ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
ตอนที่ ๑๔๓๕
สนทนาธรรม ระหว่างเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ประเทศอินเดีย
วันที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ท่านอาจารย์ ด้วยความเข้าใจขึ้นเข้าใจขึ้นในสิ่งที่มี ธรรมก็ต้องปรากฏตามความเป็นจริง ก็เป็นอย่างนี้ โลกก็คือโลก ซึ่งแม้ว่าจะแตกทำลายไป เกิดใหม่ก็เป็นอย่างนี้เหมือนเดิม
อ.ธนากร ย่อมกระทำศาสดาของตน เป็นต้น ให้เป็นผู้ประเสริฐ
ท่านอาจารย์ แต่ก่อนที่จะฟังคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ละคนก็มีศาสดาของตน ลืมศาสดายิ่งใหญ่ ไม่มีใครเทียบได้ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะอาจารย์ของแต่ละคนไม่ได้กล่าวคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่อ้างคำที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้วบ้าง กล่าวตู่บ้าง โดยที่พระองค์ก็ไม่ได้ตรัส เพราะฉะนั้นเป็นการที่ว่าถ้าไม่ไตร่ตรองว่า ความจริงต้องเป็นความจริง ถ้าใครพูดถึงความจริง ก็คือเดี๋ยวนี้จริง สิ่งที่มีเดี๋ยวนี้กับคำที่ได้รับฟังต้องตรงกัน ที่จะทำให้ค่อยๆ เข้าใจคำจริงนั้นยิ่งขึ้น ก็ต้องรู้ ถ้าใครพูดคำอื่นที่ไม่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ฟังทำไม แต่ก็ฟังกันมามาก เพราะตาบอด จนกว่าจะรู้ว่า ถ้าไม่มีคำที่ต่างจากคำของคนอื่นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเทวดา หรือพรหม หรือมนุษย์ หรืออาจารย์ใดทั้งสิ้น คำนั้นคือคำของผู้เดียว คือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คนนั้นก็เริ่มที่จะรู้ว่าสิ่งที่มีค่า ก็คือได้ฟังคำซึ่งไม่ใช่คำที่ใครก็พูดได้ แต่ว่าเป็นคำที่ใครก็พูดไม่ได้ ถ้าไม่ได้มีความเข้าใจจากการได้ฟัง
อ.ธนากร เรียกผู้อื่นนอกจากศาสดาของตน เป็นต้นนั้นว่าเลวทั้งหมด
ท่านอาจารย์ ตอนนี้ก็ชัดเจน อาจารย์คนนั้นก็ผิด อาจารย์คนนี้ก็ไม่ดี อาจารย์ใครเขาก็ว่าของเขาถูก แต่เขาลืมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีคำของใครเลยทั้งสิ้น ใครพูดคำจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าคำนั้นเป็นคำของพระองค์ จะเป็นคำของคนอื่นได้อย่างไร ในเมื่อก่อนนั้นเขาไม่รู้ ถ้าเขารู้เองจะได้เป็นคำของเขา แต่นี่เขาไม่รู้ แล้วก็รู้ เมื่อรู้แล้ว แม้จะพูดตามอัธยาศัยของแต่ละท่านที่สะสมมา แต่ก็เป็นคำที่เกิดจากได้ฟังพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง
อ.ธนากร เพราะเหตุนั้นบุคคลนั้น จึงไม่ล่วงพ้นความวิวาทไปได้
ท่านอาจารย์ เป็นอย่างนี้นานแสนนานมาแล้ว แล้วก็กำลังเป็น แล้วก็จะเป็นต่อไปด้วย แต่ว่าไม่ต้องวิวาทกับใคร เสียเวลา ไม่มีประโยชน์ เอาเวลาวิวาทนั้นมารู้ความจริงจะดีกว่า
อ.ธนากร บุคคลนั้นเห็นอานิสงส์อันใดในตน
