ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1409


    ตอนที่ ๑๔๐๙

    สนทนาธรรม ที่ บ้านนายแพทย์ทวีป และคุณพรทิพย์ ถูกจิตร

    วันที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑


    ท่านอาจารย์ ต้องรู้ว่าสติสัมปชัญญะที่เป็นขั้นปฏิปัตติไม่ใช่ขั้นปริยัตินี้คืออย่างไร ที่ใช้โดยพยัญชนะที่ทรงแสดงก็คือปฏิแปลว่าเฉพาะ ปัตติแปลว่าถึง ถึงเฉพาะหมายความว่า เราพูดถึงสิ่งหนึ่ง ขณะนั้นสติสัมปชัญญะจริงๆ รู้ตรงสิ่งนั้น ขณะนี้ตรงหรือยัง ตรงบ้างไหม เห็นไหมไม่ต้องถามใคร

    เราพูดถึงสติสัมปชัญญะ ถึงเฉพาะ เวลานี้มีแข็ง ใช่ไหม ไม่มีใครรู้เลย ใช่ไหม เหมือนเห็นก็ผ่านไป ได้ยินก็ผ่านไป เสียงก็ผ่านไป ไม่ได้ถึงเฉพาะ แต่ขณะใดก็ตามที่ถึงเฉพาะหนึ่ง ขณะนั้นจะรู้ไหมว่า กำลังมีลักษณะหนึ่ง แม้ว่าจะสั้น แต่ว่าสติสัมปชัญญะขณะนั้นไม่ได้มี คือเลยไปเลย

    อย่างเวลานี้ไม่มีใครคิดถึงแข็ง ไม่มีใครคิดถึงเห็น ไม่มีใครคิดถึงเสียง แต่ในขณะนี้ที่ใช้คำว่าระลึก คือขณะนั้นสติเกิด ใช้คำว่าระลึกนั้นไม่ได้หมายความถึงระลึกถึงอดีตหรืออะไรเลย แต่มีสิ่งนั้นปรากฏอยู่อย่างไร แล้วก็รู้ตรงนั้น คือถึงเฉพาะตรงนั้น

    อ.วิชัย ถ้าเป็นความสมบูรณ์ของปัญญาคงไม่ใช่เป็นการรู้เพียงลักษณะหนึ่งเดียวเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสติปัฏฐานอีกนานไหม

    อ.วิชัย นานมาก

    ท่านอาจารย์ กว่าจะรู้เดี๋ยวมี เดี๋ยวไม่มี หรือมีและอีกนานแสนนานกว่าจะมีสักที แล้วโลภะมาตอนไหน มาทำให้คลาดเคลื่อนไปหรือไม่ ทำให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้หรือไม่ ทุกอย่างต้องเป็นปัญญาที่ตรงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว สติปัฏฐานเป็นเบื้องต้น

    อ.อรรณพ สติขั้นปฏิปัตติแม้จะเกิดเล็กน้อย แต่ก็รู้ว่าขณะนั้นสติเกิด แต่ว่าสติที่ศึกษาธรรมฟังธรรม เกิดมากมายเราก็ยังไม่รู้

    ท่านอาจารย์ เราพูดถึงสภาพธรรมหมดทุกอย่าง ไม่ปรากฏเพราะเป็นปริยัติ ต่อเมื่อไรเป็นสติปัฎฐานเท่านั้น สภาพนั้นจึงปรากฏ

    อ.อรรณพ แม้จะเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังรู้ความต่าง

    ท่านอาจารย์ เมื่อครู่นี้ก็รับประทานอาหาร จับช้อน จับส้อม เลื่อนจาน ยกนั่นยกนี่ แข็งทั้งนั้น ไม่รู้ ใช่ไหม เหมือนเดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นอาศัยการฟังเข้าใจในความเป็นอนัตตา ไม่ต้องไปทำอะไรเลย ถึงขณะที่เกิด ใครก็ยั้บยั้งไม่ได้ แค่รู้นิดหนึ่งตรงที่เคยเหมือนเดิม ที่จับยก แต่ขณะนั้นมีการรู้ลักษณะที่แข็ง แต่ต้องด้วยความเข้าใจ แล้วจะรู้ว่าความเข้าใจนี้น้อยแสนน้อย เพียงแต่เริ่มที่จะตรงลักษณะ

