขณะนั้นสติเกิดแล้ว แต่ว่าลักษณะของสติระลึก ไม่ใช่ตั้งมั่น

    เพราะฉะนั้นเมื่อมีสัมมาสมาธิ เกิดร่วมกับสัมมาสติ และสัมมาทิฏฐิ ขณะนั้นทั้งปัญญา และทั้งสติ ลักษณะของความตั้งมั่นเพียงหนึ่ง ก็ปรากฏชัด ในความเป็นเอกัคคตา เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจธรรม แล้ววันเดียวก็เข้าใจไม่ได้ แต่ฟังแล้ว ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ในความเป็นอนัตตา และรู้ว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรม โดยประการทั้งปวง เพื่อไม่ให้เข้าใจผิด จึงมีสัมมาสัมมรรค และมิจฉามรรค เพราะฉะนั้นถ้าไม่ละเอียด ไม่มีปัญญา หลงเข้าใจว่านั่นเป็นมรรค ที่จะทำให้รู้แจ้ง อริยสัจจธรรม ไม่รู้หรอกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดง มิจฉามรรคไว้ด้วย เพื่อเตือนให้รู้ว่า นั่นไม่ใช่สัมมามรรค

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของความเข้าใจทั้งหมด ศึกษาธรรมเพื่อเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจ รีบศึกษา หรือว่าศึกษาเพื่อเหตุอื่น เช่น บางคนอาจจะศึกษา เพื่อไปสอบ เป็นเราใช่ไหม ไม่ได้ละอะไรเลยทั้งสิ้น เป็นเราที่จะสอบ เพื่อที่จะได้อะไรสำหรับตัวเรา เพราะฉะนั้นนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ หรือว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง เพราะว่าคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหมดทุกคำ เป็นไปเพื่อละ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อติดข้อง ขณะใดที่ติดข้อง แสดงความไม่รู้ความจริงว่า ติดข้องในสิ่งที่ไม่มี เพราะสิ่งที่ติดข้อง ดับแล้วไม่กลับมาอีกเลยสักอย่างเดียว

    เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสิ่งที่ดับไปแล้ว ถ้าติดข้อง ก็มีสิ่งใหม่เกิดแทน แต่ไม่รู้ว่าก่อนสิ่งใหม่จะเกิด มีความติดข้องในสิ่งที่ดับไปแล้ว เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ก็คือว่าหลงติดข้องในสิ่งที่ไม่มี เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนี้ ต้องฟังอีกนาน และก็เป็นผู้ที่ตรง สัจจบารมี ถ้าเป็นผู้ที่ไม่ตรง ก็ไม่สามารถที่จะเข้าถึงธรรมอย่างถูกต้องได้ ก็เป็นตัวเรา ที่อยากจะมีปัญญามากๆ รีบเร่งไปสำนักปฏิบัติ ๑๐ วัน ๒๐ วัน เดือนหนึ่ง หรือปีหนึ่ง เพราะคิดว่าจะทำให้เข้าใจธรรม แต่ไม่รู้เลยว่าเดี๋ยวนี้ซิเป็นธรรมที่ต้องเข้าใจ เพราะเหตุว่าขณะนี้ อย่างอื่นไม่มีเลย แต่ธรรมที่ปรากฏ ปรากฏกับความไม่รู้ ต่อเมื่อได้ฟังธรรมและก็มีความเข้าใจขึ้น ความรู้จะค่อยๆ เข้าใจ สิ่งที่กำลังมี นั่นคือหน้าที่ของสติเจตสิก

    ผู้ฟัง เรื่องเจตสิกเกิดดับ พร้อมจิต ๗ ประเภท ในขณะที่เกิดนั้น ที่ทำหน้าที่ แต่ละอย่าง เป็นความไวของเจตสิกหรือไม่