ท่านอาจารย์ อานิสงส์ คือ ผลของบุญที่ไม่ให้โทษเลย อยากได้อานิสงส์ไหม ถ้าคิดว่าทุกอย่างเป็นอานิสงส์ สิ่งไม่ดีก็ต้องมีอานิสงส์ แต่นี่ไม่ใช่เลย มีใครอยากได้อานิสงส์ของความชั่วบ้าง ไม่ใช่ นั่นคือผลที่ไม่มีใครต้องการ แค่ผลแต่ไม่ใช่อานิสงส์ เพราะฉะนั้นอานิสงส์ของความเข้าใจธรรมมากมายมหาศาล เพราะเหตุว่าเป็นบุญ ซึ่งไม่ได้ทำร้ายใครเลยทั้งสิ้น ไม่ได้ทำร้ายตัวเอง แล้วก็ไม่ได้ทำร้ายคนอื่น แล้วจะเกิดโทษได้อย่างไร ยิ่งมากก็ยิ่งมีอานิสงส์ที่เป็นบุญยิ่งขึ้น อานิสงส์ที่มีในตน คนอื่นนำมาให้ไม่ได้เลยทั้งสิ้น
อ.ธนากร คือในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟัง ในศีลและพรต หรือในอารมณ์ที่ได้ทราบ บุคคลนั้นยึดมั่นอานิสงส์ในทิฏฐิของตนนั้นแล้วว่าประเสริฐที่สุด
ท่านอาจารย์ การเห็นต้องเห็น ยับยั้งไม่ให้เห็นไม่ได้เลย ขณะใดเห็นสิ่งที่น่าพอใจ เป็นผลของบุญที่ได้ทำแล้ว เพราะเราเลือกเห็นไม่ได้ ถ้าขณะใดเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ไม่อยากเห็นเลย ก็เลือกอีกไม่ได้เหมือนกัน เพราะเหตุว่าไม่มีเรา ธรรมทั้งหมดต้องประมวลมาที่ว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา จากคำนี้เป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความเข้าใจ เพื่อที่จะละความไม่รู้ ที่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน จนถึงที่สุด ด้วยธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา
ถ้าผิดจากนี้ ก็คือผิด ต้องเป็นผู้ที่ระมัดระวังมาก เหมือนข้อความที่กล่าวถึงว่า ยืนอยู่ท่ามกลางพงหนาม จะไปทางไหนดี ต้องมองละเอียด เดี๋ยวก็จะถูกหนามตำ ฉันใด อกุศลแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา ถ้าเป็นผู้ที่มีการระลึกได้ และรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี มีความเข้าใจถูกต้องว่าไม่ดี ไม่ทำ เพราะปัญญาไม่ใช่เรา ปัญญาจะไม่ทำสิ่งที่ไม่ดี แต่เมื่อไม่มีปัญญาก็ทำ เพราะฉะนั้นที่ทำๆ มา ที่ไม่ดีทั้งหมด ก็เพราะเหตุว่าไม่มีปัญญา และตราบใดที่ยังไม่มีปัญญาต่อไป ก็เราเห็นคนเลว เราก็ว่าเขาเลว เขาทำสิ่งที่ไม่ดี แล้วเป็นเขา หรือเป็นเรา หรือเป็นใคร ความชั่ว ความเลว ก็เป็นความเลวนั่นแหละ และมาจากไหน ทีละเล็กทีละน้อย ประมาทไม่ได้เลย
ต้องไม่ลืม วาจาสุดท้ายก่อนปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจฉิมวาจา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง นั่งอยู่อย่างนี้ไม่เที่ยง เห็นดับ ได้ยินดับ ทุกสิ่งดับ กว่าจะรู้ว่าไม่เที่ยงถึงเพียงนี้ ก็โน่น เมื่อสักครู่นี้ไม่มีเสียงนั้น ก็เกิดมีเสียงนั้นปรากฏ แค่นี้ก็ไม่รู้ ผ่านไปแล้ว ไม่รู้ทั้งวันว่าแท้ที่จริงแล้วก็เป็นธรรมทั้งหมด แล้วก็เป็นอนัตตาด้วย เพราะฉะนั้นผู้ที่ศึกษาธรรม จะละเอียดขึ้น จึงสามารถที่จะเห็นชีวิตประจำวันเป็นธรรมว่า ขณะใดเป็นอกุศล ขณะใดเป็นกุศล และขณะใดละเอียด ขณะใดค่อยๆ ละเอียดยิ่งกว่านั้นอีก ตามกำลังของความเข้าใจ ไม่เช่นนั้นดับกิเลสได้อย่างไร เพราะว่ากิเลสละเอียดมาก เดี๋ยวนี้ก็มี