    อ.วิชัย ในอริยสัจจะทั้ง ๔ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงมรรคสัจจะเป็นสิ่งที่เห็นได้ยากเพราะเป็นธรรมที่ลึกซึ้ง เพราะว่าไม่ได้ปรากฏอย่างทุกขอริยสัจจะหรือสมุทัยอริยสัจจะ เพราะความรู้ที่จะเกิดขึ้นจากการฟังค่อยๆ มากขึ้นเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่การที่จะมีสติสัมปชัญญะที่จะระลึกตรงลักษณะ ซึ่งท่านอาจารย์ก็กล่าวให้เห็นถึงความว่า ขณะนั้นมีความคลาดเคลื่อนไหม มีโลภะไหม มีความพอใจจดจ้องหรือไม่ หรือเป็นความคิดเองไหมที่ว่าเป็นสติปัฏฐาน คือความสงสัยย่อมมี เพราะว่ายังละไม่ได้ ดังนั้นหนทางที่ยังอยู่ในที่ที่ปกปิด ยังไม่ได้ปรากฏหนทาง เพราะว่าโดยสภาพธรรมของปัญญาที่เขาจะเจริญขึ้นยังไม่ถึงระดับที่จะมั่นคงที่จะรู้ว่านี่เป็นหนทาง เพราะว่าความสงสัยหรือว่าความหลงผิดเข้าใจผิด หรือแม้แต่ความพอใจเองก็ยังพาให้คลาดเคลื่อนได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคุณวิชัยก็เห็นความอดทนต่อไป ไม่มีการที่จะขาดความอดทนได้เลย เพราะลองคิดถึงว่า เด็กไม่เคยรู้เลยว่าแข็งไม่ใช่เรา แต่เด็กก็รู้แข็งทั้งวันเหมือนกันใช่ไหม เอาเด็กที่ไม่รู้ว่าแข็งไม่ใช่เรามา แล้วเอาคนที่ได้ฟังธรรมบ้างมา แล้วก็บอกให้ทุกคนจับ แล้วมารู้แข็ง ต่างกันเลยใช่ไหม

    คือเด็กก็รู้แข็ง คนที่ฟังธรรมบ้างรู้แข็งเหมือนอย่างเด็กเลย ได้แน่นอน ใช่ไหม แต่คนที่ขณะนั้นเข้าใจว่าแข็งไม่ใช่เรา มีได้ เพราะอะไร ความเข้าใจของเขามาก จากการฟังมาก เข้าใจมาก เพราะฉะนั้นสิ่งต่างๆ ไม่ได้ผิดปกติเลย อาการภายนอกเหมือนเดิม แต่ต่างกันหมดด้วยปัญญา

    เพราะฉะนั้นแม้ปัญญาขั้นสติสัมปชัญญะซึ่งเป็นสติปัฎฐาน ระดับหนึ่งกับการที่สามารถที่จะรู้ความจริงในความต่างกันของขณะที่ไม่ใช่สติปัฏฐาน จนกระทั่งทั่วหมด กว่าจะไม่เหลือความสงสัย แต่ว่าความสงสัยก็มีปัจจัยที่จะเกิดตามลำดับของวิปัสสนาญาณเลย เพราะฉะนั้นความสงสัยจะดับไม่เกิดอีกเลย ต่อเมื่อถึงอริยสัจธรรมทั้ง ๔

    ผู้ฟัง ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าอยู่ในที่มืด

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง

    ผู้ฟัง แล้วก็พูดไปถึงสิ่งที่ห่างไกลมาก เช่น สติปัฏฐาน เนื่องจากว่าท่านอาจารย์บอก ขั้นปริยัติ เพิ่งฟังยังรู้ไม่มาก แล้วเพียงเข้าใจตามว่าไม่มี คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดความเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ถ้าเราไม่เคยฟังธรรมเลย พอได้ฟังแล้วก็รู้ว่า เป็นสิ่งที่เราไม่เคยฟังมาก่อน และก็ยังมีอีกมากแน่นอน ใช่ไหม ไม่ใช่มีเพียงเท่านี้ เราก็ฟังต่อไป