    อ.คำปั่น ความหมายของเจตสิก สภาพธรรมที่เกิดประกอบพร้อมกับจิต สภาพธรรมทั้ง ๒ เป็นสภาพธรรมที่เกิดพร้อมกัน ในภาษาธรรมแสดงไว้เลย ว่าเจตสิกที่เกิดพร้อมกับจิต แสดงไว้ว่า หนึ่งก็คือ เอกาลัมพณะ หมายความว่ามีอารมณ์เดียวกันกับจิต สองก็คือเอกุปปาทะ คือหมายความว่า เกิดพร้อมกันกับจิต เอกนิโรธะคือดับพร้อมกันกับจิต และถ้าในภูมิที่มีขันธ์ ๕ คือมี ทั้งรูป ทั้งนาม อาศัยที่เกิดที่เดียวกันกับจิตด้วย ที่เรียกว่า เอกวัตถุกะ นี่คือความเป็นจริงของธรรมที่เป็นเจตสิก และไม่ว่าจะเป็นจิตหรือเจตสิกก็ตามที่เกิดขึ้นพร้อมกัน มีอายุที่สั้นแสนสั้น เพียงแค่ชั่วขณะที่กล่าวว่าเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไปเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ ก็ควรพิจารณาสิ่งที่ได้ฟังให้ละเอียด จิตคืออะไร และเจตสิกคืออะไร แต่ก่อนอื่นต้องทราบว่า ไม่ว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่จะเกิดได้ ไม่ใช่เกิดขึ้นมาได้ตามลำพังลอยๆ หรือว่าไม่ใช่ใครสามารถ ที่จะไปทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ แต่ต้องอาศัยสิ่งที่เป็นปัจจัยด้วยดี ด้วยดีหมายความว่าเกิดแล้ว เพราะสามารถที่จะเป็นปัจจัยอย่างนั้น ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้ จิตตามลำพังเกิดไม่ได้เลย เพราะว่าจิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้ง แสดงว่าต้องมีสภาพที่เป็นนามธรรมที่เกิดกับจิต และจิตก็อาศัยสิ่งนั้นเกิดขึ้น เช่น ขณะที่ได้ยิน เพราะผัสสเจตสิกกระทบเสียง เพราะฉะนั้นจิตจะไม่ได้ยินไม่ได้ จิตจะไปเห็นไม่ได้ ต้องแล้วแต่ว่า ผัสสเจตสิก ซึ่งเป็นสภาพที่กระทบอารมณ์

    ด้วยเหตุนี้ในบรรดาเจตสิกทั้งหมด แสดงผัสสเจตสิกก่อน เพราะว่าไม่ว่าจิตจะเกิดขึ้นรู้อะไรทั้งสิ้น ต้องเพราะอาศัยผัสสเจตสิก กระทบสิ่งนั้น จิตจึงจะเกิดขึ้นได้ และไม่ใช่แต่เฉพาะผัสสเจตสิกเดียว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ว่ามีเจตสิกอื่นเกิดร่วมด้วย จึงจำแนกจิตนี้ ต่างเป็นประเภทตามเจตสิกที่เกิดร่วมด้วย เพราะว่าบางขณะก็ไม่มีโลภะเกิดร่วมด้วย บางขณะก็ไม่มีปัญญาเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นจิตจึงหลากหลาย เป็นแต่ละประเภทตามเจตสิกที่เกิดร่วมกัน ไม่มีปัญญาเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย จะไปนั่งสักเท่าไหร่ให้ปัญญาเกิดได้ไหม ก็เป็นไปไม่ได้

    เพราะฉะนั้นก็ทรงแสดงความจริง ตามลำดับให้ค่อยๆ เข้าใจว่า ไม่มีเรา เริ่มเห็นว่าไม่มีเรา เพราะว่าไม่สามารถที่จะเลือกให้จิตใดเกิดตามใจชอบได้ ทรงแสดงจิตเกิดดับสืบต่อตามลำดับและทรงแสดงไว้ด้วยว่า เพราะปัจจัยอะไรจึงทำให้จิตนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นยิ่งฟังธรรมก็ยิ่งเห็นความเป็นอนัตตา ในขั้นฟังรอบรู้ในปริยัติ ไม่ใช่คิดเอง แต่ว่ายิ่งฟังก็ยิ่งเห็นว่าทุกอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ เพื่อให้เราได้รู้ความจริง ตามที่พระองค์ได้ตรัสรู้ ตรัสรู้ไม่ได้หมายความว่าคิดเอา แล้วก็ตั้งเป็นกฎเกณฑ์ขึ้นมา แต่ตรัสรู้คือประจักษ์แจ้งความจริงของสิ่งที่เป็นจริง

    เพราะฉะนั้นพระองค์ตรัสว่า ขณะนี้สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ธรรมตา ความเป็นไปของธรรม ที่ต้องเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เห็นเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย จะให้เป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งที่คนอื่นไม่รู้ ก็คือว่าสิ่งนั้นดับเป็นธรรมดา ไม่ดับไม่ได้สักอย่างเดียว เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้ฟังธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ใช่เพียงพระองค์เดียว ในชาติก่อนๆ ได้ฟังหลายพระองค์ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ก็ได้ฟังธรรมผ่านพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากที่ได้รับคำพยากรณ์แล้ว ๒๔ พระองค์