ถ้าพูดว่าเดี๋ยวนี้ก็มี ถ้าไม่ศึกษามาเลย สงสัย พูดได้อย่างไรว่า เดี๋ยวนี้มีกิเลสจริงหรือ ยิ่งบอกว่าจิตเห็นเกิดขึ้นไม่สงสัย เพราะกำลังเห็น ก่อนจิตเห็นมีเห็นไหม ก่อนจิตเห็นไม่มีเห็น แต่มีจิตไหม แต่จิตนั้นไม่เห็น ก็ไม่รู้ จิตเห็นหนึ่งขณะเกิดขึ้นเห็นดับ แล้วจิตเห็นเกิดขึ้นอีกหรือเปล่า ต่อจากจิตเห็นขณะที่ดับไป หนึ่งขณะเท่านั้น เดี๋ยวนี้เท่าไหร่ ประมาณอกุศลได้ไหม แล้วจะละได้อย่างไร ถ้าไม่มีความเห็นที่ถูกต้อง ถ้าไม่มีปัญญา เพราะฉะนั้นฟังไว้ฟังไว้ สะสมไป เก็บเล็กผสมน้อย จนกระทั่งสามารถที่จะถึงวันหนึ่ง สภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ ทำไมจะรู้ไม่ได้ ก็เกิดจริงๆ ดับจริงๆ เห็นก็ไม่ใช่ได้ยินแล้ว ไม่ว่าอะไรทั้งหมดที่เกิดขึ้น ไม่มีใครทำ แต่อาศัยปัจจัยที่จะทำให้เกิดขึ้น อาศัยสิ่งที่มี อาศัยกันและกันปรุงแต่ง เกิดแล้วและก็ดับไปด้วย
ถ้ามานั่งคิดถึงตัวหนังสือ ทั้งชาติไม่มีทางที่จะเข้าใจได้ มัวไปกังวลเรื่องนั้น เรื่องนี้ เล่มนั้น เล่มนี้ หน้านั้น หน้านี้ คำโน้น คำนี้ แล้วเดี๋ยวนี้ ชัดเจนที่สุดคือเห็นไม่ใช่ได้ยิน เมื่อไหร่จะรู้สักทีว่าไม่ใช่เรา การฟังธรรมเพื่อประโยชน์จริงๆ ก็คือว่า กำลังได้ฟังคำที่เป็นธรรมเตชะ ทำให้รู้ว่า กว่าพูดถึงเห็น แล้วจะรู้เห็นซึ่งเกิดดับ ต้องอาศัยกาลเวลานานเท่าไหร่ แต่ก็มีผู้ที่ท่านได้ประจักษ์แจ้งแล้ว หนทางนั้นมี ก็อย่าหลงทาง ฟังพระธรรมด้วยความเคารพ
อ.ธนากร เห็นศาสดาอื่นทั้งหมดโดยความเป็นคนเลว อนึ่ง บุคคลผู้อาศัยศาสดาใดแล้ว เห็นศาสดาอื่นเป็นคนเลว ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย กล่าวศาสดานั้นว่าเป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด
ท่านอาจารย์ จริงไหม ถ้าพูดคำที่ไม่จริง แล้วก็ไปสงสัยคนที่พูดจริงว่า เขาพูดคำไม่จริง แล้วยังว่าเขาพูดไม่จริงด้วย กิเลสระดับไหน เพราะฉะนั้นก็มากมายมหาศาล ชีวิตทุกชีวิตทุกขณะเป็นตัวอย่าง คืออยู่ในพระไตรปิฎกทุกคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นขณะใดทั้งสิ้น แต่ถ้าไม่อ่าน ไม่ฟัง จะรู้ไหมว่านี่แหละคือคำที่พระองค์ตรัสไว้แล้วทั้งหมด ไม่ฟังเอง ไม่อ่านเอง ก็ไม่รู้ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ได้ตรัสไว้แล้วทั้งหมด แม้แต่เหตุการณ์ปัจจุบัน ก็เป็นอย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้แล้วในพระสูตรนี้
ตอนนี้ชัดเจน ใครก็ตามไม่ได้ฟังธรรม มีความเห็นผิดแน่นอนว่าเป็นเรา ใครก็ตามที่ได้ฟังธรรมแล้ว เข้าใจบ้าง แต่ก็ยังมีความเห็นผิด เพราะว่าไม่ใช่จะหมดความเห็นผิดไป เพียงได้ฟังเรื่องของธรรม แต่ต้องรู้จักตัวธรรมจริงๆ เห็นจริงๆ เกิดจริงๆ ดับจริงๆ จึงจะชื่อว่ารู้จักจริงๆ ที่จะไม่หลงเข้าใจผิดว่าเป็นเราอีกต่อไป แต่เพราะไม่ประจักษ์อย่างนั้น จึงยังคงเป็นเราอยู่ แต่ไม่ใช่ให้เพิ่มความเป็นเรา โดยการไปทำให้อยากได้ให้รู้จริงๆ แต่ว่าเป็นหนทางผิดเพราะว่านั่นเป็นตัวตน ไม่ใช่ปัญญาที่เริ่มค่อยๆ เข้าใจ เพราะพระธรรมที่ทรงแสดง ปริยัติศาสนา คำสอนในเรื่องของสภาพธรรมที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังมีเดี๋ยวนี้ เริ่มเข้าใจในสิ่งที่มี โดยไม่เคยเข้าใจมาก่อนเลย เพราะก่อนนั้นเข้าใจว่าเราหมดเลย แต่เดี๋ยวนี้เริ่มเข้าใจว่า ไม่ใช่เราทั้งหมดเลย ทั้งหมดเลยด้วย เป็นธรรม