    ผู้ฟัง จากเดิมที่ไม่เคยคิดถึง เดี๋ยวนี้ก็คิดถึงว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ แต่ก็เข้าใจว่าก็คือขั้นของความคิด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะรู้ด้วยตัวเองว่า เพียงคิดว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ กับปัญญาที่เข้าใจ ขณะที่เข้าใจนี้จะมีการละบ้างไหม แต่ขณะที่พูดว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏก็พูดไป ใช่ไหม แต่ในขณะที่เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏที่นึก และขณะนั้นก็ยังค่อยๆ จะเกิดการเข้าใจจริงๆ ว่า เพียงสิ่งที่ปรากฏ เข้าใจกับพูดไม่เหมือนกัน

    ผู้ฟัง ซึ่งเมื่อพอฟังมากๆ ก็จะเห็นเครื่องกั้นต่างๆ เช่น อยากได้ความเข้าใจมากๆ ความเป็นตัวตนมาตลอด

    ท่านอาจารย์ ฟังด้วยกัน ฟังแล้วกว่าจะรู้ว่าไม่ใช่เรา ใช่ไหม เป็นธรรมเท่านั้น แล้วก็ฟังต่อไป ก็ต้องผ่านพ้นการที่เรายังมีกิเลสมาก เราจะต้องฟังด้วยความอดทน ก็เป็นเราไปตลอด ใช่ไหม ก็ต้องอดทนแค่ไหนกว่าจะถึงระดับนี้ ใช่ไหม แล้วก็จากระดับนี้ไปถึงระดับที่สติสัมปชัญญะเริ่มเกิด ความอดทนต้องมีไหม

    แล้วแต่ปัจจัยที่จะทำให้สติสัมปชัญญะเกิด เลือกไม่ได้เลย นั่นคือการละ ไม่มีความเป็นเราเข้าไปขัดขวาง หรือเข้าไปทำให้ห่างไกลออกไปจากการที่จะรู้ว่าเป็นธรรม เพราะฉะนั้นยังไม่ถึงวิปัสสนาญาณเลย ใช่ไหม แล้วพอถึงวิปัสสนาญาณ นามรูปปริเฉทญาณ ปัจจยปริคคหญาณ สัมมสนญาณ อุทยัพพยญาณ

    ความอดทนเป็นความอดทนทั้งๆ ที่มีปัญญาแล้ว ๓ ระดับ จากสัมมสนญาณถึงอุทยัพพยญาณ เป็นความอดทนอย่างอ่อน เป็นญาณแล้ว จากสัมมสนญาณที่จะถึงอุทยัพพยญาณ ความอดทนคนนั้นจะรู้เลย ไม่ใช่การที่จะไปทำอะไรได้เลยทั้งสิ้น ต้องมีความเข้าใจเพื่อที่จะละอย่างเดียว

    เพราะเหตุว่าแม้สภาพธรรมปรากฏการเกิดดับ แต่ไม่ใช่ระดับขั้นของอุทยัพพยญาณ กว่าจะถึง ในที่นี้คือหมายความว่าต้องทั่วจริงๆ ในชีวิตประจำวัน และโดยความเป็นอนัตตาด้วย ไม่หวัง อดทนที่จะไม่หวัง และก็เป็นปกติ แล้วก็จากอุทยัพพยญาณไปถึงสังขารุเปกขาญาณ อดทนอย่างกลาง ดูระดับของความอดทน ดังนั้นการที่จะละกิเลสจริงๆ ต้องเป็นสิ่งที่ละเด็ดขาด มั่นคง ไม่ใช่เพียงชั่วคราว ดับได้จริงๆ แต่ต้องเป็นปัญญาจริงๆ ตามลำดับขั้น ไม่มีการทุจริต ไม่มีการโกง ว่าถึงนั่นถึงนี่

    อ.อรรณพ แล้วก็ตั้งแต่ปัจจยปริคคหญาณลงมา อดทนระดับไหน ยังไม่ถึงกาลที่จะกล่าวว่าถึงขั้นที่อดทนเลยหรืออย่างไร

    ท่านอาจารย์ อดทนฟัง อดทนเข้าใจ อดทนเห็นการที่เป็นธรรมที่ไม่ใช่เราในขั้นไตร่ตรองพิจารณา จนกระทั่งในขั้นของสติสัมปชัญญะ ที่ว่าอดทนๆ แล้วนี้ ไปเปรียบกับอดทนขนาดนั้น เพราะฉะนั้นลึกขึ้น ละเอียดขึ้น มั่นคงขึ้น