    เพราะฉะนั้นการฟังแต่ละครั้ง ไม่ใช่รีบร้อนไปละกิเลส ด้วยความไม่รู้ แต่ต้องตรงตามความเป็นจริงว่าไม่รู้ทุกสิ่งทุกอย่างเลย ว่าขณะนี้จิตก็เกิดดับ เจตสิกที่เกิดพร้อมจิต มากเท่าไหร่ ก็อาศัยเกิดในจิต เกิดพร้อมจิต แยกกันไม่ได้เลย ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ในหนึ่งขณะจิต เพราะฉะนั้นก็แสดงความไม่มีเรา ไม่ใช่เรา จนกว่าจะเข้าใจในขั้นปริยัติขั้นฟัง รอบรู้เป็นสัจจญาณในอริยสัจ ๔ ทรงแสดงไว้ครบถ้วนทุกอย่าง ถ้าศึกษาแล้วก็จะรู้ได้เลยว่า อาศัยการฟังเข้าใจ ค่อยๆ ละความเป็นเรา แต่ว่าไม่ได้ปรากฏเลย เหมือนขณะนี้ จิต เจตสิก เกิดดับ ทำหน้าที่ตลอดเวลา ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครรู้ มีแต่สิ่งที่ปรากฏ เป็นนิมิต รูปร่างสัณฐานต่างๆ ทางตา ทางหู เป็นต้น

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรม ก็คือว่าเป็นจริงอย่างนั้นแน่นอน แต่ต้องอาศัยความละเอียดที่ว่าทรงแสดงไว้ ไม่ใช่เพียงแค่คำเดียว ไม่ใช่เพียงแค่ปีเดียว ไม่ใช่เพียงแค่พระสูตรเดียว แต่แสดงมากมายเพื่อประกอบกัน ให้พิจารณาแล้วพิจารณาอีก สอดคล้องกันทั้งหมดว่าเป็นธรรม ซึ่งวันหนึ่งจากการฟังวันนี้ ก็จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้นทีละน้อย เวลาที่เราจับด้ามมีด เห็นไหมว่าด้ามมีดที่ถูกจับแล้วหนึ่งขณะนี่สึก แต่ถ้าไม่มีหนึ่งขณะนั้นด้ามมีดจะสึกได้ไหม แต่ไม่ปรากฏใช่ไหม เพราะฉะนั้นขณะนี้ความเข้าใจที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ยังไม่ปรากฏ เพราะว่านี่เป็นปริยัติ เพียงการฟัง ต้องอีกมาก ปัญญาต้องอบรมเจริญขึ้นจนสามารถที่จะรู้ว่า ขณะนี้สติเกิด กำลังรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่เพียงฟังเรื่องสิ่งที่มีแต่สติไม่ได้รู้ตรงสิ่งที่มีเลย เพียงแต่กำลังฟังเรื่องของสิ่งนั้น

    เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า กว่าจะถึงปัญญาแต่ละขั้น ไม่ใช่มีตัวตนที่จะไปเพิ่มพูนความเป็นตัวตน เพราะอยากจะรู้ นั่นผิดเลย แต่ปัญญาทำหน้าที่ของปัญญาคือเข้าใจขึ้น คนนั้นรู้ไหมว่าเข้าใจแค่ไหน ทุกคนตรง ยังไม่ถึงปฏิบัติ เพราะยังไม่รู้ว่าสติมีลักษณะอย่างไร แต่ว่าเมื่อมีความเข้าใจขึ้น สติสัมปชัญญะ สติปัฏฐานเกิดเมื่อไหร่ มีหรือที่ขณะนั้นจะไม่รู้ว่า นี่ไม่ใช่สติสัมปชัญญะ เพราะว่าขณะนั้นปัญญาต้องสามารถที่จะรู้ว่าสติขณะนั้น ต่างกับขณะที่กำลังฟังหรือว่าขณะที่กำลังเป็นกุศลประเภทอื่น