เพราะฉะนั้นก็เป็นปริยัติ แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจอย่างนี้ ไม่มีทางที่จะถึงความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างที่ได้ฟัง เห็นไม่ใช่ได้ยิน เห็นเกิด เกิดแน่ๆ ปัญญารู้ได้แน่ๆ เพราะก่อนเห็นไม่มีเห็น จะไม่รู้หรือว่าเห็นเกิดเป็นเห็น และเห็นที่เกิดก็ดับด้วย เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้สักอย่างหนึ่ง ก็เป็นผู้ที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ เพราะฉะนั้นจึงฟังธรรมด้วยความไม่ประมาท ประมาทไม่ได้เลย จึงจะเป็นปัจจัยให้ปฏิปัตติ ไม่ใช่สำนักปฏิบัติ แต่เป็นปัญญาที่เกิดพร้อมสติ ใช้คำว่าสติปัฏฐาน ไม่ใช่ผัสสปัฏฐาน ไม่ใช่เวทนาปัฏฐาน ไม่ใช่สัญญาปัฏฐาน ใช้คำว่าสติปัฏฐาน เพราะสติเป็นสภาพที่ระลึก ระลึกที่นี่ ไม่ได้หมายความอย่างภาษาไทย คิดเสียยาว ระลึกอดีต เป็นอย่างไรมาอย่างไร ไม่ใช่อย่างนั้นเลย
แต่ว่าเดี๋ยวนี้มีสิ่งที่ปรากฏ ระลึกคืออยู่ตรงนั้น ไม่ไปที่อื่น จึงชื่อว่าระลึก เพราะมีสิ่งนั้น จะระลึกอะไร ก็ต้องระลึกตรงนั้น ระลึกได้อย่างไร ใครจะไปทำให้ระลึกได้ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา แม้แต่คำว่าระลึกยังไม่รู้เลยว่าอย่างไร เพราะปัญญายังไม่พอ ต้องมีความเข้าใจว่าระลึกไม่ใช่คิด ไม่ใช่จำ ไม่ใช่ท่อง เห็นหนอ ไม่ใช่ เห็นหนอ แล้วจะไปเห็นได้อย่างไร กำลังคิดว่าเห็นหนอ ทุกอย่างทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ถ้ามีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ไม่พึ่งใครเลยทั้งสิ้น นอกจากพระธรรมที่ได้ทรงแสดงแล้ว
ขณะใดก็ตาม ที่เข้าใจผิด มีสำนักปฏิบัติ พระพุทธศาสนาก็อันตรธานจากคนนั้น เพราะผิด พระองค์ไม่ได้ตรัสอย่างนั้นเลย แต่ให้ฟังให้เข้าใจ ค่อยๆ เข้าใจขึ้น ถ้าไม่มีปริยัติ ปฏิปัตติ ที่จะเข้าใจสิ่งที่ได้ตรัสไว้ดีแล้วเดี๋ยวนี้ตรงนั้นไม่ได้ เพราะสติเป็นสภาพที่ระลึกพร้อมด้วยปัญญา ที่เกิดจากความเข้าใจ ด้วยเหตุนี้ก่อนฟังธรรม แข็งไหม ทุกคนตอบว่าแข็ง ถามเด็ก เด็กก็ตอบได้ ไม่เห็นยาก ฟังธรรมไม่ใช่ไปบอกให้จำ แข็งเป็นอะไร แล้วก็ไม่ใช่เราอย่างไร ก็นั่งท่องไป แต่ว่าไม่ได้พูดถึงการที่จะเข้าใจแข็ง จากความเข้าใจจริงๆ เป็นลำดับว่า ก่อนแข็งไม่มีแข็งแน่นอน ถึงเกิดแล้วเป็นแข็ง แข็งดับก็ไม่รู้ และแข็งก็เกิดอีกก็ไม่รู้ ก็ยังมีแข็งอยู่ตรงนั้นแหละ ก็ไม่รู้ทั้งหมด
เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า ธรรมต้องเป็นเรื่องที่ละเอียดมาก ถ้าได้ยินคำว่าสำนักปฏิบัติ ก็รู้ได้เลย ทำลายคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถ้าจะดำรงพระศาสนา จะกล่าวคำนี้ไหม หรือว่านิ่งไว้ เฉยไว้ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องบอก ใครจะว่าอะไร ใครจะทำอะไร ก็ทำไป อย่างนั้นหรือ อย่างนั้นจะดำรงพระศาสนาได้อย่างไร เพราะว่าพระศาสนาจะดำรงอยู่ได้ด้วยความเข้าใจของแต่ละคน คนหนึ่ง คนหนึ่ง คนหนึ่ง ถ้าไม่เพิ่มความเข้าใจเพิ่มขึ้น พระศาสนาก็อันตรธาน