    อ.อรรณพ สัมมสนญาณก็เป็นวิปัสสนาญาณที่รู้ในความเกิดดับของสภาพธรรม แต่ยังไม่ละเอียดลึกชัดเจน แต่ว่าอุทยัพพยญาณก็รู้ความเกิดดับของสภาพธรรมที่ชัดเจนทำไม ๒ วิปัสสนาญาณที่ติดกันนี้จึงเริ่มเป็นความอดทนอย่างอ่อน ต้องอดทนมากจากญาณนี้ไปถึงญาณนั้นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ได้ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นวิปัสสนาญาณ จะเห็นความต่างของปัญญาที่เป็นวิปัสสนาญาณ กับที่ไม่ใช่วิปัสสนาญาณไหม ใช่ไหม เพราะฉะนั้นก็รู้ว่ากว่าจะถึงระดับนั้นได้ ก็จะต้องมีการฟังมีความเข้าใจมีปัจจัยที่จะทำให้เกิด โดยความเป็นอนัตตา

    แต่ยังอ่อนไหม เพราะว่าพอหมดวิปัสสนาญาณนั้นแล้ว ความเป็นสัตว์บุคคลก็ยังเต็ม ยังไม่ได้หมดไปเลย เพียงแต่รู้เห็น ประจักษ์แจ้งหนึ่งครั้ง เทียบกับที่กี่พันครั้งกี่แสนโกฏครั้งที่ไม่รู้ ตราบใดที่ยังไม่ถึงอริยสัจธรรม ก็แสดงให้เห็นว่าวิปัสสนาปัญญาก็ตามลำดับขั้น ตั้งแต่ขั้นแรกจะเหมือนกับขั้นที่มั่นคงขึ้นไม่ได้

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้น ๒ วิปัสสนาญาณ ก็คือ วิปัสสนาญาณที่ ๓ ที่ ๔ แม้จะรู้ความเกิดขึ้นและดับไปของสภาพธรรม แต่ว่าความที่จะชัดเจนละเอียดแล้วก็ทั่วก็ต่างระดับกันถึงขนาดพระองค์ทรงแสดงว่าเป็นขันติญาณอย่างอ่อน

    ท่านอาจารย์ แล้วก็เป็นปกติ แล้วจะรู้ได้เพราะมั่นคง ชัดเจนขึ้นจึงสามารถรู้สิ่งที่เป็นปกติ และไม่เคยรู้ ก็เก็บเล็กผสมน้อย เพราะว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ในชีวิตจริงๆ ในสังสารวัฏเพราะจะต้องเดินทางไปอีกไกล เพราะฉะนั้นถ้าเดินในทางที่ถูกต้อง ในทางที่ตรง ก็เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น

    แต่อย่างหนึ่งก็คือ ว่าเราได้ฟังตั้งหลายอย่างหลายเรื่อง แล้วก็ผ่านไป เพราะฉะนั้นการที่เราเข้าใจอย่างนี้ มีอีกหนึ่ง อีกหนึ่งที่สำคัญคืออะไรรู้ไหม ไม่ว่าจะพูดเรื่องการใช้เงิน ในเรื่องการที่มีจริงๆ หรือไม่ ในเรื่องที่เป็นของเราจริงๆ หรือไม่ แล้วก็ชาติหน้า อีกกี่ชาติภพชาติต่อไป ใช่ไหม ก็จะต้องมีการเกิดแน่นอน

    เพราะฉะนั้นอะไรอีกอย่างหนึ่งซึ่งสำคัญมากเลยในชีวิต ไม่ประมาท พระปัจฉิมวาจา คำสุดท้าย เตือนแค่ไหน ทั้งหมดไม่ว่าโลกไหน ใครทั้งสิ้น จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม แสดงว่าเราประมาทหรือไม่ ใช่ไหม ถ้าเราฟังธรรม เราก็ฟังด้วยความเข้าใจ ไม่ประมาท แต่ต้องไม่ประมาทโดยการที่ว่าเห็นคุณค่าของการฟัง

    เพราะฉะนั้นที่สำคัญที่สุดคือความไม่ประมาท จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม แม้ในการฟัง ฟังก็ต้องไตร่ตรองละเอียด คำพูดธรรมดาเหมือนเข้าใจแล้ว เหมือนครบถ้วนแล้ว แต่ก็ยังไม่พอ ก็ยังต้องไตร่ตรองต่อไปให้เข้าใจละเอียดขึ้น