    เพราะฉะนั้นจึงมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง พึ่งด้วยการศึกษาเพื่อที่จะให้ปัญญาความเห็นที่ถูกต้องเกิดขึ้น จึงสามารถที่จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าทรงตรัสรู้ธรรมเป็นอนัตตา ไม่ใช่ใครเลยทั้งสิ้น แต่ว่ามีจริงๆ แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครด้วย

    สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร

    วันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ทุกคนมีความสุขในธรรมด้วย ไม่ใช่แต่ในทางโลก เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็นวันที่จะได้มีความเข้าใจยิ่งขึ้น เพราะเหตุว่าธรรมเป็นสิ่งที่ละเอียด และลึกซึ้งมาก และการสนทนาธรรมก็เป็นมงคล เพราะเหตุว่าทำให้มีความเข้าใจธรรมที่ได้ฟังยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็นวันที่สุขสบาย แม้แต่ธรรมก็สบายด้วย คือว่าไม่ต้องกังวลว่า เรารู้น้อยหรือว่าเราจะรู้มากขึ้นได้อย่างไร เพราะว่าเป็นธรรมดาที่ไม่รู้ ถ้ารู้สิไม่ธรรมดา ใช่ไหม แต่ว่าเป็นธรรมดาที่ไม่รู้ และก็เป็นธรรมดาที่มีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม แต่ธรรมดาอันนี้หายาก เป็นธรรมดาที่มีโอกาสได้ฟังพระธรรมและที่ประเสริฐที่สุด ก็คือว่าได้รู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายิ่งขึ้น

    ความไม่รู้หรือคนไม่รู้ ไม่มีทางจะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย ไม่รู้แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างกับคนอื่น เปรียบไม่ได้เลยว่าเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เริ่มเข้าใจเมื่อไหร่ ก็เริ่มรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นเมื่อนั้น ทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งปัญญาสามารถที่จะเข้าถึงที่พระองค์ได้ตรัสไว้ เมื่อนั้นก็จะรู้เลยว่าพระองค์ได้ประจักษ์แจ้งความจริง จึงได้ทรงอนุเคราะห์ชาวโลกให้รู้ตามได้ แต่ต้องไม่ประมาท รู้ตามได้ต้องรู้จริงๆ ไม่ใช่รู้นิดรู้หน่อยแล้วรีบไปรู้มากๆ ไปทำสิ่งที่ผิด แต่รู้จริงๆ ต้องเข้าใจจริงๆ ทีละเล็กทีละน้อย และรู้ว่าความเข้าใจเราสามารถที่จะรู้ได้ด้วยตัวเองทุกวัน

    เพราะมีสิ่งที่ปรากฏให้ระลึกได้ว่าเข้าใจหรือเปล่า เช่น ในขณะนี้ มีเห็น เข้าใจเห็นหรือเปล่า ยังไม่เข้าใจว่าไม่ใช่เรา เกิดขึ้นและดับไป แต่เริ่มฟังว่าเห็นมีจริงๆ และเห็นก็ต้องเกิด เกิดแล้วก็ต้องดับไป ถ้าไม่ดับจะไม่มีอย่างอื่นเลยทั้งสิ้น จะต้องมีแต่เพียงเห็น แต่ขณะนี้ไม่ใช่มีแต่เพียงเห็น มีอย่างอื่นด้วยก็แสดงว่า ไม่มีใครรู้ว่าเห็นดับแล้ว จึงได้มีอย่างอื่นได้ เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดดับรวดเร็วสุดที่จะประมาณได้ แต่แม้กระนั้นความเข้าใจก็ค่อยๆ เริ่มเข้าใจและความเข้าใจ ก็จะค่อยๆ รู้ว่าแต่ละหนึ่งๆ เป็นเราได้ไหม ในเมื่อเพียงเกิดขึ้นและก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรม ไม่ใช่ฟังแล้วผ่าน แต่ฟังแล้วไตร่ตรอง แล้วก็เริ่มเข้าใจว่า เป็นความจริงและความจริงนี้ ก็สามารถประจักษ์แจ้งได้ แต่ไม่ใช่ด้วยความที่เป็นเรายังอยู่มากมาย และก็พยายามที่จะไปทำให้ประจักษ์แจ้งความจริง นั่นก็เป็นความเข้าใจผิด เพราะแม้แต่คิดว่าเป็นเราจะทำ หรือเราอยากจะมีปัญญา หรือเราอยากจะละกิเลส ขณะนั้นเพิ่มความเป็นเรายิ่งขึ้น

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    23 เม.ย. 2569