ด้วยเหตุนี้แม้เห็นเกิดดับ และขณะนั้นสติสัมปชัญญะเกิดที่จะไม่รู้ตรงอื่น แต่รู้ตรงแข็ง ยังไม่พอ เพราะเหตุว่าเป็นการเริ่มต้นของปฏิปัตติ จะต้องถึงปฏิเวธ ประจักษ์แจ้งจริงๆ ไม่เช่นนั้นเราไม่เข้าใจความต่างของผู้ที่เป็นสาวก กับผู้ที่เป็นอริยสาวก ตอนนี้ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องไปเพิ่มเติมความเห็นผิด โดยการทำ ไม่ว่าจะเป็นศีลหรือพรต มีคำว่าสีลพพตปรามาส ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ไม่ถูก ไม่ใช่หนทาง แต่เข้าใจผิด นี่ขั้นต้น ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
อ.ธนากร มิใช่พึงยึดถือรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง เป็นต้น อย่างเดียว
ท่านอาจารย์ เป็นต้น แปลว่า รวมหมดทุกอย่าง นี่แค่เป็นต้น กำลังเป็นอย่างนี้คือกำลังยึดถือเห็นว่าเป็นเราเห็น คิดเป็นเราคิด จำเป็นเราจำ ไม่ใช่เพียงเท่านี้ พระธรรมที่ได้สำทับไว้ว่า ไม่ใช่เพียงเท่านี้ที่เห็นผิด ยังมีต่อไปอีก แสดงให้เห็นว่าเพียงเท่าที่ได้ฟัง พอไหม แม้ทิฏฐิ แม้มานะทั้งหมด แต่ไม่ใช่ด้วยความเป็นเราที่จะไม่เป็น ถ้าเป็นคนอื่นก็สอนว่า ก็อย่ามีทิฏฐิ และอย่าไปมีมานะ อย่าไปคิดว่าเขาดีกว่าเรา เราต่ำกว่าเขา หรืออะไร คนอื่นก็จะพูดเพียงเท่านี้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ถึงความเป็นพระอรหันต์ เริ่มจากไม่มีทิฏฐิเป็นพระโสดาบัน ไม่มีมานะเป็นพระอรหันต์ แสดงให้เห็นว่ากิเลสมาก แต่ว่าไม่เคยรู้ปริมาณ และก็ลักษณะของกิเลสว่าหลากหลายเหลือเกิน
เพราะฉะนั้นตั้งแต่ไม่ควรที่จะเพิ่มทิฏฐิ โดยการที่ไปประพฤติปฏิบัติ เข้าใจว่านั่นแหละจะเป็นการละคลาย แต่ว่าความจริงไม่ใช่ ต่อจากนั้น แม้เมื่อมีความเข้าใจแล้ว ก็ยังไม่ควรที่จะเพิ่มทิฏฐิ เพราะเหตุว่าสีลพพตปรามาส ความเป็นเรายังมี กิเลสยังไม่ได้ดับ แล้วกิเลสที่มีมากในใจทุกประเภทจะออกมาเมื่อไหร่ ไปยับยั้งหยุด หรือว่ามีปัจจัยก็เกิด แล้วจึงสามารถรู้ในความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ไปกด ไปบังคับ ไปพยายาม แล้วขณะที่คิดว่าจะปฏิบัติ แม้ไม่ไปสำนักปฏิบัติ แต่เพียงจะรู้ แค่จะรู้ นั่นก็คือว่าทิฏฐิ ยังมีความเป็นเรา กว่าจะหมดความเป็นเรา
การฟังธรรมจึงต้องละเอียดมาก ขณะใดก็ตาม ซึ่งจะระลึกหรือจะรู้ อย่างหยาบก็คือว่าเขาไปทำลมหายใจกัน ด้วยความเป็นตัวตน แต่นี่ไม่ได้ไปไหน แต่จะรู้ตรงนี้ แค่จะรู้ตรงนี้ เพิ่มทิฏฐิแล้ว แม้ไม่ใช่ทิฏฐิที่หลงผิดไปทำ แต่เพียงเท่านี้ก็ต้องไม่ประมาท ยิ่งมีปัญญาต่อไป กิเลสยิ่งละเอียดขึ้น ถ้าไม่สามารถที่จะรู้ว่าขณะนั้นเป็นกิเลส ก็ละกิเลสตรงนั้นไม่ได้ ทำไมอยู่ในโลกมาแสนนานเป็นแสนโกฏิกัปอย่างนี้ ก็เพราะไม่รู้ และเพราะความติดข้อง เพราะฉะนั้นจะหมดความสงสัย วิจิกิจฉานุสัย ก็ต่อเมื่อได้ประจักษ์แจ้งความจริงว่า แม้เพียงนิดเดียว ก็เป็นสีลพพตปรามาส
กิเลสทุกอย่าง มีตั้งแต่อย่างหยาบ จนกระทั่งถึงอย่างละเอียด อย่างหยาบเราเห็นได้ ไปอาบน้ำแม่น้ำคงคา แล้วก็คิดว่าจะหมดกิเลส นั่นก็ไม่มีเหตุผลอะไร แต่จะรู้กาย มาแล้ว หรือว่าเดี๋ยวนี้เอง จะพิจารณาเห็น ก็คือทั้งหมด ไม่มีทางเลย ที่ว่าถ้าไม่ได้ฟังธรรมให้เป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ เอาตัวไม่รอด คือปัญญาไม่เกิดแน่ๆ มีแต่หลงไปทางนี้ ก็ไม่รู้ หลงไปทางนั้นก็ไม่รู้ แต่ปัญญารู้ นี่ไม่ใช่ จึงค่อยๆ ละ ค่อยๆ ละ ค่อยๆ ละ จนกว่าจะไม่เหลือ