    ผู้ฟัง อย่างนั้นถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราคงไม่ซื้อเสื้อผ้าใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ เริ่มเสียเวลาหรือ เสียเวลากะแผนการ โครงการต่างๆ ยังมีกิเลส ยังไม่ใช่พระอนาคามี ยังไม่ใช่พระโสดาบัน ก็เริ่มจะไม่ซื้อเสื้อผ้าสวยๆ กันแล้ว ใช่ไหม แม้จะคิดไม่ซื้อก็ไม่ใช่เรา ตรงนี้ต่างหาก จะซื้อก็ไม่ใช่เรา จะไม่ซื้อก็ไม่ใช่เรา สำคัญที่รู้ความจริงว่าไม่มีเรา แทนที่ว่าเป็นเรานี้ดีเหลือเกิน เริ่มจะทำตามคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ยังเป็นเรา

    เพราะฉะนั้น ต้องรู้ตามความเป็นจริง กิเลสมากมายดับไม่ได้ แค่ไม่ซื้อวันนี้ วันต่อไปก็ซื้อใช่ไหม ใครจะรู้ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังเป็นเรา ก็ยังเต็มไปด้วยกิเลส เพราะฉะนั้นอยู่ในความมืดเสมอ เมื่อไม่มีแสงสว่างคือ พระธรรม โลภะเมื่อกี้นี้อยู่ในความมืดหรือไม่ ไม่รู้

    ผู้ฟัง เรามีความติดข้องในเสื้อ เราชอบ แล้วไปพาให้พี่เขามีอกุศลเพิ่มขึ้นอีก มันเป็นกำลังของเราที่เป็นอกุศลแล้ว ทำให้มีเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ขณะที่มีความสุขมาก ได้เสื้อสวยๆ ปัญญาเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง เกิดได้

    ท่านอาจารย์ ขณะที่อยากได้เหลือเกิน ยังไม่ได้ไปซื้อ ปัญญาเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง เกิดได้

    ท่านอาจารย์ ซื้อแล้วก็สวยดี ปัญญาเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง เกิดได้

    ท่านอาจารย์ แล้วจะอย่างไร ไม่มีเรา มีแต่ธรรมทั้งหมด มาในรูปต่างๆ แล้วแต่จะปรุงแต่ง ซึ่งไม่ใช่เรา หลงกังวลก็เป็นเราใช่ไหม ก็เพราะไม่รู้ว่าเป็นธรรม ข้อสำคัญที่สุดที่ลืมและปิดบังตลอดเวลา ก็คือว่า สิ่งนั้นเกิดแล้วไม่รู้ ใช่ไหม วิตกเกิดแล้ว ไม่ใช่เรา ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่เกิดแล้ว ไม่รู้ในสิ่งที่เกิดแล้ว ไปคิดจะทำอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ว่าสิ่งที่เกิดแล้วไม่รู้

    สนทนาธรรมที่บ้านก๋ง บางนกแขวก จังหวัดสมุทรสงคราม

    วันที่ ๑๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑


    อ.คำปั่น เป็นโอกาสดีจริงๆ ที่ได้สนทนาธรรม ถ้าเป็นผู้ที่เข้าใจในพระธรรมก็จะปรารภเหตุประการต่างๆ ในการเจริญกุศลในการสะสมความดี เพราะฉะนั้นในชีวิตสิ่งที่มีค่า สิ่งที่ประเสริฐที่สุดก็ไม่มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่าคุณความดี แล้วก็ความเข้าใจพระธรรม

    ผู้ฟัง การสนทนาธรรมเป็นความดีอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นก็ต้องรู้ว่าความดีคืออะไรใช่ไหม ไม่ว่าเราจะพูดคำอะไรทั้งหมด ต้องทีละคำ เมื่อพูดถึงความดี เราก็พูดกันบ่อยมาก แล้ววันหนึ่งๆ ดีบ้างไหม ใช่ไหม หรือว่าเพียงแต่พูดเรื่องความดี พูดแล้วพูดอีกว่าอะไรเป็นความดี แต่วันหนึ่งๆ ดีหรือไม่