อ.อรรณพ แม้ท่านที่สะสมมาที่จะมีสมาบัติญาณ ก็ไปยึดถือในญาณ มีสมาบัติญาณ เป็นต้น อย่างนั้นด้วยใช่ไหม
ท่านอาจารย์ สมถภาวนาระงับจิตให้สงบ บรรลุถึงฌานจิต ตั้งแต่รูปฌาน อรูปฌาณ ก็ไม่รู้แจ้งอริยสัจธรรม
อ.อรรณพ แม้กระนั้นก็ยังเป็นที่ยึดถือ
ท่านอาจารย์ ปัญญาจริงๆ จึงรู้ว่านั่นไม่ใช่เราตลอด ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ค่อยๆ รู้สิ่งที่ปรากฏ เพราะละเอียดอย่างยิ่ง ตั้งแต่ความเห็นผิดธรรมดา ยึดถือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราทั้งนั้นเลย จนกระทั่งถึงไปทำความเห็นผิดให้เพิ่มขึ้น นั่นก็อย่างหนึ่ง เพิ่มความเห็นผิดทับถมอีก แต่แม้ผู้ที่มีญาณ แต่ไม่ใช่ปัญญาที่รู้ความจริง สามารถจะสงบจิตได้ถึงรูปฌาน อรูปฌาน ก็ไม่ใช่หนทาง ปัญญาต้องรู้ว่านั่นไม่ใช่ เพราะว่าบางคนก็คิดว่าสงบดีเป็นปัญญาแล้ว ถือว่าความสงบเป็นปัญญา คิดว่านั่นคือปัญญา แต่ตราบใดที่ไม่ใช่ปกติ ต้องไม่ลืม เดี๋ยวนี้เป็นปกติ ถ้าไม่ใช่อย่างนี้ ก็คือยังไม่ใช่ปัญญาที่สามารถที่จะดับกิเลสได้ ยังคงสงสัย ยังคงเป็นเรา ยังคงเป็นตัวตนที่ไปทำ ยังคงเป็นตัวตนที่หวังจะสงบจากอกุศล ไปทำฌาณประเภทต่างๆ แต่ไม่รู้เดี๋ยวนี้
เครื่องวัด เครื่องทดสอบ ก็คือว่าถ้ายังไม่เข้าใจว่าปัญญาสามารถเข้าใจทุกอย่างที่มีจริง จะทำให้ไม่ไปทำผิด จะไปไหน ก็เดี๋ยวนี้ ก็ยึดถืออยู่ กำลังยึดถืออยู่แท้ๆ แล้วจะให้ไปละที่ไหน ก็ต้องเข้าใจเดี๋ยวนี้ และถ้าเป็นปฏิปัตติ ก็ต้องระลึกเดี๋ยวนี้ ตรงนี้ เพราะว่าอดีตผ่านไปแล้ว อนาคตยังไม่มาถึง เพราะฉะนั้นคำที่พระองค์ตรัสไว้ คือไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว และสิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็ยังไม่มี และจะไปรู้อะไร และก็ดับไปแล้ว ก็จะรู้อะไร ทุกคำก็สอดคล้องกันว่า การเข้าใจจริงๆ ต้องเป็นปกติ เป็นชีวิตประจำวัน ผิดนิดเดียวก็คือว่าอะไรที่ทำให้ผิด ความเป็นตัวตน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1381
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1382
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1383
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1384
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1385
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1386
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1387
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1388
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1389
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1390
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1391
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1392
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1393
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1394
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1395
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1396
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1397
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1398
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1399
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1400
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1401
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1402
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1403
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1404
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1405
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1406
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1407
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1408
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1410
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1411
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1412
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1413
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1414
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1415
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1416
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1417
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1418
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1419
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1420
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1421
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1422
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1423
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1424
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1425
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1426
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1427
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1428
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1429
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1430
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1431
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1432
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1433
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1434
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1435
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1436
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1437
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1438
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1439
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1440