    เพราะฉะนั้นก็ต้องเข้าใจจริงๆ ว่าดีคือเมื่อไร เมื่อขณะที่ไม่มีความติดข้องต้องการสิ่งหนึ่งสิ่งใด วันนี้ดีหรือยัง ยากใช่ไหม แล้วดีคือไม่ได้ขุ่นเคืองหรือว่าพยาบาท หรือว่าโกรธใครเลย ใช่ไหม ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็ตามแต่ แต่ว่าความดีคือขณะนั้นไม่โกรธ ให้อภัย หวังดีและเป็นมิตร วันนี้ดีหรือยัง

    ผู้ฟัง ยังไม่ดี

    ท่านอาจารย์ เห็นไหม เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดเรื่องความดี แต่เราไม่ได้คิดให้เข้าใจจริงๆ ว่า แท้ที่จริงเราพูดเรื่องความดีทำไม พูดเฉยๆ หรือพูดเพื่อจะได้ดี เพราะเห็นว่าความดีต้องดีกว่าความไม่ดี และความดีที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงนี้ละเอียดมาก ใครจะคิดว่าวันนี้ทำดีได้ทั้งวัน ไม่ใช่ทุกขณะ แต่ว่ามีโอกาสที่จะทำสิ่งที่ดีได้ ถ้าขณะนั้นมีความเข้าใจถูกต้องว่าอะไรดี

    เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือไม่โลภ ไม่ติดข้องมากมายมหาศาล หรือว่าไม่โกรธ ไม่ขุ่นเคือง แม้ขุ่นใจ เห็นไหม ความละเอียด และก็ไม่รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ นี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ที่เราพูดบ่อยๆ ว่าไม่โลภแล้วก็ไม่โกรธ เข้าใจได้ แต่พอถึงไม่หลง กำลังหลงหรือไม่

    ดังนั้น ถ้าไม่รู้ตามความเป็นจริง ก็จะไม่เข้าใจเลยว่าเราเกิดมา แล้วก็ได้ยินคำมากมาย คนโน้นก็พูดอย่างนี้ คนนั้นก็พูดอย่างนี้ แต่คำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะทำให้มีความเข้าใจที่ละเอียด มั่นคง ลึกซึ้งเป็นประโยชน์ และถูกต้องตลอดไป ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวถูกเดี๋ยวผิด แต่ว่าทุกอย่างที่ได้ยินได้ฟัง มีความถูกต้องที่ลึกซึ้งขึ้น

    ที่สำคัญที่สุดคือ ไม่โลภก็พอจะรู้จักใช่ไหม ตั้งแต่มากๆ เลย จนกระทั่งถึงเล็กนิดเดียวนี้แย่หน่อย เพราะว่าติดข้องกันทั้งวัน อาหารต้องอร่อย ไช่ไหม ติดข้องแล้ว ไม่โลภอย่างนี้ไม่ได้ แต่อย่าให้ถึงกับเป็นทุจริตที่จะเบียดเบียนคนอื่น ห้ามโกรธก็ห้ามไม่ได้

    บางคนเห็นอะไรก็ติเลย ดอกไม้นี้ก็เป็นอย่างนั้น ผ้านี่ก็เป็นอย่างนี้ มีเรื่องติได้ตลอดเวลาเพราะเห็นแต่ความไม่ถูกใจจนเป็นนิสัย แต่ว่าก็เป็นสิ่งซึ่งไม่ถึงกับทำร้ายเบียดเบียนใคร ก็ยังดี แต่หารู้ไม่ว่าสิ่งที่เล็กน้อยที่สุด เหมือนก้านไม้ขีด เล็กมาก แต่เผาบ้านเผาเรือนได้ เพราะฉะนั้นอกุศลทุกประเภทก็สามารถที่จะค่อยๆ เจริญขึ้น สะสมไป จนกระทั่งทำร้ายได้ แต่ลืมว่าความไม่ดีทั้งหมดก่อนอื่นไม่ได้ทำร้ายใครเลยทั้งสิ้น แต่ทำร้ายจิตที่ขณะนั้นมีสภาพธรรมที่ไม่ดีเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของแต่ละหนึ่งคนซึ่งไม่เคยรู้เลยว่าอะไรบ้าง ดีชั่วแค่ไหน มากน้อยแค่ไหนตั้งแต่เกิด ก็เห็นผ่านๆ ไปเรื่อยๆ แต่ถ้าพิจารณาแล้ว ก็จะเห็นประโยชน์อย่างยิ่งของการที่จะมีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า แท้ที่จริงแล้วความถูกต้องจริงๆ เดี๋ยวนี้คืออะไร โดยมากเราก็ไปหาความถูกต้องไกลตัว แต่ความจริงและความถูกต้องเดี๋ยวนี้คืออะไร

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ประโยคนี้ผ่านหูไป ไม่รู้เลย แท้ที่จริงสิ่งที่มีแต่ละหนึ่งไม่เกิด ไม่มี แต่เพราะเกิดขึ้นมี จึงมี เพราะฉะนั้นแต่ละคำนี้เป็นคำที่ผ่านไปง่ายๆ ไม่ได้เลย เพราะต่อไปนี้ก็จะรู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีจริงๆ นั้นนะคืออะไร แต่ละหนึ่ง แต่ละหนึ่งไม่ปะปนกัน

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมคือสิ่งที่มีจริงที่เกิดขึ้นปรากฏว่า สิ่งใดก็ตามทั้งหมดที่มีการปรุงแต่งมีการเกิดขึ้น ไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเรา ขณะนี้บ้านนี้ของใคร เห็นไหม มีเจ้าของ แล้วก็ตัวเจ้าของบ้านก็มี เห็นไหม ว่าไม่ใช่มีแต่บ้าน แต่ตัวเจ้าของบ้าน เป็นของใคร ก็ของตัวเจ้าของบ้าน ใช่ไหม แสดงว่ามีความเป็นตัวตน เรา แล้วก็มีของเราด้วย

    พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงว่า ไม่ว่าอะไรทั้งหมด ไม่ใช่เรา และไม่ใช่ของเรา และไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งหลงเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งนั้น นี่คือพระปัญญาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วใครเล่าจะทำให้คนอื่นได้เริ่มเข้าใจถูกต้องว่า คำนี้เป็นคำจริง ทุกอย่างเกิดขึ้นต้องมีเหตุปัจจัย ไม่มีใครไปทำได้เลยสักอย่างเดียว เวลานี้ หิวไหม ตอบได้ทั้งนั้นเลย คือทุกอย่างที่จริงต้องจริง เวลานี้หิวไหม ตอบเลย ไม่หิว คนที่ไม่หิวก็มี คนที่หิวก็มี

    ใครไปทำให้หิว ใครไปทำให้ไม่หิว เห็นไหม ไม่มีเลย แต่พอหิวเกิดขึ้น เรา เราหิว แต่ก่อนที่จะหิว ไม่หิวนิ แล้วเราอยู่ไหน แต่พอหิวเกิดขึ้น เราหิว เพราะฉะนั้นตอนไม่หิว หิวไม่เกิด ยังไม่เป็นเรา เพราะว่าหิวยังไม่เกิด แต่มีเราที่กำลังอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นตั้งแต่เกิดจนตาย ไม่เคยรู้ความจริงเลยว่าเป็นธรรม

    แค่คำเดียวเป็นธรรม เราก็ไปค้นคว้าหาใหญ่เลย ธรรมคืออะไร คือคุณากร คืออะไรก็ท่องไป ว่าไป แต่ว่าความจริงต้องละเอียดอย่างยิ่ง และก็ต้องรู้ว่าคำไหนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ หมายความถึงอะไร เพราะฉะนั้นธรรมไม่ใช่ภาษาไทย เป็นภาษามคธี ซึ่งดำรงพระศาสนาสืบต่อมา จึงใช้คำภาษาบาลีหรือปาละ ซึ่งหมายความถึงภาษาของชาวเมืองแคว้นหนึ่ง ซึ่งเขาพูดภาษานั้นเป็นธรรมดา

    แต่ของเราฟังแล้วไม่รู้เรื่อง เราไม่ใช่ชาวเมืองนั้น ต้องนั่งเรียนกันนานมากเลยกว่าจะเข้าใจความละเอียดของภาษานั้น เพราะฉะนั้นแค่ธรรมคำเดียว ประมาทไม่ได้เลย ถ้ารู้ธรรมจริงๆ จะรู้จักพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าพระองค์ทรงตรัสรู้ธรรม และทรงแสดงธรรมที่พระองค์ได้ทรงตรัสรู้ เพราะฉะนั้นแค่ธรรมคำเดียวประมาทไม่ได้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 190
    28 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